“ประยุทธ์” ลุยไฟเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674843

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ว่า รัฐบาลไม่มีการยกเลิกนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนจะมีการลงทุนเท่าใด ให้เน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพไว้ก่อน โดยขณะนี้พื้นที่ อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย อ.แม่สอด จังหวัดตาก อ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และ อ.สะเดา จังหวัด สงขลา มีศักยภาพมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะยกเลิกพื้นที่อื่นๆ เพราะพื้นที่อื่นๆก็จะไปพิจารณาดูว่ารูปแบบการส่งเสริมจะเป็นอย่างไร ถึงจะเหมาะสม ตรงความต้องการของเอกชนที่ต้องมาพิจารณาเป็นการเฉพาะในบางกิจกรรม

“อย่ามาโจมตีรัฐบาลว่าทำแล้ว ไม่มีใครมาลงทุน ถ้าวันนี้ไม่ลงทุน ก็มาลงทุนกันวันหน้า ถ้าไม่วางอนาคตไว้จะเกิดอะไร มันต้องตีกรอบไว้เหมือนกัน แต่ละด้านก็ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเขายังไม่พร้อม การลงทุนก็ยังไม่มีมากนัก เป็นเรื่องธรรมดา ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องทำก็ต้องทำไปก่อน เพื่อที่จะเชื่อมต่อเพื่อนบ้าน”

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า กนพ.ได้รับทราบความคืบหน้า ของการลงทุนใน 8 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ คือ จังหวัดตาก, ตราด, หนองคาย, เชียงราย, สงขลา สระแก้ว, กาญจนบุรี และมุกดาหาร ที่ปัจจุบันมีเอกชนมายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 39 โครงการ วงเงินรวม 7,200 ล้านบาท ล่าสุดมีโครงการผ่านการอนุมัติแล้ว 10 โครงการ สำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่มีเอกชนขอบีโอไอมากที่สุดคือ ที่จังหวัดตาก จำนวน 21 โครงการ วงเงินรวม 3,798 ล้านบาท เป็นนักลงทุนชาวจีน ไต้หวัน และไทย กิจการ ที่ลงทุนสูงสุดคือ บรรจุภัณฑ์และพลาสติก ฯลฯ

“เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ยังไม่มีเอกชนสนใจลงทุนหรือสนใจน้อย ต้องไปดูว่าเอกชนมีความต้องการอะไร เพื่อปรับให้เข้ากับความต้องการของเอกชนให้มากขึ้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดทำแผนงาน 5 ปี สำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดกาญจนบุรี ให้มีความสอดคล้องกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายด้วย”.

 

ไทย-อังกฤษเปิดยุทธศาสตร์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬากระตุ้นรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674842

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้ประสานความร่วมมือกับอังกฤษในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาร่วมกัน หลังจากการหารือกับเอกอัครราชทูตอังกฤษ ไบรอัน เดวิดสัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับข้อเสนอจากอังกฤษว่า ควรนำความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการบริหารกีฬาและการท่องเที่ยวมาช่วยสนับสนุนไทย เนื่องจากทราบว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา รวมถึงเตรียมจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งแรกขึ้นมาด้วย จึงมอบให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปหารือร่วมกัน ว่าจะนำข้อตกลงความร่วมมือนี้มาวางแผนแลกเปลี่ยนความรู้ใดๆได้บ้าง

ทั้งนี้ อังกฤษเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในกีฬาหลากหลายประเภท เป็นจุดหมายที่นิยมของการจัดแข่งกีฬาชั้นนำ เช่น โอลิมปิกเกมส์ที่จัดครั้งล่าสุด ณ กรุงลอนดอน ลีกฟุตบอลอาชีพ อาทิ พรีเมียร์ลีก ที่ทั่วโลกและคนไทยให้ความนิยม สามารถต่อยอดให้กับการท่องเที่ยวในรูปแบบของการเข้าชมเกมการแข่งขัน การทัวร์สนามฟุตบอล จึงมองว่าสามารถใช้ช่องทางที่อังกฤษเปิดกว้างครั้งนี้นำทีมฟุตบอลอาชีพของไทยที่กำลังเติบโต ไปศึกษาดูการบริหารจัดการ นำความรู้มาเป็นประโยชน์ต่อยอดด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการกระจายรายได้ เนื่องจากฟุตบอลลีกเป็นการแข่งขันในสนามทั่วทั้งประเทศ

“ไทยยังได้รับคำมั่นจากทูตอังกฤษ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงกีฬาตรงกับความสนใจของคนในยุคปัจจุบันมาก เพราะในชีวิตประจำวันคนไทยส่วนใหญ่ให้ความใส่ใจกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากนำมาผูกโยงกับการท่องเที่ยวได้ ก็เป็นเรื่องดี และคนอังกฤษยังยืนว่าจะมาเที่ยวเมืองไทยตามปกติแม้จะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป”

ขณะเดียวกัน ไทยได้เตรียมขยายความร่วมมือระดับรัฐบาลกับประเทศเวียดนาม หลังจากการต้อนรับคณะตัวแทนจากเมืองเว้ ที่ต้องการสร้างสัมพันธ์ด้านท่องเที่ยวกับไทย ที่จะมีการจับคู่การท่องเที่ยวเมืองเว้เข้ากับจังหวัดเชียงใหม่หรือ พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีจุดเด่นเรื่องวัฒนธรรม และการเป็นเมืองที่มีมรดกโลกอยู่เหมือนกัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ แอปเปิลดันแนสแด็กบวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674994

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ หลังจากที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่เปิดช่องสำหรับการเพิ่มดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ขณะที่การเพิ่มขึ้นของหุ้นแอปเปิลช่วยดันแนสแด็ก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 ก.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1.58 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 18472.17 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.60 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 2166.58 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 29.76 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 5139.81 จุด

เมื่อวันพุธ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แถลงผลการประชุม โดยพวกเขาตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเอาไว้ที่ระดับ 0.25-0.50% ตามเดิม และยอมรับด้วยว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ พัฒนาขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณบอกว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2016

ขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทแอปเปิลเพิ่มขึ้น 6.9% หลังเปิดเผยว่ามีรายได้ในไตรมาสที่ 2 ลดลงถึง 27% เนื่องจากยอดขายไอโฟนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้

 

สศอ.ยันเกาะกระแสโลก ส.อ.ท.ร้องรัฐทบทวนส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674839

 

กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ส.อ.ท.จ่อยื่นหนังสือถึง สศอ.ขอให้ทบทวนนโยบายส่งเสริมรถไฟฟ้า (อีวี) ใหม่ชี้เร็วเกินไป ประเทศไทยยังไม่พร้อม หวั่นกระทบหลายด้านทั้งไฟฟ้า แบตเตอรี่ รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน และรถอีโคคาร์ ขณะที่โตโยต้าตอกย้ำไทยควรเป็นรถยนต์ไฮบริด จ่อเสนอเว้นสรรพสามิต ด้าน สศอ.ยืนยันเดินหน้าตามกระแสโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ฯ จะยื่นหนังสือถึงนายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เพื่อขอให้ สศอ.ทบทวนนโยบายการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV Electric Vihede) หรืออีวี ในประเทศไทยใหม่ เนื่องจาก ส.อ.ท.เห็นว่าการส่งเสริมให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในขณะนี้ ถือว่าเป็นนโยบายที่เร็วเกินไปสำหรับประเทศไทย และควรดำเนินนโยบายดังกล่าวแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะยังไม่มีความพร้อมหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานไฟฟ้า ที่จะรองรับซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเพียงพอหรือไม่ รวมไปถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ความพร้อมของเทคโนโลยี โดยเฉพาะแบตเตอรี่รวมถึงวิธีกำจัดทำลายแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพ และผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ

นอกจากนี้ ยังจะเสนอความคิดว่า สศอ. ควรศึกษาถึงความเหมาะสมและความพร้อมของอุตสาหกรรมในประเทศในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการศึกษาถึงผลกระทบของนโยบายที่ภาครัฐเดิมที่เคยให้การสนับสนุนการลงทุน และการลงทุนของภาคเอกชน ที่ได้รับการส่งเสริมไปแล้ว เช่น โครงการรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) และโครงการรถยนต์พลังงานทางเลือก รวมถึงความพร้อมในด้านของการจัดหาไฟฟ้า ที่มีการผลิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้ภาคยานยนต์ไม่ส่งผลกระทบกับการใช้ไฟฟ้าของภาคครัวเรือน หรือภาคอุตสาหกรรม

สำหรับแนวคิดของภาครัฐ ที่จะให้มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูประยะแรก จำนวน 5,000 คัน โดยยกเว้นภาษีอากรนำเข้า ระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศ ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วย หากจะมีการยกเว้น ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพราะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน ว่าจะเริ่มต้นการผลิตจำนวนเท่าใดและเมื่อใด, รวมถึงต้องกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่สามารถผลิตได้ในประเทศ และมีมาตรการลงโทษหากไม่ทำตามแผนหรือระยะเวลาที่กำหนด

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ขอยืนยันว่า แนวทางการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ยังต้องค่อยเป็นค่อยไปและได้เสนอให้ภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องของการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตได้ภายในประเทศเป็นหลักก่อน และตนได้มอบให้กลุ่มยานยนต์ฯไปศึกษาแนวทางว่าหากรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จริง จะมีแผนรองรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไม่ให้ปิดกิจการอย่างไร

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ในอนาคตประเทศไทยก็ต้องมีรถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการในภาพรวม โดยเฉพาะความพร้อมสถานีชาร์จไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ปัจจุบันราคาน้ำมันก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ดังนั้นรถยนต์ไฮบริด ซึ่งเป็นการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันร่วมกันได้ เป็นทางเลือกของผู้บริโภคในขณะนี้ มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ. ยังยืนยันในการเดินหน้าส่งเสริมนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าต่อไป เนื่องจากเป็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก หากไทยไม่มีการเตรียมพร้อมอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้ แต่การเปลี่ยนเทคโนโลยียานยนต์ ประเภทเครื่องยนต์ ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า จะไม่เกิดขึ้นรวดเร็วมากนัก โดยขณะนี้แนวทางการส่งเสริมของ สศอ.เริ่มจากปลั๊กอินไฮบริดก่อนอยู่แล้ว.

 

“ทรู” ใช้พรีเมียร์ลีกบูมฐานลูกค้า 4 จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674827

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จัดแถลงข่าวคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจากประเทศอังกฤษ โดยได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์มือถือและออนไลน์ ส่วนการถ่ายทอดสดผ่านเปย์ทีวี หรือโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกนั้น ทรูวิชั่นส์ได้สิทธิแบบไม่ใช่รายเดียว แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีคู่แข่งรายใดซื้อลิขสิทธิ์ร่วมแน่

โดยนายกิตติณัฐ ทีคะวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ ธุรกิจโมบายล์ กล่าวว่า การได้ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกกลับคืนมาอีกครั้งของทรู จะช่วยดึงลูกค้าที่เป็นคอบอลให้หันมาเป็นลูกค้าของทรูมูฟเอชได้มากขึ้น โดยการได้ลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ จะเป็นการทำตลาดในกลุ่มลูกค้าวงกว้างในราคาที่จับต้องได้ โดยสำหรับลูกค้าทรูมูฟเอช ดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกผ่านแอพพลิเคชั่น True ID ในราคาเดือนละ 29 บาท ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ต่ำกว่าที่คู่แข่งเคยให้บริการไว้ที่เดือนละ 290 บาทอยู่มาก เนื่องจากทรูต้องการให้คนได้รับชมพรีเมียร์ลีกได้ในราคาที่จ่ายได้ โดยเชื่อมั่นว่าด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย 4 จีของทรูมูฟเอชจะทำให้การรับชมได้อรรถรสเต็มที่แน่นอน

ส่วนนายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย กล่าวเพิ่มเติมว่า การได้รับลิขสิทธิ์จากบีอิน BeIn ถือเป็นความตั้งใจของทรูที่จะส่งมอบคอนเทนต์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะผ่านช่องทางใด โดยทรูได้สิทธิครบ 3 ปี จนถึงปี 2019 ครบ 380 แมตช์ โดยในส่วนของลูกค้าทรูวิชั่นส์นั้น รับชมฟรีสำหรับแพ็กเกจแพลทตินั่ม ส่วนแพ็กเกจอื่นๆ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มระหว่างเดือนละ 299-399 บาท โดยนอกจากพรีเมียร์ลีกแล้ว ลูกค้ายังจะได้รับชมฟุตบอลลีกอื่นๆ รวม 6 ลีกด้วย.

 

สค.เผยจีนนำเข้าอาหารกว่า 220,320 ล้านเหรียญฯ ชี้อาเซียนแหล่งสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672244

 

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคแห่งประเทศจีน (AQSIQ) แจ้งสถานการณ์การนำเข้าสินค้าอาหารจากต่างประเทศของจีนระหว่างปี 2554–2558 ว่า มีการนำเข้าถึงประมาณ 4.8 ล้านครั้ง ปริมาณสูงถึง 160 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 220,320 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.6 (เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.2 ต่อปี)

จีนได้กลายเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอาหารอันดับหนึ่งของโลกตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ซึ่งจำแนกลักษณะการนำเข้าสินค้าอาหารอย่างมีนัยสำคัญเป็น 3 ส่วน คือ แหล่งนำเข้า จีนได้นำเข้าสินค้าอาหารจาก 202 เขตเศรษฐกิจพิเศษ/ประเทศ แหล่งนำเข้าสินค้าอาหาร 5 อันดับแรกของจีน คือ อาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และบราซิล ตามลำดับ โดยนำเข้าจากอาเซียนมากที่สุด คิดเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารของจีน สินค้านำเข้ามีความหลากหลาย โดยร้อยละ 70 จีนนำเข้าน้ำมันธัญพืช ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เนื้อสัตว์ต่างๆ และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 110, 20, 12.96 และ 6 ล้านตันตามลำดับ และด่านนำเข้าสินค้าอาหารที่สำคัญของจีนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองที่ติดกับชายฝั่งทะเลเป็นหลัก อาทิ กวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน ฝูเจี้ยน และเจ้อเจียง เป็นต้น

ปัจจุบันจีนได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านความปลอดภัยสินค้าอาหาร 189 รายการ กับกว่า 70 เขตเศรษฐกิจพิเศษ/ประเทศในโลก และคาดว่าในปี 2563 ส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าอาหารนำเข้าในตลาดจีนจะเพิ่มสูงถึง 480,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู วิเคราะห์ว่า จากสถานการณ์แนวโน้มการนำเข้าสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกจะต้องให้ความสำคัญด้านคุณภาพและความปลอดภัยสินค้าอาหารให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรฐานการนำเข้าสินค้าอาหารของ AQSIQ

ดัชนีชีวิตผู้บริโภคของจีนระบุว่า สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ขยายตัวเพียงร้อยละ 3.5 ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน (Blue Collar) ได้รับผลกระทบมากที่สุด การลดลงของปริมาณจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเบียร์แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศทางและการยกระดับการบริโภคของผู้บริโภคชาวจีนที่เน้นคุณภาพที่สูงขึ้น จากรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงเริ่มให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพและความสวยงามภายนอกของตนเองมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าเสริมความงามและสุขภาพมากขึ้นเป็นพิเศษ เช่น นมเปรี้ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.6 เครื่องดื่มโปรตีนเกษตรและเครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 6

นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ การท่องเที่ยว สันทนาการและการพักผ่อนล้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปี 2554-2558 อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของรายได้จากโรงภาพยนตร์สูงถึงร้อยละ 35.4 ต่อปี การเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ส่วนยอดการจำหน่ายของเครื่องกรองน้ำมีการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 50

 

ซีพีเอฟหนุนอาหารกลางวันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674825

 

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท ดำเนิน โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต 60 โรงเรียน เฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 60 พรรษา ที่ดำเนินการภายใต้แผนงาน 5 ปี เพื่อสร้างโภชนาการที่ดี และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารแก่เยาวชนไทย

ปัจจุบันซีพีเอฟได้สนับสนุนโรงเรียนรอบโรงงานและฟาร์มของบริษัทสามารถผลิตวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารกลางวันให้เยาวชนได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ถูกหลักโภชนาการอย่างเพียงพอแล้ว 60 โรงเรียน แบ่งเป็นภาคกลาง 26 โรงเรียน ภาคตะวันออก 14 โรงเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 โรงเรียน ภาคใต้ 10 โรงเรียน ภาคเหนือ 2 โรงเรียน และภาคตะวันตกอีก 2 โรงเรียน

ทั้งนี้ โครงการ “ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” เป็นโครงการที่ต่อยอดจากโครงการ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่ซีพีเอฟได้ริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2532 โดยร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเหล่าพนักงาน เพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนในพื้นที่ชนบทห่างไกลเข้าถึงแหล่งอาหารโปรตีน ด้วยการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อผลิตเป็นอาหารกลางวัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน กว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 30 ปี ซีพีเอฟได้ร่วมเสริมสร้างโภชนาการที่ดีผ่านการสนับสนุนโครงการดังกล่าวและโครงการ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” แก่ 600 กว่าโรงเรียน คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท สามารถช่วยสร้างโภชนาการที่ดีแก่เยาวชนทั่วประเทศกว่า 150,000 คน.

 

ความเชื่อมั่นเปราะบาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674823

 

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ประจำเดือน มิ.ย.ว่าปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.3 จากเดือน พ.ค.อยู่ที่ระดับ 86.4 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีความเปราะบาง ปัญหาการแข่งขันด้านราคา การขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความกังวลต่อความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ส.อ.ท.คาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าอยู่ที่ระดับ 99.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 98.7 ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่เข้าใกล้ระดับ 100 โดยผู้ประกอบการเห็นว่าการที่ภาครัฐใช้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน จนทำให้ประเทศไทยได้รับการปรับสถานะจากระดับเทียร์ 3 ขึ้นเป็นเทียร์ 2 จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทย สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือน มิ.ย. คือ ต้องการให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนให้มีการพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อให้แข่งขันได้.

 

เอสซีจียอมรับรายได้พลาดเป้า แต่กำไรไตรมาส 2 กลับสวนทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674818

 

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีคาดว่าในปีนี้ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศจะเติบโต 1% จากปีก่อนที่ทรงตัว 0% โดยประเมินแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 40 ล้านตัน อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ทั้งนี้ ยอมรับว่าอัตราการเติบโตของปีนี้ต่ำกว่าเป้าหมาย ที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่คาดว่าจะโต 3-5% เนื่องจากภาคเอกชนยังไม่เร่งเดินหน้าลงทุนตามภาครัฐ

“เดือน พ.ย.นี้ เอสซีจีจะมีการปิดซ่อมโรงงานเคมีภัณฑ์ 40 วัน ส่งผลให้ยอดขายลดลง แต่ภาพรวมยอดขายเคมีภัณฑ์ของเอสซีจี จะแย่กว่าครึ่งปีแรกหรือไม่ ต้องติดตามดูภาวะตลาดโดยรวม เพราะยังมีปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงโรงงานบางแห่งในอาเซียน ที่ปิดปรับปรุงก่อนหน้านี้กลับมาเดินเครื่องผลิตตามเดิม”

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ยอมรับว่ารายได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อาจไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้า เพราะส่วนหนึ่งยังมีปัจจัยจากปริมาณน้ำฝน ที่ตกลงมามากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่กลางปีนี้ ที่ยังไม่มากพอ และปัญหาภัยแล้ง ก่อนหน้านี้ ทำให้กำลังซื้อในประเทศลดลง สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปีนี้มีรายได้จากการขาย 108,874 ล้านบาท ลดลง 4%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสำหรับงวด 16,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 28/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674782