ทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 22,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674059

 

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 59 ราคาทองเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,800 ขายออกบาทละ 21,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,405.92 ขายออกบาทละ 22,400 บาท…

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.31 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,800.00 บาท ขายออกบาทละ 21,900.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,405.92 บาท ขายออกบาทละ 22,400.00 บาท

 

คนเมืองเฮ! ชานชาลาเกยหน้าบ้าน รัฐไฟเขียวขยายรถไฟฟ้าสีแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673869

 

จัดทัพใหญ่ลุยก่อสร้างต้นปี 60

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง ระยะทางรวม 25.90 กิโลเมตร (กม.) วงเงินรวม 44,157.76 ล้านบาท หรือที่เรียกว่า “มิสซิง ลิงก์” เพื่อแก้ไขปัญหาจุดตัดระหว่างถนนและทางรถไฟ ซึ่งเป็นปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะผู้ดำเนินการโครงการจะต้องนำรายละเอียดร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ที่จัดทำไว้แล้ว นำเสนอให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจพิจารณา จากนั้นจึงจะนำเสนอคณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) อีกครั้ง ก่อนประกาศเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมประกวดราคาได้ คาดว่าจะลงนามในสัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้างได้ต้นปี 2560 ใช้เวลาก่อสร้าง 36 เดือน แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2564

“ที่ผ่านมา ร.ฟ.ท.ได้ทำทีโออาร์ไว้แล้ว คาดว่าจะเสนอให้นายสมคิด และ คตร.พิจารณาได้ในเดือน ส.ค.นี้ จากนั้นเดือน ก.ย.จะประกาศเชิญชวนเอกชน โดยการศึกษาของโครงการนี้ระบุว่า มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (อีไออาร์อาร์) 29.91% และผลตอบแทนทางการเงิน (เอฟ) 13% เป็นรถไฟขนาด ราง 1 เมตร ใช้ความเร็วได้สูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่จะให้บริการ จริง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีการเวนคืนที่ดิน 2 แปลง รวม 78.40 ตารางวา (ตร.ว.) ตั้งวงเงินชดเชยให้ผู้บุกรุก 1,033 หลัง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงยมราช- หัวลำโพง จำนวน 191 ล้านบาท”

นายออมสินกล่าวว่า โครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 สัญญา คือ สัญญา 1 งานโยธา ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-มักกะสัน วงเงิน 15,608 ล้านบาท สัญญา 2 งานโยธา ช่วงมักกะสัน-หัวหมาก วงเงิน 6,998 ล้านบาท และสัญญา 3 งานระบบ วงเงิน 17,300 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีค่าที่ปรึกษา 2.7% ของวงเงินรวมทั้งโครงการ.

 

ตลาดปรับลดเป้าหุ้นไอพีโอ ภาพรวมครึ่งปีหุ้นไทยเจ๋งสุดในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673863

 

หุ้นไทย 6 เดือนแรก เด่นสุดในอาเซียน โชว์ผลตอบแทนพุ่ง 12.2% และ 15.2% เมื่อคิดเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยังครองแชมป์มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด แต่ยอมรับพลาดเป้ามาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอจนต้องปรับลดเป้าเหลือ 1.9 แสนล้านบาท จาก 2.7 แสนล้านบาท เหตุผู้สอบบัญชีไม่พอ พร้อมคุมเข้มแก๊งปั่นหุ้นใกล้ชิด มั่นใจมาตรการที่มีอยู่สกัดได้

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ยอมรับว่าปีนี้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นใหม่ไอพีโอหรือบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ทำได้ต่ำกว่าเป้า ทำให้ต้องปรับลดเป้าทั้งปีลงเหลือ 190,000 ล้านบาท จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 270,000 ล้านบาท เนื่องจากหลายบริษัทติดปัญหาช่วงเปลี่ยนผ่านมาตรฐานบัญชีใหม่ อีกทั้งบริษัทตรวจสอบบัญชีขนาดเล็กมักไม่รับงานสอบบัญชีบริษัทเข้าใหม่เพราะมีค่าใช้จ่ายมาก ทำให้ผู้สอบบัญชีมีไม่พอต่อความต้องการ คาดว่าปีนี้จะมีบริษัทเข้าใหม่ 31-43 บริษัท จากที่เข้ามาซื้อขายแล้ว 7 บริษัท

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดแรกและตลาดรองทั้งปี จะทำได้ตามเป้า 525,000 ล้านบาท แม้มูลค่าระดมทุนของหุ้นใหม่จะลดลง แต่บริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้ว ได้มีการเพิ่มทุนมากขึ้น เพื่อนำเงินไปขยายธุรกิจรวมทั้งเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ เนื่องจากขณะนี้สินทรัพย์ในต่างประเทศมีมูลค่าลดลง ทั้งนี้ครึ่งปีแรกบริษัทจดทะเบียนได้เพิ่มทุนไปแล้ว 134,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะทำได้ 350,000 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 255,000 ล้านบาท

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 59 ว่า ตลาดหุ้นไทยโดดเด่นที่สุดในอาเซียน ทั้งด้านผลตอบแทนเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 12.2% หรือ 15.2% หากคิดเป็นสกุลเงินสหรัฐฯ และต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 35,978 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขายสุทธิ โดยต่างชาติยังมีแนวโน้มซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงที่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันถึง 46,669 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ปี 55 เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทที่จดทะเบียนออกมาดี และเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน “ครึ่งปีแรก หุ้นไทยให้ผลตอบแทนในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุด เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย 15.2% รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย 14.9%, ฟิลิปปินส์ 11.7% ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นติดลบ 4.4%, ฮ่องกงติดลบ 5.2% และจีนติดลบ 17.6%”

นางเกศรากล่าวต่อว่า เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยนับจากต้นปีถึงเดือน ก.ค.59 ต่างชาติซื้อสุทธิรวม 63,000 ล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในรอบ 7 เดือนนี้เฉลี่ยต่อวันสูงถึง 48,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่ามาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 14.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% จากสิ้นปี 58 นอกจากนี้ ยังพบว่าจำนวนนักลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน โดยเป็นผู้ลงทุนหน้าใหม่ 48,006 ราย โดยตลอดปีตั้งเป้าผู้ลงทุนรายใหม่ 100,000 ราย

นายสุภกิจ จิระประดิษฐกุล รองผู้จัดการสายงานกำกับตลาดและหัวหน้าสายงานกฎหมาย กล่าวว่า มาตรการกำกับการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ที่แบ่งการควบคุม 3 ระดับ ได้ช่วยให้หุ้นที่เคลื่อนไหวผิดปกติลดลง จากปีที่แล้วมีหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์ชี้แจงข่าวหรือข้อมูล (Trading alert) สูงถึง 73 บริษัท ส่วนปีนี้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีบริษัทเข้าข่ายเพียง 19 บริษัทเท่านั้น แม้จะมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูง แต่ถือว่าเป็นการซื้อขายที่มีคุณภาพมากกว่าปี 58 ดังนั้น จึงไม่มีแผนออกมาตรการมาคุมหุ้นร้อนเพิ่ม โดยปีนี้ตลาดได้รายงานการซื้อขายที่ผิดปกติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน “ขณะนี้ก๊วนแก๊งปั่นหุ้นมีกลยุทธ์ที่หลากหลายในการสร้างราคา รวมทั้งการใช้ข้อมูลภายใน ดังนั้น ตลาดจึงต้องมีมาตรการดูแลการซื้อขายหุ้นใกล้ชิด เพื่อปกป้องนักลงทุนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากราคาหุ้นที่ผันผวนมากเกิน ซึ่งการใช้มาตรการแคชบาลานซ์ ถือเป็นการป้องปรามการปั่นหุ้นได้อย่างดี”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม รอเฟดแถลงนโยบายการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 06:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673962

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปิดบวกในวันอังคาร แต่ดาวโจนส์ลดลงส่วนหนึ่งเพราะผิดหวังผลประกอบการของแมคโดนัลด์ ขณะที่นักลงทุนกำลังรอธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงนโยบาย…

ตลาหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 ก.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 19.31 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 18473.75 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.70 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 2169.18 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 12.42 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 5110.05 จุด

เมื่อวันอังคาร หุ้นของแมคโดนัลด์ลดลง 4.5% หลังเปิดเผยว่ารายได้ไตรมาส 2 ลดลง 9.1% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเปิดเผยผลการประชุมนโยบายในวันพุธนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ระดับเดิม แต่อาจจะมีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี

 

กกร.มองข้ามช็อตหวังเลือกตั้งปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673862

 

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังการรับฟังการบรรยายให้ความรู้ “สาระและประเด็นสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ” ในเวทีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บรรยายให้ความรู้ ว่าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่สนใจแผนการเลือกตั้งของรัฐบาลมากกว่า ซึ่งหากเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดก็ไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ และมั่นใจว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 3-3.5% “ผมมองว่านักลงทุนต่างชาติคงไม่ได้สนใจร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร เพราะเป็นการตกลงกติกาการบริหารประเทศในระยะยาว และต่างชาติก็ต้องปฏิบัติตามในการอยู่ร่วมกันในสังคมไทยอยู่แล้ว เขาคงรอแผนการเตรียมตัวเลือกตั้งของไทยเป็นหลัก แต่ถ้าปี 2560 ไม่มีการเลือกตั้ง คงมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น แต่เอกชนเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลวางไว้ และจากการรับฟังคำชี้แจงครั้งนี้ทำให้เห็นภาพว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย”

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากประเทศไทยมีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติได้และทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากขึ้น นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะทำให้เกิดการเลือกตั้งแน่นอน ทำให้ภาคเอกชนต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป ดังนั้น การจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก แต่กังวลภัยก่อการร้ายที่จะกระทบเศรษฐกิจโลกมากกว่า “รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นฉบับใดเมื่อออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว สิ่งที่เอกชนต้องการก็คือ ช่วยให้บ้านเมืองสงบ นโยบายบริหารเศรษฐกิจต่อเนื่องและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจไปได้ เพราะขณะนี้ไทยต้องแข่งขันกับประเทศอื่นด้วย ดังนั้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”.

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันงานบางกอกเจมส์ ประชาสัมพันธ์ถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 27 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669176

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันส่งประชาสัมพันธ์งานบางกอกเจมส์ถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วโลก ผ่านฐานข้อมูลที่มีรายชื่อกว่า 1 แสนราย เผยต่างชาติ ตอบรับการปรับรูปโฉมงานบางกอกเจมส์ พร้อมเตรียมปิดจองบูธแสดงสินค้าบางกอกเจมส์ก่อนกำหนด หลังยอดจองบูธใกล้ทะลุเป้า

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยถึงการประชาสัมพันธ์ข่าวการจัดงานบางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ ครั้งที่ 58 ซึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2559 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ว่า ได้ดำเนินการส่งข้อมูลข่าวสารการจัดงานดังกล่าวไปยังกลุ่มผู้ซื้อจากฐานข้อมูลใหม่ ที่มีรายชื่อมากกว่า 1 แสนรายทั่วโลก โดยเป็นฐานข้อมูลจากกลุ่มผู้ประกอบการในวงการอัญมณีและเครื่องประดับในหลายประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญด้านอัญมณีและเครื่องประดับ อาทิ สหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย ตะวันออกกลาง สหภาพยุโรป เป็นต้น และขณะนี้ได้รับการตอบรับการเข้าร่วมงานมาแล้วจำนวนหนึ่ง

สำหรับจำนวนผู้จองบูธแสดงสินค้าในงานบางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ ครั้งที่ 58 ขณะนี้มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมงานแล้วกว่า 600 ราย รวมกว่า 1,900 บูธ หรือคิดเป็นร้อยละ 80 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะต้องมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน 800 ราย หรือจำนวน 2,400 บูธ ซึ่งในจำนวนนี้ แบ่งเป็นผู้ประกอบการในประเทศกว่า 1,700 บูธจากกว่า 400 บริษัท ผู้ประกอบการจากต่างประเทศกว่า 200 บูธ จาก ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยคาดว่าตลอดการจัดงาน ทั้ง 5 วัน จะมีผู้เข้าชมงานกว่า 3 หมื่นรายจาก 160 ประเทศทั่วโลก

“นับเป็นเรื่องดีที่ทางกรมฯ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ ที่ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ทำให้การจัดงานครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยทางกรมฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์ ไปร่วมออกบูธตามงานแฟร์ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์การจัดงานบางกอกเจมส์ ทำให้ทางกรมฯ มีฐานข้อมูลของกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลกมากกว่า 1 แสนราย อาทิ ฐานข้อมูลจากงาน JCK Show ที่นครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ของ สคต. ลอสแองเจลิส

หรือฐานข้อมูลจากการจัดแถลงข่าวประชาสัมพันธ์งานบางกอกเจมส์ ของ สคต. ฮ่องกง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้ประกอบการ และยังได้รับความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของการปรับรูปแบบการจัดงาน รวมถึงกิจกรรมไฮไลต์ของงาน เช่น การจัดโซน Show Case พิเศษ สำหรับกลุ่มสินค้าเครื่องรางของขลังที่เน้นการทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม และนับเป็นงานจิวเวลรี่แฟร์งานแรกของโลกที่นำเสนอการจัดงานในรูปแบบนี้” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมา ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำเข้า และผู้ประกอบการ รวมถึงผู้จัดงานจิวเวลรี่แฟร์ระดับโลกจากประเทศต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในการเป็นตลาดการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งในรูปแบบของคณะผู้แทนทางการค้า สมาคมการค้า และผู้ซื้อรายสำคัญที่ต่างก็ยืนยันถึงการเดินทางมาร่วมงาน โดยขณะนี้ได้มีการทยอยตอบรับเข้าร่วมงาน บางกอก เจมส์ ครั้งที่ 58 นี้มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ สมาคมผู้ประกอบการด้านอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศฮ่องกง กว่า 40 ราย สมาคมผู้ค้าอัญมณีของฟิลิปปินส์ สมาพันธ์ผู้ค้าทองคำและผลิตอัญมณี และเครื่องประดับแห่งมาเลเซีย สมาคมอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น อินเดีย จีน (จากกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง กวางโจว) สมาคมและกลุ่มผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับ จากบราซิล เยอรมัน และออสเตรเลีย เป็นต้น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีการจัดโซนพิเศษ 6 Show Case โดยผู้เชี่ยวชาญจากอิตาลี และ ญี่ปุ่น มาให้คำแนะนำ และคัดเลือกสินค้าเพื่อมาจัดแสดง โดยเน้นการทำตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น แบ่งออกเป็น (1) 60+ Exhibition – กลุ่มสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ (2) Pet Parade – กลุ่มสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (3) The Moments – กลุ่มสินค้าสำหรับเทศกาลต่างๆ อาทิ งานแต่งงาน (4) Art & Craft – กลุ่มสินค้าศิลปหัตถกรรม (5) Gemstlemen – กลุ่มสินค้าเครื่องประดับสำหรับคุณผู้ชายทุกชนิด และ (6) Spiritual & Horoscope – กลุ่มสินค้ามงคลและโชคราง ที่คาดว่าจะเป็นโซนไฮไลต์อีกโซนหนึ่งของงานนี้

งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 58 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2559 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจแฟชั่น (สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ) โทรศัพท์ 02 507 8392-3 โทรสาร 02 547 4286 อีเมล์ bkkgems@ditp.go.th

 

ต่อลมหายใจเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673859

 

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการฟื้นฟูกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้กองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอีวงเงิน 2,000 ล้านบาท ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณปี 2559 ในส่วนของงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น หลังจากที่ปัจจุบันกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอีเหลือเงินที่จะใช้ได้จริง 300 ล้านบาท จากงบประมาณที่ได้รับ การจัดสรรไปก่อนหน้านี้ 1,700 ล้านบาท ซึ่งได้ให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีไปแล้ว 1,400 ล้านบาท การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอีครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาให้สามารถกลับมาดำเนินกิจการต่อไปได้

สำหรับวิธีดำเนินการนั้น ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการฟื้นฟูกิจการเอสเอ็มอี โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่ รมว.คลัง แต่งตั้งเป็นประธาน มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการเงิน ที่ได้รับการอุดหนุน พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหา เช่น เงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือผ่านทางการอุดหนุน ร่วมกิจการ ร่วมทุน หรือลงทุน และเงื่อนไขในการยกเลิกการให้ความช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ให้ทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แยกบัญชีการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะ.

 

เห็ดกรอบ ‘หัวเห็ด’ ปรับแพ็กเกจ ออกรสชาติใหม่ “Spicy Zabb”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 27 ก.ค. 2559 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673505

 

นางสาวพนัญญา ธิติบดินทร์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นายเศรษฐกาล เศรษฐภากรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มายาณกานต์ จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่าย ขนมเห็ดกรอบตรา “หัวเห็ด” ร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เห็ดเข็มทองกรอบรสชาติใหม่ “Spicy Zabb” พร้อมกับปรับแพ็กเกจซองขนมหัวเห็ดรูปแบบใหม่ วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ Tops, Villa, Golden Place, UFM, เจ๊เล้ง, ริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต, Goumet Market ในเครือ Siam paragon, Emporium, Emquatier, Home Freshmart ทุกสาขา, Healthy Shop และร้านค้าทั่วประเทศ

 

บมจ.อาม่า มารีน รับมอบเข็มและประกาศนียบัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 27 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675169

 

นายพิศาล รัชกิจประการ (คนขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) เข้ารับมอบเข็มและประกาศนียบัตร หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 22 (วตท.22) โดยมี ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ (คนซ้าย) ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 22 (วตท.22) ณ สถาบันวิทยาการตลาดทุน เมื่อเร็วๆ นี้

 

อุ้มเกษตรกรสร้างระบบน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673855

 

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรวงเงิน 300 ล้านบาท ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลา 5 ปี ให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยืมนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกร และอนุมัติงบประมาณเป็นเงินจ่ายขาด เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการบริหารงานโครงการ 2.99 ล้านบาท โดยจะให้สถาบันเกษตรกร เป็นแหล่งรับเงินทุนหมุนเวียน เพื่อนำไปสนับสนุนเป็นเงินกู้ให้สมาชิกนำไปใช้ลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในแปลงไร่นาของตนเองอย่าง เป็นระบบ ทั้งการขุดสระเก็บกักน้ำ และขุดเจาะระบบน้ำบาดาล หรือปรับปรุงบ่อบาดาลเดิม เพื่อสร้างโอกาสในการผลิต และลด ความเสี่ยงจากการใช้น้ำชลประทานและแหล่งน้ำจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2564

ทั้งนี้ จะมีพื้นที่เป้าหมายเป็นสถาบันเกษตรกรทั้งในเขตชลประทานและเขตรับน้ำฝนใน 50 จังหวัด จะมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจำนวน 100 แห่ง มีสมาชิก 6,000 ราย คิดเป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากน้ำเฉลี่ยรายละ 10 ไร่ เป็นพื้นที่รับน้ำ ได้มากกว่า 60,000 ไร่ โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกรายต้องมี รายได้จากอาชีพหลักในการทำเกษตรกรรม เมื่อเกิดวิกฤติภัยแล้ง สามารถนำน้ำจากสระเก็บกักน้ำฝนและบ่อบาดาลที่จัดทำขึ้นมาใช้บรรเทาความเสียหายของผลผลิต เพื่อให้สมาชิกมีรายได้อย่างต่อเนื่อง และอาจทำการผลิตนอกฤดูกาล ซึ่งผลิตผลจะมีราคาสูง เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด ขณะเดียวกัน เมื่อมีแหล่งน้ำจะช่วย ให้เกษตรกรมีโอกาสวางแผนการผลิตก่อนหรือหลังฤดูกาลได้.