“ฮาบิโตะ” คอมมูนิตี้มอลล์วิถีแบบ “แสนสิริ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674811

 

ทุ่ม 400 ล้านเนรมิตความครบครันให้ลูกค้า

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว “ฮาบิโตะ” รีเทล มอลล์ ที่จะเป็นไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกของบริษัท โดยเงินลงทุนกว่า 400 ล้านบาท เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทำเลที 77 โดยบริษัทได้พัฒนาโครงการเอาไว้ก่อนหน้าทั้งคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ อาทิ บลอคส์ สุขุมวิท 77 ที่ปัจจุบันปิดการขายไปแล้ว, เดอะ เบส สุขุมวิท 77, เดอะ เบส พาร์คเวสต์ และ 4.การ์เดนท์ สแควร์ ทาวน์เฮาส์มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท เป็นต้น

ทั้งนี้ ฮาบิโตะมีขนาด 10,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) บนพื้นที่ 4 ไร่ของที 77 ซึ่งภายในจะมีทั้งร้านอาหารนานาชาติ พร้อมร้านค้าและบริการต่างๆ อีกทั้งมีไฮไลต์อีกอย่างคือ ฮับบาโตะ โคครีเอชั่น คอมมูนิตี้ ที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้า โดยเป็นศูนย์รวมของผู้มีใจรักในงานศิลปะและมีไอเดียสร้างสรรค์

“ฮาบิโตะมีศักยภาพที่โดดเด่นด้วยฐานลูกค้าที่จะรอใช้บริการจากผู้อยู่อาศัยในที 77 กว่า 5,000 ครัวเรือน และชุมชนโดยรอบย่านอ่อนนุชกว่า 10,000 ครัวเรือน ซึ่งคาดว่าในอนาคตฮาบิโตะจะเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัย ที่ช่วยเติมเต็มให้ที 77 เป็นฮับแห่งการอยู่อาศัยของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยปัจจุบันมีผู้เช่าพื้นที่แล้ว 90% และบริษัทตั้งเป้ารายได้ต่อปี 40 ล้านบาท”.

 

CP ALL มอบรางวัล SME คุณภาพ-ทุนบุตรหลาน หนุน ผู้ประกอบการเติบโตยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 22:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674557

 

ซีพี ออลล์ ย้ำนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอี จับมือ สสว.-กสอ. จัดโครงการ “เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอีไทยยั่งยืน 59” พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเอสเอ็มอีคุณภาพ-มอบทุนการศึกษาบุตรหลานเอสเอ็มอี 1,300 ทุน นำไปต่อยอดธุรกิจเติบโตในอนาคต …

วันที่ 27 ก.ค.59 นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และนายกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเอสเอ็มอี จัดโครงการรวมพลังส่งเสริมเอสเอ็มอี “เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอีไทยยั่งยืน 2559” เพื่อมอบรางวัลเชิดชูเอสเอ็มอีที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และทเวนตี้โฟร์ ช็อปปิ้ง ให้แข่งขันได้ในระดับสากล และเป็นต้นแบบให้กับเอสเอ็มอีรายอื่นๆ ได้พัฒนาศักยภาพ เพื่อเติบโตต่อไปได้ในอนาคต

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบัน เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญในการสร้างความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวม และเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญให้กับประเทศ โดยเซเว่น มีการจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี รวมทั้งสิ้นประมาณกว่า 20,000 รายการ และจะมีการเพิ่มสัดส่วนสินค้าเอสเอ็มอีต่อเนื่อง


นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และนายกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย

นายสุวิทย์ กล่าวด้วยว่า ซีพี ออลล์ ยังจัดให้มีโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรหลานผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในเครือข่ายของ สสว. และ กสอ. จำนวน 1,300 ทุน รวมมูลค่า 135 ล้านบาท เพื่อให้บุตรหลานเอสเอ็มอีนำความรู้ใหม่ๆ มาเป็นแนวทางต่อยอดการดำเนินธุรกิจให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาด

ขณะที่ ผศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร ที่ปรึกษาผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. กล่าวว่า ได้มีการบูรณาการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ดำเนินการส่งเสริมเอสเอ็มอี อาทิ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Start up) เน้นการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ที่มีคุณภาพ โครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต (Regular) เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล โครงการร้านค้าประชารัฐสุขใจจำนวน 148 แห่ง สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน รวมทั้งโครงการปรับแผนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถ SME (Turn Around) เพื่อปรับปรุงกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจให้เจริญเติบโตต่อไปได้ โดยมีเงินทุนให้ผู้กู้ 1 ราย ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นทุนรวมจำนวน 1,000 ล้านบาท


ซีพี ออลล์ จับมือ สสว.-กสอ. เดินหน้าส่งเสริมเอสเอ็มอีต่อเนื่อง

ด้าน นายพรเทพ การศัพท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมถึงความร่วมมือในครั้งนี้ด้วยว่า กสอ. ได้เน้นการพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ สามารถรุกตลาด AEC ได้ ฉะนั้น การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจที่จะช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและมีเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

 

พาณิชย์ จ่อแจ้ง 6 ขรก.-นักการเมือง ชดใช้จีทูจี 2 หมื่นล. สัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 21:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674595

 

“อภิรดี” แจง ต้องศึกษารายละเอียดหนังสือมอบอำนาจจากนายกฯ ก่อนทำหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านบาท จาก 6 คนเอี่ยวขายข้าวจีทูจี 6.2 ล้านตัน ระบุต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะไม่มีกรณีตัวอย่างให้อ้างอิง ยึดทรัพย์ได้ทันทีหรือไม่ ใช้คลองด่านเป็นกรณีศึกษา…

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือมอบอำนาจให้กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเรียกค่าเสียหายการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่า 20,000 ล้านบาท จากข้าราชการและนักการเมือง 6 คน ว่า ได้รับหนังสือจากนายกรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงฯ เตรียมศึกษารายละเอียดก่อนดำเนินการขั้นต่อไป โดยเบื้องต้นต้องหารือหน่วยงานด้านกฎหมาย เช่น กรมบังคับคดี ในประเด็นว่า สามารถยึดทรัพย์ได้ทันทีหรือไม่ หรือต้องมีกระบวนการอื่นจากนี้ เพราะทั้ง 6 คนมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ ทำให้ต้องศึกษาขั้นตอนอย่างรอบคอบและชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการค้าต่างประเทศ ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว อยู่ระหว่างให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณารายละเอียด เพราะไม่มีกรณีตัวอย่างในลักษณะนี้ จึงไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิง และดำเนินการได้ทันที เบื้องต้นจะใช้กรณีการทุจริตคลองด่านมาเป็นตัวอย่างดำเนินการ คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ หรือสัปดาห์หน้า และจะสามารถส่งเรื่องกลับไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ลงนามตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลทั้ง 6 คน โดยคดีความดังกล่าวมีอายุ 2 ปี และจะหมดอายุความเดือน ก.พ.60 หากกระทรวงฯ ส่งหนังสือฯ ให้ทั้ง 6 คนไม่ทันตามกำหนด จะไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใดๆ ได้เลย.

 

ผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ ยัน ไม่ปรับขึ้นราคา ปัดสายส่งฉวยโอกาสเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 21:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674607

 

กรมการค้าภายใน เผย ผู้ผลิตน้ำอัดลม 3 รายใหญ่ ยัน ไม่ได้ปรับขึ้นราคาขาย ทั้งขวดแก้ว-กระป๋อง ยังขายที่ 10 บาท เหตุไม่มีปัจจัยกดดันราคา ส่วนกระป๋อง 12 บาท ผู้ผลิตขอลดไซส์ลงจาก 15 บาท ตั้งแต่ปี 56 ปัดสายส่งดอดฉวยโอกาสขึ้นราคาขายเอง ด้านร้านค้าเจ้าทุกข์ ชี้ล่าสุด สายส่งแจ้งไม่ขึ้นราคาแล้ว…

วันที่ 27 ก.ค.59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่น้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งปรับขึ้นราคาขายชนิดขวดแก้ว และกระป๋องอีก 2 บาท เป็นขวด/กระป๋องละ 12 บาท ว่า จากการสอบถามผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ทั้ง 3 ราย ยืนยันว่า ยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาขาย ทั้งชนิดขวดแก้ว และกระป๋อง โดยยังขายราคาเดิมที่ขวด/กระป๋องละ 10 บาท และหากจะปรับขึ้นจริง โดยอ้างราคาน้ำตาลทรายแพง และกระทรวงการคลังจะเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ไม่ใช่เหตุผลที่เหมาะสม เพราะผู้ผลิตซื้อน้ำตาลทรายถูกกว่าผู้บริโภค อีกทั้งกระทรวงการคลังยังไม่ได้ขึ้นภาษีจริง สำหรับชนิดกระป๋อง ผู้ผลิตได้แจ้งขอปรับราคาใหม่มาตั้งแต่ปี 56 โดยได้ปรับลดขนาดจาก 325 มิลลิลิตร (มล.) กระป๋องละ 15 บาท เป็น 245 มล. ราคา 12 บาท และมีขนาด 240 มล. ราคา 10 บาท ซึ่งขนาดนี้มีเฉพาะน้ำส้มเท่านั้น

“บริษัทยืนยันว่า ยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาขายทั้งแบบขวดแก้ว และแบบกระป๋อง แต่กรณีที่ร้านค้าร้องเรียน โดยอ้างสายส่งแจ้งให้ปรับขึ้นราคานั้น เป็นไปได้ว่า เป็นการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาของสายส่งเอง โดยบริษัทแม่ไม่ทราบเรื่อง ซึ่งกรมฯ จะตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง ถ้าสายส่งฉวยโอกาสขึ้นราคาเอง จะมีความผิด โดยมีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ทั้งนี้ จากกรณีที่ผู้สื่อข่าวรายงานไปว่า มีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มได้ร้องเรียนว่า ผู้ผลิตน้ำอัดลมรายหนึ่ง ได้แจ้งปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำอัดลมขวดแก้ว และกระป๋อง อีก 2 บาท ทำให้ราคาขายปรับขึ้นเป็น 12 บาท จากเดิม 10 บาท โดยให้เหตุผลว่า ต้นทุนวัตถุดิบ คือ น้ำตาลทรายสูงขึ้น และได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล (ร้านค้าร้องพาณิชย์! น้ำอัดลมขึ้นราคาเพิ่ม 2 บ. ผู้ผลิต อ้างน้ำตาลแพง)

ล่าสุด วันนี้ (27 ก.ค.59) ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มรายดังกล่าว แจ้งว่า สายส่งแจ้งไม่ปรับขึ้นราคาขายแล้ว โดยไม่ให้เหตุผลใดๆ ส่งผลให้ราคาขายแบบขวดแก้วยังอยู่ที่ขวดละ 10 บาท และแบบกระป๋อง อยู่ที่ 10 บาท และ 12 บาทเช่นเดิม.

 

ส่งออก มิ.ย.เริ่มฟื้นตัว เหลือลบ 0.07% ดีสุดรอบ 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674586

 

พาณิชย์ เผย ส่งออก มิ.ย.เริ่มฟื้นตัว เหลือติดลบแค่ 0.07% หดตัวต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ส่วนยอดครึ่งปี ยังติดลบ 1.59% “สุวิทย์” ประเมินส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ยันคงเป้าทำงานทั้งปีที่ 5% แต่มีโอกาสเป็นไปได้ที่บวกลบ 1% เหตุ ศก.โลกยังไม่ฟื้น สั่งแบ่งกลุ่มสินค้าส่งออก 4 กลุ่ม ก่อนทำแผนลุยแก้ปัญหา ดันส่งออกโต…

วันที่ 27 ก.ค.59 นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน มิ.ย.59 การส่งออกมีมูลค่า 18,146.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 0.07% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการขยายตัวมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถือว่าหดตัวต่ำสุดในรอบ 3 เดือน นับจากเดือน เม.ย.59 ที่ติดลบ 8% เดือน พ.ค.59 ติดลบ 4.40% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 16,180.6 ล้านเหรียญฯ ลดลง 10.11% มีดุลการค้าเกินดุล 1,965.5 ล้านเหรียญฯ

ขณะที่ ในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 59 การส่งออกมีมูลค่า 105,137.4 ล้านเหรียญฯ ลดลง 1.59% การนำเข้ามีมูลค่า 92,714.0 ล้านเหรียญฯ ลดลง 10.23% มีดุลการค้าเกินดุล 12,413.4 ล้านเหรียญฯ หรือ 401,657.7 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการส่งออก เดือน มิ.ย. ที่ลดลง 0.07% นั้น เป็นการลดลงของหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร 7.9% จากการลดลงของ ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และน้ำตาล แต่หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 3.1% จากการเพิ่มขึ้นของรถยนต์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แต่สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำ ยังลดลง ส่วนตลาดส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐฯ และเอเชียใต้ เพิ่มขึ้น 56.1%, 4.7% และ 3.1% ตามลำดับ สหภาพยุโรป (อียู) กลับมาเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ที่ 0.9% ขณะที่อาเซียน ลดลง 16.9% จีน ลดลง 11.9% และญี่ปุ่น ลดลง 3.8% เป็นต้น

ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน เพราะขณะนี้ราคาน้ำมัน ซึ่งเคยเป็นปัจจัยลบ ทรงตัวอยู่ในระดับที่ 45 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเริ่มมีการส่งออกดีขึ้น เชื่อว่าจากนี้ไปมูลค่าการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ และยังคงเป้าหมายส่งออกปีนี้ที่ 5% ไว้เป็นเป้าทำงาน แต่โอกาสเป็นไปได้มากที่สุด คือ บวกลบ 1% เพราะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

ส่วนแผนการผลักดันการส่งออกจากนี้ไป ได้จัดอันดับสินค้าส่งออกของไทยเป็น 4 กลุ่ม เพื่อหามาตรการส่งเสริม สนับสนุน แก้ไขปัญหา และเร่งผลักดันการส่งออกต่อไป ได้แก่ 1.กลุ่มที่จะต้องเร่งผลักดันส่งออก เช่น เครื่องยนต์สันดาป ผลิตภัณฑ์พลาสติก น้ำตาล ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 2.กลุ่มที่จะสนับสนุนให้เติบโตต่อไป เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทองคำ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 3.กลุ่มที่จะต้องติดตามและแก้ไข เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ข้าว ยางพารา เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ และ 4.กลุ่มที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบเม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรและส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์

ด้าน นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ปรับแผนผลักดันการส่งออก โดยได้ประเมินเป็นรายตลาดว่าตลาดใดมีโอกาส ก็จะเร่งผลักดันสินค้าไทยเข้าไปขาย อย่างตลาดที่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (เอดี/ซีวีดี) สินค้าจากจีน ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อินเดีย ก็จะหาทางผลักดันส่งออกสินค้าไทยเข้าไปทดแทน หรือการเร่งผลักดันสินค้าในกลุ่มอาหารทะเล สิ่งทอ และน้ำตาล ที่ได้รับผลดีจากการปรับลดอันดับการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ มาอยู่ที่ระดับ Tier 2 Watch List ส่วนการเจาะตลาดเมืองรองที่มีศักยภาพ ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยเน้นเมืองรองของประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม.

 

เตรียมเปิดใช้ 2 ช่องจราจรสะพานยกระดับราชพฤกษ์ 31 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 17:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674539

 

กรมทางหลวงชนบท เพิ่มประสิทธิภาพถนนกัลปพฤกษ์ เตรียมเปิดใช้สะพานยกระดับราชพฤกษ์ 2 ช่องจราจร เพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนราชพฤกษ์และถนนเพชรเกษม 31 ก.ค.นี้

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสัญจรบริเวณถนนกัลปพฤกษ์ และถนนที่เกี่ยวข้อง ทางกรมทางหลวงชนบทจึงได้ดำเนินการก่อสร้างทางแยกต่างระดับบริเวณจุดตัดถนนราชพฤกษ์กับถนนกัลปพฤกษ์ 2 ช่องจราจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรและรองรับความเจริญเติบโตของชุมชนโดยรอบ โดยปัจจุบัน การก่อสร้างเส้นทางดังกล่าวได้ก้าวหน้าไปกว่า 94%

ทั้งนี้ ทช.มีแผนที่จะเปิดให้ประชาชนได้ใช้สัญจรในวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 นี้ โดยจะมีการเบี่ยงการจราจรขึ้นสะพาน 2 ช่องจราจร เพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนราชพฤกษ์และถนนเพชรเกษม ทั้งนี้การก่อสร้าง ถนนราชพฤกษ์ จะเป็นถนนสายหลักในแนวเหนือ-ใต้ ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปัจจุบันเป็นถนนขนาด 6 ช่องจราจร มีปริมาณจราจรประมาณ 46,000 คันต่อวัน

นายพิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของทางแยกต่างระดับบริเวณจุดตัดถนนราชพฤกษ์กับถนนกัลปพฤกษ์ เป็นทางแยกต่างระดับบนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนที่รับรถจากสะพานสาทรในแนวตะวันออก-ตะวันตก และเบี่ยงขึ้นทิศเหนือ โดยมีปริมาณจราจรตามแนวถนนราชพฤกษ์ค่อนข้างมากและติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ทช.จึงได้ปรับปรุงทางแยกต่างระดับบริเวณจุดตัดถนนราชพฤกษ์กับถนนกัลปพฤกษ์ โดยก่อสร้างสะพานยกระดับตามแนวถนนราชพฤกษ์ทิศออกเมือง เพื่อรองรับปริมาณจราจร สำหรับรถจากสาทรโดยตรงต่อเนื่องเข้าสู่ถนนราชพฤกษ์ในแนวเหนือ-ใต้ และเพิ่มทางกลับรถยกระดับบนถนนกัลปพฤกษ์

นายพิศักดิ์ กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพของถนนบริเวณจุดตัดถนนราชพฤกษ์และถนนกัลปพฤกษ์ ทำให้สามารถรองรับการจราจร โดยเป็นการเพิ่มช่องจราจรอีก 3 ช่องจราจร และทำให้แบ่งทิศทางการเดินรถให้มีความชัดเจน รวมทั้งลดการตัดกระแสจราจรบริเวณจุดขึ้น-ลง ทางต่างระดับ สามารถกระจายปริมาณจราจรออกนอกเมืองในชั่วโมงเร่งด่วน ยกระดับมาตรฐานการเดินทางและการขนส่ง สามารถรองรับความเจริญเติบโตของชุมชนโดยรอบทั้งในปัจจุบันและอนาคต.

 

ฟันด์โฟลว์ไหลต่อเนื่อง หนุนหุ้นไทยบวก 10.59 จุด ดัชนีแตะ 1,515 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 17:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674534

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 10.59 จุด ดัชนีแตะ 1,515 จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,583.64 ล้านบาท ขณะที่หุ้น EKH ร้อนแรงเทรดวันแรกทำราคาสูงสุดที่ 7.55 บาท ขณะที่ราคาไอพีโออยู่ที่ 3.05 บาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 27 ก.ค. 59 หุ้นไทยปิดบวก 10.59 จุด คิดเป็น +0.70% ดัชนีอยู่ที่ 1,515.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,583.64 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

สำหรับบริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นวันแรก โดยมีราคาขาย IPO ที่ 3.05 บาทต่อหุ้น ราคาเปิดตลาดอยู่ที่ 7.20 บาท สูงสุด 7.55 บาท ต่ำสุด 6.50 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 116.39%

ทางด้านนายชาตรี โรจนอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) กล่าวว่า เราแนะนำขายทำกำไรหุ้นญี่ปุ่นก่อนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันที่ 29 ก.ค.นี้ โดยนักลงทุนอาจพิจารณาเข้าสะสมตลาดหุ้นจีน ซึ่งจะได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าเอเชีย และผลประกอบไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะดีกว่าไตรมาสแรก

ส่วนตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ ยังสามารถถือเพื่อรับกำไรต่อไปได้ (Let profit run) เช่นเดียวกับหุ้นขนาดกลางและเล็กที่คาดว่าจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดี ทยอยขายทำกำไรตลาดหุ้นยุโรป และทองคำ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เรายังคงแนะนำให้สะสมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นกู้เอกชนไทย.

 

เกาหลีใต้ ปรับระบบทดสอบทำงานเพิ่มทักษะด้านช่าง หวังได้แรงงานไทยเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 17:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674507

 

ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยเกาหลีใต้ เตรียมปรับระบบทดสอบเพื่อไปทำงาน เพิ่มทักษะด้านช่าง หวังได้แรงงานไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการแรงงานชายไทยที่มีทักษะด้านช่างยังมีสูง แต่ยังติดขัดทางภาษา เร่งหาครูสอนภาษาเกาหลีเพิ่ม

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า หลังนายลี ดง วอน ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมยอจู มูลนิธิแรงงานแห่งเกาหลีใต้ เข้าเยี่ยมคารวะและหารือการส่งเสริมการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในเกาหลีใต้ ว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยไปทำงานผ่านระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) ประมาณ 30,000 คน นายจ้างชาวเกาหลีใต้ยังมีความต้องการแรงงานไทยเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้โดยเฉพาะแรงงานชาย เนื่องจากชื่นชอบในทักษะการทำงาน แต่แรงงานไทยจำนวนมากติดขัดในเรื่องการทดสอบความสามารถภาษาเกาหลี โดยแต่ละปีสอบผ่านเป็นจำนวนน้อยกว่าโควตาที่สามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานได้ เนื่องจากไทยขาดแคลนวิทยากรชาวเกาหลีในการเรียนการสอนภาษา ทางเกาหลีจึงแจ้งว่าจะเสนอกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้ถึงความเป็นไปได้ในการส่งนักศึกษาฝึกงานด้านภาษา มาสอนภาษาเกาหลีให้แรงงานไทย โดยให้นับเป็นชั่วโมงการฝึกงาน ส่วนกระทรวงแรงงานก็จะให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ไปเปิดอบรมทักษะทางภาษาและด้านช่างเพิ่มเติม

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวอีกว่า เกาหลีใต้ยังแจ้งว่าจะเปลี่ยนระบบการทดสอบเพื่อไปทำงานในเกาหลี โดยจะเพิ่มการทดสอบทักษะทางด้านงานช่างก่อนไปทำงานด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้แรงงานไทยสามารถผ่านการทดสอบไปทำงานที่เกาหลีใต้ได้เป็นจำนวนมากขึ้น ส่วนรายละเอียดและหลักเกณฑ์การทดสอบ ทางการเกาหลีใต้จะหารือกับ นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) อีกครั้ง

ทั้งนี้ทางการเกาหลีใต้แจ้งว่าจะเริ่มใช้การทดสอบแบบใหม่ในช่วงปลายปีนี้ สำหรับค่าแรงขั้นต่ำในเกาหลีใต้อยู่ที่ชั่วโมงละ 5,210 วอน (ประมาณ 140 บาท) แรงงานไทยที่ไปทำงานจะได้รับค่าแรงเฉลี่ย 30,000 – 40,000 บาทต่อเดือน สามารถทำงานได้ต่อเนื่องถึง 9 ปี โดยเกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยไปทำงานในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมก่อสร้าง.

 

‘อาคม’ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมรถไฟฟ้าสีม่วง ก่อนเปิดบริการ 6 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674242

 

‘อาคม’ ลงพื้นที่ ตรวจความพร้อมจุดเชื่อมต่อ รถไฟฟ้าสีม่วง-น้ำเงิน ก่อนโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม เปิดอย่างเป็นทางการ 6 สิงหาคมนี้

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม พร้อมด้วย นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ได้เดินทางมายังสถานีเตาปูน รถไฟฟ้าสายสีม่วง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการให้บริการระบบขนส่ง จุดขนถ่ายผู้โดยสาร (Feeder System) ระหว่างรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม สถานีเตาปูนกับรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล สถานีบางซื่อ ช่วงเวลา 07.00–09.00 น. ที่ผ่านมา เพื่อให้การใช้บริการของประชาชนที่จะต้องเดินทางต่อเชื่อมรถไฟฟ้า 2 ระบบ ด้วยขนส่งสาธารณะเกิดความเรียบร้อย ก่อนการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม วันที่ 6 ส.ค.นี้


นายอาคม กล่าวว่า ภาพรวมการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทั้ง 2 ระบบ ที่จะดำเนินการช่วงแรก และคาดว่าจะใช้ระบบนี้จนถึงสิ้นปี 2559 ประกอบด้วย การนำรถเมล์โดยสารปรับอากาศของ ขสมก. วิ่งให้บริการระหว่างสถานีเตาปูนกับบางซื่อ โดยเป็นการให้บริการฟรี มีจุดจอดรถบริเวณสถานีเตาปูน ทางออกที่ 1 และ 4 ส่วนสถานีบางซื่อ รถโดยสารจอดบริเวณ ทางออกที่ 2 รวมถึงการให้บริการรถไฟฟรี ระหว่างสถานีรถไฟบางซ่อนและสถานีรถไฟบางซื่อ ความถี่ทุก 15 นาที โดยมีจุดให้บริการรถไฟปรับอากาศ ซึ่งผู้โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินต้องใช้ทางออกที่ 2 เพื่อขึ้นไปยังสถานีรถไฟบางซื่อ โดยระบบเชื่อมต่อทั้ง 2 ระบบนี้จะให้บริการเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.นี้

ขณะที่อัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สีม่วง) ระยะทาง 23 กม. จำนวน 16 สถานี โดยที่ผ่านมา ครม. ได้อนุมัติกำหนดอัตราค่าโดยสารแรกเข้า 14 บาท สูงสุด 42 บาท จากสถานีคลองบางไผ่-สถานีเตาปูน ส่วนการต่อเชื่อมไปยังสายสีน้ำเงินเฉลิมรัชมงคล ไม่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าของสายสีน้ำเงิน โดยค่าโดยสารสูงสุดเมื่อมีการเดินทางจากสายสีม่วงเชื่อมมายังสายเฉลิมรัชมงคลจะไม่เกิน 70 บาท เช่น เริ่มต้นจากสถานีบางไผ่ (สายสีม่วง)-สถานีสุขุมวิท (สายเฉลิมรัชมงคล) เดินทางจนถึงสถานีหัวลำโพง ผู้โดยสารจะจ่ายค่าโดยสาร 70 บาท


ส่วนอัตราค่าจอดรถสายสีม่วงมีอาคารจอดรถ (Park & Ride) 4 แห่ง คือ ที่ คลองบางไผ่, สามแยกบางใหญ่, ไทรม้า, แยกนนทบุรี 1 รองรับรถได้ 5,000 คัน โดยจัดเก็บอัตรา 10 บาทต่อ 2 ชั่วโมง หรือเดือนละ 1,000 บาท ส่วนผู้ไม่ได้ใช้บริการรถไฟฟ้า จัดเก็บชั่วโมงละ 20 บาท ส่วนสายเฉลิมรัชมงคล จัดเก็บค่าจอดรถ อัตรา 15 บาทต่อ 2 ชั่วโมง หรือเดือนละ 1,250 บาท ส่วนผู้ไม่ได้ใช้บริการรถไฟฟ้า จัดเก็บชั่วโมงละ 40 บาท เปรียบเทียบกับอัตราค่าจอดรถของเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียงจะจัดเก็บที่ 1,500 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือเส้นทางช่วงเตาปูน-บางใหญ่ (สถานีคลองบางไผ่) ที่จะให้บริการจริงในวันที่ 6 ส.ค. โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการ และเส้นทางช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ-สถานีครุใน อยู่ระหว่างการศึกษาเส้นทางโครงการ และเตรียมการประมูลงานก่อสร้างภายในปี 2559

 

“ซีซีทีวี” ขอเป็นกาวใจนักท่องเที่ยว ททท.ลบภาพฉาวจ่อออกคลิปใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 10:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673991

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีมีข่าวผ่านสังคมออนไลน์ว่า คนไทยต่อต้านนักท่องเที่ยวจีน จนทำให้คนจีนบอยคอตมา เที่ยวไทย ขณะที่นำเสนอคลิปการ์ตูน “โปรดเข้าใจคนจีน” ซึ่งเคยออกอากาศช่องไทยซีซีทีวีมาเผยแพร่ซ้ำในโลกออนไลน์นั้น วานนี้ (26 ก.ค.) ททท.ยืนยันว่า พร้อมรับนักท่องเที่ยวจีน จ่อออกคลิปใหม่คนไทยรักจีน “ซีซีทีวี จีน” พร้อมเป็นสื่อกลางประสานใจไทย–จีน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้เชิญสื่อมวลชนของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย ซีซีทีวี และเว็บไซต์ซินหัว พีเพิล เดลี่ และ @Mangu ซึ่งเป็นฟรีก๊อบปี้ในเมืองไทย มาทำความเข้าใจกรณีมีข่าวผ่านสังคมออนไลน์ว่า คนไทยต่อต้านนักท่องเที่ยวจีนจนทำให้คนจีนบอยคอตมาเที่ยวประเทศไทยนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นมีเฉพาะที่ จ.เชียงราย เพียงที่เดียวที่คิดเป็น 1% ของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยเท่านั้น ไม่อยากให้ ตีความว่ากีดกันนักท่องเที่ยวจีน

ทั้งนี้ สื่อมวลชนของจีน เช่น ซีซีทีวี ได้แสดงตัวว่าพร้อมจะเป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวจีนให้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้นำเสนอข่าวพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่ไม่เหมาะสมที่ไม่ตรงกับวัฒนธรรมไทย และในส่วนนี้ ททท.จะมีการจัดทำวีดิโอความยาว 3-5 นาที พูดถึงเรื่องราวดีๆ ของนักท่องเที่ยวจีนและมุมมองดีๆของคนไทยที่รู้สึกดีกับคนจีน รวมทั้งการปฏิบัติตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทย โดยจะเริ่มนำไปเผยแพร่ช่วงเดือน พ.ย.นี้ ที่มิสไชนีส ยูนิเวิร์ส จะมาเก็บตัวในไทย ซึ่งจะผ่านสายตาคนจีนถึง 500 ล้านคน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนี้เหมือนกับสมัยก่อนนี้ก็เคยมีปัญหาที่ต้องทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวฝรั่งว่า คนไทยไม่ชอบให้จับหัวหรือไม่ชอบให้เอาเท้าชี้สิ่งของ เป็นต้น

“นโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจีนที่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ที่อาจจะขยับไปถึงปีละ 20-25 ล้านคน และเข้ามาสร้างรายได้ให้คนไทย ฉะนั้นคนไทยไม่มีทางที่จะรังเกียจนักท่องเที่ยวจีน และจากการตรวจสอบไปยังสำนักงาน ททท.ที่อยู่ในจีนทั้ง 5 แห่ง ก็ไม่พบว่ามีคนจีนบอยคอตมาเที่ยวไทย จึงไม่อยากให้มีกระแสเช่นนี้จนเป็นปัญหาระหว่างกัน และในข้อเท็จจริงตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยปีนี้ก็เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังแก้ปัญหาระเบียบของไทยที่เข้มงวดในการนำรถข้ามแดนจากจีนเข้ามายังไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดความไม่พอใจกันในด่านเชียงราย และทำให้เกิดข่าวบอยคอต โดยแม้ข่าวและภาพนั้นเป็นของเก่า แต่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มิได้นิ่งนอนใจ จึงได้เร่งดำเนินการร่วมกับกระทรวงคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทาง และให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นประเด็นสำคัญ อีกทั้ง ได้สั่งการให้ ททท.เช็กกับทุกสำนักงานที่ประเทศจีน ซึ่งพบว่ายังคงมีนักท่องเที่ยวจีนสนใจเข้ามาเที่ยวไทยจำนวนมาก

โดยจากสถิติพบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. แล้ว 5.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนครึ่งปีแรกของปี 2559 (ม.ค.-มิ.ย.) 244,899 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมากถึง 31% เมื่อเทียบกับรายได้ ม.ค.-มิ.ย.2558 ที่ 186,456 ล้านบาท และนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. จนถึงปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 18.8 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 939,000 ล้านบาท ขยายตัว 11.99% และ 15.50% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 3 อันดับแรกยังเป็นจีน เกาหลี และญี่ปุ่น

กระทรวงการท่องเที่ยวฯมองว่า การท่องเที่ยวของไทยเรายังเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และไม่ได้เน้นแต่เพียงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่วันนี้ เจาะตัวเลขตลาดนักท่องเที่ยวจีนแล้วพบว่ามีศักยภาพ โดยชาวจีนในปัจจุบันนิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองมากยิ่งขึ้น มีความสนใจศึกษาวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะกระจายการเดินทางของนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดรอง เพื่อกระจายรายได้ไประดับชุมชนมากขึ้น

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว กระทรวงการท่องเที่ยวฯไม่อยากให้คนจีนเข้าใจ ว่าเป็นเรื่องของการเหยียดหยาม เพราะผู้ประกอบการไทยยินดีที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน และมีพ่อค้าแม่ค้าไทยจำนวนมากที่หัดพูดภาษาจีน ขณะที่เป็นเรื่องปกติที่นักท่องเที่ยวอาจจะไม่เข้าใจวัฒนธรรมของต่างชาติ โดยนักท่องเที่ยวไทยเองก็ได้รับคำเตือนจากหลายๆประเทศถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในช่วงที่ผ่านมา


ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนักท่องเที่ยวจีนรณรงค์บอยคอตเที่ยวภาคเหนือของประเทศไทยว่า ได้สั่งให้ไปดูว่า ลดลงเพราะอะไร หรือเป็นช่วงโลซีซั่นเป็นปกติ ซึ่งเท่าที่ทราบมา นายกรัฐมนตรีของจีนก็เป็นห่วงว่าคนไทยจะไม่ชอบนักท่องเที่ยวจีนว่า หน้าที่ของเรา คือการดูแลความปลอดภัย เป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้องเคารพกฎหมายซึ่งกันและกัน ไม่สร้างความเกลียดชัง.