พาณิชย์ เตรียมแจ้งนักการเมือง-ข้าราชการ 6 ราย ชดใช้จีทูจี สัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673509

 

รมว.พาณิชย์ ลงนามคำสั่งเรียกค่าเสียหาย ขายข้าวจีทูจี 6.2 ล้านตัน มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท จากนักการเมือง-ข้าราชการ 6 รายแล้ว คาดส่งไปให้ทั้ง 6 ราย ได้สัปดาห์หน้า…

วันที่ 26 ก.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งถึงกรมการค้าต่างประเทศ โดยมอบหมายให้กรมฯ ทำหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกค่าเสียหายการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่า 20,000 ล้านบาท กับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 6 ราย หลังจากที่เมื่อวันที่ 25 ก.ค.59 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือมอบอำนาจให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองดังกล่าว ส่งถึงผู้เกี่ยวข้องทั้ง 6 ราย คาดว่าในสัปดาห์หน้า กรมการค้าต่างประเทศ จะสามารถทำหนังสือบังคับทางปกครองแจ้งไปยังนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย

สำหรับนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 คน ที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดต่อการขายข้าวจีทูจี ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ.

 

ตี 5 พรุ่งนี้ ปตท.-บางจาก ปรับลดขายปลีกน้ำมันดีเซล 40 สต./ลิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 18:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673562

 

ปตท. และบางจาก ประกาศปรับลดขายปลีกน้ำมันดีเซล 40 สต./ลิตร คงเบนซิน มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (27 ก.ค.) …

วันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท. และ บางจาก ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 40 สตางค์/ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินคงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้ (27 ก.ค.)

ส่งผลให้ราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95: 30.66 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 23.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 23.28 บาท/ลิตร E20: 21.04 บาท/ลิตร E85: 16.99 บาท/ลิตร ดีเซล 23.79 บาท/ลิตร ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.

 

ตรีเพชรฯ แต่งตั้ง ‘ปนัดดา เจณณวาสิน’ นั่งแท่น ‘กรรมการรองผู้จัดการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 17:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673490

 

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ประกาศแต่งตั้ง “ปนัดดา เจณณวาสิน” ผู้หญิงเปลี่ยนโลกค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น นั่งแท่น “กรรมการรองผู้จัดการ” มีผล 1 ส.ค. นี้…

วันที่ 26 ก.ค.59 มีรายงานว่า บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ประกาศแต่งตั้ง “ปนัดดา เจณณวาสิน” ขึ้นนั่งแท่น “กรรมการรองผู้จัดการ” หรือ EXECUTIVE VICE PRESIDENT มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ “ปนัดดา เจณณวาสิน” นับเป็นผู้บริหารหญิงคนไทยคนแรกและคนเดียว ที่มีตำแหน่งในระดับบอร์ดบริหารของบริษัทในกลุ่มอีซูซุมอเตอร์ และบริษัทมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่นทั่วโลก ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่ชัดเจนของตรีเพชรอีซูซุเซลส์ว่า “เพศ” ไม่ใช่บรรทัดฐานในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง

“ปนัดดา เจณณวาสิน” เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการรถยนต์เมืองไทย และธุรกิจอีซูซุโลกถึงความสามารถ สไตล์การบริหารที่เน้นการสร้างทีม และเป็นตัวอย่างของนักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์ อีกทั้งยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลยุทธ์ “คิดให้ต่างอย่างอีซูซุ” ที่ประสบความสำเร็จมากมาย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตรีเพชรอีซูซุเซลส์เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศไทย


เส้นทางการทำงานของ ปนัดดา เจณณวาสิน ตั้งแต่เริ่มทำงานกับบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ในปี 2520 ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแห่งแรกและแห่งเดียวนั้น ก็พิสูจน์ถึงความสามารถที่ทำให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นหญิงเดียวคนแรกในบอร์ดบริหารญี่ปุ่นในปี 2544 ในตำแหน่งกรรมการบริหาร (DIRECTOR) รองกรรมการผู้จัดการ (VICE PRESIDENT) ในปี 2550 และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส (SENIOR VICE PRESIDENT) ในปี 2555 ทั้งยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร (DIRECTOR) ของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด และบริษัท ตรีเพชรอินชัวร์รันส์เซอร์วิส อีกด้วย

สำหรับประวัติการศึกษา ปนัดดา เจณณวาสิน จบการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านการค้าระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิ (HITOTSUBASHI UNIVERSITY) โดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (JAPANESE GOVERNMENT SCHOLARSHIP) และระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อทำงานที่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์นั้น ได้รับอนุญาตให้ลางานไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น และกลับมาทำงานที่บริษัทเดิมจนถึงปัจจุบัน โดยระหว่างศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิ ซึ่งอยู่ในกรุงโตเกียวนั้น ปนัดดาได้ทำงานพิเศษเป็นผู้ประกาศวิทยุเรดิโอเจแปน (RADIO JAPAN) ของสถานีโทรทัศน์ NHK เป็นระยะเวลานานถึง 4 ปี

และหลังจากจบการศึกษาแล้ว “ปนัดดา” ยังได้ฝึกงานทางด้านการตลาดโดยทุนของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (MINISTRY OF INTERNATIONAL TRADE AND INDUSTRY) เป็นเวลา 1 ปี ที่บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศญี่ปุ่น) (ISUZU MOTORS LIMITED) บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (MITSUBISHI CORPORATION) และบริษัท ได-อิจิ คิคากุ (DAI-ICHI KIKAKU CO., LTD.) รวมทั้งยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษด้านการตลาดให้กับสถาบันชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ตลอดจนการเขียนบทความด้านการตลาดในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเคยได้รับรางวัลนักบริหารดีเด่น ปี 2548 สาขาธุรกิจยานยนต์ จากผลงานอันโดดเด่นในฐานะนักการตลาดหญิงของวงการรถยนต์เมืองไทย รางวัล “ศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพประจำปี 2550” คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรางวัล “ศิษย์เก่าดีเด่นประจำปี 2551” คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรางวัล “บุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจยานยนต์ประจำปี 2553” จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย.

 

ขนส่ง เดินหน้าจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ คุมเข้มเข้าระบบจอด 3 สถานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673467

 

ขนส่งทางบก จับมือ ทหาร-ตำรวจ กทม. คุมเข้มความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะ เดินหน้าจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะระยะที่ 3 กำหนดให้รถตู้หมวด 2 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ต้องเข้าจอดที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง ดีเดย์ 25 ต.ค.นี้…

วันที่ 26 ก.ค.59 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกในฐานะเลขานุการคณะกรรมการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหารถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในคณะทำงานฯ อาทิ กระทรวงคมนาคม กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ตำรวจนครบาล กรุงเทพมหานคร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีมติให้ดำเนินการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะระยะที่ 3 โดยกำหนดให้รถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ภายใต้การดูแลของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่วิ่งให้บริการโดยมีต้นทางกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่างๆ จำนวนรวม 4,205 คัน ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพมหานครทั้ง 3 แห่งเป็นต้นทาง ภายในวันที่ 25 ต.ค.59

สำหรับสถานีต้นทาง ประกอบด้วย สถานีจตุจักร (เส้นทางเดินรถสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ) จำนวน 2,046 คัน สถานีสายใต้ใหม่ (เส้นทางสายใต้) จำนวน 1,617 คัน และสถานีเอกมัย (เส้นทางสายตะวันออก) จำนวน 542 คัน ซึ่งส่วนใหญ่มีการจอดให้บริการรับส่งผู้โดยสารอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบางส่วนที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยที่มีผ่านมา พบปัญหาร้องเรียนการให้บริการไม่ปลอดภัย เนื่องจากการกำกับดูแลไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง รวมถึงส่งผลกระทบกับการจราจรในพื้นที่โดยรอบที่รถตู้ใช้เป็นจุดจอด

ทั้งนี้ การจัดระเบียบและกำหนดให้ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสาร เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบการขนส่งที่ทางราชการได้กำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคันต้องใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นต้นทางและปลายทาง โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลการบริหารจัดการเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน สามารถควบคุมอัตราค่าโดยสาร การเรียกเก็บค่าโดยสาร ความปลอดภัย แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล และปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ด้าน พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณชานชาลาภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ที่จะใช้เป็นจุดจอดรถตู้โดยสาร โดยกล่าวว่า สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 มีศักยภาพสามารถรองรับการจอดของรถตู้โดยสารได้ เบื้องต้นการดำเนินการจุดจอดของรถตู้โดยสารสาธารณะที่จะมีการจัดระเบียบจะแบ่งเป็น 3 จุด คือ สถานีขนส่งหมอชิต 2 รองรับรถได้ประมาณ 2,046 คัน สถานีสายใต้ใหม่ 1,617 คัน และสถานีเอกมัย กว่า 542 คัน รวมทั้งสิ้นกว่า 4,205 คัน จะแยกกระจายไปจุดต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับเส้นทาง

ส่วนการอำนวยความสะดวกประชาชน ช่วงแรกจะจัดรถเมล์ ขสมก.ให้บริการฟรีวันละ 15 คัน ส่งผู้โดยสารที่เคยใช้บริการรถตู้จากจุดต่างๆ มา ณ สถานีเหล่านี้ เชื่อว่าหลังจากใช้บริการจุดจอดใหม่ประมาณ 6 เดือน ผู้โดยสารก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางได้

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 29 ก.ค.59 เวลา 09.00 น. บขส.จะเชิญผู้ประกอบการรถตู้เข้าร่วมรับฟังแนวทางการจัดระเบียบรถตู้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์.

 

หุ้นไทยปิดร่วง 7.85 จุด ดัชนีที่ 1,504 จุด มูลค่าซื้อขาย 58,693 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673503

 

หุ้นไทยปิดลบ 7.85 จุด คิดเป็น -0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,504.81 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 58,693.20 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 26 ก.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดลบ 7.85 จุด คิดเป็น -0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,504.81 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 58,693.20 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

ศก.ชะลอตัว ฉุดกำลังซื้อ โตโยต้า คาด ยอดขายรถยนต์ปีนี้ ลดลง 7.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 14:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673293

 

โตโยต้า ปรับประมาณการตลาดรถยนต์ในประเทศปี 59 คาด ยอดขายรวมอยู่ที่ 740,000 คัน หรือ ลดลง 7.5% จากศก.ในประเทศที่ยังชะลอตัว-กำลังซื้อที่จำกัดประกอบความไม่แน่นอนของ ศก.โลก ยัน ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค …

วันที่ 26 ก.ค.59 มร.เคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึง สถิติการจำหน่ายรถยนต์ครึ่งแรกของปี 2559 ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในสภาวะชะลอตัวประกอบกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในครึ่งปีแรก มียอดขายรวมประมาณ 367,481 คัน ลดลง 0.4% โดยตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มียอดขายเพิ่มขึ้น 7.6% ตลาดรถยนต์นั่งมียอดขายลดลง 12.6%

ส่วนของโตโยต้า มียอดขาย 109,078 คัน ลดลง 11.4% โดย ได้แรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มีส่วนช่วยทำให้ตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรกสามารถอยู่ในระดับเดียวกันของปีที่แล้ว

สำหรับการส่งออกในครึ่งปีแรก โตโยต้าส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป จำนวน 166,299 คัน คิดเป็นมูลค่า 96,953 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 26% มีการส่งออกชิ้นส่วน มูลค่า 31,355 ล้านบาท รวมมูลค่าส่งออก 128,288 ล้านบาท


คณะผู้บริหารของโตโยต้า

มร.เคียวอิจิ กล่าวถึงแนวโน้มตลาดรถยนต์ของปี 2559 ด้วยว่า แม้ว่าครึ่งปีหลังจะมีแรงบวกจากนโยบายภาครัฐ ที่เริ่มส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวมานาน รวมถึงกำลังซื้อที่จำกัด บวกกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ที่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว จึงมองแนวโน้มตลาดรถยนต์ในประเทศมียอดขายรวมอยู่ที่ 740,000 คัน หรือ ลดลง 7.5%

ทั้งนี้ โตโยต้า ยังคงเป้าหมายการขายสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ไว้ที่ 240,000 คัน และได้ปรับเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 312,000 คัน ลดลง 17% เนื่องจาก ผลกระทบของตลาดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

“อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต”

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโตโยต้า และเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดของภูมิภาคอีกด้วย

 

คลิปสั้นๆ 1 นาที จุดประกายความดี ในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 26 ก.ค. 2559 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673071

 

สิ่งเล็กๆ ที่เราทำจะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ และ ความ “สุขใจ” อย่างที่คาดไม่ถึง

ในสังคมทุกวันนี้ มนุษย์เราต่างใช้ชีวิตบนความเร่งรีบ ทุกคนต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ต่างไขว่คว้าหาโอกาสให้กับตัวเอง จนบางครั้งกลับกลายเป็นการเอาเปรียบผู้อื่นหรือเป็นการเฉยเมยต่อสังคมเกินไปหรือไม่ 

อ่านถึงบรรทัดนี้ หลายท่านคงมีคำถามต่อ…แล้วเราต้องทำอะไร ยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน? ถึงจะช่วยช่วยสังคมให้ดีขึ้นได้

3 คลิปความยาวไม่ถึง 1 นาที ที่คุณกำลังจะรับชมต่อไปนี้ อาจจุดประกายสิ่งดีๆ ให้เกิดในหัวใจของคุณ “ความดี” เล็กน้อยที่จะคืนความงดงามของสังคมไทย

พลังความดีเริ่มที่ตัวเรา_รถเข็น

การทำความดีง่ายๆ ของคุณ อาจจะเกิดขึ้นในวันธรรมดาตอนเย็นๆ ระหว่างทางกลับบ้าน คุณจะทำอย่างไรเมื่อเห็นพ่อค้าขายผลไม้กำลังเข็นรถเพื่อข้ามสะพานด้วยท่าทางที่ดูหมดแรงและหนักอึ้ง เป็นคุณจะเลือกเดินเลยผ่านไป หรือเลือกที่ทำความดีเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือพ่อค้าคนนั้น คุณจะกลับไปโดยไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจได้หรือไม่? ตอนจบของเรื่อง คุณเลือกได้ด้วยตนเอง!

พลังความดีเริ่มที่ตัวเรา_ข้ามถนน

คุณอาจจะเป็นคนที่มีรถขับ เปิดแอร์เย็นสบาย ระหว่างทางคุณเห็นคุณยายกำลังจะข้ามถนน ถามว่าคุณจะเลือกรีบเหยียบคันเร่งเพื่อรีบไปก่อนคุณยาย หรือจะสละเวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อหยุดรถให้คุณยายคนนั้นข้ามถนน ได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า? ตอนจบของเรื่อง คุณเลือกได้ด้วยตนเอง!

พลังความดีเริ่มที่ตัวเรา_รถเมล์

คุณกำลังเหนื่อยล้า และคิดว่าโชคดีที่ภายในรถเมล์อันแสนร้อนอบอ้าว อัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร แต่คุณได้ที่นั่งและรู้สึกสบายขึ้น ระหว่างนั้นสายตาคุณก็เหลือบไปเห็นเด็กหญิงในชุดนักเรียนที่ถือกระเป๋าขึ้นมาบนรถ คุณเมื่อย และผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครลุกให้เด็กนักเรียนเลย แต่คุณรู้อยู่เต็มอกว่า การเบรกอย่างกะทันหันครั้งต่อไป อาจจะหมายถึงการถลาล้มของเด็กคนนั้น ตอนจบของเรื่อง คุณเลือกได้!

ตอนจบของเรื่องเหล่านี้ที่คุณจะเลือกนั้น อาจจะเป็นเพียงความดีง่ายๆ ที่สร้างร้อยยิ้มเล็กๆ ให้กับทั้งคุณและผู้ที่ได้รับ ที่สำคัญที่สุดมันอาจจะเป็นความดีที่ทำให้คุณมีส่วนสร้างสังคมให้ดีขึ้น ด้วยพลังความดีที่คุณเริ่มต้นจากคุณเอง

ย้อนกลับไปถามคำถามข้างต้น…ความดีที่เราจะทำได้ จะต้องยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน?

พลังความดี….เริ่มที่ตัวเรา

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 09:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672999

 

ราคาทองวันที่ 26 ก.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 500 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,800 ขายออกบาทละ 21,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,405.92 ขายออกบาทละ 22,400 บาท

วันที่ 26 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,800.00 บาท ขายออกบาทละ 21,900.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,405.92 บาท ขายออกบาทละ 22,400.00 บาท

 

แจ้งเกิดกองทรัสต์ 2.3 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672750

 

3 องค์กรลงขันร่วมลงทุนในกิจการเอสเอ็มอี

ตลาดหลักทรัพย์ แบงก์กรุงไทย สวทช. จับมือลงขัน 2.3 พันล้านบาท ตั้ง “กองทรัสต์” ร่วมลงทุนในธุรกิจเอสเอ็มอี หวังช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมให้คำปรึกษาการเงิน การลงทุน เตรียมความพร้อมดันเข้าตลาดหุ้น ขณะที่ผู้จัดการตลาดหุ้นเผย ต่างชาติเมินลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่สนใจการเมืองหลังเลือกตั้งปีหน้ามากกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์ว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้งกองทรัสต์ในรูปแบบกองทุนรวมลงทุน วงเงิน 2,300 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนในกิจการของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอี และผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (สตาร์ทอัพ) เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาทางการเงิน การลงทุน และเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะในปัจจุบันเอสเอ็มอีจำนวนมากที่มีธุรกิจเติบโต
ต่อเนื่อง แต่มีปัญหาเงินทุน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีก้าวไกลไปด้วยกันนี้ จัดตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรูปแบบกองทุนรวมลงทุนในกิจการ หรือ SMEs Private Equity Trust Fund โดยบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกลงขันตั้งกองทุนฯ จะร่วมลงทุนเฉลี่ยบริษัทละ 20-150 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับผลตอบแทน 100% ภายใน 7 ปี ซึ่งธนาคารกรุงไทย ได้ร่วมลงทุน โดยสนับสนุนกองทรัสต์นี้ในวงเงิน 2,000 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ 200 ล้านบาท และ สวทช. 100 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มร่วมลงทุนในกิจการของเอสเอ็มอีได้ปลายไตรมาส 3 ปีนี้

“ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับเงิน พร้อมทั้งคำปรึกษาด้านการเงิน องค์ความรู้ในการลงทุน ในการบริหารสำหรับกิจการที่มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าไปร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีใน 3 กลุ่มหลักคือ เอสเอ็มอีระยะเริ่มต้น หรือสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูง, เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในการเติบโตและใช้เทคโนโลยีเป็นฐานการผลิต หรือบริการ หรือด้านนวัตกรรม และเอสเอ็มอีที่มีประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยธนาคารกรุงไทยได้แต่งตั้งให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) กรุงไทยบริหารจัดการลงทุน และ บลจ.วรรณ ดูแลผลประโยชน์ของทรัสต์”

ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ มองว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต หรืออาจเป็นธุรกิจที่มีส่วนสนับสนุน หรือเป็น Supply Chain ให้กับบริษัทจดทะเบียน การสร้างความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอี จึงเป็นภารกิจที่สำคัญ ดังนั้นการร่วมลงขันในกองทรัสต์นี้ จะเป็นการสนับสนุนเงินทุนแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ ตลาดยังพร้อมสนับสนุนในด้านอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานของกองทรัสต์สำเร็จตามวัตถุประสงค์

ขณะที่นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช.สนับสนุนวงเงินลงทุน 100 ล้านบาท โดย สวทช.มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ภาคธุรกิจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต และภาคบริการ พร้อมทั้งจะส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ และนำเทคโนโลยีไปใช้กับเอสเอ็มอีที่กองทรัสต์นี้เข้าไปร่วมลงทุนด้วย

ส่วนนางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้ประกอบการเป้าหมายในเบื้องต้น ต้องเป็นกิจการที่มีศักยภาพสูง ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นฐานการผลิต หรือบริการ และมีผลประกอบการย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 ปี นอกจากนี้ บริษัทจะพิจารณาถึงทีมบริหาร กลยุทธ์การตลาด การต่อยอดเชิงพาณิชย์ คาดว่าภายในปีนี้จะได้เห็นการเข้าไปร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีเป้าหมายแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นางเกศรากล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะนำเงินเข้ามาลงทุนเพิ่ม หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดี ทั้งนี้ จะเห็นว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงวันที่ 22 ก.ค.59 ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วกว่า 68,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความแข็งแกร่ง และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเริ่มดีขึ้น ที่สำคัญนักลงทุนไม่กังวลกับประเด็นการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เพราะถือเป็นการเดินหน้าตามโรดแม็ปของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีการจัดการเลือกตั้งในปีหน้า แต่ประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติสนใจสอบถามเข้ามามากคือ ไม่สามารถเข้าถึงหุ้นที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือหุ้นไอพีโอได้

“นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากกว่าว่า หลังการเลือกตั้ง การเมืองไทยจะมีความมั่นคง หรือมีเสถียรภาพหรือไม่ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ได้ชี้แจงให้ข้อมูลแก่นักลงทุนว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เน้นให้ความสำคัญในการกำจัดการคอร์รัปชันมากขึ้น ส่วนเรื่องการเข้าถึงหุ้นไอพีโอนั้น ยอมรับว่า นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศคงไม่สามารถได้หุ้นไอพีโอทุกคน”.

 

มั่นใจทัวร์จีนเที่ยวไทย 10 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672746

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้รับการยืนยันจากการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่า กระแสคนจีนบอยคอตท่องเที่ยวประเทศไทย เนื่องจากทราบว่าในสังคมออนไลน์ของไทยมีการต่อต้านนักท่องเที่ยวจีนนั้นไม่เป็นความจริง ขณะเดียวกัน ได้หารือร่วมกับเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ยังให้คำแนะนำให้ทัวร์ไทยจัดรายการนำเที่ยวพร้อมเล่าประวัติศาสตร์ไทยเชิงลึก ให้กับคนจีนได้ซึมซับกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนไทย อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง ตลอดระยะเวลาที่เดินทางเที่ยว 3-5 วัน

“ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทุกชาติเสียงดังเหมือนกันหมด คนจีนได้รู้ถึงพฤติกรรมตัวเองและได้พยายามปรับปรุงมาตลอด ส่วนคนไทยต้องหันมามองตัวเองด้วย เพราะในอนาคตอาจมีชาติอื่นทำคู่มือขึ้นมาแนะนำข้อปฏิบัติให้คนไทยด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการบางพื้นที่ในประเทศไทย ได้ปรับตัวปรับการบริหารจัดการที่ดี เช่น อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้เตรียมความพร้อมของวัดร่องขุ่น จ.เชียงราย รองรับการบริการที่ดีให้กับคนจีน ส่วนคนไทยที่ชอบแชร์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ควรตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างละเอียดก่อนแชร์ด้วย”

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงาน ททท. 5 แห่ง ที่อยู่ในจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉินตู กว่างโจว คุนหมิง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่ามีการปลุกกระแสคนจีนให้บอยคอตการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยจริงหรือไม่ โดยเฉพาะ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากไม่พอใจกรณีคนไทยโพสต์ผ่านสื่อโซเชียล มีเดียถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้ คนจีนยังเดินทางมาไทยอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ คาดว่าตลอดปีนี้มากกว่า 10 ล้านคน และปีหน้ามีแนวโน้มถึง 12 ล้านคน

“ททท.ไม่ได้นิ่งนอนใจกับข่าวที่เกิดขึ้น เพราะหากจุดติดขึ้นมาเหมือนการปลุกกระแสต่อต้านการเดินทางท่องเที่ยวในหลายกรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อย่างฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ในเรื่องนี้ประเทศไทยต้องคอยระวัง แต่ขณะนี้ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทย-จีนมีความแน่นแฟ้น วัดได้จากยอดการจองครึ่งปีหลัง และการเปิดเส้นทางใหม่ๆของสายการบินโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ บินตรงสู่เมืองรองของประเทศ– ไทยเพิ่มขึ้นเกือบทุกเมือง”.