ครอบครัวอบอุ่นน้อยลง ก้าวสู่สังคมสูงอายุเสาหลักรายได้หด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672745

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลสรุปการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะ 4 ปี (55-58) ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พบว่า ครอบครัวคนไทยมีความอบอุ่นน้อยลง จาก 68.31% ในปี 55 ลดลงเหลือ 65.34% ในปี 58 เป็นผลมาจากโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุต้องอยู่ลำพังมากขึ้น คนไทยมีลูกน้อยลง ซึ่งปัญหาทั้งหมดได้ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนคนที่เคยเป็นเสาหลัก หรือเป็นผู้ที่มีรายได้ของครัวเรือนปรับลดลง ขณะที่ดัชนีการพึ่งพิงตัวเองของครอบครัวเพิ่มมากขึ้น เพราะครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายไม่น้อยกว่า 10% มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 64.28% ในปี 55 เป็น 68.13% ในปี 58

ทั้งนี้ การดำเนินการตามผลการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผนฯ 11 แม้ว่าภาพรวมความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ยังเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน มีความเหลื่อมล้ำสูงถึง 853 เท่า เช่นเดียวกับความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ค่าตอบแทน และสวัสดิการของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคมเหมือนกับแรงงานในระบบ เช่นเดียวกับความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรยังมีปัญหา สะท้อนจากสัดส่วนรายได้เงินสดทางการเกษตรต่อเงินได้สดของครัวเรือนเกษตรที่ลดต่อเนื่องจาก 36.56% ในปี 55 เหลือเพียง 29.57% ในปี 58 ส่วนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไทยในช่วง 4 ปี ได้เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป.

 

เอกชนแห่ซื้อข้าวเสื่อมเกือบล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672743

 

ขายหมดได้เงินเข้าหลวงเฉียด 6 พันล้าน

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศ ยื่นขอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐโดยตรงปริมาณ 2.18 ล้านตัน และให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวในสต๊อกรัฐเป็นการทั่วไป และเข้าสู่อุตสาหกรรม 1.63 ล้านตันว่า ในลอตที่ให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาประมูล 1.63 ล้านตัน มีผู้ผ่านคุณสมบัติ 37 ราย แต่มีผู้ยื่นซองเสนอซื้อทั้งสิ้น 23 ราย โดยมีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด 18 ราย ใน 78 คลัง ปริมาณ 976,000 ตัน คิดเป็น 59.68% ของปริมาณที่เปิดประมูล หากขายได้ทั้งหมดจะได้มูลค่าประมาณ 5,650 ล้านบาท ซึ่งกรมในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล จะนำผลการยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวสูงสุดในแต่ละคลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานฯ ก่อนนำเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาอนุมัติ และแจ้งยืนยันผลการจำหน่ายให้ผู้ชนะการประมูลทราบ

ส่วนการเปิดให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ยื่นซองเสนอซื้อ 2.18 ล้านตันนั้น มีผู้ผ่านคุณสมบัติยื่นซองราคาทั้งหมด 7 ราย จากผู้ผ่านคุณสมบัติ 8 ราย โดยหลังจากเปิดซองราคาแล้ว คณะทำงานฯจะเปิดซองเสนอราคาวันที่ 28 ก.ค.นี้ จากนั้นวันที่ 29 ก.ค. จะประกาศรายชื่อผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด ที่มีสิทธิเข้าร่วมการเจรจาต่อรองกับคณะทำงานฯในวันที่ 1 ส.ค. ก่อนรวบรวมผลการเจรจาต่อรองสุดท้ายเสนอประธาน นบข. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการจำหน่ายต่อไป สำหรับเอกชนที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ยื่นซองเสนอซื้อข้าวสารสต๊อกรัฐบาล เช่น บริษัท ธนสรร ไรซ์ จำกัด บริษัท ข้าวซีพี จำกัด เป็นต้น ส่วนเอกชนที่ยื่นประมูลข้าวเป็นการทั่วไปและเข้าอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มโรงสีข้าว ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้ผลิตเอทานอล ผู้ส่งออกข้าว เป็นต้น.

 

ลงทะเบียนก่อนใคร เพื่อเตรียมใช้ “พร้อมเพย์” ธนาคารกรุงเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 26 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663687

 

วันนี้ Money Tutor มีสาระความรู้ดีๆ ที่จะช่วยคุณเตรียมพร้อมในการบริหารเงินแบบเท่ๆ และล้ำนำทันสมัย ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบใหม่ในปัจจุบัน นั่นก็คือเรื่องของ “พร้อมเพย์” (PromptPay) บริการรับเงินโอน และโอนเงินแบบใหม่ หนึ่งในโครงการภายใต้ National e-Payment ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวถึงว่าจะมาปฏิวัติการเงินแบบเดิมๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มาทำชีวิตเราให้ง่ายขึ้น หรือถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ ประเทศไทยจะปรับตัวเองเข้าสู่ประเทศที่ไม่ต้องพึ่ง “เงินสด” นั่นเอง โดยภาครัฐเองก็จะส่งเสริมให้ประชาชนลดการใช้เงินสดในการชำระเงิน และหันมาใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น

แล้วทำไมต้องจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กันด้วย? จ่ายเป็นเงินสดไม่ดีกว่าหรือ?

คำตอบก็คือ การใช้เงินสดมีต้นทุนสูงในการจัดการ การเก็บ และ การผลิต รวมถึงการขนส่ง แถมยังต้องระวังคนมาปลอมแบงก์ หรืออาชญากรรมต่างๆ อีกด้วย หากมีการลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็สามารถนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้

แต่เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวข้องกับเรายังไง แน่นอนว่าเราต้องเคยโอนเงินและหลายครั้งที่เรามักจะเจอปัญหากับการต้องจำเลขที่บัญชียาวๆ ของผู้รับเงิน แต่การรับเงินโอน และการโอนเงินแบบ “พร้อมเพย์” เราจะสามารถรับ-โอนเงินได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ใช้เลขประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ แทนเลขที่บัญชีธนาคาร โดยลงทะเบียนผูกเลขประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือกับเลขที่บัญชีที่ต้องการผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารก่อนเริ่มใช้บริการ สะดวก ง่าย ไม่ยุ่งยาก


ประโยชน์ดีๆ ของ “พร้อมเพย์” ช่วยให้การเงินของเราสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องถามเลขที่บัญชีธนาคาร ปลอดภัย เพราะไม่ต้องพกเงินสด ค่าธรรมเนียมโอนเงินถูกลง

เพียงแค่เรามีโทรศัพท์มือถือ การรับเงินโอน และการโอนเงินแบบ “พร้อมเพย์” จะทำให้ชีวิตประจำวันของเรา ง่าย สะดวก รวดเร็ว เราจะใช้แค่เบอร์โทรศัพท์ในการรับ-โอนเงินระหว่างกัน เช่น โอนเงินค่าอาหารให้เพื่อน โอนเงินเดือนกลับไปให้ที่บ้าน หรือโอนเงินซื้อของ แม้เป็นการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำได้ โดยสามารถโอนเงินได้ทั้งภายในธนาคารเดียวกันและต่างธนาคาร สะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องพกเงินสด ค่าธรรมเนียมโอนเงินถูกลง

หรือการใช้เลขประจำตัวประชาชน ซึ่งเราจะเอาไว้ใช้สำหรับรับเงินจากภาครัฐ เช่น รับเงินคืนภาษีเข้าบัญชีทันทีไม่ต้องรอรับเป็นเช็ค รับเงินบำนาญ หรือรับเงินสวัสดิการต่างๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ หรือเงินช่วยเหลือต่างๆ


เห็นประโยชน์กันไปแล้ว แล้วเราจะเริ่มใช้ “พร้อมเพย์” กันยังไง ลงทะเบียน “พร้อมเพย์” รับ-โอนเงินง่ายๆ กับธนาคารกรุงเทพ บอกเลยไม่ยุ่งยาก เพียงแค่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร โทรศัพท์มือถือ และบัตรประชาชน 3 สิ่งนี้เตรียมให้พร้อม หากยังไม่มีบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ เราก็สามารถติดต่อขอเปิดบัญชีได้ทันทีที่สาขาธนาคารทั่วประเทศ จากนั้นก็เริ่มลงทะเบียนผูกเลขที่บัญชีธนาคารกับเบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือเลขประจำตัวประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคาร ซึ่งช่องทางการลงทะเบียนผ่านธนาคารนั้นก็หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัวหลวงเอทีเอ็ม บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง เว็บไซต์ธนาคาร www.bangkokbank.com/PromptPay สาขาธนาคารใกล้บ้าน หรือบัวหลวงโฟน

จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไกลตัว อย่างที่คิดอีกแล้ว!!! เพราะปัจจุบันคนทั่วไปก็เริ่มหันมาใช้บริการธนาคารออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะโอนเงินหรือชำระเงินผ่านช่องทางดิจิตอลต่างๆ ซึ่งเข้าถึงง่าย สะดวกทุกที่ ทุกเวลา และปลอดภัย

ในยุคที่ต้องการความรวดเร็ว การเลือกเครื่องมือที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้ที่มั่งคั่งมากขึ้นกว่าเดิม เป็นการลดขั้นตอน และปรับตัวให้ตามทันเทคโนโลยี ดังนั้น เรามาสร้างความได้เปรียบ ความสะดวก ความทันสมัย และง่ายขึ้นด้วย “พร้อมเพย์” กันนะครับ

เปลี่ยนชีวิตการเงินให้รวดเร็ว ปลอดภัย ง่ายกว่าที่เคย ด้วย “พร้อมเพย์”


รัฐเล็งซื้อเรือประมงคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672739

 

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงสหภาพยุโรป (อียู) ประเมินการแก้ปัญหาการทำประมงของไทยว่า อียูพอใจการดำเนินการของไทย และเห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาล โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ.2558 ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ถือเป็นกฎหมายที่ดีมากอีกฉบับหนึ่งของโลก และหลายประเทศต้องการนำไปใช้ ส่วนการที่อียูให้ใบเหลือง หรือใบแดงแก่ไทย เพราะทำประมงขัดกับระเบียบการทำประมงผิดกฎหมายไม่รายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ของอียูนั้น เป็นเรื่องที่อียูประเมินความน่าเชื่อถือด้านการประมงของไทย จากนี้ไปจะยังไม่มีการประเมินผลใบเหลือง แต่ราวเดือน ม.ค.60 อียูจะสอบถามความคืบหน้าการแก้ปัญหาของไทยอีกครั้ง “กรมไม่สนใจสถานะใบเหลือง ใบแดง แต่สนใจคู่ค้าและบริษัทต่างๆ สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ สร้างระบบให้คู่ค้ามั่นใจ โดยไม่ต้องเอาสถานะที่อียูให้มาการันตี ถ้า พ.ร.ก.การประมง บังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นการการันตีตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม ปลายเดือน ส.ค.นี้ กรมมีแผนจะซื้อเรือประมงที่มีปริมาณเกินกว่ากฎหมายกำหนดคืน โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร็วๆนี้ ซึ่งบางส่วนจะรับซื้อคืน และบางส่วนจะแลกกับหน่วยงานอื่นเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ทำเป็นเรือท่องเที่ยว เรือขนส่ง ขณะนี้เรือส่วนเกินมีไม่มาก กรมสามารถบริหารวันและเวลาในการทำประมงได้ แต่ถ้าลดปริมาณลงได้ ก็ไม่ต้องจำกัดเวลาการทำประมงอีก ส่วนศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) คาดว่า จะยุบในต้นปีหน้า เพราะปัจจุบันยังต้องการทหารช่วยแก้ปัญหา.

 

ยอดโอนเงิน-จ่ายสินค้าผ่านเน็ตคึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672734

 

นิยมใช้บริการผ่านมือถือแซงตู้เอทีเอ็ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการโอนเงิน เพื่อชําระค่าสินค้าหรือบริการ รวมถึงการโอนจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างภายในธนาคารเดียวกันและข้ามธนาคาร ล่าสุด ตัวเลขสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่า มีการโอนเงินหรือชําระเงินอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งผ่านธนาคารพาณิชย์ และบริษัทให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ทั้งสิ้น 3.88 ล้านล้านบาท โดยการชำระเงินผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นสูงสุด รองลงมาเป็นการโอนผ่าน โทรศัพท์มือถือ ตามความนิยมที่เพิ่มและความสะดวกสบายของสมาร์ทโฟน แซงการโอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มที่เคยครองอันดับ 2 ตกมาเป็นอันดับ 3

โดยสิ้นไตรมาสแรกปีนี้ มียอดการชำระเงิน และโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตทั้งสิ้น 2.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาสก่อนหน้า 361,420 ล้านบาท ถือเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่การชำระเงินผ่านมือถือเป็นอีกช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มียอดชำระเงิน ไตรมาสแรก 358,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 51,390 ล้านบาท ส่วนผ่านเครื่องเอทีเอ็มมีแนวโน้มลดลง โดยไตรมาสแรกลดลง 22,470 ล้านบาท.

 

โอกาสมีอยู่รอบตัว! แกะคางกุ้งทอดขาย จากไร้ค่าสู่ธุรกิจเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663637

 

นับว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จน่าชื่นชม นั่นคือ ขนมคางกุ้งทอดอบกรอบ “โอคุสโน่” จากมันสมองและสองมือของสาวน้อยช่างคิดและลงมือทำ กับน้องชายดีกรีปริญญาตรี วารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ซึ่งเป็นอีกรายที่หันหลังให้กับงานประจำรับเงินเดือน แม้มีโอกาสได้ไปทำงานถึงในต่างประเทศ แต่กลับค้นพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ

อะไรทำให้ตัดสินใจทิ้งงานประจำหันมาปลุกปั้นธุรกิจของตัวเอง ตลอดจนเส้นทางที่กว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องผ่านปัญหาอุปสรรคอะไรมาบ้าง และที่สำคัญคือ อะไรทำให้สามารถนำ “คางกุ้ง” จากสิ่งไร้ค่า… มาสร้างเป็นธุรกิจเงินล้านได้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไป  พูดคุยกับ “แพร-พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์” ประธานกรรมการผู้บริหารบริษัท โอคุสโน่ ฟู้ด จำกัด


“แพร-พิมพ์มาดา” ผู้บริหาร บ.โอคุสโน่ ฟู้ด จำกัด

นั่งกินข้าว แคะหัวกุ้งเล่น กำเนิดธุรกิจ

เมื่อเรียนจบวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอบชิงทุนจนได้ไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ที่ประเทศสโลวีเนีย ทำได้สักพักรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรที่เป็นพนักงานประจำ รู้สึกว่าด้วยสายงาน ซึ่งตอนแรกว่า ชอบ แต่ไม่ใช่ หลังจากนั้น เมื่อกลับมาที่กรุงเทพฯ เลยลองมองหาว่าทำอะไรดี จนเหมือนวันหนึ่งขณะกำลังทานข้าวกับที่บ้าน โดยแม่ทำกับข้าวมีกุ้งเป็นเมนูหลัก แล้วเด็ดหัวกุ้งทิ้ง ด้วยความพิเรนทร์จึงลองไปแคะหัวดู เห็นว่าส่วนตรงใต้หัวนิ่มที่สุด น่าจะเอาไปทำอะไรได้ จึงคิดเล่นๆ กับน้องชายลองนำไปทำให้อยู่ได้นานๆ และลองกินดูว่าจะเป็นอย่างไร จนออกมาเป็นว่า ทอดอร่อยที่สุด

ช่วงแรกนำคางกุ้งทำทั้ง นึ่ง อบ ย่าง แต่ไม่ได้ เลยออกมาเป็นทอด ซึ่งเมื่อทอดออกมา ไม่รู้ส่วนตรงนี้เรียกว่าอะไร จึงเรียกว่า คางกุ้ง เพราะเหมือนชัดเจนที่สุดอยู่ใต้หัวกุ้ง ออกมาเป็นคางกุ้งทอดอบกรอบ

สำหรับคำอธิบายในส่วนของคางกุ้งนั้น เป็นส่วนที่มีหลายๆ ขาอยู่ใต้หัวกุ้ง เป็นส่วนที่นิ่มที่สุดของหัว


หันหลังให้งานออฟฟิศ สู่ธุรกิจของตัวเอง

จากจุดเปลี่ยนในชีวิตสู่ชื่อบนซองขนม

ส่วนที่มาของชื่อ โอคุสโน่ (Okusno) แปลว่า อร่อย เป็นภาษาสโลวีเนีย เป็นประเทศที่ตัวเองไปแล้วเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต จึงนำมาเป็นเหมือนสตอรี่ เป็นชื่อแบรนด์ของสินค้าคือ คางกุ้งทอดอบกรอบ โอคุสโน่

ปัจจุบัน โอคุสโน่ มีสินค้าคางกุ้งทอดอบกรอบอยู่ 3 รสชาติ คือ รสดั้งเดิม ต้มยำ และแกงเขียวหวาน โดยเป็นขนมคางกุ้งทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มีแผนจะใช้ขากุ้งมาพัฒนาให้เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่ง แต่อยู่ในช่วงกำลังทดลอง

2 ปีฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคกว่าจะมีวันนี้

ทั้งนี้ อายุของบริษัท จริงๆ ถ้าเริ่มนับตั้งแต่ขนมออกตลาด ซึ่งเริ่มออกตลาดเมื่อเดือน ม.ค. 2558 ก่อนหน้านี้ เคยประสบปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องโรงงานและอื่นๆ มาประมาณ 1 ปี กว่าจะเริ่มออกผลิตภัณฑ์ได้ รวมๆ อายุบริษัทประมาณ 2 ปีครึ่ง


อุปสรรคมีไว้ฝ่าฟันกว่าจะมาถึงวันนี้

ไม่ใช่ไม่ฝืนเปลี่ยนแผนธุรกิจหลังลงมือ

เมื่อตอนเริ่มต้นตั้งใจจะส่งออกอย่างเดียว มีในประเทศน้อยๆ แต่เมื่อทำการตลาดไปเรื่อยๆ ค้นพบว่า จริงๆ แล้วการทำแบรนด์ให้แข็งแรงในประเทศก่อนเป็นสิ่งดี เพราะเหมือนเป็นโปรไฟล์ว่า ต่างชาติมั่นใจมีขายที่นี่ ที่นั่น ในประเทศไทย แสดงว่าน่าจะต้องเป็นสินค้าที่ดีและเชื่อถือได้ ดังนั้น จึงหันกลับมาทำตลาดในประเทศก่อน ก็มีแผนเอาไว้ว่า ทำตลาดในประเทศให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะขณะนี้ยังหาซื้อค่อนข้างลำบาก หาซื้อลำบากอยู่ ทั้งด้วยกำลังการผลิตและอะไรต่างๆ ยังไม่สามารถทำได้ทั่วทั้งประเทศ แต่มีส่งออกไปบ้างเป็นบางประเทศ แต่ไม่ได้มาก

ขณะนี้ สัดส่วนขายในประเทศประมาณ 60% และส่งขายต่างประเทศ 40% มีส่งไปสิงคโปร์ ออสเตรเลีย จีน และเกาหลี นอกจากนี้ ยังมีประเทศเพื่อนบ้านประปราย แต่กรณีของประเทศเพื่อนบ้านนั้น ด้วยราคายังค่อนข้างสูงจึงยังไม่ตอบโจทย์เท่าไร


ขนมคางกุ้งทอดอบกรอบยี่ห้อโอคุสโน่

วางขายทุกช่องทางออนไลน์-ออฟไลน์

ส่วนจะหาซื้อคางกุ้งทอดอบกรอบ โอคุสโน่ ได้ที่ไหนนั้น หลักๆ มีขายในร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊ก เพราะว่ามีทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีห้างในเครือเดอะมอลล์ทั้งหมด เช่น สยามพารากอน รวมทั้งในท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ มีขายร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ ปั๊มน้ำมันพีที ทั้งในแม็กมาร์ท และร้านกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคใต้ ล่าสุด เพิ่งวางขายในเซเว่น อีเลฟเว่น แต่ยังเฉพาะสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ปีนี้ มีแผนจะเข้าไปวางขายเพิ่มในร้านซีเจเอ็กซ์เพรส ซึ่งเป็นกลุ่มของต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่แรกๆ มีขนาดราคา 25 บาท ขณะนี้ มีขนาดราคา 20 บาทเพิ่มเข้ามา ซึ่งจะตอบโจทย์กลุ่มร้านเซเว่นฯ และซีเจฯ ได้มากกว่า ทั้งนี้ ร้านซีเจฯ จะอยู่ในภาคตะวันออกและตะวันตกค่อนข้างมาก เป็นซุปเปอร์โลคัลแบรนด์ โดยจะเน้นให้กระจายไปยังต่างจังหวัด

นอกจากนี้ ยังมีขายออนไลน์อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตอบโจทย์ได้ครอบคลุมเช่นกัน ในขณะเดียวกันยังมีวางขายตามร้านสินค้าสุขภาพ ประมาณ 100 ร้านทั่วประเทศ คือ ติดต่อเข้ามาโดยตรง และส่งสินค้าไปให้ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ค:  okusnosanck, IG: okusno, โทร 088 487 7887 หรือ 085 178 7887


กลยุทธ์เจาะตลาดขายทั้งออฟไลน์-ออนไลน์

ยอมรับปมกำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ

เรื่องกำลังการผลิตนั้น ถ้าพูดถึงจากความต้องการของตลาด อาจยังไม่เพียงพอ กำลังเร่งปรับเปลี่ยนให้ป้อนตลาดได้มากขึ้น

ไม่ง่าย.. กว่าจะได้มาซึ่งคางกุ้งวัตถุดิบ

วัตถุดิบรับมาจากหลายจังหวัด เพราะแรกๆ ค่อนข้างประสบปัญหา ไม่มีใครทำให้ แรกๆ มีแต่คนไล่กลับ โดนคัดทิ้งทั้งหมด ไม่มีใครมานั่งแกะให้ก็รู้สึกแย่ไปประมาณ 1 เดือน สุดท้ายไปเจอที่แห่งหนึ่งยอมแกะให้ ซึ่งต้องขอบคุณ เพราะถ้าไม่มีรายนี้ เราคงไม่มีโอกาสเปิดตลาดได้ ทุกวันนี้ก็ยังทำการซื้อขายกันอยู่ และมีอีกหลายๆ รายที่เราไปขอให้ทำให้ หรือนำหัวกลับมาแกะเอาคางกุ้งเองบ้าง

ตรงนี้จะมีทั้ง 2 อย่าง คือ รับหัวมาแกะเองและให้แกะหัวให้ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ส่วนใหญ่เวลาไปติดต่อกับโรงแกะกุ้ง เราจะมีใบรายงานการทดสอบคุณภาพวัตถุดิบทุกครั้ง หรือแม้แต่เมื่อได้คางกุ้งมาถึงโรงงานแล้วจะล้างน้ำ 2-3 น้ำ ให้สะอาด แต่บางคนก็จะกังวลว่า ส่วนหัวจะมีเชื้ออะไรหรือไม่ แต่ขนมเราจะใช้ส่วนข้างใต้และไม่มีเนื้อติด ตลอดจนค่อนข้างเลือกและคัดสรรคางกุ้งอย่างดีว่าจะไม่มีเนื้อ ไม่มีมันและไม่มีขี้กุ้ง เพื่อให้สะอาดที่สุด จึงค่อนข้างปลอดภัย


ไม่ง่าย…กว่าจะได้คางกุ้งวัตถุดิบหลัก

ลองผิดลองถูกเองจนกรอบ-ไร้มันเยิ้ม

ว่าด้วยกระบวนผลิตให้ไม่มันและกรอบมากนั้น วิธีตรงนี้เป็นวิธีที่ทดลองเอง เหมือนคล้ายๆ ว่า เมื่อครั้งเริ่มทำ ไฟแรง อยากทดลองหลายๆ อย่าง ลองไปลองมาอยู่หลายเดือน สุดท้ายจึงพบวิธีที่ทำได้ออกมาเช่นในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ พบปัญหาว่าเก็บขนมไว้ในซองแล้วน้ำมันเยิ้มด้านใต้ แกะซองออกมาแล้วเมื่อเทขนมมีน้ำมันหยดติ๋งๆ พัฒนาอยู่ค่อนข้างนาน ซึ่งปัจจุบันถ้าดูซองขนมโอคุสโน่ชื่อจะเป็นคางกุ้งทอดอบกรอบ คือ มีวิธีและการอบกรอบด้วย เพื่อให้ขนมกรอบ

ที่กล่าวมา อาจเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมการทอด และอบกรอบเองเกิดจากการทดลองจนพบเอง ไม่คิดเช่นกันว่าวิธีนี้จะดี สุดท้ายก็ออกมาเป็นขนมดังที่เห็นในปัจจุบัน

ปลื้มยอดขายอยู่ในช่วงที่กำลังเติบโต

ยอดขายถ้าวัดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเมื่อครั้งเริ่มขายเดือน ม.ค. 2558 ณ ขณะนี้ เติบโตประมาณ 20% เข้าสู่ช่วงกลางปี 2558 จนถึงปลายปี 2558 ยอดขึ้นมาจนเกือบจะ 80% อย่างไรก็ตาม เฉพาะขณะนี้ ยอดขายถือว่าอยู่ในช่วงที่กราฟขึ้น ยังโอเคและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยโอกาสและด้านการตลาด ประจวบเหมาะกับเคยไปออกรายการของไทยรัฐทีวี ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งเหมือนกับใช้สื่อทีวี สื่อรายการต่างๆ ช่วยให้คนรู้จักมากขึ้น และยอดขายมากขึ้นด้วย


ลองผิดลองถูกมาด้วยตัวเองกว่าจะได้คางกุ้งทอดอบกรอบ

แรกๆ เราพบปัญหาที่คนไม่เข้าใจว่าคางกุ้งคืออะไร ปีที่แล้วเราเน้นออกบูธทั้งปี ซึ่งยอดขายก็จะค่อยๆ ขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมื่อขายในสยามพารากอน โดยเป็นที่แรกที่เข้าไปลงในห้าง สมมติว่าช่วงแรกขาย 5 ลัง หลังจากนั้น เมื่อไปแจกตามรถไฟฟ้า ไปออกบูธ ยอดขายก็เพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 30 ลัง ภายในเวลาแค่ไม่ถึง 1 อาทิตย์ ดังนั้น กลายเป็นว่าจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนเห็นสินค้า และเข้าใจว่าคางกุ้งคืออะไร โดยไม่สงสัย

มองเห็นโอกาสคือ กุญแจความสำเร็จ

ส่วนเรื่องเรียนจบมาไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง อะไรคือแรงบันดาลใจ และอะไรคือกุญแจความสำเร็จ จริงๆ แล้วตัวสินค้านี้ เริ่มมาด้วยมองเห็นโอกาส เพราะเป็นส่วนที่คนมองข้ามและถูกทิ้ง รวมทั้งแปลกใหม่ ประกอบกับเมื่อทำแล้วนำไปส่งตรวจในห้องแล็บ ดังเช่นที่ข้อมูลโภชนาการหลังซอง พบว่ามีแคลเซียมสูง จึงมีความเชื่อกับน้องชายว่าน่าจะไปได้ ไม่น่าจะล้มเหลว ซึ่งเมื่อเชื่อว่าจะไปได้ จึงทำทุกวิถีทางให้ออกมาเช่นปัจจุบัน


เจ๋ง! มองเห็นโอกาสคือกุญแจความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน ด้วยความที่เรียนมาทางด้านวารสารศาสตร์ ก็ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง และยังเข้าใจในเรื่องของสื่อ และเรื่องการตลาด เลยใช้วิธีที่เรียนมานำมาใช้ตรงนี้ด้วย นำมาใช้ประโยชน์ได้มาก

โครงสร้างบริษัทเป็นอย่างไร โดยในส่วนบริหารและการตลาดทั้งหมด ตนดูแล แต่ถ้าเรื่องลึกลงไป ทั้งส่วนโรงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิต จะเป็นหน้าที่ของน้องชาย

เชื่อหรือไม่ เริ่มต้นธุรกิจแอบพ่อแม่ทำ

เป็นเอสเอ็มอี เพราะว่า จริงๆ เมื่อแรกเริ่มแอบพ่อแม่และที่บ้านทำกันเล็กๆ กับน้อง จนเริ่มดีขึ้นจึงค่อยบอก ซึ่งแรกๆ ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร แต่ขณะนี้ใช้วิธีทำให้เห็น พ่อแม่จึงค่อยๆ โอเคขึ้น ถือว่าเป็นเอสเอ็มอีที่ทำกับน้องชาย

อุปสรรคมีตั้งแต่เริ่มต้น แต่สู้ไม่ย่อท้อ

การทำธุรกิจตรงนี้ ปัญหามีตอนแรกเริ่มเรื่องน้ำมัน หรือการเก็บรักษาที่ค่อนข้างเก็บได้น้อยวันมาก เพราะปัจจัยหลักของการเก็บให้ได้นานๆ คือ น้ำมัน โดยตอนแรกที่เริ่มทดลองทำน้ำมันจะเยิ้ม ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะทำให้สินค้าเก็บได้ไม่นานประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ไม่กรอบแล้ว แต่ปัจจุบันสินค้าสามารถเก็บได้ 1 ปี สามรถเก็บได้นานมาก ตรงนี้เป็นปัญหาแรก

ส่วนอีกเรื่องที่พบ เป็นปัญหาที่เราขาดประสบการณ์ และความรู้ด้านการทำธุรกิจ ด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็ก อยากทำอะไรต่างๆ ทั้งอาคารที่ไปแอบเช่าเหมือนเกิดการทรุดตัว เครื่องจักรโดนหลอกซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ จะเป็นปัญหาในลักษณะนี้


มุ่งมั่นใช้ฝีมือพิสูจน์การยอมรับ

เรื่องเงินทุนนั้น ก่อนที่จะมาทำธุรกิจนี้ ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับไอศกรีมสับปะรดมาก่อน คือลักษณะซื้อมาขายไป เลยมีเงินทุนมาต่อยอด ซึ่งในส่วนของธุรกิจไอศกรีมสับปะรดนั้นก็ยังทำอยู่

ทุนเริ่มต้น 3 หมื่น งอกเงยสู่หลักล้าน

วันเริ่มต้นใช้เงินทุนแรกเริ่ม 30,000 บาท จากซองขนมสีเงินๆ แล้วติดสติ๊กเกอร์ ซีลปากซองแล้วขาย อย่างไรก็ตาม ย้อนไปเมื่อครั้งเริ่มต้นดังที่บอกว่า ขาดประสบการณ์ คือก่อนหน้านี้ เมื่อมีคนเห็นสินค้าแล้วสนใจก็จะมาชวนไปทำที่นู่น ที่นี่ ซึ่งด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ทำให้เชื่อ ด้วยเชื่อง่ายทำให้เหมือนล้มเหลว เพราะว่าไม่สามารถทำ หรือพาเราไปในตลาดที่เคยบอกเอาไว้ได้ หรือพาส่งออกได้ ทำให้เหมือนเริ่มต้นใหม่ ต้องเริ่มต้นใหม่ตอนนั้น เหมือนรู้สึกแย่ไปสักพัก รู้สึกว่ากลับมานั่งคุยกับน้องชาย จะทำต่อหรือไม่ หรืออย่างไรดี จนได้ข้อสรุปว่าจะทำต่อ เพราะเชื่อว่าไปได้

ความสำเร็จในทุกวันนี้ จริงๆ น่าจะเป็นความเชื่อบวกกับโอกาส เพราะว่าในบางคนที่มีโอกาส แต่ไม่รีบคว้าโอกาสไว้ คือจะถามตัวเองว่า ถ้าเรามีโอกาสเราก็จะรีบทำ เพราะถ้าไม่รีบทำไม่รู้ว่าอีก 10 ปี หรือ 20 ปี โอกาสจะกลับมาหาอีกหรือไม่ และเราจะยังทำไหวไหม แต่ ณ ปัจจุบันทำไหวได้ก็รีบคว้าโอกาสและรีบทำดีกว่า

ถามใจเธอดูจะทำธุรกิจเสี่ยงได้แค่ไหน

ในฐานะที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย มีคำแนะนำผู้ที่ต้องการทำธุรกิจของตัวเองว่า ก่อนที่จะเริ่มทำอะไร อยากให้ลองดูตัวเองก่อนว่าชอบความเสี่ยงหรือไม่ เพราะจริงๆ แล้ว การทำธุรกิจของตัวเองค่อนข้างอยู่บนความเสี่ยง ซึ่งจริงอยู่ที่ธุรกิจสามารถโตได้ใน 7 วัน แต่ก็สามารถล้มได้ภายใน 7 วัน คือ ถ้าเราชอบความเสี่ยงก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาในการทำธุรกิจ แต่ว่า ถ้าไม่ชอบความเสี่ยงเลย ถ้าเราทำธุรกิจของตัวเอง วันหนึ่งอาจจะล้มเพราะไม่กล้าเสี่ยงที่จะเดินต่อไป คือ ถ้ามองว่าตัวเองไม่ชอบความเสี่ยงก็อยากให้มองหางานประจำที่สามารถเติบโตในอนาคต มีความมั่นคง มีสวัสดิการที่ดี มีเงินเดือนที่ดี ดีกว่าที่จะมารู้สึกแย่กับธุรกิจที่ไม่ชอบ และไม่กล้าเสี่ยงจะก้าวต่อไป


คำถามที่ต้องคิด? รับความเสี่ยงได้แค่ไหนหากอยากทำธุรกิจ

อีกอันที่สำคัญคือ เหมือนเวลาเราจะทำอะไร ดังเช่น โอคุสโน่ เวลาทำอะไรค่อนข้างตั้งคำถามย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า ทำดี ทำสุดแล้วหรือยัง หมายความว่าถ้าทำที่สุดแล้วก็ให้ทำเลยที่สุดไปอีก เพราะถ้าวันหนึ่งถึงทางตันที่ทำไม่ได้แล้ว จะได้ไม่ผิดหวังกับสิ่งที่เราทำ เพราะได้แค่นั้นแล้วจริงๆ สมมติว่าเกิดปัญหาขึ้นปัญหาหนึ่ง จะถามตัวเองลองวิธีนี้หรือยัง ลองวิธีนี้แล้วหรือไม่ ยังทำได้อีกไหม

ส่วนเรื่องคน นับว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคที่มีทุกที่ แต่ด้วยความที่อายุน้อย พนักงานอายุมากกว่า ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานกับเรา เหมือนรู้ว่ายังไงก็อาจจะต้องมีปัญหา จึงพูดคุยตั้งแต่แรกเลยว่า ด้วยความที่อายุยังน้อยและไม่ได้คิดว่าเป็นเจ้านาย เหมือนพยายามเข้าถึงให้ได้มากที่สุด และไม่ได้คิดว่าเป็นเจ้าของธุรกิจที่ใหญ่โต ไม่สามารถคุยกันได้ จึงพูดคุยกันว่าเราเป็นเด็กนะ ถ้ามีอะไรที่สามารถแนะนำได้ก็แชร์กันได้เลย ไม่ต้องคิดว่าเป็นเจ้านายหรือเจ้าของธุรกิจ คือเหมือนอยากให้อยู่กันแบบครอบครัว พี่น้อง ลุง ป้า น้า อา มากกว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้นับว่าเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยประสบเท่าไร ทุกวันนี้มีพนักงานประมาณ 14 คน จริงๆ มีรับเพิ่มบ้าง

วาดฝันธุรกิจไม่ต้องเปรี้ยง! ขายเรื่อยๆ

เมื่อถามถึงปลายทางของธุรกิจนั้น อยากให้ขนมตัวนี้ อยู่ในประเทศไทยได้ตลอดไป อาจจะไมต้องหวือหวา หรือ โด่งดัง แต่ให้สามารถอยู่ในตลาดได้เรื่อยๆ ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะมองว่า ขนมตัวนี้เป็นอะไรที่มาจากคนไทย และเป็นวัตถุดิบจากประเทศไทย โดยเป็นขนมที่มีประโยชน์มาก ถ้าวันหนึ่งเด็กๆ ทานแล้วได้แคลเซียมตั้งแต่เด็ก ก็เป็นเหมือนขนมทางเลือกที่มีประโยชน์ ไม่ได้รับแต่พลังงานอย่างเดียว รับแคลเซียมไปด้วย


วาดฝันธุรกิจไปได้เรืื่อยๆ

อยากให้เป็นสินค้าที่อยู่ในตลาดได้เรื่อยๆ แต่ว่าไม่ได้คิดจะเข้าตลาดหุ้น เป็นเรื่องอนาคต ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น แค่อยากทำปัจจุบันให้ดี สามารถเลี้ยงพนักงานข้างหลังได้อย่างมีความสุข

มาตรฐานครบรับรองสะอาด-ปลอดภัย

ขนมแต่ละซองมีมาตรฐานรับรองครบ มีทั้ง อย. GMP และฮาลาล ซึ่งสาเหตุที่ทำ ฮาลาล เพราะดังที่เล่าไว้ช่วงแรกๆ ต้องการส่งออก เน้นประเทศที่เป็นชาวมุสลิมและตะวันออกกลาง เนื่องจากศึกษามาแล้วพบว่า ชาวมุสลิมมีจำนวนมาก 1 ใน 3 ของโลกกลุ่มนี้ น่าสนใจ เมื่อเห็นสัญลักษณ์หน้าซองก็ซื้อ มีความมั่นใจ

ทั้งนี้ โอคุสโน่ทำการตลาดเน้นในส่วนโซเชียลมีเดียค่อนข้างมาก จะใส่ใจทั้งคอนเทนต์และรูปภาพ คือจะพยายามให้ภาพที่ลงเป็นแนวทางคนซื้อได้ พยายามตั้งขนมตัวนี้ให้เป็นขนมทางเลือก คือ ทานได้ทั้งเป็นขนมขบเคี้ยว หรือทานกับอาหารอื่นๆ เช่น ข้าวต้ม ข้าวสวย สลัด หรือก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น บางคนนำไปทานกับเมี่ยงคำหรือ ข้าวคลุกกะปิ ก็มี ซึ่งภาพที่เราได้ส่วนใหญ่ในโซเชียลมีเดียเป็นภาพที่ลูกค้าถ่ายมาให้ ถือว่าค่อนข้างดี เห็นแล้วเอาไปทำตาม


มาตรฐานครบรับรองสะอาด-ปลอดภัย

ฝากข้อคิด ปั้นทำธุรกิจต้องหัดคิดต่าง

อยากฝากถึงผู้อ่าน อยากให้ผู้ที่มีความคิดกำลังจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง อยากให้ลองมองหาสินค้าหรือบริการ ที่แตกต่างจากมีอยู่แล้วในตลาด เพราะความแตกต่างและไม่เหมือนใคร หรือไม่ได้ไปก๊อบปี้ใครมา เป็นอะไรที่น่าภาคภูมิใจ และสามารถทำการตลาดได้ดีกว่าสินค้าที่มีอยู่แล้ว ขอฝากจุดนี้ไว้เพราะการไปก๊อบปี้อะไรมากกว่าจะผ่านจุดที่คนแรกทำ ทั้งการผลิต หรือการตลาด คือ เจ้าของคิดมาเยอะแล้ว ก็ไม่อยากให้ทำ

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งของสินค้าคางกุ้งทอดอบกรอบโอคุสโน่ โดยตรงสินค้าเดียวกันยังไม่มี แต่ว่าถ้าเป็นทางอ้อมจะเป็นพวกผลิตภัณฑ์ที่มีกุ้งเป็นส่วนประกอบ

เรื่องต้นทุนของวัตถุดิบนั้น มีบางคนอาจมองว่า สินค้าตัวนี้ดูไม่มีต้นทุน แต่ความจริงแล้วต้นทุนแพงมาก ถ้าบอกว่าราคา 25 บาทเหมือนแพง แต่จริงๆ แล้วไม่แพง เพราะใน 1 ห่อ จะเหมือนมีกุ้งอยู่ประมาณ 40 ตัว เหมือนกินกุ้งเต็มๆ 40 ตัว ไม่ใช่แป้ง เพราะเป็นกุ้งจริงๆ แกะซองออกมาเหมือนปริมาณน้อย แต่หยิบได้ถึง 40 ครั้ง เทียบกับขนมอื่นๆ แล้วอาจไม่ถึง 40 ชิ้น แต่ด้วยความที่สินค้าเล็กเลยดูเหมือนน้อย.


แนะใช้ไอเดียเริ่มธุรกิจโนก็อปปี้

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

แนะเปลี่ยนทัศนคติการเรียน ปริญญาตรีตกงาน 1.7 แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672726

 

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า จากการศึกษาของสภาองค์การฯ คาดว่าในปี 2564 ประเทศไทยจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมืออย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่จบจากสายอาชีวะ และสายอาชีพ ล่าสุดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้แจ้งว่า ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานในกลุ่มดังกล่าวรวม 35,000 คน ส่วนแรงงานไร้ทักษะ ที่ปัจจุบันต้องถูกทดแทนด้วยแรงงานต่างด้าว ขาดแคลนสะสมแล้วถึง 3 ล้านคน และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องแก้ไขโครงสร้างการศึกษา และค่านิยมเพื่อให้เด็กหันมาเรียนและศึกษาต่อในสายที่ตรงกับความต้องการแรงงาน

“ประเทศไทยจะขาดแรงงานอย่างรุนแรง หากไม่สามารถก้าวผ่านปัญหาเดิมๆไปได้คือ ค่านิยมของผู้ปกครองที่ต้องส่งลูกหลานเรียนปริญญาตรี เด็กรุ่นใหม่เวลานี้ไม่นิยมเรียนสายอาชีวะ เพราะไม่อยากลำบาก ประกอบกับค่านิยมเรียนสายนี้มา ก็คิดว่าจะเป็นนักเลงอย่างเดียว พ่อแม่เลยไม่สนับสนุนลูกเรียน บางคนเรียนปริญญาตรีสายสามัญมา ระหว่างทางอยากเปลี่ยนไปเรียนสายอาชีพ ก็ยังไม่เปิดจุดนี้เห็นว่าจะต้องแก้ไขกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมและการโยกย้ายการเรียนระหว่างทางให้สับเปลี่ยนกันได้”

สำหรับแรงงานที่ยังล้นระบบและตกงาน เฉลี่ยทุกปี ปีละ 30,000 คนคือผู้ที่จบปริญญาตรี ที่ไม่ใช่สายอาชีพ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ตกงานสะสม 170,000 คนในขณะนี้ ขณะที่อีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยคิดเฉลี่ยเป็น20% ของแรงงานทั้งหมด และขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการใช้แรงงานจากเครื่องจักรกล หุ่นยนต์มาแทนคน สิ่งเหล่านี้แม้เป็นเรื่องอนาคต แต่ประเทศไทยต้องศึกษาแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อรองรับปัญหาดังกล่าว.

 

“ฐากร” เตรียมส่งต่องาน ทำโรดแม็ปประมูลคลื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672721

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กสทช.ได้เตรียมทำแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ (โรดแม็ป) เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการ กสทช.ชุดต่อไป โดยชุดปัจจุบันจะสิ้นวาระในเดือน ต.ค.2560 ซึ่งก็ต้องเตรียมการให้พร้อม โดยเฉพาะในส่วนของคลื่นความถี่ 3 คลื่นที่จะสามารถนำมาประมูล ได้แก่ คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จะส่งคืนให้ กสทช.เพื่อนำมาประมูลนั้น ก็ต้องรอการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 แล้วเสร็จ ก็จะนำมาเปิดประมูลได้

ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ สัญญาสัมปทานระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2560 ก็ต้องเตรียมเปิดประมูลเช่นกัน และคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ต้องรออีก 4 ปีข้างหน้าหลังจากสัญญาสัมปทานโทรทัศน์ของช่อง 7 สิ้นสุดจึงจะสามารถนำมาประมูลได้.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 26/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672697

 

โลจิสติกส์ไทยโตได้แค่แกนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671947

 

หนึ่งคำที่เรามักได้ยินผ่านหูอยู่เสมอในพ.ศ.นี้ คือ โลจิสติกส์ (logistics) ซึ่งหมายถึงการบริหารจัดการเพื่อให้สินค้า หรือบริการส่งถึงมือผู้บริโภคนั่นเอง

“โลจิสติกส์” มีความเกี่ยวข้องกับหลายกิจกรรม นับตั้งแต่การบริการลูกค้า การจัดซื้อจัดหา จัดการวัตถุดิบ เคลื่อนย้ายวัตถุดิบ การบรรจุหีบห่อ การจัดส่ง ช่องทางจัดจำหน่าย การกระจายสินค้า คลังสินค้า การจัดการสินค้าคืน ไปจนกระทั่งการจราจรและขนส่ง

ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้สามารถลดรายจ่าย ลดระยะเวลา และลดอุปสรรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับกิจกรรมเหล่านั้น โดยใช้ต้นทุนให้ต่ำสุด

โลจิสติกส์ จึงเป็นต้นทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจสมัยนี้ หรือพูดได้อีกอย่าง ต้นทุนจาก “โลจิสติกส์” คือ ตัวกำหนดความอยู่รอดของหลายๆองค์กรนั่นเอง

ดังนั้น การบริหารโลจิสติกส์ ให้มีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็น

ที่ผ่านมา หลายรัฐบาลจึงมีนโยบายมุ่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทยให้มีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าจะลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ ต่อจีดีพีลง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

ก็ให้ความสนใจในประเด็นการเปิดเสรีการค้า บริการสาขาโลจิสติกส์ รวมทั้งการก้าวเข้าไปแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

หลายประเทศ รวมทั้งไทยจึงมีนโยบายผลักดันประเทศของตนให้มีสถานะเป็นศูนย์กลาง หรือ “ฮับโลจิสติกส์” ซึ่งนอกจากช่วยเสริมสร้างรายได้ให้ประเทศ ยังช่วยยกระดับหรือสนับสนุนให้อุตสาหกรรม การค้าระหว่างประเทศเกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น

แต่การจะเดินไปให้ถึงปลายทางแห่งความฝันดังว่า ต้องกลับมาวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทยกันเสียก่อน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยไว้ว่า เรามี จุดแข็ง ในแง่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความน่าสนใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน และสนับสนุนการเป็นฮับโลจิสติกส์ของอาเซียน

ไม่เพียงประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคอินโดจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจุดที่สามารถเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งได้หลายสาย พื้นที่ทางภาคใต้ของไทย ยังติดกับชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้าน คือ ฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน โดยเฉพาะฝั่งอันดามันสามารถพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึกได้

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงพึ่งพิงการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ในสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณการขนส่งสินค้าภายในประเทศ ทำให้เรามีเครือข่ายการขนส่งทางถนนที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงการขนส่งทางถนนไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน และจีนตอนใต้

โครงสร้างพื้นฐานโดยรวมของไทย ที่ค่อนข้างมีความพร้อม ไม่ว่าจะ เป็นถนน สนามบิน ไฟฟ้า หรือ สาธารณูปโภคต่างๆ ถือเป็นอีกจุดแข็งที่สำคัญของเรา เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ที่ยังต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เรายังมี จุดอ่อน ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของ ระบบขนส่งทางราง ซึ่งยังมีสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับรูปแบบการขนส่งทางถนน นอกจากนี้ การขนส่งทางทะเลของเรายังขาดท่าเรือน้ำลึก โดยท่าเรือแหลมฉบังที่มีอยู่เวลานี้ มีศักยภาพรองรับความต้องการได้อย่างจำกัด และยังต้องเผชิญกับความแออัดของการขนส่งแบบอื่นๆ ที่เชื่อมกับท่าเรือ เช่น ทางถนน ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่งโดยรวมมากขึ้น

บทวิเคราะห์ข้างต้นของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สอดคล้องกับหลายมุมมองของ จิตชัย นิมิตปัญญา ประธานกรรมการ บริษัทแปซิฟิก โคลด์ สตอเรจ จำกัด เจ้าของรางวัลผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านบริหารจัดการโลจิสติกส์ ประจำปี 2559 หรือรางวัล ELMA


จิตชัยบอกว่า การจะผลักดันให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สัญชาติไทย ก้าวขึ้นไปผงาดหรือเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล ก่อนอื่นต้องรู้ถึงสมรรถนะทางธุรกิจ รู้จุดอ่อนของเราว่าอยู่ตรงไหน

“นอกจากรู้จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคของเราแล้ว ยังต้องรู้ลึกลงในรายละเอียด เช่น ดูแลลูกค้าแต่ละรายอย่างเข้าใจ ดูแลให้พนักงานทำงานเป็นทีม นำเทคโนโลยีสารสนเทศ และความรู้ด้านบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ มาใช้เชื่อมโยงข้อมูล และติดตามสินค้า รวมทั้ง ต้องล่วงรู้ทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์อย่างแท้จริง”

จิตชัยบอกว่า ที่กล่าวมาคือปัจจัยที่ยังอยู่ในความควบคุมได้ของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย แต่ยังมีบางปัจจัย ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จ แต่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา ซึ่งทั้งสร้างความปวดหัวและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์สัญชาติไทยไปไม่ถึงฝั่งฝัน

นั่นก็คือ ข้อจำกัดทางกฎหมาย

“ผมว่าเรื่องอื่น เราสู้กับคู่แข่งทั่วโลกได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยอึดอัด หรือลำบากใจที่สุด ก็ตรงข้อกฎหมายหลายเรื่องที่ยังไม่มีความยืดหยุ่นนี่แหละ”

เขายกตัวอย่าง กรณี “ฟรีโซน” หรือเขตปลอดอากรในเรื่องอาหาร ซึ่งหมายถึง เขตพื้นที่ซึ่งอธิบดีกรมศุลกากรอนุมัติให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย เพื่อการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่น ที่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ โดยของที่นำเข้าไปในเขตดังกล่าว จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ

แม้ โดยหลักการ แล้ว การจัดตั้งฟรีโซน สามารถกระทำได้โดยขออนุมัติต่ออธิบดีกรมศุลกากรเท่านั้น จึงมีความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับหลักสากลดังที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาเกียวโต ขององค์การศุลกากรโลก เป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการส่งออกอีกทางหนึ่งที่จะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับกิจการของตนได้


แต่ ในความเป็นจริง จิตชัยบอกว่า ในเรื่องฟรีโซนอาหาร ยังคงยึดหลักการนำเข้าตามปกติเป็นตัวตั้ง ทำให้ยังต้องผ่านขั้นตอนมากมาย เช่น ยังต้องขออนุญาตนำเข้าจาก อย. ขอใบรับรองความปลอดภัยอาหาร หรือเฮลธ์ เซอร์ติฟิเกต จากกรมประมง หรือขอใบอนุญาตนำเข้าเนื้อสัตว์ จากกรมปศุสัตว์ ซึ่งต้องใช้เวลา และมีขั้นตอนที่ยุ่งยากอีกมากมาย ยังไม่นับกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวตในเขตฟรีโซนซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อน

“เวลานี้เราแข่งกับโลจิสติกส์ของญี่ปุ่น เรื่องเหล่านี้ ญี่ปุ่นใช้เวลาแค่ 3 วันจบ แต่ของไทยต้องใช้เวลาเป็นเดือน แค่นี้ขีดความสามารถแข่งขันของเราก็แพ้เขาหลุดลุ่ยแล้ว ทั้งที่ความสามารถด้านอื่นเราไม่เป็นรอง ปากก็บอกไทยอยากจะเป็นฮับโลจิสติกส์ของอาเซียนแต่แค่เราจะเป็นซัพพลายให้เวียดนาม ยังทำไม่ได้เลย”

จิตชัยบอกว่า อีกหน่อยถ้ามาเลเซียและเวียดนามสามารถทำฟรีโซนเข้ามาได้ ไทยจะเสียเปรียบอย่างมหาศาล หากเราไม่เร่งพัฒนาตัวเองในเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมาย ในที่สุดเราจะโดนกลืน


“ต่อให้เรามีจุดแข็งเรื่องชัยภูมิที่ดี มีห้องเย็นคุณภาพ สามารถรองรับสัตว์น้ำได้เป็นแสนตัน ทุกอย่างดีหมด แต่ดันมาติดตรงอุปสรรคข้อกฎหมาย ทั้งเรื่องไอยูยู เทียร์ 3 และการเก็บแวตในฟรีโซน ถ้ายังไม่แก้ไขสิ่งเหล่านี้ ต่อให้โลจิสติกส์ไทยโตได้ ก็โตไปอย่างแกนๆ” เจ้าของรางวัลผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศบริหารจัดการโลจิสติกส์ ปี 59 ทิ้งท้าย.