“ดีแทค” กลืนเลือดแจกมือถือฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672713

 

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า 5 เดือนสุดท้ายของปีนี้ การแข่งขันในตลาดผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะรุนแรงมากขึ้น หลังจากที่ดีแทคก้าวลงมาแข่งขันในการแจกเครื่องฟรีร่วมกับเอไอเอสและทรูมูฟเอช ซึ่งใช้โปรโมชั่นแจกเครื่องฟรีไปแล้วก่อนหน้า แต่ดีแทคไม่เชื่อว่า การแจกเครื่องฟรีจะส่งผลดีต่อการทำตลาดระยะยาว เพราะไม่ใช่โปรโมชั่นที่อยู่ได้ยั่งยืน

ทั้งนี้ ผลประกอบการของดีแทคไตรมาส 2 ได้พบว่า มีลูกค้า 25 ล้านราย ลดลง 524,000 ราย จากไตรมาส 1 เนื่องมาจากค่ายคู่แข่งใช้โปรโมชั่นแจกเครื่องฟรี ที่ใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นช่องทางการแจก โดยดีแทคถือเป็นค่ายเดียวที่ไม่เคยโดดร่วมวงแจกเครื่องฟรีให้กับลูกค้า ทำให้ได้รับผลกระทบหนัก ล่าสุด ดีแทคเริ่มแจกเครื่องฟรีแล้ว ระยะแรกได้แจกให้กับลูกค้าเดิม แต่ขณะนี้ได้มีการตั้งโต๊ะแจกลูกค้าใหม่ ซึ่งอาจเป็นลูกค้าเดิมของค่ายคู่แข่งด้วย

นายสิทธิโชคกล่าวว่า เป้าหมายระยะสั้น คือ การเพิ่มจำนวนลูกค้าระบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ซึ่งถูกคู่แข่งแย่งไปจำนวนหนึ่ง จากการแจกเครื่องฟรี ให้กลับมาให้ได้มากที่สุด ส่วนระยะยาว ตั้งเป้าให้ดีแทคเป็นดิจิตอลแบรนด์อันดับหนึ่งของประเทศ และก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์มือถือเบอร์หนึ่งด้วย

“กรณีที่นางกุนน์ วาร์สเตท ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เทเลนอร์ ได้มาเยือนเมืองไทย ก็ได้ย้ำว่า ดีแทคต้องได้คลื่นความถี่มาเพิ่มในอนาคต และผมตั้งใจจะพัฒนาดีแทคใน 3 เรื่อง อาทิ การปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์และวัฒนธรรม การทำงานที่สะท้อนความเป็นองค์กรดิจิตอล”.

 

‘จรัมพร’ มั่นใจผลประกอบการ ‘บินไทย’ ปีนี้หมดคำว่าขาดทุนตามแผนฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 01:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672610

 

‘จรัมพร’ มั่นใจรายได้ ‘การบินไทย’ กำไรปีนี้เป็นไปได้สวย หมดคำว่าขาดทุน เหตุทำตามแผนฟื้นฟู หวังไทยปลดล็อกธงแดง พร้อมเปิดเส้นทางบิน อเมริกา-มอสโก กลางปี 60

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากภายในสิ้นปี 59 นี้ ประเทศไทยถูกปลดจากการติดธงแดง จากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO การบินไทยมีแผนที่จะเปิดเส้นทางบินตรง กทม.-อเมริกา ภายในกลางปี 60 แน่นอน

ทั้งนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะทำการบินไปยังเมืองซีแอตเทิล หรือ ซานฟรานซิสโก สาเหตุที่พิจารณากลับมาเปิดเส้นทางบินในเส้นทางบินที่หยุดทำการบินไปเนื่องจากเส้นทางบินมีศักยภาพทางการบิน และมีปริมาณของนักท่องเที่ยวพร้อมเดินทางมาก และเป็นเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อเดินทางไปยังที่ต่างๆ ได้ ประกอบกับภายในเดือนสิงหาคม และกันยายน 59 นี้จะมีการรับมอบเครื่องบิน แอร์บัส A350 อีก 2 ลำ และปี 60 การบินไทยจะมีการรับมอบเครื่องบินอีกจำนวน 7 ลำ ประกอบด้วยแอร์บัส A350 จำนวน 5 ลำ และเครื่องบิน โบอิ้ง 787-900 อีกจำนวน 2 ลำ ซึ่งเครื่องบินโบอิ้ง การบินไทยมีแผนที่จะนำมาทำการบินเส้นทางอเมริกา

“ส่วนแผนการดำเนินงานผลประกอบการในปี 59 นั้น เชื่อมั่นว่าจะเป็นไปตามที่อยู่ในแผนฟื้นฟูการบินไทย ที่จะเป็นปีที่ไม่ขาดทุนแน่นอน” นายจรัมพร กล่าว

นายจรัมพร กล่าวอีกว่า ตอนนี้การเปิดให้บริการจะยังไม่สามารถระบุชัดว่าจะเปิดให้บริการเมื่อไร เพราะประเทศไทยจะต้องรอให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ปลดล็อกธงแดงประเทศไทยก่อน ประกอบกับทางสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ เอฟเอเอ อยู่ระหว่างห้ามสายการบินจากประเทศไทยบินเข้าสหรัฐอเมริกา แต่หากหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรฐานการบินของไทยสามารถปลดล็อกธงแดง ทางเอฟเอเอ ก็จะเปิดให้สายการบินจากไทยบินเข้าอเมริกาตามปกติ การบินไทยมั่นใจว่า มาตรฐานการบินของการบินไทยได้มาตรฐานการบินตามสากล และพร้อมที่จะบินให้บริการไปในทุกๆ ที่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตามในเดือนตุลาคม 59 นี้ การบินไทยเตรียมที่จะเปิดเส้นทางบิน กทม.-มอสโก ซึ่งเป็นเส้นทางบินที่ทำการบิน แต่หยุดทำการบิน และเส้นทางบิน กทม.-เตหะราน(อิหร่าน) เนื่องจากเส้นทางนี้มีปริมาณผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวเดินทางมาก

ด้านกัปตันปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัยความมั่นคงและมาตรฐานการบิน การบินไทย กล่าวว่า ภายหลังจากที่กรมการบินพลเรือนได้ถูกติดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ มาตั้งแต่เดือน ก.พ.58 สายการบินไทยได้ถูกตรวจเข้มจากประเทศต่างๆ รวมกว่า 124-126 ครั้ง/ปี จากเดิมจะถูกสุ่มตรวจเฉลี่ยเพียง 20 ครั้ง/ปี เท่านั้น ส่วนประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ก็เข้าตรวจเข้มกรณีที่การบินไทยทำการบินเข้าประเทศ แต่ทั้งนี้การบินไทยก็ไม่ได้รับผลกระทบ  เนื่องจากการบินไทยได้มาตรฐานการบินระดับสากล.

 

ขสมก.จ่อทำประกันเพิ่ม ขยายคุ้มครองผู้โดยสาร โดนลูกหลงนร.ตีกัน เคลมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ค. 2559 00:2

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672606

 

คปภ. ลงนาม ขสมก.เพิ่มกรมธรรม์รถเมล์ ขยายคุ้มครองให้คนขับ ผู้โดยสาร ต้องได้รับค่ารักษาพยาบาล ทั้งกรณีตกรถ ประตูหนีบ โดนลูกหลงนักเรียนตีกัน ขสมก.จ่อนำร่องรถเมล์ 3 พันคัน ก่อนขยายประกันไปรถร่วม รถตู้ สองแถว…

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 59 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อนำระบบประกันภัยเข้าไปช่วยบริหารความเสี่ยงแก่ ขสมก. และผลักดันกรมธรรม์สำหรับรถโดยสารสาธารณะขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยเริ่มจากการขยายความคุ้มครองการเกิดอุบัติเหตุแก่ผู้โดยสาร คนขับ ในกรณีเกิดบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย และค่ารักษาพยาบาลในส่วนรถเมล์ ขสมก.ก่อน จากนั้นจะขยายไปยังรถร่วมโดยสารเอกชน รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถสองแถว

นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการทำประกันภัยรถเมล์ของ ขสมก. ให้ความคุ้มครองอยู่บนพื้นฐานของการประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 ซึ่งกำหนดความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกเฉพาะความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัยส่วนเกินจากประกันภัยภาคบังคับ 750,000 บาทต่อคน และความเสียหายต่อสินทรัพย์สูงสุด 1 ล้านบาทต่อครั้ง รวมถึงคุ้มครองแนบท้ายกรณีอุบัติเหตุส่วนบุคคล เฉพาะกรณีเสียชีวิต เสียอวัยวะ ทุพพลภาพ แก่ผู้ขับขี่ 100,000 บาท แต่ยังไม่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้โดยสารกรณีเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ผู้โดยสารจะต้องไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และค่ารักษาพยาบาลเอง กับ ขสมก. ซึ่งใช้เวลาในการดำเนินการนาน ดังนั้นแนวทางแก้ไข คปภ.เสนอให้ ขสมก.มีการเพิ่มความคุ้มครองแนบท้ายแก่คนขับรถในวงเงินมากกว่า 100,000 บาท รวมถึงให้เพิ่มความคุ้มครองในส่วนค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้โดยสารรายละ 50,000-100,000 บาท ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากการโดยสารรถ ขสมก. ไม่ว่าจะเป็นการพลัดตกจากรถจนขาหัก ขาพลิก การถูกประตูหนีบ รวมถึงการถูกลูกหลงจากการทะเลาะวิวาทของผู้โดยสาร หรือนักเรียนตีกันบนรถเมล์ เนื่องจากปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และยังช่วยลดเวลาไม่ต้องให้ประชาชนไปฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ขสมก.

นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า คปภ.ยังจะผลักดันให้รถโดยสารสาธารณะติดตั้งอุปกรณ์ในการช่วยลดอุบัติเหตุ เช่น กล้องติดรถยนต์ อุปกรณ์ตรวจจับความเร็วและระบบจีพีเอส เพื่อช่วยให้มีหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดและลดข้อโต้แย้งจากอุบัติเหตุ ซึ่งในเบื้องต้น ขสมก.เห็นด้วยกับแนวทางในการดำเนินการตามข้อเสนอของ คปภ. และหลังจากนี้ไปจะมีการตั้งคณะทำงานระหว่างสำนักงาน คปภ.ที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์ประกันภัยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ ขสมก. รวมถึงสมาคมประกันวินาศภัย เพื่อจัดทำแบบกรมธรรม์ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ คปภ.จะให้คำปรึกษา แนะนำด้านข้อมูล ข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความรู้ การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้กับเจ้าหน้าที่ ขสมก. พนักงานขับรถ พนักงานเก็บเงิน รวมทั้งประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้รู้ขั้นตอนว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุควรปฏิบัติตัวอย่างไร และได้รับสิทธิคุ้มครองอะไรบ้าง

“ปัจจุบัน ขสมก. มีรถโดยสารประจำทางวิ่งรับส่งประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ โดยวิ่งให้บริการในเส้นทางต่างๆ รวม 461 เส้นทาง จำนวนทั้งสิ้น 2,774 คัน หากรถทั้งหมดนี้เข้าสู่ระบบการประกันภัยอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพทำให้ผู้เสียหายอันเกิดจากการเดินรถของ ขสมก. ได้รับความคุ้มครองภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของ ขสมก.โดยรวมด้วย”

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กล่าวว่า การร่วมมือด้านประกันภัยครั้งนี้ จะช่วยให้เกิดประโยชน์กับ ขสมก.เพราะรูปแบบประกันภัยเดิมยังมีช่องโหว่ที่ยังให้ความคุ้มครองไม่ครอบคลุม แต่ถ้ามีประกันภัยสำหรับรถโดยสารสาธารณะโดยเฉพาะจะช่วย ขสมก.ให้บริหารความเสี่ยงความเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการมากกว่าวันละ 2 ล้านคน ได้รับความคุ้มครองได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งในเบื้องต้นถ้ากรมธรรม์รถโดยสารสาธารณะจัดทำเสร็จแล้ว จะทดลองใช้กับรถของ ขสมก.เกือบ 3,000 คันก่อน จากนั้นจะขยายไปยังรถร่วมเอกชนอีก 3,000 คัน รถตู้โดยสารอีก 6,000 คัน และรถสองแถวที่มีอีก 1,500 คันด้วย เพื่อให้เกิดการคุ้มครองแก่ผู้โดยสารพร้อมกันทั้งระบบ.

 

เอกชน 18 ราย ยื่นซื้อข้าวเสื่อม 9.76 แสนตัน มูลค่า 5,650 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 23:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672565

 

เอกชน 18 ราย ยื่นซื้อข้าวเสื่อม 9.76 แสนตัน ในราคาสูงสุด มูลค่า 5,650 ล้านบาท ส่วนผู้ส่งออก 7 ราย ขอซื้อข้าวรัฐทางตรง เตรียมเจรจาต่อรองเพิ่มราคาสูงสุด

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศ ยื่นขอซื้อข้าวในสต็อกรัฐโดยตรงปริมาณ 2.18 ล้านตัน และให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวในสต็อกรัฐเป็นการทั่วไป และเข้าสู่อุตสาหกรรม 1.63 ล้านตันนั้น ในลอตที่ให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาประมูล 1.63 ล้านตัน มีผู้ผ่านคุณสมบัติ 37 ราย แต่มีผู้ยื่นซองเสนอซื้อทั้งสิ้น 23 ราย

ทั้งนี้มีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด 18 ราย ใน 78 คลัง ปริมาณ 976,000 ตัน คิดเป็น 59.68% ของปริมาณที่เปิดประมูล หากขายได้ทั้งหมด จะได้มูลค่าประมาณ 5,650 ล้านบาท ซึ่งกรมฯ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล จะนำผลการยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวสูงสุดในแต่ละคลัง เข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานฯ ก่อนนำเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาอนุมัติ และแจ้งยืนยันผลการจำหน่ายให้ผู้ชนะการประมูลทราบ

ส่วนการเปิดให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ยื่นซองเสนอซื้อ 2.18 ล้านตันนั้น มีผู้ผ่านคุณสมบัติยื่นซองราคาทั้งหมด 7 ราย จากผู้ผ่านคุณสมบัติ 8 ราย โดยหลังจากเปิดซองราคาแล้ว คณะทำงานฯ จะเปิดซองเสนอราคาวันที่ 28 ก.ค.นี้ จากนั้นวันที่ 29 ก.ค. จะประกาศรายชื่อผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด ที่มีสิทธิเข้าร่วมการเจรจาต่อรองกับคณะทำงานฯ ในวันที่ 1 ส.ค. ก่อนรวบรวมผลการเจรจาต่อรองสุดท้ายเสนอประธานนบข. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการจำหน่ายต่อไป

สำหรับเอกชน ที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ยื่นซองเสนอซื้อข้าวสารสต็อกรัฐบาล เช่น บริษัท กรุงไทยพืชผล จำกัด บริษัท ธนสรร ไรซ์ จำกัด บริษัท ข้าวซีพี จำกัด บริษัท แคปปิตัลซีเรียลส์ จำกัด บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด เป็นต้น ส่วนเอกชนที่ยื่นประมูลข้าวเป็นการทั่วไปและเข้าอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มโรงสีข้าว ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้ผลิตเอทานอล ผู้ส่งออกข้าว เป็นต้น.

 

บขส.ทำแผนย้ายรถตู้โดยสาร ไปสถานีขนส่ง 3 แห่ง เริ่ม 25 ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 22:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672615

 

บขส. จัดทำแผนการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร หมวด 2 เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ จตุจักร สายใต้บรมราชชนนี และเอกมัย ดีเดย์ 25 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 59 พลตำรวจเอกอำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะทำงาน เพื่อพิจารณาแก้ไขบริหารจัดการการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ มีนโยบายให้ดำเนินการจัดระเบียบรถตู้โดยสารประจำทางมาตรฐาน 2 (จ.), (ต.), (ช) หมวด 2 วิ่งเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, สายใต้บรมราชชนนี, เอกมัย) เพื่อให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ และเงื่อนไขใบอนุญาตฯ ที่กรมการขนส่งทางบก และ บขส. กำหนดไว้ว่า รถตู้ต้องเข้าใช้พื้นที่ในสถานีขนส่ง เพื่อลดปัญหาร้องเรียนเรื่องการจราจรติดขัดในเขตเมืองกรุงเทพฯ และยกระดับการบริการให้ได้มาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย

ทั้งนี้ บขส.ได้ประชุมหารือและจัดทำแผนการดำเนินงาน โดยกำหนดรถตู้ที่เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง (เป็นรถจากอนุสาวรีย์, รัตนโกสินทร์) ประกอบด้วย รถตู้เข้าใช้สถานีฯ จตุจักร จำนวน 2,046 คัน, สถานีฯ สายใต้บรมราชชนนี จำนวน 1,617 คัน , สถานีฯ เอกมัย จำนวน 542 คัน รวม 4,205 คัน โดยมีแนวคิดจัดแยกตามเกาะพญาไท, พหลโยธิน, ดินแดง, ราชวิถี รวมทั้งจัดช่องจำหน่ายตั๋วและตารางเวลาการเดินรถตามเวลาเดิมที่ใช้ดำเนินการอยู่

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดระเบียบรถตู้โดยสารประจำทางในครั้งนี้ บขส. คำนึงถึงผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะว่า ในการเดินทางประชาชนจะต้องได้รับความสะดวก มีการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะจากรถโดยสาร ไปสู่ระบบรถไฟฟ้า ซึ่ง บขส. จะหารือแนวทางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป และในวันพรุ่งนี้ (26 ก.ค. 59) บขส. จะร่วมกับทหาร ตำรวจ และขสมก.ลงพื้นที่บริเวณขาเข้า สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เพื่อหารือ และวางแผนการกำหนดพื้นที่ในการจัดระเบียบรถตู้โดยสารประจำทาง ส่วนความคืบหน้าในการจัดระเบียบรถตู้ บขส.จะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ ก่อนดำเนินการย้ายรถตู้ มาตรฐาน 2 ทั้งหมดในวันที่ 25 ตุลาคมที่จะถึงนี้

 

‘พาณิชย์’ รับลูก ‘บิ๊กตู่’ ลดขั้นตอนส่งออก ใช้ ‘ข้าว’ ประเดิมนำร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 21:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672561

 

‘พาณิชย์’ รับลูก ‘บิ๊กตู่’ ลดขั้นตอนส่งออกสินค้ายุทธศาสตร์ นำร่องสินค้า ‘ข้าว’ เตรียมหั่นขั้นตอนต่างๆ ลง 83% ลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 60% แถมประหยัดถึง 20 วัน คาดใช้ได้เต็มรูปแบบภายในปี 60 ตั้งเป้าเป็นโมเดลให้กับหน่วยงานอื่นต่อไป

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐปรับลดกระบวนการทำงานในสินค้ายุทธศาสตร์ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้าแช่แข็ง และวัตถุอันตราย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบสินค้าข้าว จึงได้ศึกษา วิเคราะห์ และปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อลดขั้นตอนให้กับผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ซึ่งพบว่า จะช่วยลดระยะเวลาดำเนินการด้านการส่งออกให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 83% นับจากขั้นตอนการเตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอจนถึงขั้นตอนได้รับใบอนุญาต ใบรับรองในการส่งออก และมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำลดลงมากว่า 60% ในการทำธุรกรรมส่งออกแต่ละครั้ง

ทั้งนี้ ปัจจุบันการส่งออกข้าว มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 หน่วยงาน เป็นภาครัฐ 7 หน่วยงาน และเอกชน 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1.กรมการค้าภายใน หรือพาณิชย์จังหวัด 2.กองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ 3.สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ 4.กองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออกสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ 5.กรมศุลกากร 6.กรมวิชาการเกษตร 7.กรมควบคุมโรค 8.สำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าว 9.บริษัทตรวจสอบคุณภาพสินค้า (เซอร์เวย์) และ 10.สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ส่วนขั้นตอนในการส่งออกมีมากถึง 14 กิจกรรม ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้าข้าว การขอเอกสารประกอบจนถึงการส่งออก โดยได้ปรับลดเหลือเพียง 4 กิจกรรม หรือลดลง 71.42% และยังได้ลดขั้นตอนที่ต้องดำเนินการจากเดิม 134 ขั้นตอน เหลือเพียง 68 ขั้นตอน หรือลดลง 48.87% ลดคำขอจาก 18 คำขอ เหลือ 15 คำขอ หรือลดลง 16.66% และลดเอกสารจาก 70 เอกสาร เหลือ 38 เอกสาร หรือลดลง 45.71% ซึ่งสามารถลดระยะเวลาที่ใช้จากเดิม 24 วัน เหลือเพียง 4 วัน หรือลดลงถึง 83.33%

สำหรับการลดค่าใช้จ่ายนั้น ปัจจุบันเอกชนต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางและค่าจัดทำเอกสาร ค่าธรรมเนียมคำร้อง และใบอนุญาต รวม 12,140 บาท แยกเป็นค่าเดินทาง 12,000 บาท และค่าเอกสาร 140 บาท แต่หลังจากปรับปรุงขั้นตอนการทำงานเหลือเพียง 4 วัน ลดค่าใช้จ่ายเหลือเพียง 2,076 บาทเท่านั้น

“หลังจากมีแผนปรับปรุงขั้นตอนการทำงานชัดเจนแล้วคาดว่า จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้เป็นต้นไป าจกนั้นจะปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้ง 45 ฉบับ รวมทั้งพัฒนาระบบรองรับ เพื่อลดขั้นตอนการทำงานในภาพรวมทั้งหมดให้ได้ตามเป้าหมาย คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในปี 60 ถือเป็นความสำเร็จในการลดขั้นตอนการส่งออกนำเข้าสำหรับสินค้าข้าว และจะผลักดันให้นำโมเดลนี้ไปใช้สำหรับการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานในส่วนของสินค้าที่เหลือต่อไป” นางอภิรดีกล่าว.

 

บสย. ผนึกพันธมิตร เปิดอบรมผู้ประกอบการ SMEs 4 ภาค เสริมความรู้การเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 18:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672329

 

บสย.จับมือพันธมิตร เปิดตัวโครงการ TCG-Financial Literacy ปูพรม SMEs 4 ภาค เสริมแกร่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พร้อมเติมความรู้ทางการเงิน …

วันที่ 25 ก.ค.59 นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บสย. พร้อมเปิดตัวโครงการ TCG-Financial Literacy การส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดย บสย. ร่วมกับพันธมิตร ธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรมสรรพากร กรมบังคับคดี และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดหลักสูตรอบรมให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ SMEs ทุกระดับตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (Micro) ขนาดเล็ก (Small) และขนาดกลาง (Medium) ทั้ง 4 ภาค โดย บสย. ทั้ง 11 สาขา กรุงเทพฯ นครราชสีมา เชียงใหม่ สงขลา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา อุดรธานี สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก อุบลราชธานี และประจวบคีรีขันธ์ ทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนโครงการ

“กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs และหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพที่สำคัญก็คือ การให้ความรู้ทางการเงิน บสย.คาดว่า โครงการอบรมครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งด้านการบริหาร การเงิน ต้นทุน และการตลาด ส่งผลให้มีความเข้มแข็งขึ้น อันนำไปสู่การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น”

โครงการนี้จะก่อเกิดประโยชน์โดยตรงกับ ผู้ประกอบการทั้ง 3 กลุ่ม ด้วยเนื้อหาและหลักสูตรที่เหมาะกับผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ประกอบการกลุ่ม Micro หลักสูตรความรู้ขั้นพื้นฐานทางการเงินที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรู้ (Beginning Financial Knowledge) 2.ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่ม Small หลักสูตรการพัฒนาธุรกิจด้วยการเพิ่มศักยภาพทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs (Advance Financial Knowledge) และ 3.ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่ม Medium หลักสูตรการเพิ่มโอกาสการขยายตัวของธุรกิจควบคู่ไปกับการลดต้นทุนทางการเงิน

ทั้งนี้ หัวข้อหลักสูตรการอบรม ยังได้การสนับสนุนจากพันธมิตรเป็นอย่างดี ประกอบด้วย 1.สินเชื่อและดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยมีสถาบันการเงินเป็นผู้ให้ความรู้ 2.กฎหมายพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรรู้ เช่น สัญญา จำนำ จำนอง และขายฝาก เป็นต้น ซึ่งวิทยากรที่อบรมจะมาจากกรมบังคับคดี 3.การอบรมหัวข้อ ภาษีต้องรู้สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา เช่น ภาษีซื้อ ภาษีขาย VAT และการจ่ายภาษีเงินได้ โดยกรมสรรพากร และ 4.การเตรียมข้อมูลธุรกิจเพื่อขอสินเชื่อ เช่น การเตรียมแสดงรายได้ และวิธีการเดินบัญชี Bank Statement โดยวิทยากรจาก บสย. และธนาคาร

 

หุ้นปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 3.53 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,512.66 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 17:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672422

 

เงินทุนไหลเข้า ยังมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทย หนุนปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 3.53 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,512.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,688.14 ล้านบาท แนะ นักลงทุนเข้าลงทุนหุ้นขนาดเล็ก…

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 25 ก.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดบวก 3.53 จุด หรือคิดเป็น 0.23% ดัชนีอยู่ที่ 1,512.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,688.14 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) กล่าวว่า ตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ (25-29 ก.ค.59) ส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยเดิม หรือเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยเดิมที่ตลาดรับรู้มาระดับหนึ่งแล้ว ตัวเลขส่งออกถ้าไม่ดีมากคงไม่มีผลอะไร ราคาน้ำมันเป็นลบแต่หุ้นปิโตรเคมีเป็นบวก จึงเป็นการชดเชยกันไปส่วนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นั้นจะไปมีผลต่อตลาดวันศุกร์ ภาพของตลาด จึงเห็นว่า เงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) ยังมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยอยู่ แต่ความร้อนแรงจะลดลง ยิ่งเมื่อเข้าใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา การเคลื่อนไหวของดัชนีฯ จะเป็นลักษณะ “ไต่ระดับขึ้นผสมการขายทำกำไรเป็นช่วงๆ” โดยมองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในแนวรับที่ 1,500-1,476 ส่วนแนวต้านมองที่ 1,521-1,550 จุด

“กลยุทธ์การลงทุนมองว่า ราคาหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก จะทำให้โอกาสที่จะมีการไล่ราคาหุ้นตัวเดิมๆ มีน้อยลง ยกเว้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว นักลงทุนควรปรับเป็นเล่นสั้นๆ เลือกขายหุ้นขึ้นมาก สลับไปเล่นหุ้นที่ราคาขึ้นน้อยกว่า หรือเข้าลงทุนหุ้นขนาดเล็ก ที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะหุ้นใหญ่เริ่มไปไม่ไหว” นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย.

 

การบินไทย ชูเอียซ่า ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672256

 

การบินไทย จัดโครงการ Safety beyond compliance ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน ยึดหลักมาตรฐานเอียซ่าของยุโรป หวัง ถูกยอมรับในระดับโลกมากขึ้น …

วันที่ 25 ก.ค.59 นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย เผยว่า การปักธงแดงประเทศไทยของไอซีเอโอ ทำให้มีปัญหาและเกิดความเสี่ยงในการบิน เนื่องจากองค์กรการบินพลเรือนของประเทศต่างๆ ต้องทำการตรวจสอบการบินไทยเข้มงวดขึ้น จึงต้องยกระดับความปลอดภัยแบบเหนือระดับ ภายใต้โครงการ Safety beyond compliance โดยยึดหลักมาตรฐานความปลอดภัยในการบินของยุโรป หรือ เอียซ่า องค์กรการบินของสหภาพยุโรปซึ่งมีสมาชิก 28 ประเทศเป็นสำคัญ เช่น วางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยให้เป็นวัฒนธรรม เฝ้าระวัง และตรวจกิจกรรมให้เป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐานที่กำหนด เป็นต้น


นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการฐานข้อมูลความปลอดภัยร่วมกับสายการบิน SAS ใน 3-4 เดือนข้างหน้า เพื่อวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน และต้องเฝ้าระวังกิจกรรมต่างๆ ว่า เป็นไปตามขั้นตอนหรือกฎเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่

เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา การบินไทยได้รับการรับรองผ่านมาตรฐานความปลอดภัย จาก EASA ทำให้สามารถบินในแถบทวีปยุโรปได้ โดยไม่ถูกทักท้วงจากประเทศที่เป็นสมาชิกไอซีเอโอ

 

กสทช. ดึงกูรูเศรษฐกิจดิจิตอล ร่วมงานวันสื่อสารแห่งชาติ 4 ส.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 17:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672209

 

กสทช. เตรียมจัดสัมมนาวิชาการ วันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 59 วันที่ 4 ส.ค. นี้ พร้อมดึงกูรูด้านเศรษฐกิจดิจิตอล ร่วมบรรยาย-แลกเปลี่ยนแนวคิด ด้าน “ฐากร” เผย วางแนวทาง 3 เรื่อง แก้ปัญหาขยายโครงข่ายโทรคมนาคม…

วันที่ 25 ก.ค.59 พลอากาศเอกธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า กสทช. กำหนดจัดงานวันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2559 หรือ NET 2016 ในวันที่ 4 ส.ค.2559 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งเชิญ นายดอน แท็ปสก๊อตต์ นักคิดระดับแนวหน้าของโลกด้านเศรษฐกิจดิจิตอล ร่วมบรรยายหัวข้อนโยบายดิจิตอลอีโคโนมีของประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์เพิ่มเติมในเรื่องนโยบายดิจิตอลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

นายดอน เป็นนักคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก โดยเป็นนักคิดที่ทรงอิทธิพลเป็นลำดับ 4 ของโลก จากการจัดอันดับ Thinker 50 Awards ในปี ค.ศ. 2015 และเป็นคนที่คิดคำว่า Digital Economy เป็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ยังได้เขียนหนังสือเรื่อง The Digital Economy เมื่อปี 2538 และเขียนเพิ่มเติมเป็นฉบับครบรอบ 20 ปี ในปี 2558 ซึ่งคาดการณ์รูปแบบเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งที่งานเขียนได้เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีมาแล้ว แต่คำทำนายต่างๆ ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงผลกระทบของเทคโนโลยีต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งเกี่ยวพันกับไทยด้วยนั้น กลับเกิดขึ้นจริงแทบทั้งสิ้น

รวมทั้ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ นโยบายดิจิตอลอีโคโนมีของประเทศไทยเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์เพิ่มเติมในเรื่องนโยบายดิจิตอลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยตั้งกลุ่มเป้าผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 450 คน

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงาน กสทช. กล่าวว่า แม้ว่า กสทช. ชุดปัจจุบันจะพ้นวาระ แต่ พ.ร.บ. กสทช.ฉบับใหม่ ให้อำนาจ กสทช.จัดประมูลคลื่นความถี่ไว้ ซึ่งคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 850 เมกะเฮิร์ตซ์ จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานลงในปี 2561 โดยคาดว่าจะเปิดประมูลได้ล่วงหน้า 6 เดือน ส่วนปี 2563 คาดว่าจะเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิร์ตซ์

ส่วนการขยายโครงข่ายด้านโทรคมนาคม ยังติดปัญหาทั้งการร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งมีปัญหาการติดตั้งเสาที่กระทบต่อสุขภาพ จึงมีแนวทางแก้ไข 3 เรื่อง ได้แก่ การนำสายโทรคมนาคมลงดิน การให้ใช้เสาร่วมกัน และพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไม่ไปลงทุน เป็นหน้าที่ กสทช. ที่ต้องลงทุนเพื่อให้บริการเข้าถึง ซึ่ง กสทช.จะดำเนินการควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค.