ดัชนีเศรษฐกิจ 29/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675691

 

“ปตท.สผ.” กลับมาผงาดอีกครั้ง ซุปเปอร์เซฟส่งผลทำกำไรปลิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675701

 

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 59 ปตท.สผ.มีกำไรสุทธิ 232 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับครึ่งปีแรกที่อัตราหุ้นละ 0.75 บาท และยังพร้อมเพิ่มการลงทุนหากเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ เช่น ขยายการลงทุนเข้าสู่โครงการสำรวจที่มีศักยภาพสูงในประเทศมาเลเซียเมื่อเร็วๆนี้

นายสมพรระบุว่าท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปตท.สผ.ได้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยรักษาระดับการผลิตและการลดต้นทุนผ่านโครงการ SAVE to be SAFE ต่อเนื่อง โดยบริ ษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1,038 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังคงมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งโดยมีเงินสดในมือกว่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับผลการดำเนินงานรวม 6 เดือนแรกของปี 59 บริษัทมีรายได้รวม 2,203 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 27 ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในขณะที่มีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 325,257 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน สูงขึ้นร้อยละ 3 จากปี 58 นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถลดต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) มาอยู่ที่ 29.42 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของปี 58 จากการลดค่าใช้จ่ายและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ ลดจำนวนวันและค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุม เจรจาเพื่อลดต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Recurring Net Profit) อยู่ที่ 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ.

 

พณ. จ่อชง ครม. ของบ 750 ล. ตั้งสถาบัน-ปั้นสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 20:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675502

 

พาณิชย์ จ่อชง ครม. 2 ส.ค. ตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม ของบ 750 ล้านบาท ลุยปั้นสินค้าเกษตร เป็นซุปเปอร์ฟู้ดส์ นำร่องข้าวอันดับแรก ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าค้าขาย 2 หมื่นล้านบาท ใน 5 ปี มีสินค้าข้าวที่เกิดจากนวัตกรรมไม่น้อยกว่า 10 รายการ ปีแรกดันให้ได้ก่อน 2 รายการ ทั้งน้ำมันจากข้าวและแป้งข้าว…

วันที่ 28 ก.ค.59 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม โดยจะของบประมาณสนับสนุนในการดำเนินการ 5 ปี วงเงิน 750 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมออกสู่ตลาดอย่างน้อย 10 รายการ และมีมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี แต่หากได้งบประมาณน้อยกว่านี้ เป้าหมายที่วางไว้คงไม่ได้แน่นอน

สำหรับแผนระยะแรก (ปีที่ 1-3) จะของบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อทำตลาด และทำให้คนไทยรับรู้ถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวที่มีมากมาย และสามารถผลิตเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มได้หลากหลาย ที่เรียกว่า Super Food ซึ่งจะนำร่องผลักดันสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างน้อย 2 รายการ คือ น้ำมันจากข้าว และแป้งจากข้าว ส่วนแผนระยะที่ 2 (ปีที่ 4) จะใช้งบฯ 150 ล้านบาท ขยายเครือข่ายนักวิจัน นักลงทุนให้มากขึ้น และเพิ่มชนิดของผลิตภัณฑ์ที่จะออกสู่ตลาด และแผนระยะที่ 3 (ปีที่ 5-7) ใช้งบปีละ 100 ล้านบาท พัฒนามูลนิธิให้เป็นองค์กรมหาชน

ส่วนหน้าที่ของสถาบันฯ จะทำงานโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิตตามทฤษฎี Demand Driven เป็นการทำการตลาดเชิงรุก โดยจะเสาะหาความต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศว่า แนวโน้มการบริโภคสินค้าเป็นอย่างไร หรือกระตุ้นให้ผู้บริโภครู้จักคุณค่าของข้าวไทย เพื่อให้เกิดความต้องการบริโภค จากนั้นจะนำมาให้นักวิชาการ นักวิจัย ค้นคว้าว่า จะนำข้าวไทยมาผลิตเป็นสินค้าเหล่านั้นได้อย่างไร และจะหานักลงทุนเอางานวิจัยดังกล่าวไปลงทุนผลิตเป็นสินค้าออกขายในตลาด ซึ่งจะสนับสนุนทั้งด้านการเชื่อมโยงให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน อำนวยความสะดวกในการขอมาตรฐานต่างๆ และยังจะช่วยในการทำตลาด เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกมาขายได้

นอกจากนี้ จากการหารือกับหน่วยงาน Grow Asia ที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนแก่ประเทศกำลังพัฒนา ภายใต้ World Economic Forum ก็พร้อมจะแนะนำนักลงทุน ที่เป็นบริษัทต่างชาติให้นำงานวิจัยของไทยไปผลิตเป็นสินค้าออกขายทั่วโลกด้วย

สำหรับสินค้านำร่อง 2 รายการที่จะผลักดันให้มีการวิจัยและนำไปลงทุนผลิตเป็นสินค้านั้น ในส่วนของน้ำมันจากข้าว สามารถผลิตเป็นสินค้าได้หลากหลาย เช่น น้ำมันรำข้าว ซึ่งใช้สำหรับผัด ทอด เจียว และจะต่อยอดให้เป็นอาหารเสริม ที่จะบริโภคเพื่อลดความดัน ลดเบาหวาน และถ้าจะทำให้ดีขึ้นไปอีก คือ การทำเป็นยา ส่วนแป้ง จะผลักดันให้ผลิตโปรตีนจากแป้งข้าว เพื่อนำมาทำเป็นอาหารเสริม ยา หรืออาหารสำหรับทารก เด็ก ผู้สูงอายุ นักกีฬา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน เอกชนไทยเริ่มผลิตได้แล้ว และขายในต่างประเทศ.

 

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าใหม่ เอาเหล้าปลอมใส่ขวดแท้ มีโทษหนัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 19:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675474

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฉบับปรับปรุงใหม่ มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ (28 ก.ค.) เพิ่มโทษหนักผู้เอาสินค้าปลอมมาใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้า ตะลึง! พบเหล้า น้ำมันเครื่อง แชมพูสระผม สินค้าปลอมยอดฮิต พร้อมให้จดทะเบียนเครื่องหมาย “เสียง” ได้แล้ว…

วันที่ 28 ก.ค.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 ได้มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ (28 ก.ค.59) โดยได้กำหนดบทลงโทษ สำหรับการนำหีบห่อ หรือภาชนะที่แสดงเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้ มาใช้สำหรับสินค้าของตนเอง หรือบุคคลอื่น เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น โดยจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และไม่สามารถยอมความได้ ถือเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้ได้รับอันตรายจากการบริโภคสินค้าปลอม และคุ้มครองเจ้าของเครื่องหมายการค้าไม่ให้ถูกละเมิด จากเดิมที่การเอาผิด จะใช้กฎหมายอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยอมความได้

สำหรับการเพิ่มโทษดังกล่าว เป็นเพราะในปัจจุบัน มักมีพ่อค้าหัวใสนำหีบห่อ หรือภาชนะสินค้าที่มีแบรนด์ มาบรรจุสินค้าปลอม ไม่มีมาตรฐาน และไม่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค โดยสินค้าที่พบการละเมิดลักษณะนี้มากที่สุด คือ เหล้า และไวน์แบรนด์ดัง เช่น แบล็ค เลเบิ้ล, เรด เลเบิ้ล และไวน์บิน 389 เป็นต้น โดยจะนำเหล้าวิสกี้นำเข้าราคาถูกขวดละ 100 กว่าบาทมาแต่งกลิ่นใหม่แล้วใส่ในขวดเหล้าแบรนด์ดัง หรือนำเอาเอทิลแอลกอฮอล์มาผสมแต่งสี แต่งกลิ่นใหม่ให้ใกล้เคียงกับเหล้าแบรนด์ดัง แล้วใส่ลงไปในขวดเหล้าแบรนด์ดังกล่าว หรือนำเอาไวน์บิน 2 มาใส่ในขวดไวน์บิน 389 ที่มีราคาแพงกว่า ซึ่งส่วนมากพบในสถานบันเทิงทั่วไป และมักจะนำมาเสิร์ฟเป็นขวดที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีสินค้าน้ำมันเครื่อง แชมพูสระผม อีกด้วย

“ของปลอมเหล่านี้ มักไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ราคาถูกกว่าสินค้าแบรนด์นั้นจริงๆ และหาซื้อได้ตามตลาดนัดทั่วไป หากผู้บริโภคพบเห็นการกระทำเช่นนี้ สามารถแจ้งได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสายด่วนกรมฯ 1368”

นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าว ยังได้ขยายการให้ความคุ้มครองไปยังเครื่องหมายเสียง เพื่อให้สามารถรับจดทะเบียนเสียงเป็นเครื่องหมายการค้าได้ เช่น เสียงดนตรีจากการขายไอศกรีม, เสียงเริ่มต้นรายการโทรทัศน์, เสียงเริ่มต้นรายการข่าว เป็นต้น พร้อมกันนั้น ยังลดขั้นตอนการวินิจฉัยอุทธรณ์จาก 90 วัน เหลือ 60 วัน และการปรับปรุงค่าธรรมเนียมท้าย พ.ร.บ. ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวทุกรายการ เช่น ค่าธรรมเนียมคำคัดค้านเดิมฉบับละ 1,000 บาท เป็นฉบับละ 2,000 บาท รวมถึงเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายใต้พิธีสารมาดริด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกไทยในการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่กรมฯ เพียงที่เดียวแต่ได้รับความคุ้มครองใน 97 ประเทศสมาชิก.

 

เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว พรุ่งนี้วันสุดท้าย! ยอดล่าสุด 9.6 แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 19:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675543

 

กกจ. เผย ยอดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติล่าสุด 9.6 แสนราย เผยพรุ่งนี้ (29 ก.ค.) เปิดวันสุดท้าย คาดมีแรงงานจดทะเบียนรวม 1 ล้านคน ระบุ จะมีการตรวจแรงงานเข้มข้นขึ้น หากพบทำผิดจะถูกจับดำเนินคดีเด็ดขาด นายจ้างโทษปรับสูงสุด…

วันที่ 28 ก.ค.59 นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า กกจ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา กัมพูชา และลาว ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ.
ในกลุ่มที่มีบัตรสีชมพูและกลุ่มเดิมที่มีเอกสาร ซึ่งเริ่มเปิดจดทะเบียนวันที่ 1 เม.ย. จนถึงวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้มีนายจ้างจำนวน 287,135 ราย พาลูกจ้างต่างด้าวมาจดทะเบียน และมีแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตามมาจดทะเบียนทั้งหมด 965,203 คน แยกเป็น สัญชาติเมียนมา 570,893 คน กัมพูชา 338,141 คน และลาว 56,169 คน

ส่วนผู้ติดตามทั้ง 3 สัญชาติ 20,627 คน เมื่อครบกำหนดในวันที่ 29 ก.ค. นี้ คาดว่า จะมีแรงงานต่างด้าวมาจดทะเบียนทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน

อธิบดี กกจ. กล่าวอีกว่า ขอให้นายจ้างพาแรงงานต่างด้าวมาจดทะเบียนตามกำหนด หลังจากวันที่ 29 ก.ค. นี้ กกจ.จะมีการออกตรวจแรงงานเข้มข้นมากขึ้น หากพบการกระทำผิดจะต้องถูกจับและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยนายจ้างมีโทษปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน

ขณะที่ แรงงานต่างด้าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและถูกผลักดันส่งกลับ ทั้งนี้ขอยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่ และหลังจากนี้ จะให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวโดยผ่านระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น.

 

บสย. เปิดสำนักงานใหม่ชลบุรี หนุน SMEs โซนตะวันออก เข้าถึงสินเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675454

 

บสย. เปิดสำนักงานใหม่สาขาชลบุรี หวังรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมภาคตะวันออก พร้อมตั้งให้เป็นศูนย์ปฏิบัติการสำรอง รองรับเหตุฉุกเฉิน ย้ำเดินแผนครึ่งปีหลัง ขยายฐานลูกค้า หนุน SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ จับมือพันธมิตรให้ความรู้ทางการเงิน…

วันที่ 28 ก.ค.59 นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานใหม่ของสาขาชลบุรี ว่า บสย. สำนักงานสาขาชลบุรี นับเป็นสาขาที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ภาคตะวันออก เป็นกลไกของภาครัฐในการช่วยเหลือส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs 7 จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และสระแก้ว ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบว่า ภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ภาคบริการการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน กำลังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากนโยบายด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผู้ประกอบการ SMEs


บสย. เปิดสำนักงานใหม่สาขาชลบุรี

บสย. ได้ย้ายสถานที่ทำการเดิม ซึ่งตั้งอยู่ ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9 จังหวัดชลบุรี มายังที่ทำการแห่งใหม่ เลขที่ 208/14 หมู่ 3 ถนนพระยาสัจจา ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี พร้อมยกระดับให้เป็นศูนย์กลางด้านการบริการค้ำประกันสินเชื่อแห่งภาคตะวันออกอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านการบริการข้อมูลด้านการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในภาคตะวันออก และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร พร้อมลงทุนพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ การติดระบบคอมพิวเตอร์สำรอง และระบบแบ็กอัพข้อมูลทั้งหมดของ บสย. โดยสาขานี้จะเป็นศูนย์ปฏิบัติการสำรองของ บสย.ในกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว

สำหรับแผนงานในช่วงครึ่งปีหลัง ได้มอบหมายนโยบายให้สำนักงานสาขามุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก คือ 1. ให้การส่งเสริมสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อผ่านโครงการกระตุ้นยอดการค้ำประกัน 2. ขยายฐานลูกค้ากลุ่มรายย่อย และกลุ่ม Start-up 3. การจัดกิจกรรมมหกรรมเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร สถาบันการเงิน หอการค้าจังหวัด คลังจังหวัด เครดิตบูโร ร่วมกันเปิดมุมมองความรู้ทางการเงิน แก่ผู้ประกอบการ SMEs และการเพิ่มยอดการค้ำประกันสินเชื่อ ทั้งด้านการช่วยผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 4. การให้ความรู้ทางการเงิน ผู้ประกอบการร่วมกับพันธมิตร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมบังคับคดี กรมสรรพากร ในโครงการ TCG-Financial Literacy


มุ่งเน้นการช่วยผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายกฤต สมมาศเดชสกุล ผู้จัดการอาวุโส สำนักงานสาขาชลบุรี กล่าวว่า มั่นใจว่าภาพรวมในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจในภาคตะวันออกจะคึกคักเช่นเดียวกับครึ่งปีแรก โดยผลดำเนินงานของสำนักงานสาขาชลบุรีในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2559 มียอดค้ำประกัน 4,200 ล้านบาท และช่วยผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ จำนวน 1,450 ราย โดยกลุ่มการค้ำประกันสูงสุดได้แก่ ภาคบริการ 23.93% ภาคเกษตรกรรม 12.18% และภาคการผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ 12.16% สะท้อนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่ยังสดใสด้านการลงทุนและธุรกิจภาคบริการ โดยมีผลดำเนินงานของสำนักงานสาขาชลบุรีสูงเป็นอันดับ 2 รองจากสำนักงานสาขากรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ในส่วนของแผนงานครึ่งปีหลังของสาขาชลบุรี จะเร่งผลักดันการค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย การเพิ่มลูกค้าใหม่ และการช่วยผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ส่วนด้านกิจกรรมในเดือนสิงหาคม สำนักงานสาขาชลบุรี จะจัดงานมหกรรมเข้าถึงแหล่งเงินทุน ที่จังหวัดจันทบุรี และในช่วงเดือน ต.ค. หรือ พ.ย. 2559 จะจัดโครงการอบรมหลักสูตรการค้าชายแดนเพื่อผู้ประกอบการ SMEs ที่จังหวัดสระแก้ว


หุ้นไทยปิดบวก 9.18 จุด ดัชนีที่ 1,524.58 จุด ซื้อขาย 66,884.69 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 17:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675487

 

หุ้นไทยปิดบวก 9.18 จุด คิดเป็น 0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,524.58 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 66,884.69 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 28 ก.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยสดใส ปิดตลาดภาคบ่ายบวก 9.18 จุด หรือคิดเป็น 0.61% ดัชนีอยู่ที่ 1,524.58 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 66,884.69 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน).

 

ผู้ใช้รถเฮ! ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันทุกชนิด 30 สต./ล. มีผลพรุ่งนี้ตี 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 10:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675163

 

ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง 30 สต./ล. มีผลพรุ่งนี้ (29 ก.ค.) เวลา ตี 5 …

วันที่ 28 ก.ค.59 ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ลดลง 30 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (29 ก.ค. 59) เวลา 05.00 น. สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้

เบนซิน 95: 30.36 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 23.25 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 22.98 บาท/ลิตร E20: 20.74 บาท/ลิตร E85: 16.69 บาท/ลิตร ดีเซล 23.49 บาท/ลิตร ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 200 รูปพรรณขายบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675091

 

ราคาทองวันที่ 28 ก.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 200 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603 ขายออกบาทละ 22,600 บาท …

วันที่ 28 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ปรับเพิ่มขึ้น 200 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท

 

สคฝ.ขยายคุ้มครองเงินฝาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674847

 

ต่ออายุผู้ฝากเงินแบงก์ปดรับเงิน 15 ล้านบาท

ผู้ฝากเงินเฮ! สถาบันคุ้มครองเงินฝากต่ออายุผู้ฝากเงิน คุ้มเงินฝากทุกรายไม่เกิน 15 ล้านบาท ถึงวันที่ 11 ส.ค.ปี 61 และจะค่อยๆทยอยลดลงจนเหลือ 1 ล้านบาท ในวันที่ 11 ส.ค.63 จากเดิมลดเหลือ 1 ล้านบาท “สรสิทธิ์” มั่นใจประชาชน 98.18% ได้รับประโยชน์ จากจำนวนผู้ฝากเงินทั้งหมด 68 ล้านคน

นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.59 เป็นต้นไป ประชาชนที่ฝากเงินกับสถาบันการเงินจะได้รับการคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 15 ล้านบาทต่อไปอีกปี หลังจากกระทรวงการคลังได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แก้ไข พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยได้ปรับปรุงการคุ้มครองเงินฝากจากเดิมที่กำหนดว่า จะลดความคุ้มครองลงมาเหลือ 1 ล้านบาท/ราย/ต่อบัญชี ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.59 เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่รวมถึงพนักงานบางรายของสถาบันการเงินยังขาดความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวจะส่งผลให้วงเงินในการคุ้มครองเงินฝากใหม่ ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.นี้ จนถึงวันที่ 10 ส.ค.61 กำหนดวงเงินความ คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 15 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.61 ถึงวันที่ 10 ส.ค.62 คุ้มครองไม่เกิน 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.62 ถึงวันที่ 10 ส.ค.63 คุ้มครองไม่เกิน 5 ล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.63 เป็นต้นไป คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้าน บาท ซึ่งจะครอบคลุมเงินฝากของประชาชนถึง 98.18% จากจำนวนประชาชนที่มีเงินฝากทั้งหมดในระบบ 68 ล้านราย

“การปรับปรุงวงเงินคุ้มครองเงินฝากมีการเปลี่ยนแปลงรวมครั้งนี้ นับเป็นรอบที่ 3 แล้ว โดย ครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เนื่องจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อปี 51-52 ครั้งที่ 2 ในสมัยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง พร้อมกับปรับปรุงการจ่ายเงินสมทบของสถาบันการเงินให้แก่ สคฝ.จากเดิม 0.47% ของยอดเงินฝากสถาบันการเงินทั้งหมด ลดลงเหลือ 0.01% ส่วนที่เหลือ 0.46% นำไปแก้ไขหนี้ให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้ยอดความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูฯ จากเดิม 1.4 ล้านล้านบาท ลดลงต่ำกว่าระดับ 1 ล้านล้านบาท”

นายสรสิทธิ์กล่าวว่า สคฝ.ก่อตั้งเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2551 จนถึงปัจจุบันครบ 8 ปี โดยไม่มีเหตุการณ์ที่น่าตกใจจนส่งผลถึงขั้นที่ สคฝ.ต้องสั่งปิดสถาบันการเงินเพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงิน เนื่องจากนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เพิ่มความเข้มงวดและออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมสถาบันการเงินให้ได้มาตรฐานจนทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดย ณ วันที่ 31 มี.ค.59 เงินกองทุนต่อ สินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ของระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 17.50% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 58 อยู่ที่ระดับ 17.43% ขณะที่หลักเกณฑ์ของ ธปท. กำหนดขั้นต่ำสุดเอาไว้ที่ 8.5% เท่านั้น

นายสรสิทธิ์กล่าวว่า ความเข้มแข็งของสถาบันการเงินภายในประเทศจะเป็นสิ่งที่การันตีว่าเงินฝากของประชาชนที่ฝากอยู่กับสถาบันการเงิน ยังคงมีความปลอดภัยสูง และหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์จนถึงขั้นต้องปิดสถาบันการเงิน ก็ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า เงินฝากที่อยู่กับสถาบันการเงินจะได้รับคืนทุกบาททุกสตางค์ ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วคือไม่เกิน 30 วัน และที่สำคัญหลังจาก ธปท.และสถาบันการเงินประกาศใช้พร้อมเพย์เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น สคฝ. คาดว่าการคืนเงินฝากให้แก่ประชาชนจะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบัน สคฝ.มีกองทุนที่คุ้มครองเงินฝากถึง 115,000 ล้านบาท มีอัตราเพิ่มขึ้นปีละ 1,300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มวงเงินกองทุนฯ ขึ้นไปแตะระดับ 200,000 ล้านบาท ก็น่าจะหยุด การเก็บเงินสมทบจากสถาบันการเงิน ซึ่งวงเงินดังกล่าวจะคุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน 15 ล้าน บาท กรณีสั่งปิดสถาบันการเงินขนาดกลางและขนาดเล็ก”

ส่วนกรณีถึงขั้นต้องสั่งปิดสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศนั้น นายสรสิทธิ์กล่าวว่า จำนวนเงินของกองทุนฯ หากมีสูงถึง 1 ล้านล้านบาทก็ไม่เพียงพอต่อจ่ายเงินคืนผู้ฝากเงิน เพราะการปิดสถาบันการเงินขนาดใหญ่เป็นเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ เหมือนกับปี 2540 ที่รัฐบาลในสมัยนั้น ต้องการันตี หรือคุ้มครองเงินฝากของประชาชนทุกคนเพื่อป้องกันการตื่นตระหนกของผู้คน ดังนั้น เรื่องการดูแลสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ จึงเป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่ต้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและใกล้ชิดต่อไป ส่วนหน้าที่ของ สคฝ.คือ คืนเงินฝากให้ถึงมือประชาชนเร็วที่สุด และหากต้องสั่งปิดสถาบันการเงินแม้จะก่อให้เกิดเสียหายก็ตาม แต่ความเสียหายจะมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งระบบการตรวจสอบข้อมูลของ สคฝ.หากสามารถสั่งปิดกิจการสถาบันการเงินได้ภายใน 1 วัน.