วาดฝัน “บีโอไอ” แตะ 4 ล้านล้าน “บิ๊กตู่” ผลักดันลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673853

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรมประจำปี 2559 ในงานไทยแลนด์ อินดัสทรี เอ็กซ์โป 2016 ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานีว่า หากเศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนต่อไปได้ ก็ต้องมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง โดยระหว่างปี 2559-2560 ตนมั่นใจว่า สภาพเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีจากการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ทั้งที่เป็นนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ รวมทั้งการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่จะช่วยกระตุ้นให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ และจะทำให้ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีการสะสมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีปีละ 2 ล้านล้านบาท ให้เป็น 4 ล้านล้านบาทต่อปี

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การจัดงานไทยแลนด์ อินดัสทรี เอ็กซ์โป 2016 ระหว่างวันที่ 26-31 ก.ค.นี้ จะมีผู้เข้าร่วมงาน 300,000 คน มียอดการใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่มาออกร้านรวม 500 ล้านบาท ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใน 2 รูปแบบคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพควบคู่กับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 4.0 ด้วยนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์และเทคโนโลยีชั้นสูงในกระบวนการผลิต เพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ผู้นำทางการลงทุนแห่งอาเซียนในระยะยาว.

 

“เพย์พัล” ตื่นเต้นไทยโดดเด้ง! อี-คอมเมิร์ซเฉิดฉายในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673850

 

นายราหุล ชิงฮาล ผู้จัดการเพย์ พัล “PayPal” ประจำประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันร้านค้าที่เป็นสมาชิกเพย์พัลในไทยมีประมาณ 10,000 ร้านค้า แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ ร้านจิวเวลรี่และเครื่องประดับ โรงแรมบูติค และสินค้าแฟชั่น โดยสมาชิกร้านค้าและผู้ซื้อสินค้าผ่านเพย์พัลในไทยมีอัตราเติบโตสูงสุดทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในภูมิภาคเอเชีย “เพย์พัลเป็นตัวกลางในการรับชำระเงิน ส่งเสริมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทย และเร็วๆนี้เพย์พัลยังเตรียมเปิดบริการใหม่ PayPal.me เพื่อรองรับการซื้อขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์และเฟซบุ๊กซึ่งเติบโตอย่างมาก โดยบริการใหม่จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการชำระเงินและการซื้อสินค้าว่าจะเป็นไปตามสเปกหรือไม่นั้น โดยสำหรับไทยนั้น ยังพบด้วยว่ามีธุรกิจท่องเที่ยวไทยถึง 29% ที่ยังไม่มีช่องทางการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะถือเป็นโอกาสของเพย์พัล ที่การจองบริการและชำระเงินค่าบริการท่องเที่ยวทางออนไลน์ในไทย จะยังเติบโตได้อีกมาก”

 

ปรับผู้บริหารทิพยประกันภัย ใช้ข้อมูลภายในขายหุ้นก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673849

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด 4 ราย ได้แก่ นายสมพร สืบถวิลกุล, บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน), นายนที พานิชชีวะ และนายกีรติ พานิชชีวะ กรณีอาศัยข้อมูลภายในขายหุ้น บมจ.ทิพยประกันภัย (TIP) เป็นค่าปรับรวม 8,618,831.25 บาท โดย ก.ล.ต.ได้รับแจ้งจากตลาดหลักทรัพย์และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.55 ถึง 30 ต.ค.55 ผู้บริหาร, ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ TIP อาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น TIP ที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชนเกี่ยวกับกรณีที่ TIP มีเหตุจำเป็นต้องเพิ่มทุน 250 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่มีแนวโน้มจะลดลงต่ำกว่าสัดส่วนที่กฎหมายประกันภัยกำหนด โดยขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุนจากการลดลงของราคาหุ้น หลัง TIP เปิดเผยข้อมูลนี้ผ่านตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 30 ต.ค.55

โดยนายสมพรล่วงรู้ข้อมูลภายในเนื่องจากเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ TIP ได้ขายหุ้น TIP จำนวน 70,000 หุ้น ขณะที่นายนทีล่วงรู้ข้อมูลภายในเนื่องจากเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยศรีประกันภัย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ TIP (ขณะเกิดเหตุถือหุ้น 5.49%) ซึ่งนายนทีได้สั่งขายหุ้น TIP ในบัญชี บมจ.ไทยศรีประกันภัยรวมจำนวน 1,561,600 หุ้น ส่วนนายกีรติได้ล่วงรู้ข้อมูลภายในข้างต้น เนื่องจากเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่งของ TIP โดยนายกีรติได้ขายหุ้น TIP ในบัญชีส่วนตัวจำนวน 576,000 หุ้น ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบทางอาญา คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงได้ปรับนายสมพร 612,500 บาท ปรับ บมจ.ไทยศรีประกันภัย 703,487.50 บาท ปรับนายนที 500,000 บาทและปรับนายกีรติ 6,802,843.75 บาท.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 27/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673767

 

ปั้นผู้ประกอบการไทย ไปผงาดในเวทีค้าโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672998

 

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว รุนแรง และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ คือความท้าทายที่ผู้ประกอบการทั้งโลก กำลังเผชิญ

แม้วันนี้ไทยเป็น ฐานการผลิตอาหารในภูมิภาคอาเซียน แล้วก็ตาม แต่เพื่อเป็นการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีความเป็นสากล และยั่งยืนยิ่งขึ้น

ยังมีการบ้านอีกหลายข้อ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องฝึกปรือหรือเรียนรู้

วันก่อนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับโครงการสร้างเอสเอ็มอีไทย สู่เวทีการค้าสากล จึงได้เชิญ ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์ ซึ่งวางระบบธุรกิจให้แก่บริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศหลายแห่ง ไปแนะนำกลยุทธ์ในการปั้นแบรนด์สินค้าไทย ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในเวทีการค้าโลก ที่อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

ดร.พีระพงษ์ปูพื้นว่า ผู้ประกอบการธุรกิจบางคน อาจกำลังประสบปัญหา ธุรกิจเติบโตช้า ต้นทุนสูงขึ้น อำนาจการต่อรองของธุรกิจลดลง ระบบบริหารงานไม่ชัดเจน หรือผู้ประกอบการบางรายต้องการขยายสาขา แต่ติดตรงที่หาผู้ดูแลแทนไม่ได้ รวมทั้งแนวโน้มยอดขายสินค้าที่ลดลง เป็นต้น

“เพื่อเป็นการตอบคำถามเหล่านี้ ก่อนอื่นผู้ประกอบการต้องทราบว่า อะไรคือแนวคิดของธุรกิจที่ท่านกำลังทำอยู่ และมีทางใดบ้างที่จะพัฒนากลยุทธ์ รวมทั้งควรทราบถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางการตลาด”

อ.พีระพงษ์บอกว่า ในโลกแห่งการแข่งขัน ถึงแม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ก็มีความได้เปรียบได้

“ธุรกิจเล็ก ไม่ได้หมายความว่า จะเสียเปรียบธุรกิจใหญ่เสมอไป บางทีความเป็นธุรกิจใหญ่ มีความยุ่งยากมากกว่า ใช้ต้นทุนที่สูงกว่า และห่างเหินกับลูกค้ามากกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก มีความยุ่งยากน้อยกว่า ใช้ต้นทุนต่ำกว่า และมีความใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่า เมื่อก่อนธุรกิจรายใหญ่ เปรียบเหมือนกับปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือ Big eat Small แต่เดี๋ยวนี้วัดกันที่ ใครเร็วกว่า ผู้นั้นชนะ หรือ Fast eat Slow”

“ธุรกิจขนาดเล็ก ก็มีโอกาสเติบโตได้ ถ้ารู้จักมองวิกฤติให้เป็นโอกาส มีการวางแผนธุรกิจที่ไม่ท้าทายเกินไปนัก รู้จักสร้างแนวคิดทางธุรกิจ ที่ให้คำตอบแก่ลูกค้า และต้องรู้จักมองให้เห็นโอกาส ที่ไม่ใช่กับดัก”

ดร.พีระพงษ์บอกว่า ไม่ว่าจะดำเนินธุรกิจในประเทศ หรือมุ่งหวังจะออกไปรบในเวทีการค้าสากล เบื้องต้นต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า อะไรคือแนวคิดของธุรกิจ นั่นคือเราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ธุรกิจที่ดำเนินมานั้น ให้อะไรแก่ลูกค้าบ้าง เหตุใดลูกค้าถึงต้องมาซื้อสินค้าของเรา เพราะการเข้าใจตัวตนของธุรกิจ ก็คือการเข้าใจแนวคิดของธุรกิจนั่นเอง

“สมัยนี้การรู้ว่า ลูกค้าคือใคร ยังไม่พอ คนทำธุรกิจยังต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ด้วยว่า เราเป็นใคร ธุรกิจของเราขายอะไร เรากำลังจะเสนออะไรให้แก่ลูกค้า และยังต้องรู้ว่าลูกค้าของเราคือกลุ่มใดด้วย”


การรู้ก่อนให้ได้ว่า แก่นแท้หรือจริงๆแล้ว ลูกค้าของเรา ต้องการอะไร กันแน่ นับเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้การทำธุรกิจไม่หลงทาง

เขายกตัวอย่าง ลูกค้าบางกลุ่มต้องการสินค้าหรือบริการที่มีความพิเศษ หรือเฉพาะเจาะจง เช่น ลูกค้าอยากได้สบู่สักก้อนที่มีคุณสมบัติพิเศษ เขาบอกว่า สมมติเราทำสบู่ที่มีประกายสีทองแวววับแทรกอยู่ในเนื้อสบู่ ก็ต้องสร้างความรับรู้ให้เกิดขึ้นแก่ลูกค้าด้วยว่า โลหะสีทองที่แทรกอยู่ในเนื้อสบู่นั้น คือ ประจุอิออน ที่สามารถซึมเข้าไปสู่ผิวหนัง ช่วยดูแลสุขภาพผิวให้ดีขึ้นได้อย่างไร เป็นต้น

“ความต้องการของลูกค้ามีอยู่ 2 แบบ คือ แบบเบื้องหน้า และเบื้องหลัง ในชีวิตคนเรามักมีพื้นที่ส่วนตัวอยู่ 3 แห่ง คือ บ้าน ที่ทำงาน และสถานที่นัดพบเพื่อนฝูง หากจะหากาแฟดื่มสักแก้ว คุณไปดื่มที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมหลายคนถึงเลือกไปดื่มที่ร้านสตาร์บัคส์ นั่นเป็นเพราะว่า เบื้องหลังความต้องการ คุณต้องการแสดงสถานภาพ หรืออยากมีพื้นที่เฉพาะ ซึ่งสามารถนั่งโงกเงก เช็กเน็ต เช็กอีเมลได้ โดยไม่มีใครว่า ใช่หรือไม่”

“หรืออีกสักตัวอย่าง ทำไมเราจึงไม่ใส่นาฬิกาไซโก้ ทั้งที่มีรูปทรงเพรียวและราคาถูกกว่า กลับต้องดิ้นรนไปหานาฬิกาโรเล็กซ์ ซึ่งทั้งหนัก แพง และเทอะทะกว่ามาใส่ จะเห็นว่า ไซโก้ขายที่ความเป็นนาฬิกาเพื่อเอาไว้ใช้ดูเวลา แต่โรเล็กซ์ขายสถานภาพด้วย คือนอกจากเป็นเครื่องบอกเวลา ยังบ่งบอกถึงสถานะของผู้สวมใส่ว่า คุณเป็นผู้ประสบความสำเร็จ หรือว่ารวยแล้ว นี่คือสิ่งที่เรียกว่า เบื้องหลังความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า”

ดร.พีระพงษ์บอกว่า ดังนั้น ก่อนจะผลิตสินค้าหรือบริการใดไปแข่งขันกับใครในตลาดโลก ผู้ประกอบการไทย ต้องมองลึกลงไปให้ได้ว่า แท้จริงแล้วลูกค้าแต่ละกลุ่มต้องการอะไรกันแน่ แล้วจึงค่อยสร้างมันขึ้นมาตอบสนอง ตามด้วยการออกแบบโลโก้ หรือตราสัญลักษณ์ทางธุรกิจ ให้จดจำได้ง่าย

“โลกธุรกิจทุกวันนี้ ลูกค้ามีตัวเลือกในสินค้าและบริการมากล้น เมื่อใดที่มีหลายตัวเลือกให้เปรียบเทียบ ลูกค้าจะตัดสินใจเลือกจากตัวเลือกที่ดีกว่าตัวเลือกอื่นเพียงนิดเดียวเท่านั้น (ชนะใจลูกค้า)”

เขายกตัวอย่าง เช่น ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ถ้าหนังที่ฉายเป็นเรื่องเดียวกัน เก้าอี้นั่งในโรงหนังก็ดีพอกัน สถานที่และบรรยากาศก็ดีพอๆกัน การเดินทางไป-มา ก็สะดวกพอๆกัน ดร.พีระพงษ์บอกว่า เชื่อหรือไม่บางทีลูกค้าตัดสินใจเลือกโรงหนัง ตรงที่ข้าวโพดคั่วของโรงไหนอร่อยกว่ากัน เป็นต้น

“คุณภาพของสินค้า ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แต่เดี๋ยวนี้การรบด้วยคุณภาพสินค้าที่ดีกว่ารายอื่น อาจไม่ชนะคู่แข่งเสมอไป การรบด้วยการให้บริการที่มากกว่ารายอื่นก็เช่นกัน บางทีก็ไม่ได้ช่วยดึงดูดลูกค้า รบด้วยการลดราคา ยิ่งไปใหญ่ เพราะที่สุดของการแข่งกันลดราคา คือ ฟรี หรือพากันเจ๊งหมดทั้งตลาด แต่ไม่ได้สร้าง…ความแตกต่าง”

อ.พีระพงษ์บอกว่า ความแตกต่าง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการทำธุรกิจสมัยนี้ นอกจากสินค้าที่ผลิตออกมามีการนำเสนอผลประโยชน์ให้ลูกค้าชัดเจน มีข้อเสนอที่ดี ตรงใจลูกค้า ยังต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะ ที่ไม่เหมือนเจ้าอื่น หรือที่เรียกว่า การทำตลาดแบบ Niche Market

“ยกตัวอย่าง เจ้าอื่นทำพิซซ่าทรงกลมออกมาขาย เราอาจจะออกแบบให้เป็นทรงสามเหลี่ยม เจ้าอื่นมีแบบพิซซ่าแป้งแข็ง และแป้งนิ่ม เราอาจจะออกแบบเป็นทางเลือกที่สาม คือ มีทั้งแข็งนอก และนิ่มในผสมกัน เป็นต้น”

“กลยุทธ์จิ๋วแต่แจ๋ว โดยการสร้างคุณสมบัติใหม่ หาสิ่งที่มาทดแทนรูปแบบสินค้าที่มีอยู่เดิมในตลาดอยู่เสมอ ผสมผสานสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างสินค้าตัวใหม่ พัฒนาสินค้าให้มีแนวคิดใหม่ๆ หรืออาจจะใช้วิธีการ สร้างความแตกต่างด้วยการปรับขนาดพื้นที่ ไม่ก็เปลี่ยนไปเล่นในตลาดใหม่ ตัดทอน หรือเปลี่ยนรูปแบบสินค้าใหม่ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าบางกลุ่ม”


“เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ที่ผู้ประกอบการไทย ต้องเรียนรู้และนำออกมาใช้ จึงจะออกไปรบชนะคู่แข่งในเวทีการค้าสากล”ดร.พีระพงษ์ทิ้งท้าย.

 

ปลัดทท. ชูเมืองท่องเที่ยว เน้นพัฒนาอย่างยั่งยืน กระจายรายได้สู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ค. 2559 04:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673831

 

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชูเมืองท่องเที่ยว เน้นสร้างเมืองหลักเมืองรอง ย้ำชัดพัฒนาอย่างยั่งยืน กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง…

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรียกประชุมและระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยนายพงษ์ภาณุ เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง เพื่อเร่งจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยว แผนพัฒนาเมืองหลักและเมืองรอง ทางการท่องเที่ยว

สำหรับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวนั้น ได้สร้างหมวดหมู่และเขตท่องเที่ยว (คลัสเตอร์) ขึ้นมา ได้แก่ 1. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวมรดกโลกด้านวัฒนธรรมครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก 2. เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง ครอบคลุม พื้นที่ 5 จังหวัด คือ หนองคาย เลย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร 3. เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง สิงห์บุรี อยุธยา


นอกจากนี้ยังได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาในจังหวัดดังกล่าว เข้ามาร่วมระดมความคิดในแผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยวใน 3 เขตข้างต้น โดยตนมีนโยบายที่ชัดเจนว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะต้องสนองนโยบายของรัฐบาล โดยจะต้องยึดถือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนและชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งหัวใจสำคัญคือตนกำลังเดินหน้าโครงการสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงมหาดไทย ในการจัดการอบรมและสร้างบุคลากรในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในบริบทการพัฒนาและการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่นของตนเอง

“ผมมีความเชื่อว่าความสำเร็จที่แท้จริงจากการท่องเที่ยวคือ การกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนในวงกว้าง อย่างทั่วถึง การจัดเขตพัฒนาการท่องเที่ยวหรือคลัสเตอร์นั้นจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความสำเร็จให้กับเศรษฐกิจของประเทศ” นายพงษ์ภาณุ กล่าว


ขนส่งฯ ปรับ 5 พัน โชเฟอร์รถโดยสารวิ่งส่ายไปมาเอียงซ้าย เสี่ยงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/673651

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 22:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673651

 

ขนส่งทางบก ปรับ 5 พัน โชเฟอร์รถโดยสารฝืนวิ่ง จนตัวรถเอียงซ้ายน่าหวาดเสียวบนถ.มิตรภาพ หลังมีการเผยแพร่คลิป ย้ำผู้ประกอบการและพนักงานขับรถต้องตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ ให้มั่นคง แข็งแรง หากฝ่าฝืนเจอหนัก…

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2559 เผยแพร่คลิปวิดีโอรถโดยสารไม่ประจำทาง หมายเลขทะเบียน 33-1895 กรุงเทพมหานคร ของห้างหุ้นส่วนจำกัด องุ่นริช สภาพตัวรถไม่มั่นคงแข็งแรง โดยรถมีลักษณะเอียงซ้ายตลอดการเดินทาง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน ณ บริเวณถนนมิตรภาพ ช่วงสระบุรี มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบก ได้เรียกตัวนายวรสิทธิ์ วันสุข มีใบอนุญาตขับรถ ชนิดที่ 3 ประเภททุกประเภท (ท.3) ฉบับที่ ชบ.00289/53 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถโดยสารเข้ารายงานตัวทันที โดยนายวรสิทธิ์ให้การรับสารภาพโดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากมีหินเข้าไปติดอยู่บริเวณช่วงล่างถุงลมด้านซ้ายของตัวรถ จึงทำให้ระบบช่วงล่างติดขัดและไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้ตัวรถเอียงไปทางด้านซ้ายตามคลิปวิดีโอที่ปรากฏ กรมการขนส่งทางบกจึงสั่งการให้นำรถคันดังกล่าวเข้าทำการตรวจสภาพ ณ ส่วนตรวจสภาพรถ กรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมพิจารณาเปรียบเทียบปรับ นายวรสิทธิ์ พนักงานขับรถ ตามมาตรา 102 (4) ประกอบมาตรา 127 ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยตามกฎกระทรวง อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เปรียบเทียบปรับในอัตราโทษสูงสุดทันที 5,000 บาท และส่งตัวเข้ารับการอบรมสร้างจิตสำนึกการให้บริการอย่างมีคุณภาพและการขับรถอย่างปลอดภัย พร้อมบันทึกประวัติความผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะสำหรับตรวจสอบพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมของตัวรถ สภาพรถ และอุปกรณ์ส่วนควบให้สมบูรณ์อยู่เสมอเพื่อความปลอดภัย กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือุปกรณ์ส่วนควบที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยขัดข้องระหว่างการเดินทางห้ามฝืนเดินรถต่อไปโดยเด็ดขาด หากพบการกระทำความผิดซ้ำอาจพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ

นายสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการในการตรวจสอบรถทุกคัน พนักงานขับรถทุกคนก่อนออกเดินทางเสมอ หากไม่สามารถควบคุมดูแลพนักงานขับรถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น และอาจถูกพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วย

อย่างไรก็ตามหากประชาชนพบรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัยแจ้งสายด่วน 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งปัญหาผ่านช่องทางร้องเรียนของกรมการขนส่งทางบกได้ทุกช่องทาง.

 

อภิรดี นำทีมบินขายข้าวสิงคโปร์เพิ่ม หลังหอมมะลิไทย ขึ้นแท่นเจ้าตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 20:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673514

 

พาณิชย์ บุกเจรจาขายข้าวให้สิงคโปร์ เน้นข้าวชนิดพิเศษ ทั้งไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด หลังข้าวหอมมะลิไทยขึ้นแท่นเป็นเจ้าตลาดได้แล้ว…

วันที่ 26 ก.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชน เดินทางเยือนสิงคโปร์ วันที่ 26-28 ก.ค.59 เพื่อพบปะหารือ และขยายลู่ทางการค้าสินค้าไทยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนสิงคโปร์ โดยจะหารือกับกลุ่มผู้ค้า และผู้นำเข้าข้าว เพื่อรับทราบข้อมูลและสถานการณ์ข้าวในตลาดสิงคโปร์และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งไทยจะผลักดันให้สิงคโปร์นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวคุณลักษณะพิเศษอื่นๆ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด เป็นต้น

ปัจจุบันสิงคโปร์ เป็นตลาดส่งออกข้าวคุณภาพดีที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ในแต่ละปีสิงคโปร์นำเข้าจากไทยเฉลี่ย 130,000 ตัน ในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปี 59 ไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดข้าวเป็นอันดับ 1 ในสิงคโปร์ ที่ 37% เพราะข้าวไทยสามารถแข่งขันด้านราคากับข้าวจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย และเวียดนาม ได้เป็นอย่างดี จากเดิมในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ข้าวไทยครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 รองจากข้าวอินเดีย

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นแหล่งซื้อขายข้าวที่สำคัญของโลก เพราะมีบริษัทผู้ค้าข้าว (เทรดเดอร์) ต่างชาติประกอบธุรกิจซื้อขายข้าวจากผู้ผลิตไปขายยังประเทศต่างๆ ในแอฟริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทเทรดเดอร์ จะเป็นตัวกลางสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าข้าวของโลก หากไทยรับทราบข้อมูล ก็จะสามารถนำมาใช้ในการวางแผนส่งออกข้าวไทยได้

ขณะเดียวกัน จะยังเข้าพบกับรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ของสิงคโปร์ เพื่อหารือถึงแนวทางส่งเสริมและขยายตลาดสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารไทยในสิงคโปร์ และการเพิ่มความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจต่างๆ รวมไปถึงการหารือเตรียมการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ 5 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือน พ.ย.59 ที่สิงคโปร์ พร้อมกันนั้น จะเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของห้าง NTUC Fair Price ซึ่งเป็นแหล่งกระจายสินค้าอุปโภคและบริโภคขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยให้เพิ่มมากขึ้นด้วย.

 

ร้านค้าร้องพาณิชย์! น้ำอัดลมขึ้นราคาเพิ่ม 2 บ. ผู้ผลิต อ้างน้ำตาลแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 19:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673522

 

ร้านค้าเครื่องดื่ม ร้องผู้ผลิตน้ำอัดลมรายหนึ่ง แจ้งขึ้นราคาขาย 2 บาท ทั้งขวดแก้ว-ขวดกระป๋อง จากเดิม 10 บาท เป็น 12 บาท อ้างน้ำตาลแพง รัฐขึ้นภาษีน้ำหวาน ด้านกรมการค้าภายใน ตรวจตลาดสด อ.ต.ก. ยัน ผักสด-เนื้อสัตว์ ราคาทรงตัว…

วันที่ 26 ก.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ได้รับการร้องเรียนจากร้านจำหน่ายเครื่องดื่มว่า บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมรายหนึ่ง ได้แจ้งปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำอัดลมขวดแก้ว 2 บาท/ขวด และกระป๋อง 2 บาท/กระป๋อง ทำให้ราคาขายปรับขึ้นเป็น 12 บาท/ขวด/กระป๋อง จากเดิม 10 บาท/ขวด/กระป๋อง โดยผู้ผลิตให้เหตุผลว่า ต้นทุนวัตถุดิบ คือ น้ำตาลทรายสูงขึ้น และได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตกลุ่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จึงต้องขอปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังแจ้งเหตุผลอีกว่า ราคาที่ปรับสูงขึ้น ได้เพิ่มขนาดบรรจุขึ้นเช่นเดียวกัน โดยแบบกระป๋องได้เพิ่มปริมาณบรรจุจาก 240 มิลลิลิตร (มล.) เป็น 245 มล. หรือเพิ่มขึ้น 5 มล. แต่แบบขวดแก้วยังคงปริมาตรสุทธิเท่าเดิม คือ 250 มล.

ด้าน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังการตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ตลาด อ.ต.ก. เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ว่า ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผักสด และเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อยู่ในภาวะปกติ ไม่มีรายการใดมีราคาเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนกรณีที่มีพระสงฆ์ได้ร้องเรียนผ่านโซเชียลมีเดียว่า ชุดสังฆทานที่ได้รับถวายจากประชาชนในช่วงเทศกาลต่างๆ ไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในฉลาก และเป็นสินค้าที่หมดอายุ ซึ่งกรมฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง หากพบมีการกระทำผิดจริง จะปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากบรรจุสินค้าหมดอายุ จะมีความผิดตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกฎหมายฉลากของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ด้วย.

 

ททท. ทำความเข้าใจสื่อจีน คนไทยพร้อมต้อนรับ ยันกระแสท่องเที่ยวยังแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 19:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673493

 

ผู้ว่า ททท.เร่งทำความเข้าใจสื่อจีน หวั่นกระแสบอยคอตเที่ยวไทยจะเกิดขึ้นจริงๆ ชี้คนไทยพร้อมต้อนรับ ขณะที่ซีซีทีวีของจีนรับเป็นสื่อกลางทำความเข้าใจกับคนจีน ยันกระแสครึ่งปีแรกยังแรงดี ไม่มีตก โกยเงินเข้าประเทศเพิ่มขึ้น 31% เชื่อจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ นายกฯ ตู่ ระบุ ไทยต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี ไม่สร้างความเกลียดชัง…

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 59 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้เชิญสื่อมวลชนของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย ซีซีทีวี เว็บไซต์ซินหัว พีเพิล เดลี่ และ @Mangu ซึ่งเป็นฟรีก๊อบปี้ในเมืองไทย มาทำความเข้าใจกรณีมีข่าวผ่านสังคมออนไลน์ว่า คนไทยต่อต้านนักท่องเที่ยวจีน จนทำให้คนจีนบอยคอตมาเที่ยวประเทศไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นมีเฉพาะที่ จ.เชียงราย เพียงที่เดียวคิดเป็น 1% ของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยเท่านั้น เนื่องจากทางกรมการขนส่งทางบกได้เปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการนำรถยนต์ข้ามแดนมาไทย เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าจะไปเส้นทางให้ชัดเจนว่าจะไปไหน และต้องกลับออกจากไทยทางด่านเชียงรายเท่านั้น ในขณะที่นักท่องเที่ยวไม่ได้เตรียมตัว จึงเป็นเหตุให้ข้ามมาฝั่งไทยไม่ได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ใช่การเลือกปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวชาติใดชาติหนึ่ง จึงไม่อยากให้ตีความว่ากีดกันนักท่องเที่ยวจีน ดังนั้นจากนี้ไป ททท.จะประสานกับกรมการขนส่งทางบกว่า มีกฎเกณฑ์ใดบ้าง เพื่อนำไปเป็นข้อมูลให้นักท่องเที่ยวได้เตรียมตัว

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจีนที่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าอาจจะขยับไปถึงปีละ 20-25 ล้านคน และเข้ามาสร้างรายได้ให้คนไทย ฉะนั้นคนไทยไม่มีทางที่จะรังเกียจนักท่องเที่ยวจีน จากการตรวจสอบไปยังสำนักงาน ททท.ที่อยู่ในจีนทั้ง 5 แห่ง ไม่พบว่าคนจีนบอยคอตมาเที่ยวไทย จึงไม่อยากให้มีกระแสเช่นนี้จนเป็นปัญหาระหว่างกัน และในข้อเท็จจริงตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยปีนี้ก็เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ สื่อมวลชนของจีน เช่น ซีซีทีวี ได้แสดงตัวว่า พร้อมจะเป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวจีนให้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้นำเสนอข่าวพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่ไม่เหมาะสม ที่ไม่ตรงกับวัฒนธรรมไทย ในส่วนนี้ ททท.จะมีการจัดทำวิดีโอความยาว 3-5 นาที ที่จะพูดถึงเรื่องราวดีๆ ของนักท่องเที่ยวจีน และมุมมองดีๆ ของคนไทยที่รู้สึกดีกับคนจีน รวมทั้งการปฏิบัติตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทย โดยจะเริ่มนำไปเผยแพร่ช่วงเดือน พ.ย.นี้ ที่มิสไชนีส ยูนิเวิร์ส จะมาเก็บตัวในไทย ซึ่งจะผ่านสายตาคนจีนถึง 500 ล้านคน

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง นักท่องเที่ยวจีนสนใจเข้ามาเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และจากสถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่เดือน ม.ค. – ก.ค. มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแล้ว 5.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนครึ่งปีแรกของปี 2559 (ม.ค.-มิ.ย.) 244,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วมากถึง 31% เมื่อเทียบกับรายได้ ม.ค.-มิ.ย. 2558 ที่ 186,456 ล้านบาท และนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. จนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 18.8 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 939,000 ล้านบาท ขยายตัว 11.99% และ 15.50% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 3 อันดับแรกยังเป็น จีน เกาหลี และญี่ปุ่น

“การท่องเที่ยวของไทยเรายังเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และไม่ได้เน้นแต่เพียงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่วันนี้ถ้าเจาะตัวเลขแล้วของตลาดนักท่องเที่ยวจีนแล้วพบว่ามีศักยภาพ รูปแบบนักท่องเที่ยวชาวจีนในปัจจุบันนิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองมากยิ่งขึ้น มีความสนใจศึกษาวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะกระจายการเดินทางของนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดรอง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงให้เกิดการกระจายรายได้ในระดับชุมชนต่างๆ มากขึ้น”

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนักท่องเที่ยวจีนรณรงค์บอยคอตเที่ยวภาคเหนือของประเทศไทย ว่า ก็ไปดูว่าลดลงเพราะอะไร เพราะว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่นเป็นปกติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของจีนก็เป็นห่วงว่าคนไทยจะไม่ชอบนักท่องเที่ยวจีน ตนก็บอกหลายครั้งแล้วว่า ใครจะไปจะมาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ เพราะปัจจุบันมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กว่าและค่าใช้จ่ายถูก ทั้งนี้หน้าที่ของเราคือการดูแลความปลอดภัย เป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้องเคารพกฎหมายซึ่งกันและกัน ไม่สร้างความเกลียดชัง อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้ให้นโยบายให้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับประเทศต่างๆ อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทำแคมเปญเพื่อเพิ่มนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้เชื่อว่าที่นักท่องเที่ยวลดลงไม่ใช่เพราะรัฐบาล แต่เพราะไม่มั่นใจในเสถียรภาพ จึงอยากถามคนในชาติต้องการอะไร.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ททท.เชียงใหม่ ยัน นทท.จีนไม่ลด มองไทยเมืองพี่น้อง พร้อมยึดกฎระเบียบ