ทช. เร่งเติมต่อถนน ระยะทางกว่า 28 กม. หนุนโลจิสติกส์ ท่าเรือเชียงแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 13:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672069

 

คนเหนือ มีเฮ! ปี 61 ได้สัญจรเส้นทางทะลุทะลวง หลังทางหลวงชนบท เติมต่อโครงข่ายคมนาคมเชียงราย กว่า 28 กม. สนับสนุนโลจิสติกส์ ท่าเรือเชียงแสน รองรับการค้าเศรษฐกิจ ไทย-จีน ในอนาคต …

วันที่ 25 ก.ค.59 นายพิศักดิ์ จิติวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการเดินทาง และท่องเที่ยว ในพื้นที่ภูมิภาค รวมถึงเป็นเส้นทางเพื่อเชื่อมโยงการกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทางหลวงชนบท จึงได้เร่งดำเนินการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1098-ทางหลวงหมายเลข 1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 28.780 กิโลเมตร เพื่อหวังเป็นเส้นทางที่จะสนับสนุนการขนส่งโลจิสติกส์บริเวณท่าเรือเชียงแสน รองรับการค้าร่วมกันระหว่าง ไทย-จีน ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ทช. ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบท สายเชื่อมทางหลวงหมายเลข 1129-ทางหลวงหมายเลข 1098 (ตอนที่ 1) อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 14.564 กิโลเมตร แล้วเสร็จเมื่อปี 2557 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง และการขนส่งสินค้าจากท่าเรือเชียงแสนเข้าสู่เชียงราย เติมต่อโครงข่ายระบบคมนาคมในการแบ่งเบาปริมาณการจราจรบนถนนทางหลวงเดิม ระหว่างท่าเรือเชียงแสนกับตัวเมืองเชียงรายให้มีความสะดวกและปลอดภัยแล้ว และมาในปัจจุบัน ทช. จึงจะได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1098-ทางหลวงหมายเลข 1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 28.780 กิโลเมตร ประกอบด้วย การก่อสร้างถนนสายหลัก ระยะทาง 26.011 กิโลเมตร และถนนเชื่อม จ 3 ระยะทาง 2.769 กิโลเมตร ซึ่งก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรลาดยางแบบแอสฟัลติกคอนกรีต ขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 28.780 กิโลเมตร พร้อมจุดกลับรถ จำนวน 8 แห่ง และก่อสร้างสะพานขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำกก จำนวน 2 แห่ง โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 1,656 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าในขณะนี้ อยู่ระหว่างการสำรวจแนวทางและระดับ พร้อมกับเก็บรายละเอียดเพื่อการก่อสร้าง และงานกรุยแนวทาง ถางป่าและขุดตอ คาดว่า จะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2561

อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยพัฒนาระบบโลจิสติกส์บริเวณท่าเรือเชียงแสน แห่งที่ 2 เสริมศักยภาพทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมการกระจายสินค้าให้กับ Gateway/Hub ทางภาคเหนือ ซึ่งจะส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 22,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671956

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 25 ก.ค. 59 ลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,750 ขายออกบาทละ 21,850 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,360.44 ขายออกบาทละ 22,350 บาท …

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,750.00 บาท ขายออกบาทละ 21,850.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,360.44 บาท ขายออกบาทละ 22,350.00 บาท.

 

ชีวิตง่ายขึ้น…เมื่อใช้บริการ “พร้อมเพย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 25 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669912

 

นาทีนี้คำว่า “พร้อมเพย์” (PromptPay) หรือเดิมใช้ชื่อว่า เอนี่ ไอดี (Any ID) คงเริ่มจะคุ้นหูกันแล้ว เพราะอีกไม่นาน ชีวิตเราจะสบายขึ้น เพราะพร้อมเพย์ที่ว่านี้ คือ บริการรับ-โอนเงินมาตรฐานใหม่ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มความรวดเร็วและความปลอดภัยให้กับทั้งผู้โอนและผู้รับโอนเงิน เพียงแค่ใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือ และ/หรือ เลขที่บัตรประชาชน มาผูกกับบัญชีเงินฝากธนาคาร

ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็เป็นหนึ่งในธนาคารที่ร่วมขานรับนโยบายจากภาครัฐนี้เป็นอย่างดี โดยเปิดตัว “SCB พร้อมเพย์” ดีพร้อมสำหรับชีวิตคนไทย นำเสนอบริการในการทำธุรกรรมการเงินที่มุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับความง่ายขึ้นกว่าเดิม SCB พร้อมเพย์ไม่ใช่แอพพลิเคชั่น และหากมีบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์อยู่แล้วก็ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ ซึ่งลูกค้าทุกคนสามารถลงทะเบียนบริการ SCB พร้อมเพย์ฟรี ตามความสมัครใจ ที่สำคัญลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลง หรือ ยกเลิกการผูกบัญชีได้ตลอดเวลา โดยแจ้งกับธนาคาร ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้การลงทะเบียนบริการ SCB พร้อมเพย์ของธนาคารไทยพาณิชย์จะให้ลูกค้าผูกเบอร์โทรศัพท์มือถือ และ/หรือ เลขที่บัตรประชาชน กับบัญชีเงินฝากธนาคารเท่านั้น โดยทางธนาคารมีระบบการยืนยันตัวตนของลูกค้าด้วยรหัส OTP (One Time Password) ผ่าน SMS ที่ส่งไปยังเบอร์โทรศัพท์มือถือของลูกค้าโดยตรง บริการ SCB พร้อมเพย์เป็นบริการที่ให้ความปลอดภัยกับผู้รับใช้บริการ เนื่องจากบุคคลอื่นจะไม่สามารถใช้เพียงเบอร์โทรศัพท์มือถือหรือเลขที่บัตรประชาชนในการถอนเงินออกจากบัญชีลูกค้าได้


ในกรณีที่เบอร์โทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนบริการ SCB พร้อมเพย์ไว้มีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก ลูกค้าสามารถแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือยกเลิกการผูกบัญชีกับธนาคารได้ทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับการโอนเงินผ่านบริการ SCB พร้อมเพย์ ระบบจะแสดงชื่อ-นามสกุลของผู้รับเงินให้ผู้โอนเงินตรวจสอบข้อมูลและยืนยันก่อนการโอนทุกครั้ง

ในส่วนของผู้สูงอายุที่อาจมีความกังวลในเรื่องความไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ก็จะอุ่นใจขึ้นเพราะบริการพร้อมเพย์ให้บริการครอบคลุมถึงการรับเบี้ยผู้สูงอายุ และเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือสวัสดิการต่างๆ จะถูกส่งตรงเข้าบัญชี ครบถ้วน ตรงเวลา ตามเลขที่บัตรประชาชนที่ผูกไว้กับบัญชีธนาคาร

จะเห็นได้ว่าบริการ SCB พร้อมเพย์ มีประโยชน์มากมาย ทั้งสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ที่สำคัญลงทะเบียนใช้งานได้ง่ายๆ ผ่าน 4 ช่องทาง คือ
1.เว็บไซต์ https://promptpay.scb
2.SCB EASY  Net/App
3.ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาทั่วประเทศ
4.ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาทั่วประเทศ

ด้วย SCB พร้อมเพย์ชีวิตจะง่ายขึ้นกว่าเดิม ถ้ารู้อย่างนี้แล้วจะรออะไร…

 

พาไปเที่ยวแบบฟินฟิน @ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 25 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669809

 

เมืองเบียร์ หรือ สหพันธรัฐเยอรมนี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าระดับต้นๆ ของโลก ที่มีทั้งโรงไฟฟ้าแทบทุกประเภท ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อย่าง ลม และแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปิดตัวลง …เยอรมนี จึงเป็นประเทศหนึ่งที่มักถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างและนิยมพาไปศึกษาดูงานในเรื่องของพลังงาน


เยอรมนีเป็นประเทศที่ใหญ่ มีเศรษฐกิจดีเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 84,490 เมกะวัตต์ (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2014) ในขณะที่มีกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมด 177,750 เมกะวัตต์ โดยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลัก 89,570 เมกะวัตต์ คือ ถ่านหิน (Brown Coal และ Hard Coal) 49,060 เมกะวัตต์ ก๊าซ 28,440 เมกะวัตต์ ซื้อนิวเคลียร์จากฝรั่งเศส 12,070 เมกะวัตต์ นอกนั้นเป็นพลังงานทดแทน คือ ลม 3,350 เมกะวัตต์ แสงอาทิตย์ 6,320 เมกะวัตต์ ชีวมวล 8,790 เมกะวัตต์ และน้ำ 5,590 เมกะวัตต์


จะเห็นว่าเยอรมนีมีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงมากเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังคงมีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหลักประเภทฟอสซิลมาก เนื่องจากพลังงานทดแทนมีข้อจำกัดทางธรรมชาติ ถึงแม้จะมีกำลังผลิตติดตั้งมากก็จริง แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด จึงมีความจำเป็นต้องใช้ถ่านหินและซื้อพลังงานนิวเคลียร์มาจากฝรั่งเศส


การเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง หลับบ้าง ดูหนังบ้างตามอัธยาศัย จนมาถึงเมืองแฟรงก์เฟิร์ต   เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจ และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีผู้คนสัญจรไปมาปีละเกือบ 2 ล้านคนในปัจจุบัน

Minova โรงไฟฟ้ากลางใจเมือง


โรงไฟฟ้าแห่งแรกที่จะพาไปชมกัน เป็นโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไมน์ อยู่ติดกับคอนโดมิเนียม สำนักงาน แหล่งท่องเที่ยว และแหล่งช็อปปิ้งแบรนด์เนมชื่อดัง ตอนแรกไม่รู้ว่าโรงไฟฟ้า Minova เป็นโรงไฟฟ้าประเภทใด จนกระทั่งรถขับวนให้ดูโดยรอบ มาเจอลานกองถ่านหินมหึมาอยู่ข้างถนน จึงถึงบางอ้อ ว่าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน …ไม่น่าเชื่อว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะอยู่ใจกลางเมืองเศรษฐกิจ และใกล้กับชุมชนนั้นมีจริง


โรงไฟฟ้า Minova เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ทั้งถ่านหินและก๊าซเป็นเชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง มีกำลังผลิต 62 เมกะวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง และใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงมีกำลังผลิต 99 เมกะวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง โรงไฟฟ้าแห่งนี้ด้านหนึ่งอยู่ติดถนน อีกด้านอยู่ริมแม่น้ำไมน์ ที่ตั้งคล้ายๆ กับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ส่วนหนึ่งใช้ถ่านหินนำเข้าจากอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งขนส่งมาทางเรือจากแม่น้ำไรน์ มาสู่แม่น้ำไมน์ ที่อยู่หน้าโรงไฟฟ้า อีกส่วนหนึ่งใช้การขนส่งด้วยรถไฟ และมาพักไว้ที่ลานกองถ่านหินสำรองแบบเปิด และไซโลสำหรับเก็บถ่านหินไว้ใช้งาน

ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 อยู่ร่วมกับชุมชนเมืองอย่างไม่มีปัญหา ไม่มีการร้องเรียน มีการกำหนดอัตราการปล่อยมลสารสู่บรรยากาศที่เข้มงวด คือ ค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์น้อยกว่า 70 ส่วนในล้านส่วน ค่าไนโตรเจนออกไซด์น้อยกว่า 97 ส่วนในล้านส่วน ค่า Particulates 10 มิลลิกรัม/ลบ.ม. และการควบคุมอุณหภูมิการปล่อยน้ำ ไม่เกิน 30 องศาเซลเซียสลงสู่แม่น้ำ ซึ่งโรงไฟฟ้าปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน

GHK Mannheim โรงไฟฟ้าท่ามกลางชุมชน


ต่อจากนั้น เราก็เดินทางมุ่งสู่เมืองแมนไฮม์ เพื่อไปดูโรงไฟฟ้า GHK Mannheim ที่อยู่ติดแม่น้ำไรน์ ฝั่งตรงข้ามโรงไฟฟ้าเป็นหมู่บ้านเล็กๆ น่ารัก คล้ายเมืองตุ๊กตา ช่วงที่ไปดูงานเป็นช่วงอากาศหนาว ใบไม้ร่วงหมดแล้ว ถ้าเป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่นี่คงสวยน่าดู  อีกด้านของโรงไฟฟ้าก็มีชุมชนอยู่รายรอบ ทั้งๆ ที่โรงไฟฟ้านี้ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นถ่านหินประเภทซับบิทูมินัสนำเข้าจากประเทศแอฟริกาใต้ ขนส่งผ่านมาจากท่าเรือ Rotterdam และมาขึ้นที่ท่าเรือของโรงไฟฟ้า มาพักไว้ที่ลานถ่านหินแบบเปิด ซึ่งใช้น้ำพรมเพื่อป้องกันการกระจายของฝุ่นละออง


โรงไฟฟ้าแห่งนี้ มีกำลังผลิตทั้งสิ้น 2,586 เมกะวัตต์ จำนวน 4 เครื่อง มีผู้ประกอบการ คือ Grosskraftwerk Mannheim Aktiengesellschaft รับผิดชอบโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 3 (220 เมกะวัตต์), หน่วยที่ 4 (220 เมกะวัตต์) เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี Sub-Critical หน่วยที่ 6 (280 เมกะวัตต์), หน่วยที่ 7 (475 เมกะวัตต์) และหน่วยที่ 8 (480 เมกะวัตต์) เป็นแบบ Super Critical สำหรับโรงที่ 9 เป็นไฮไลต์ที่พามาดูงาน เป็นแบบ Ultra-Super-Critical ขนาดกำลังผลิต 911 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวอย่างการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ในประเทศไทย


ที่เยอรมนีถ้าเป็นช่วงฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นเกือบติดลบ บางครั้งฝนยังตกด้วย คงแทบไม่ต้องบรรยายว่าหนาวแค่ไหน ซึ่งคนเยอรมันต้องเจอกับสภาพอากาศแบบนี้ปีละ 5-6 เดือน โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 อยู่ร่วมกับชุมชนเมืองอย่างไม่มีปัญหา ไม่มีการร้องเรียน ด้วยทางบริษัทเข้าไปสื่อสารสร้างความเข้าใจในชุมชนตั้งแต่ก่อนสร้างโรงไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้ชุมชนมาเยี่ยมชมโรงไฟฟ้า และประการสำคัญคือมีการนำไอร้อนจากหอหล่อเย็นไปทำน้ำอุ่นและส่งไปยังชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในช่วงอากาศหนาว โดยคิดค่าใช้จ่ายในราคาถูก… ชุมชนที่นี่จึงยิ้มรับเมื่อมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่


อีกทั้งโรงไฟฟ้ามีการกำหนดอัตราการปล่อยมลสารสู่บรรยากาศที่เข้มงวด คือ ค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์น้อยกว่า 70 ส่วนในล้านส่วน ค่าไนโตรเจนออกไซด์น้อยกว่า 98 ส่วนในล้านส่วน ค่า Particulates 20 มิลลิกรัม/ลบ.ม. และการควบคุมอุณหภูมิการปล่อยน้ำ ไม่เกิน 30 องศาเซลเซียสลงสู่แม่น้ำ ซึ่งโรงไฟฟ้าปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน ทำให้ไม่มีปัญหากับชุมชน

RDK Karlsruhe โรงไฟฟ้าใกล้ป่าสนดำ

เช้าวันรุ่งขึ้น ได้เดินทางต่อไปยังเมือง Karlsruhe เพื่อไปชมโรงไฟฟ้า RDK Karlsruhe ในระหว่างทางผ่านโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ ในช่วงฤดูหนาวหิมะตกปกคลุมแผงโซลาร์ขาวโพลน ทำให้เข้าใจได้เลยว่าทำไมเยอรมันจึงยังต้องใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก เพราะถ้าไม่มีแสงอาทิตย์ โซลาร์ฟาร์มก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินผลิตไฟฟ้าได้ทุกฤดูกาล


โรงไฟฟ้า RDK Karlsruhe มีขนาด 1,815 เมกะวัตต์ มี 2 ยูนิต ใช้ถ่านหินประเภทซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิง กำลังผลิตรวม 1,462 เมกะวัตต์ และอีกชุดหนึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ขนาด 353 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ใกล้ชุมชน ใกล้ป่าสนดำ (ซึ่งเป็นไม้ที่มีชื่อเสียงในการนำมาทำนาฬิกากุ๊กกูที่มีชื่อเสียงของเยอรมนี) และใกล้แหล่งอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัย สำหรับเครื่องล่าสุด กำลังผลิต 912 เมกะวัตต์ ใช้เทคโนโลยี Ulra-Super Critical ทำให้มีประสิทธิภาพ และมีการกำหนดอัตราการปล่อยมลสารสู่บรรยากาศเข้มงวด


เมื่อได้ขึ้นไปชมโรงไฟฟ้าตรงจุดชมวิว ทำให้เห็นภาพโดยรอบว่า โรงไฟฟ้านั้นตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนที่รายล้อมด้วยบ้านเรือน ป่า แม่น้ำที่เห็นเรือขนส่งถ่านหินแบบเปิด แล่นผ่านไปมาจนชินตา และมาพักไว้ที่ลานกองถ่านหินแบบเปิดอีกด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้คณะดูงานมีความเข้าใจเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ว่าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา


ดูโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เยอรมนีถึง 3 โรง ล้วนแต่อยู่ท่ามกลางชุมชน ติดแม่น้ำ ขนส่งด้วยเรือขนถ่านแบบเปิด และมาพักไว้ที่ลานกองถ่านหินแบบเปิดอีก ไม่ได้มีที่ปกปิดมิดชิด… แต่ชาวเยอรมนีก็ไม่รู้สึกกังวล ยังใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ฟินฟิน ใกล้โรงไฟฟ้า อย่างมีความสุข เมื่อได้มาเห็นกับตา

ก็ต้องยอมรับว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกับชุมชนนั้นอยู่ร่วมกันได้จริงๆ อย่างไม่มีปัญหา…

จริงอย่างที่เขาว่า “A PICTURE IS WORTH A THOUSAND WORDS…ภาพหนึ่งแทนคำพูดได้นับพัน”

 

เป็นเงินทอง! สแกน กม.ลิขสิทธิ์เพลง ก่อนชีวิตพลิกเป็นโจรไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668867

 

ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้ประกอบการร้านค้าควรจะศึกษา กฎหมายลิขสิทธิ์ เพราะหากพลาดพลั้ง หรือ เผลอ อาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวก “ลักขโมย” โดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญมันคือ “บทเรียน” ราคาแพงเสียด้วย

ที่ผ่านมา เกิดประเด็นดราม่า กับร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เมื่อเจ้าของร้านได้โพสต์เฟซบุ๊กในนาม Add PhRae อ้างว่า ถูกชุดเจ้าหน้าที่ เจ้าของลิขสิทธิ์ค่ายเพลงแห่งหนึ่งปรับเงินจำนวน 20,000 บาท เนื่องจากเปิดเพลงผ่านยูทูบด้วยการต่อลำโพงรอบร้าน

บทเรียนราคาแพง ร้านกาแฟ เปิดเพลงจากยูทูบ ละเมิดลิขสิทธิ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ต่อสายพูดคุยกับ นายสุรชาญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี เพื่อสอบถามรายละเอียด โดยเจ้าของร้านกาแฟหนุ่มเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีชุดจับลิขสิทธิ์แฝงตัวเข้ามาเป็นลูกค้าในร้าน 3 คน เป็นชาย 1 คนหญิง 2 คน มาทำทีสั่งกาแฟกินและทำการบันทึกหลักฐานในขณะที่ทางร้านเปิดเพลงผ่านยูทูบ จากนั้นคาดว่า มีการส่งสัญญาณ และเพียงไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้ามาสมทบด้วย เป็นตำรวจในเครื่องแบบ 2 คน และนอกเครื่องแบบ 1 คน ซึ่งตอนนั้นเป็นจังหวะที่ตนออกไปทานข้าวข้างนอก แต่เด็กในร้านได้โทรมาบอกให้ทราบว่า มีชุดจับกุมฯ และตำรวจ บอกว่า “ร้านของเราได้หาประโยชน์จากเพลงของค่ายเขา”

หลังจากนั้นตำรวจก็ได้เชิญตัวไปโรงพักและได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกัน ไม่มีการข่มขู่แต่อย่างใด โดยทางชุดจับกุมฯได้ยื่นข้อเสนอให้จ่ายค่าปรับ 50,000 บาท โดยอ้างว่าหากเรื่องถึงชั้นศาลจะต้องเสียเงินเป็นแสน และอ้างต่อว่า หากพบว่ามีไฟล์เพลงละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ในโน้ตบุ๊กอีกจะถูกปรับอีกเพลงละ 5,000 บาท แต่ด้วยที่ไม่ได้เปิดผ่านไฟล์เพลงจึงไม่ถูกปรับในส่วนตรงนี้ และท้ายที่สุดได้มีการเจรจาต่อรองกันไปมาลดเหลือ 20,000 บาท

“หลังจากที่มีการจ่ายเงินค่าปรับ ได้มีเจ้าหน้าที่จากค่ายเพลงคนดังกล่าวโทรศัพท์เข้ามาชี้แจงว่า ชุดจับฯมีการดำเนินการจับกุมผิดบางขั้นตอน เนื่องจากมีการอ้างชื่อผู้บริหารระดับสูง และในระหว่างพูดคุยกันยังมีการยื่นข้อเสนอบอกว่าให้ตนจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ เพื่อที่จะนำเพลงไปใช้ได้อย่างถูกต้อง แต่ผมปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ตอนนั้นรู้สึก งง และตกใจมาก ตั้งแต่เปิดร้านมาปีกว่า ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้”

นายสุรชาญ กล่าวต่อไปว่า ร้านของตน มีรั้วรอบขอบชิดปกติ ซึ่งทำร้านกาแฟภายในบ้าน ไม่ใช่ร้านใหญ่ เป็นธุรกิจครอบครัว จึงอยากถามกลับไปว่า เราเปิดเพลงฟังในบริเวณบ้าน แล้วทำไมการที่เราต่อลำโพงไปในบริเวณบ้าน เราถึงไม่มีสิทธิ์ทำ? แต่ ตนก็ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายเลย จึงไม่อยากมีปัญหาและต้องยอมเขาไป

“เขาเข้ามาก็ไม่ได้ตักเตือน มาถึงก็มาจับ และจะปรับเงินด้วยจำนวนเงินค่อนข้างสูง ส่วนตัวเห็นว่ามันไม่ยุติธรรม ที่ผ่านมาก็มีการให้ข้อมูลในมุมของตนเอง จึงไม่ทราบว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้กันแน่”

เพื่อให้เรื่องนี้ได้เข้าใจอย่าง “ถ่องแท้” ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และที่ผ่านมา เคยมีคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามจาก “ผู้รู้” ถึง 3 ท่าน เพื่อมาให้คำตอบ คือ นายพรชัย ศิรินุกูลชร เลขาธิการสมาพันธ์องค์กรผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ไทย พร้อมด้วย นายทศพล ทังสุบุตร รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ว่าอะไรทำและไม่ได้…


พรชัย ศิรินุกูลชร เลขาธิการสมาพันธ์องค์กรผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ไทย
เรียนรู้กฎหมาย “ลิขสิทธิ์” อำนาจครอบคลุมแค่ไหน 

ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ขอปูพื้นความรู้เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ก่อน โดยผู้ที่จะอธิบายเรื่องนี้ชัดเจนที่สุด ต้องเริ่มที่ นายทศพล ทังสุบุตร รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

นายทศพล กล่าวว่า ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ได้กำหนดไว้ว่า จะให้สิทธิ์แก่เจ้าของเพียงผู้เดียว คือ เจ้าของสิทธิ์มีสิทธิ์เพียงผู้เดียวที่สามารถนำชิ้นงานไปทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ซึ่งการเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามข้อกฎหมาย ไม่ได้มีการกำหนดว่าการเผยแพร่ต่อสาธารณชน จะต้องเผยแพร่โดยวิธีใด เพียงแต่ระบุว่า หากนำชิ้นงานไปปรากฏต่อหน้าสาธารณชนด้วยวิธีใดก็ตาม เข้าข่ายเจตนาเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย นั่นแปลว่าหาเปิดเพลงผ่านสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ ยูทูบ แผ่นซีดี เป็นต้น ก็ถือว่า เข้าข่ายเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ก่อน แต่มีข้อยกเว้นว่า หากนำชิ้นงานไปเผยแพร่ให้พี่น้องภายในครอบครัว หรือนำไปใช้ส่วนตัวในวงจำกัด ที่ไม่ไปกระทบต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าของสิทธิ์ หรือไม่กระทบกระเทือนสิทธิ์ของเจ้าของเกินสมควรสามารถทำได้

หากเราบอกว่าเปิดเพลงให้ญาติฟัง แต่บังเอิญว่าญาติเรามีจำนวนมากถึง 50-100 คน แล้วเราเปิดให้ญาติฟัง หากถามว่าเหตุการณ์นี้กระทบเทือนสิทธิ์ของเจ้าสิทธิ์หรือไม่ หากเจ้าของเขาคิดว่า การที่เราเปิดเพลงเขาให้คนจำนวนมากฟังแบบนี้ ทำให้เขาขายแผ่นไม่ได้ เขาสามารถแจ้งความจับเราได้และหากมีการดำเนินเรื่องถึงชั้นศาล ศาลจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ถ้าเข้าข่ายความผิดก็ต้องถูกลงโทษ

ลิขสิทธิ์เพลง แบ่งออกเป็น 2 สิทธิ์ “ดนตรีกรรม-สิทธิ์ในงานเพลง”

ขณะเดียวกัน นายพรชัย ศิรินุกูลชร เลขาธิการสมาพันธ์องค์กรผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ไทย ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ปกติแล้วเพลง 1 เพลง จะมีลิขสิทธิ์ 2 สิทธิ์ สิทธิ์แรก ดนตรีกรรม คือ สิทธิ์ในทำนองเพลง จังหวะเพลง หรือเนื้อร้องเพลง ที่ผู้ประพันธ์ได้เรียบเรียงไว้ และสิทธิ์ที่สองคือ สิทธิ์ในงานบันทึกเสียง หมายถึง สิทธิ์ในงานเพลง, เสียงการแสดง หรือ เสียงใดๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในสื่อชนิดใดก็ตาม ดังนั้นหากเพลง 1 เพลงขาดสิทธิ์ใดสิทธิ์หนึ่งไป เมื่อผู้ประกอบการนำไปใช้ ก็ถือว่ามีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์

นายทศพล กล่าวต่อว่า ในเพลงหนึ่งเพลง เนื้อร้องและทำนองอาจจะมีเจ้าของเป็นคนละคนกัน ปัญหาดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องปรับปรุงกันต่อไปเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนแก่ทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ดี ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์แตกต่างจากทะเบียนการค้า ที่ต้องจดทะเบียนก่อนถึงจะคุ้มครอง แต่ลิขสิทธิ์ ไม่ต้องจดทะเบียนแต่จะคุ้มครองโดยอัตโนมัติทั่วโลก เพราะเห็นว่า เป็นชิ้นงานที่เราสร้างสรรค์ขึ้นเอง โดยไม่มีการลอกเลียนแบบจากผู้อื่น ถึงแม้ว่ามีชิ้นงาน 2 ชิ้นผลิตออกมามีลักษณะคล้ายกันหรือเหมือนกัน แต่หากมีการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ลอกกัน ก็จะถูกคุ้มครองลิขสิทธิ์ทั้งคู่ แต่ชิ้นงานที่เข้าข่าย จะแบ่งออกเป็น 9 ประเภท ดังนี้ คือ  งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรือ งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี และแผนกวิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ

“ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินฯได้มีการเชิญชวนให้บริษัทจัดเก็บฯของไทย ว่า จะดีไหมหากเราจะแต่งตั้งองค์กรขึ้นมาสักหนึ่งองค์กรเพื่อมาทำหน้าที่จัดเก็บ ผลที่ได้คือ ค่ายเพลงขนาดใหญ่ มีความตระหนักในเรื่องนี้พอสมควรและรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณา แต่ส่วนตัวมองว่าบริษัทใหญ่เหล่านี้คุ้นเคยกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เองมากกว่า”


ไล่จับลิขสิทธิ์ ปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการ “เน้นปรับ” มากกว่า “เอาผิด” จริงหรือ!?

แต่เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ กลับมีปัญหาอื่นตามมา โดย นายพรชัย เล่าว่า การจับกุมเรื่องลิขสิทธิ์ของสังคมไทยได้สร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการค่อนข้างมาก เพราะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้ล้มหายตายจากไปแล้วมากกว่า 50% เนื่องจากมีกระบวนการจับกุมลิขสิทธิ์เพลงที่ไม่เป็นธรรม พร้อมกับต้องเสียเงินค่าปรับอันแสนแพง จึงทำให้ในขณะนี้มีกระแสสังคมออกมาต่อต้านและงดเปิดเพลง

“ที่ผ่านมา มีการจับกุมลิขสิทธิ์ที่บางครั้งอาจจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ผิดหลักความเป็นธรรม เพราะจากพฤติกรรมของทีมจับกุมบางคน ลักษณะคล้ายไม่ได้มีเจตนามาจับ แต่กลับมากรรโชกทรัพย์เสียมากกว่า หรือเรียกว่า การจับโดยใช้สิทธิ์ไม่สุจริต แอบแฝงหาผลประโยชน์ นำเอาช่องโหว่ของกฎหมายมาหากิน ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอายอย่างมาก เข้าใจว่าคดีความเรื่อง ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงเป็นคดีอาญายอมความได้ เพราะไม่ได้ไปละเมิดต่อรัฐ ขั้นตอนการจับกุมที่ถูกจะต้องดำเนินการแจ้งความก่อน หากพบว่ามีการละเมิด จากนั้นจึงนำตำรวจมาพิสูจน์ แต่ประเทศไทยเราไม่ใช่แบบนั้น เราเอาตำรวจมาจับเลย หิ้วตัวไปโรงพัก ซึ่งความจริงแล้วผู้ประกอบการมีสิทธิ์ที่จะไม่ไปโรงพักได้ แต่ก็ต้องไปเพราะความไม่รู้ในกฎหมายที่แท้จริง” นายพรชัย กล่าว

ด้าน รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ทุกอย่างมีกฎหมายควบคุมอยู่ แต่พฤติกรรมคนเป็นสิ่งที่ควบคุมยาก เพราะคนมันก็มีทั้งสุจริต และไม่สุจริต คนที่รู้และไม่รู้ ซึ่งกลุ่มคนที่ไม่รู้ ทางกรมทรัพย์สินฯก็จะพยายามออกไปเผยแพร่ให้ได้ทราบว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ เพราะจริงๆ แล้วระบบลิขสิทธิ์ มันมีประโยชน์และสร้างความเพลิดเพลิน มันไม่ควรจะเป็นปัญหา

ย้อนดูอดีต คดีเก่าฟ้องร้านอาหาร ศาลพิพากษา “ยกฟ้อง” เหตุเพราะบรรยายฟ้องว่า “เพื่อหากำไร”

เมื่อถึงตรงนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ศึกษากรณีศึกษาคดีหนึ่ง เกิดเหตุเมื่อช่วง 2551-2552 เกิดขึ้น ซึ่งโจทก์เป็นบริษัทค่ายเพลงแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้ฟ้องร้อง สาวผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง โดยบรรยายฟ้องว่า…

บริษัทค่ายเพลงแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุเพลง ทำนองเพลง สิ่งบันทึกเสียง ตามบัญชีรายชื่อเพลง ฟ้องหญิงสาวรายหนึ่ง เป็นจำเลย โดยได้นำแผ่นวีซีดีเพลง ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำหรือดัดแปลงขึ้น อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่ร้านอาหารตามสั่งตนเอง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง โดยมีการเปิดผ่านเครื่องเล่นซีดีเชื่อมสัญญาณต่อกับเครื่องขยายเสียง เผยแพร่ให้บริการแก่ลูกค้า สาธารณชนผู้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านของจำเลย ได้ฟังทั้งคำร้องและทำนอง อันเป็น การกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีซีดีเพลงดังกล่าว เป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย

เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยโทรทัศน์สีจำนวน 1 เครื่อง เครื่องเล่นซีดี ดีวีดีจำนวน 1 เครื่อง และแผ่นซีดีเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 19 แผ่น ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4,6,8,15,27,28,29,30,31,69,70,75,76 ริบโทรทัศน์สี เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี และให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน 19 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ ซึ่งทำให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำเนาประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง นั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้ว หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานเพื่อกำไร ซึ่งหมายความว่า กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น

แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น ได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารจำเลยได้ฟัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงดังกล่าว เพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าว หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของ “เพื่อหากำไร”

แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก็ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน


สราวุธ เบญจกุล

ข้อกำหนดมาตรา 31

ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

1.) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า หรือเสนอให้เช่าซื้อ
2.) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
3.) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์
4.) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
มาตรา 27 การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
1.) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
2.) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

วิเคราะห์คดีเก่า ศาลยกฟ้อง เทียบกับคดีใหม่ไม่ได้

จากกรณีดังกล่าว ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามไปยัง นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้อธิบายให้เข้าใจได้ว่า ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยตามกฎหมายว่า การเปิดเพลงในร้านอาหาร ไม่ใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางกำไรจากการเปิดเพลง ศาลจึงถือว่า ไม่ครบองค์ประกอบความผิดมาตรา 31 ที่ระบุว่าเพื่อแสดงหาผลกำไร ส่วนประเด็นที่ร้านกาแฟเปิดเพลงผ่านยูทูบ ที่กำลังเป็นประเด็น ว่าเป็นการเผยแพร่จากสาธารณชนไหม ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์มีหลายมาตรา คือ มาตรา 27 28 29 30

“ส่วนใหญ่ ถ้าการนำข้อมูลลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่ว่าจะผิดไหม ก็จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่เปิดผ่านยูทูบในร้านอาหาร เขาเปิดเพื่อฟังส่วนตัวหรือเปิดให้ลูกค้าฟัง ถ้าเปิดฟังส่วนตัวเองไม่มีปัญหา แต่ถ้าเปิดเพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ฟัง มันก็มีหลายมาตราที่เจ้าของลิขสิทธิ์จะเลือกฟ้องได้ ซึ่งจากคดีที่ศาลพิพากษา ในอดีตต้องบอกว่าโจทก์ฟ้องว่า เขาเปิดเพลงเพื่อหากำไร สาเหตุที่คดีนี้ถูกตัดสินว่าไม่ผิด เป็นเพราะว่าศาลฎีกาไปตีความว่า การเปิดเพลงในร้านอาหาร ไม่ได้เปิดเพื่อหากำไร จึงไม่เขาเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่หากเขาฟ้องในมาตราอื่น ที่ตีความว่าการกระทำแบบนี้เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนไหม ก็จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น”

สอดคล้องกับ นายทศพล ได้กล่าวว่า บางคำพิพากษาที่ออกมาว่าไม่ผิดนั้น ไม่สามารถที่จะนำมาอ้างอิงใช้ได้กับทุกกรณี แต่จะต้องมาพิจารณาว่าโจทก์หรือผู้ฟ้อง ได้ดำเนินการฟ้องในมาตราไหนบ้าง โจทก์นำสืบอย่างไร จำเลยมีการต่อสู้อย่างไร เป็นต้น แน่นอนว่าในกรณีของร้านกาแฟมีลักษณะคดีที่คล้ายๆ กับคำพิพากษาในอดีต แต่ในเบื้องลึก เราไม่สามารถทราบได้ว่าคำพิพากษาที่ออกมามีการดำเนินการฟ้องอย่างไร มีการต่อสู้กันอย่างไร ศาลจึงได้ตัดสินออกมาในลักษณะแบบนั้น เพราะในหลายปีก่อน ก็มีคำพิพากษาของร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ขายเพลงเหมือนกัน โดยเขาได้กระทำความผิด คือ เปิดเพลงภายในร้าน และหันลำโพงไปที่ประตูเพื่อหวังให้ลูกค้าได้ยิน ในกรณีศาลตัดสินออกมาแล้วว่า มีความผิด ดังนั้นหากเปรียบกันระหว่างร้านซ่อมคอมพ์กับร้านกาแฟ ที่เปิดเพลงในลักษณะเดียวกัน ไม่ได้มีเจตนาขายเพลงเช่นเดียวกัน ในจุดนี้มันสามารถมองออกได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำผิดคือ การนำเพลงไปเผยแพร่ให้ต่อสาธารณชนฟัง โดยไม่ขออนุญาตก่อน

“หากยืนยันได้ว่า เปิดเพลงในร้านเพื่อ “ฟังเอง” ก็ไม่ผิด แต่…ถ้าคุณเปิดเพลงเสียงดัง แถมยังมีการต่อลำโพงไปยังโต๊ะลูกค้าอีก ในกรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งผมมองว่าผู้ประกอบการจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า เราเปิดเพลงภายในร้าน แต่ผลที่ได้คือ ทำให้ลูกค้านั่งในร้านนาน ทำให้ลูกค้าเข้าร้านบ่อยๆ เป็นต้น นั่นแปลว่า เรามีผลประโยชน์ทางการค้าจากการเปิดเพลง” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวอย่างฉะฉาน

ขณะเดียวกัน เลขาธิการสมาพันธ์องค์กรผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ไทย กล่าวในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ ถึงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมว่า การละเมิดหรือไม่ต้องดูที่เจตนา หากเป็นการเปิดเพลงเพื่อเพิ่มบรรยากาศในร้านเท่านั้น ก็ถือว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะหาประโยชน์จากเพลงทางการค้า อย่างไรก็ดี เรื่องนี้สามารถ “มองได้หลายมุม” แต่สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องถามตัวเองก่อนว่า ร้านเราได้ประโยชน์จากเปิดเพลงหรือไม่ ถ้าได้…ก็ควรที่จะซื้อลิขสิทธิ์มาใช้อย่างถูกต้อง

“ส่วนตัว อยากให้ทางค่ายเพลงมีข้อยกเว้นการเรียกเก็บลิขสิทธิ์เพลงจากผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขนาดเล็ก และมีการลงทุนน้อย ส่วนผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ ลงทุนสูง ในกรณีควรติดต่อขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง เพื่อนำเพลงมาใช้อย่างถูกต้อง” นายพรชัย กล่าว


จี้รัฐ เข้ม กระบวนการจับกุมฯ เพื่อสร้างความเป็นธรรม

นายพรชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเก็บลิขสิทธิ์เป็นธรรมได้ ภาครัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง 2 ประเด็น คือ 1.ลิขสิทธิ์เพลงต้องมีความชัดเจนว่าเป็นของใครแน่ และ 2.ขั้นตอนการจับกุมลิขสิทธิ์ ควรมีการแจ้งเตือนเป็นเอกสาร และให้ข้อมูลแก่ลูกค้าก่อน พร้อมทั้งให้ทางกระทรวงยุติธรรมเข้ามามีส่วนช่วยด้วย โดยการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือลิขสิทธิ์โดยตรง ที่สำคัญคือวงเงินประกันที่สูงถึง 50,000 บาท อาจจะทำให้เกิดการต่อรองเพื่อยอมความกัน

ในขณะที่ นายทศพล กล่าวว่า ทางกรมทรัพย์สินฯก็พยายามดำเนินการขอความร่วมมือกับบริษัทจัดเก็บฯตลอดว่า ก่อนจับกุมฯควรมีการแจ้งเตือนก่อน ซึ่ง ณ ตอนนั้นทุกบริษัทต่างก็พยักหน้ายอมรับกติกา แต่ปัญหาก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ในสังคม และบางครั้งก็พบว่า มีบริษัทจัดเก็บฯบางรายการเอาเปรียบลูกค้า ซึ่งทางกรมทรัพย์สินฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาทางแก้ไขและขอความร่วมมือจากบริษัทจัดเก็บฯในเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ 29 ราย ในขณะที่ต่างประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์มีการรวมตัวกัน เพื่อแต่งตั้งองค์กร บริษัท จัดเก็บฯขึ้นมา จึงทำให้ในต่างประเทศมีองค์กรจัดเก็บฯน้อยราย นอกจากนี้วิธีการจัดเก็บฯยังมีความแตกต่างกันอีก คือ ในต่างประเทศจะใช้หลักการเก็บโดยการพิจารณาจากการใช้งานจริง แต่บริษัทจัดเก็บฯในประเทศ จะใช้วิธีการจัดเก็บฯแบบเหมาจ่าย จึงทำให้ยอดเงินที่จ่ายมีจำนวนมาก

คำแนะนำ หากถูกจับละเมิดลิขสิทธิ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ให้ นายพรชัย แนะนำผู้ประกอบการทั่วไปว่า หากถูกจับลิขสิทธิ์ ควรทำอย่างไร ซึ่งนายพรชัย กล่าวว่า เป็นข้อๆ ว่า

1.หากเราไม่มีความผิด อย่ายอมความ
2.เก็บหลักฐานข้อมูลทุกอย่างไว้ในมือ เช่น เบอร์โทรศัพท์ของชุดจำกุมการละเมิดลิขสิทธิ์ และในระหว่างเข้าจับกุมควรเก็บหลักฐาน เช่น ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บไว้
3.ต้องรู้ว่าตำรวจที่รับแจ้งความชื่ออะไร คือ ต้องเก็บหลักฐานไว้ทุกอย่าง เมื่อถึงเวลา เราจะต่อสู้ในชั้นศาลนั้นจะเป็นประโยชน์มาก ทั้งนี้ คดีในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ ศาลจะตัดสินยกฟ้อง หรือให้รอลงอาญา เนื่องจากการจับกุมส่วนมากมักจะทำกันแบบผิดกฎหมาย โดยจะเน้นที่การจับปรับอย่างเดียว ไม่ค่อยประสงค์ที่จะดำเนินคดี

นายพรชัย กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ผมเชื่อว่าไม่มีธุรกิจไหนอยากทำผิดกฎหมาย เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย อีกทั้งเรื่องลิขสิทธิ์เพลงในตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน แถมยังมีราคาแพง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสล้มละลายซึ่งมันส่งผลกระทบต่อวงจรเศรษฐกิจของประเทศไทยค่อนข้างมาก



ศิลปินที่แสดงเจตจำนงให้ผู้ประกอบการร้านค้าใช้เพลงฟรี
รวบรวมค่ายเพลง-ศิลปินใจดี ให้ใช้เพลงฟรี ไม่เก็บลิขสิทธิ์ ใช้ขับกล่อมในสถานประกอบการ

ในช่วงท้าย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมศิลปินและค่ายเพลงที่ประกาศเจตนารมณ์ว่าจะผู้ประกอบการใช้เพลง “ฟรี” หากใครสนใจก็สามารถหยิบมาใช้เปิดกล่อมให้กับลูกค้าได้ อาทิ

1.เบิร์ดกะฮาร์ท ประกอบด้วย เพลงในอัลบั้ม ชุดห่างไกล (พ.ศ. 2528), อัลบั้ม ชุดด้วยใจรักจริง (พ.ศ. 2529), อัลบั้มชุดจากกันมานาน (พ.ศ. 2534), อัลบั้มชุด Moonlighting (พ.ศ. 2538), อัลบั้มชุดที่รัก (พ.ศ. 2539) นอกนั้นก็ยังมีเป็น Single ออกมาบ้างประปรายครับ เช่น เพลง This songs for you เพลงแก้วตา เพลง Happy Birthday Baby เพลง อยากให้เธอได้รู้ เพลงจากกันด้วยดี

2.Lipta (ลิปตา) โพสต์บอกแฟนเพลงว่ายังไม่มีแผนจัดเก็บลิขสิทธิ์

3.เสก โลโซ เฉพาะค่ายเพลงในกลุ่ม Loso Entertainment และ เยสส เรคคอร์ด

4.triumphs kingdom เพลง “ตบจูบ”

5.T-bone เจ้าตัวโพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “ถึง..ร้านกาแฟที่รัก เปิดเพลงของ T-bone ได้ทุกร้านนะครับ..ให้เปิดได้ฟรี..ขอบคุณครับ”

6. ค่ายเพลง Baichasong บทเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของใบชาsong ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำไป upload ขึ้นตามช่องต่างๆ เช่น youtube เพื่อเผยแพร่เอง และหรือส่งต่อให้ผู้อื่น download เพราะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และห้ามมิให้ผู้ใดนำเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของใบชาsong ไปทำภาพประกอบโดยไม่ได้รับอนุญาต

– ใบชาsong อนุญาตให้เปิดเพลงของเราฟังได้ในสถานประกอบการต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฯลฯ โดยซื้อแผ่นซีดี แผ่นเสียง ไฟล์เพลง Hi-Res ของใบชาsongที่เป็นแผ่นถูกต้องตามลิขสิทธิ์เท่านั้น

– ใบชาsong อนุญาตให้แชร์และเปิดฟังได้จาก youtube channel : baicha104

– สามารถนำเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของใบชาsong ไปเล่น ร้อง cover ในร้านอาหาร หรือทำวิดีโอที่เล่นร้อง cover ลงยูทูบได้โดยมิได้ทำเพื่อการค้า

7.ค่ายเพลง Smallroom ได้ทำ Playlist เพลงสำหรับเปิดฟังในร้านอาหารออกมาด้วย พร้อมบอกกับร้านค้าว่า สามารถเอาเพลงเหล่านี้ไปใช้ในร้านได้ตามใจเลย ซึ่งในลิสต์ดังกล่าวนั้นมีเพลงของศิลปินในค่าย Smallroom ทุกคนเลยไม่ว่าจะเป็นวง Tattoo Colour, Polycat และอีกหลายๆ ศิลปิน

8.ค่ายเพลง LOVEiS ได้ออกมาอนุญาตให้เปิดเพลงของทางค่ายผ่านช่องทางYoutube ได้ ในร้านค้าทุกประเภท แต่จะต้องเปิดจาก LOVEiS Channel

9. ศิลปินอิสระ  Gift My Project ก็ออกมาอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเพลงพวกเขาไปใช้ได้ด้วย เพราะเพลงของเขานั้นเขียนเองและทำเองแบบไม่มีค่าย และนอกจากจะอนุญาตให้นำเพลงไปใช้ในร้านอาหารแล้ว คลื่นวิทยุ และ นักดนตรีกลางคืนก็สามารถนำเพลงของ Gift My Project ไปเล่นได้ด้วย

นอกจากนี้ ทีมข่าวฯ ยังได้สอบถาม ยังเฟซบุ๊กแฟนเพจของทางค่ายเพลงต่างๆ คือ Newlights Production , Studio Commuan , Long Time Music Channel, Summer Disc Music , 9’50 Records , Banana Record ได้ความว่า ทางค่ายเพลงอนุญาต และมีความยินดีให้นำเพลงของทุกศิลปินในค่ายเพลงไปเปิดในร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเค้ก เป็นต้น เช่นเดียวกับค่ายเพลง Mono Music

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ 

 

คนรุ่นใหม่แห่สอบตัวแทนประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671744

 

นายพิชา สิริโยธิน ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ยอดผู้ที่เข้ามาสมัครสอบขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตผ่านสมาคมประกันชีวิตไทยในปี 59 นี้คาดจะมีจำนวนสูงเกินกว่า 200,000 คน มากกว่าปีก่อนที่มีผู้สมัคร 181,330 คน เนื่องจากด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้คนไทยหันมายึดอาชีพตัวแทนประกันหารายได้เสริม เพื่อให้เพียงพอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน สอดคล้องกับนโยบายบริษัทประกันชีวิตที่ต้องการรับสมัครตัวแทนเพิ่มเพื่อใช้เพิ่มยอดขาย รวมถึงระยะหลังคนไทยใส่ใจทำประกันชีวิตมากขึ้นทำให้มีโอกาสขายได้เพิ่ม

“ยอดสมัครอาชีพประกันชีวิตมีจำนวนเพิ่มอย่างต่อเนื่องในทุกเดือน และเป็นที่น่าสังเกตระยะหลัง ผู้สมัครสอบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มีอายุ 20-30 ปี ทั้งที่เพิ่งเรียบจบมา หรือบางคนเพิ่งเข้าทำงานแต่อยากมีรายได้เสริมก็หันมาเป็นตัวแทนประกัน ที่สำคัญพบด้วยว่าผู้มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีเป็นกลุ่มที่สนใจสมัครเป็นตัวแทนประกันชีวิตมากสุด สะท้อนว่าอาชีพนี้กำลังเป็นที่ยอมรับของสังคมและคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น ประกอบกับระยะหลังทางบริษัทประกันชีวิต มีการยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวแทน ทั้งรายได้ สวัสดิการ รวมถึงจัดอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถให้”

สำหรับยอดสมัครตัวแทนประกันชีวิตในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีผู้สมัครสอบแล้ว 97,756 คน เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผู้สมัครอายุ 20-30 ปี มากสุด 21,515 คน รองลงมาอายุ 41-50 ปี 19,915 คน และจากสถิติพบว่า ผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสนใจสมัคร เพราะต้องการมองหาอาชีพอิสระที่ได้ผลตอบแทนจากรายได้ที่ไม่มีขีดจำกัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายได้ในการขายกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยเฉลี่ยผลตอบแทนอยู่ที่ 3,000-4,000 บาทต่อกรมธรรม์ ซึ่งหากใน 1 เดือนขายได้ 4 กรมธรรม์ก็มีรายได้ระดับ 15,000 บาท ใกล้เคียงกับเงินเดือนของพนักงานประจำแล้ว แต่ทั้งนี้รายละเอียดรายได้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขค่านายหน้าของแต่ละบริษัท วงเงินและรูปแบบกรมธรรม์ รวมถึงจำนวนเบี้ยประกัน.

 

ทำไมต้อง “พร้อมเพย์” ระบบ’รับโอน’เงินใหม่ที่คนไทย’ควร’รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671231

 

“พร้อมเพย์” กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ รวมทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่บรรดานักเลงคีย์บอร์ดออกโรงถล่มหนัก มีทั้งผู้รู้ข้อมูลจริงและที่รู้ไม่จริง จงใจให้ข้อมูลผิดๆ ก๊อบปี้ส่งต่อกันเป็นทอด จนตื่นตระหนกกันทั้งเมือง

หากไปถามชาวบ้านที่ไม่เคยใช้บริการฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน และชำระเงินกับธนาคารพาณิชย์ ก็จะได้คำตอบว่า ไม่รู้จักพร้อมเพย์ ไม่ใช้บริการดีกว่า

แต่หากเป็นชาวบ้าน หรือพนักงานบริษัท ที่ใช้บริการทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ เดือนละ 2-4 ครั้ง จะได้รับคำตอบ ไม่ทำพร้อมเพย์ เพราะเสี่ยงกลัวถูกล้วงข้อมูล

ขณะที่หากไปถามกลุ่มที่ทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์บ่อย ด้วยความถี่ขั้นต่ำ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้รับคำตอบว่า พร้อมเพย์เป็นบริการที่ดี คนที่โอนเงินมาให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลง หรือโอนต่ำกว่า 5,000 บาท ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ตอนนี้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ผูกบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว

“พร้อมเพย์” ดีอย่างไร!! หลายคนสงสัยว่าทำไมต้อง “พร้อมเพย์”!!

ก็ต้องอธิบายว่า พร้อมเพย์ถือเป็นก้าวแรกของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ “เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการลดการพึ่งพาเงินสด ลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร การผลิตเหรียญตรา สนับสนุนการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้น เตรียมความพร้อมให้กับประชาชนคนไทย เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินของโลก

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขออาสาไขปัญหาคาใจ “พร้อมเพย์” ที่เปิดให้ลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา และจะเริ่มเปิดบริการในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนไปแล้วกว่า 11 ล้านราย…

“พร้อมเพย์” คืออะไร

พร้อมเพย์ เป็นบริการ รับโอน เงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันของธนาคารพาณิชย์ ใครก็ตามที่โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน (ตามเงื่อนไขกำหนด) ทั้งนี้ ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้ระบบโอนเงินผ่านบัญชี แทนการเบิกใช้เงินสดตามนโยบายรัฐบาล

การเปิดบัญชีพร้อมเพย์ ทำได้โดยการลงทะเบียนผูกบัญชี ผ่านการใช้บัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือแทนที่เลขบัญชีธนาคารในระบบปัจจุบัน โดยเลขบัตรประชาชน 1 ใบ ผูกได้ 1 บัญชี ส่วนหากใช้เบอร์โทรศัพท์ สามารถผูกบัญชีได้ถึง 3 เลขหมาย เพื่อเจ้าของบัญชีสามารถ เลือกเลขหมายโทรศัพท์ที่ต้องการบอกให้โอนเงินมาได้หลากหลาย แต่ให้เข้าบัญชีเดียวกัน


 

ณ ปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถเปิดบัญชีพร้อมเพย์ได้สูงสุด 4 บัญชี โดยจะใช้บริการแบงก์เดียวกัน หรือข้ามแบงก์ก็ได้ เพราะสามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านช่องทางเคาน์เตอร์หน้าสาขา ตู้เอทีเอ็ม โมบายแบงกิ้ง รวมทั้งอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง

ประโยชน์ของพร้อมเพย์

จุดเด่นคือ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะถูกกว่าอัตราที่ถูกเรียกเก็บกันอยู่ โดยการโอนเงินปกติ ไม่ว่าจะเป็นการโอนผ่านช่องทางไหน ธนาคารพาณิชย์ จะคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขตและข้ามธนาคาร อัตราค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 25–35 บาทต่อครั้ง

แต่สำหรับบัญชีพร้อมเพย์ เมื่อโอนเงินเข้า ไม่ว่าจะเป็นการโอนจากบัญชีพร้อมเพย์ด้วยกันเอง หรือบัญชีอื่นๆในวงเงินไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือฟรี ส่วนวงเงินโอนตั้งแต่ 5,001-30,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาทต่อครั้ง วงเงินโอน 30,001-100,000 บาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาทต่อครั้ง และค่าธรรมเนียม 100,001 บาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อครั้ง

ก่อนหน้านี้ หากต้องการโอนเงินให้เพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือซื้อสินค้าออนไลน์ ฯลฯ ลูกค้าต้องเลือกใช้บัญชีธนาคารเดียวกันทั้งผู้โอนและผู้รับ เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรมเนียม เพราะหาก ต่างธนาคารหรือต่างเขต ก็จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่แบงก์ แต่เมื่อเปิดบัญชีพร้อมเพย์ ผู้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์จะได้รับการยกเว้นและปรับลดค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขกำหนด

ดังนั้น หากผู้โอนเงินไม่ต้องการเสียค่าธรรมเนียม ก็ให้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ว่าจะโอนเงินกี่ครั้ง ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ

นั่นเป็นเหตุให้ระบบแบงก์คาดการณ์ว่า พร้อมเพย์จะทำให้แบงก์มีรายได้จากค่าธรรมเนียมหายไปไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี หากมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย

ทำไมต้องบัตรประชาชน

ผู้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ หากเป็นหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินช่วยเหลือสวัสดิการต่างๆ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ฯลฯ รัฐบาลจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ผ่านหมายเลขบัตรประชาชนเท่านั้น

การใช้หมายเลขบัตรประชาชน จะช่วยให้รัฐบาลโอนเงินได้ตรงกับวัตถุประสงค์มากที่สุดและถึงตัวบุคคลจริงๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันการรั่วไหล ทุจริต เนื่องจากที่ผ่านมาการโอนเงินช่วยเหลือต่างๆของรัฐบาล จะผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำเงินไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลืออีกทอดหนึ่ง ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าไม่ถึงตัวผู้รับจริง!!

นอกจากนั้น หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ที่ออกให้โดยกระทรวงมหาดไทยนั้น จะไม่มีกรณีซ้ำกัน คนที่มีชื่อ-นามสกุลเดียวกันในประเทศไทยนั้น มีซ้ำกันจริง แต่หมายเลขบัตรประชาชนจะไม่ซ้ำกัน จึงยากที่จะผิดฝาผิดตัว เช่นเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งไม่มีกรณีซ้ำเช่นกัน

ความเสี่ยงเดียวที่อาจเกิดขึ้นได้คือกดหมายเลขผิด!!

ขั้นตอนในการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ไม่มีอะไรแตกต่างจากการโอนเงินโดยใช้เลขบัญชีที่ออกโดยแบงก์หากเป็นกรณีโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์สาขาแบงก์ แทนที่ผู้โอนจะแจ้งเลขบัญชีแบงก์ ก็เปลี่ยนเป็นแจ้งเลขหมายโทรศัพท์หรือหมายเลขบัตรประชาชน และจำนวนเงินที่จะโอน จากนั้นพนักงานของธนาคารก็จะตรวจสอบว่า ชื่อ-นามสกุล ตรงกับเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการโอนหรือไม่ หากตรงกันก็จะดำเนินการโอนให้ทันที

การโอนเงินผ่านทางอื่นก็เช่นเดียวกัน กรณีโอนผ่านตู้เอทีเอ็ม เมื่อเข้าไปทำรายการที่ตู้ แทนที่จะกดเลขบัญชี ก็เปลี่ยนเป็นเลขโทรศัพท์หรือเลขบัตรประชาชน ที่ผูกกับบัญชีพร้อมเพย์และวงเงินที่ต้องการโอน จากนั้นเครื่องเอทีเอ็มจะขึ้นชื่อและนามสกุลและวงเงิน หากข้อมูลถูกต้อง ก็กดโอนได้ทันที

เช่นเดียวกับการโอนผ่านมือถือหรือโมบายแบงกิ้งและอินเตอร์เน็ตแบงกิ้งขั้นตอนการทำรายการ ก็จะมีชื่อ-นามสกุล ผู้รับโอนขึ้นมา เพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้อง

ส่วนข้อวิตกที่ว่า จะถูกล้วงข้อมูลในบัตรประชาชนนั้น ปกติการเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ ลูกค้าต้องแสดงตัวตนต่อพนักงานธนาคารและใช้บัตรประชาชนประกอบการเปิดบัญชีอยู่แล้ว โดยลูกค้าต้องกรอกคำขอเปิดบัญชี พร้อมนำบัตรประชาชนเสียบเข้าไปในเครื่องอ่านชิปการ์ด เพื่อตรวจสอบข้อมูล

ข้อมูลในชิปการ์ด มีข้อมูลพื้นฐาน ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด ที่อยู่ และรูปถ่าย เพื่อตรวจสอบว่าตรงกับข้อมูลที่พิมพ์บนบัตรประชาชนหรือไม่ หากตรงกันแสดงว่าเป็นบัตรประชาชนจริง ไม่ได้ถูกปลอมแปลงพนักงานธนาคารก็จะเปิดบัญชีให้ลูกค้า

จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีผู้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เพราะระบบธนาคารก็มีข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเหล่านี้อยู่แล้ว และที่สำคัญการทำธุรกรรมต่างๆโดยเฉพาะการถอนเงินนั้น ต้องใช้สมุดบัญชี บัตรประชาชน รวมทั้งรหัสผ่านกรณีทำบนมือถือหรืออินเตอร์เน็ตเสมอ

เคลียร์สารพันข้อวิตก “พร้อมเพย์”

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลากหลายเกี่ยวกับพร้อมเพย์ ไม่ว่าจะเป็นความหวั่นเกรงว่าจะถูกเรียกเก็บภาษี การถูกเข้าไปตรวจสอบเงินหมุนเวียนในบัญชี (Transaction) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรต้องมีความกังวล เนื่องจากพร้อมเพย์คือการเปิดบัญชีชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการมีบัญชีธนาคารปกติ


ข้อมูลบัญชีลูกค้า ถือเป็นความลับส่วนบุคคล ธนาคารไม่สามารถนำไปเปิดเผย หรือส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานใดของรัฐบาลได้ ยกเว้นจะมีคำสั่งของศาล

ส่วนการเสียภาษีนั้น ก็เป็นในอัตราปกติเหมือนบัญชีทั่วไป หากเป็นบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารจะเก็บภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยจ่าย หากเป็นเงินฝากออมทรัพย์ หาก ดอกเบี้ยต่ำกว่า 20,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี หากได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกิน ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

ด้านข้อสงสัยที่ว่า ทำไมรัฐบาลไม่จัดประมูลทำระบบพร้อมเพย์นั้น เป็นเพราะระบบพร้อมเพย์ เป็นการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ในนามสมาคมธนาคารไทยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ (National E-Payment) ซึ่งไม่ว่าเร็วหรือช้า แบงก์ก็ต้องดำเนินการอยู่ดี

โดยสมาคมธนาคารไทยและ ธปท. ได้มอบหมายให้บริษัท เนชั่นแนลไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันทำงานหลังบ้านให้กับระบบเอทีเอ็ม (เอทีเอ็มพูล) ซึ่งมีประสบการณ์ระบบโอนเงินเป็นอย่างดี เป็นผู้สรุปข้อมูล

ขณะที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐนั้น เป็นเพียงผู้ใช้บริการเหมือนกับประชาชนทั่วไปเท่านั้น!!

ส่วนการถอนเงินจากบัญชีพร้อมเพย์ ขั้นตอนทุกอย่างกระทำเหมือนบัญชีทั่วไป หากถอนผ่านเคาน์เตอร์สาขา ก็ต้องใช้สมุดบัญชี พนักงานจะตรวจสอบลายเซ็นว่าตรงกันหรือไม่ แต่หากเป็นการถอนเงินฝากข้ามสาขา ต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนด้วย

ขณะที่การถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินต้องกดรหัส เช่นเดียวกับการใช้บริการโอนเงินหรือผ่านโมบายแบงกิ้ง หรืออินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง

และหากเกิดกรณีเงินในบัญชีหาย การรับผิดชอบจะเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ธนาคารจะตรวจสอบว่าความผิดพลาดเกิดจากสาเหตุอะไร หากเกิดจากระบบของธนาคารหรือพนักงาน เป็นผู้กระทำให้เงินหายจากบัญชี ธนาคารจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

แต่หากเป็นความผิดพลาดของลูกค้า ธนาคารจะไม่รับผิดชอบ เช่น ไม่เก็บรักษารหัสเอทีเอ็มให้ดี ถูกขโมยบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสและนำไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หรือกรณีบริการโมบายแบงกิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ไม่เก็บรักษาชื่อ (user) พร้อมกับพาสเวิร์ด (password) ทำให้คนอื่นไปทำธุรกรรมแทน.

ทีมเศรษฐกิจ

 

“กสทช.” เสนอครม.เยียวยาทีวีดิจิตอล สั่งหน่วยงานรัฐซื้อโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671739

 

“กสทช.” ชง ครม.เคาะแนวทางช่วยเหลือเยียวยา ทีวีดิจิตอล 22 ช่อง หลังบอร์ด สกท. มีมติให้ยืดระยะเวลาชำระค่าประมูลงวด 4 ออกไปก่อน หรือให้หน่วยงานรัฐ–รัฐวิสาหกิจ ช่วยซื้อเวลาโฆษณาตามสัดส่วนการจ่ายเงินค่าประมูล ก่อนให้คลังเป็นผู้กำหนดระยะเวลาชำระค่าประมูลใหม่

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท.ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช.ทำหนังสือถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหายของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอล 22 ช่อง

ทั้งนี้บอร์ด กสท.ได้มีแนวทางการแก้ไขปัญหา 2 วิธี โดยวิธีที่ 1 คือการเสนอการขยายระยะเวลาชำระเงินค่าประมูลตั้งแต่งวดที่ 4 ออกไปก่อนระยะหนึ่ง โดยเรื่องนี้กระทรวงการคลังจะต้องเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด เนื่องจากเงินประมูลทีวีดิจิตอล ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด ซึ่งกระทรวงการคลังต้องเสนอให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินออกไปได้ และกำหนดระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลใหม่ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาอนุมัติ เมื่อ ครม.อนุมัติ กสทช.ก็ต้องนำแนวทางดังกล่าวมาปรับแก้ไขเงื่อนไขการชำระเงินค่าประมูล ด้วยการออกประกาศ กสทช.ฉบับแก้ไข เพื่อบังคับใช้ต่อไป

ส่วนวิธีที่ 2 ให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาล ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารภาครัฐ หรือสนับสนุนการผลิตรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการและคนด้อยโอกาส ผ่านช่องรายการโทรทัศน์ดิจิตอลทั้ง 22 ช่อง เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือภาพลักษณ์ขององค์กร โดยมีค่าตอบแทนตามความเหมาะสม หรือตามสัดส่วนเงินประมูลที่ต้องนำส่งรัฐ ของแต่ละรายแต่ละงวด เพื่อให้มีการกระจายการใช้งบประมาณอย่างทั่วถึง ไม่จำกัดเฉพาะทีวีดิจิตอลช่องใดช่องหนึ่งเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บอร์ด กสท.ได้ใช้เวลาในการพิจารณากรณีการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลยาวนานพอสมควร โดยที่ประชุมเสียงข้างมาก ประกอบ ด้วย พ.อ.นที พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า ที่เห็นด้วยกับแนวทางช่วยเหลือดังกล่าว ส่วนเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วย คือ นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ โดยขอสงวนความเห็นและตั้งข้อสังเกตไว้

สำหรับแนวทางการขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลนั้น ถือเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาวะเศรษฐกิจซบเซา รวมถึงตลอด 2 ปีที่ผ่านมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้เวลาในช่วงยอดนิยม (ไพร์มไทม์) ไปจำนวนมาก ถือว่าได้รับผลกระทบมากเช่นกัน ประกอบกับผู้ประกอบการได้ชำระเงินค่าประมูล 3 งวดที่ผ่านมา แบ่งเป็นงวดแรก 11,162 ล้านบาท งวด 2 ราว 8,124 ล้านบาท งวด 3 ราว 8,294 ล้านบาท รวม 27,580 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 60% ของวงเงินประมูลทั้งหมด 50,862 ล้านบาท

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูงมากที่ภาครัฐน่าจะให้ความช่วยเหลือ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบทีวีอนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิตอล และให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลอยู่รอดได้ทุกราย.

 

ไทยแลนด์4.0 ฝันไกลต้องไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671307

 

การประชุมวิชาการ OIE Forum 2016 “New Revolution of Thai Industry ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ : ประเทศไทย 4.0” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี มีเรื่องราวใต้ภูเขาน้ำแข็งน่าสนใจ

การปาฐกถาพิเศษโดย ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทยยุคใหม่”…การเสวนาแลกเปลี่ยนพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิด Industry 4.0 โดย ดร.สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ที่ปรึกษามูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง

และ…ในช่วงบ่ายจะมีการเสวนา 3 ห้องย่อย…“Wellness & Bio Industry”…“Smart Industry”…“Creative Industry” เพื่อนำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันจะเป็นประโยชน์ในการผลักดัน และสนับสนุนผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมก้าวไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจตามโมเดล “ประเทศไทย 4.0”

ศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า เมื่อเราศึกษาทิศทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมาแล้วก็จะรวบรวมประมวล กำหนดเป็นหัวข้อของการสัมมนาให้เห็นทิศทางภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

ในปีนี้…ใช้ชื่อว่า “New Revolution of Thai Industry ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่”…ในเรื่องของอินดัสตรี 4.0 คืออะไร?…เป็นอย่างไร? และสำคัญอย่างไร?

ไทยแลนด์ 4.0 ทำไม? เราถึงจะต้องมีนโยบายเรื่องนี้…เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคมเปลี่ยนแปลงไป สังคมเมืองที่มีผลมากขึ้น ขยายตัวมากขึ้น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะที่ยกเทคโนโลยีเดิมทิ้งไปเลย

“ไม่ใช่…การเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาเพิ่มขึ้นแล้ว ปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนเทคโนโลยีเดิม…แล้วเทคโนโลยีเดิมก็หายไปเลย”

อะไรที่หายไป อะไรที่เพิ่มเข้ามา ยกตัวอย่างง่ายๆที่เราเห็น กล้องเมื่อก่อนเราใช้ฟิล์มก็กลายมาเป็นกล้องดิจิตอล แล้วทีนี้วันนี้กล้องดิจิตอลเล็กๆก็แทบจะไม่มีแล้ว ผสมผสานกลายเป็น “สมาร์ทโฟน”…รวมกับโทรศัพท์มือถือไปเสร็จสรรพ…กล้องที่ใช้ฟิล์มก็ไม่มีแล้ว ร้านที่ล้างรูปก็แทบจะไม่มี

คำถามสำคัญมีว่า…กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะขับเคลื่อน? กลุ่มไหนที่ต้องปรับ ต้องเปลี่ยนบ้าง?

ในส่วนของไทยแลนด์ 4.0 เรามองว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่ 2 ส่วน คือเรื่องของ “ความหลากหลายพันธุกรรม” กับเรื่องของ “วัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์”

“ความหลากหลายของพันธุกรรม พันธุ์พืช ก็จะนำไปสู่ในเรื่องของไบโออีโคโนมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไบโอเอเนอยี ไบโอเคมีคอลไบโอพลาสติกทั้งหลาย นั่นก็คือกระบวนการ

แล้วจากตัวไบโอพลาสติกจะนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในส่วนของไบโอเคมีคอลเองก็มีทั้งยา เครื่องสำอาง สารพัด เหล่านี้เป็นทิศทางที่จะก้าวไป”

ถึงตรงนี้ มาถึงส่วนของ “วัฒนธรรม”…ก็มีเอกลักษณ์ของเรา พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่าง มีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น… ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของสิ่งทอ เป็นต้น

ศิริรุจ ย้ำว่า เดี๋ยวนี้…ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ เป็นการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ได้พึ่งพาจากข้างนอกมากขึ้น ปัญหาของเราเองที่ผ่านๆมาก็คือเราพึ่งพาต่างประเทศมาก จะเห็นว่าไม่ว่าทั้งส่งออก การนำเข้าตัวชิ้นส่วน หรืออื่นๆเราต้องพึ่งพาต่างประเทศมาก

ความท้าทายก็คือ…จะทำอย่างไรประเทศไทยจะหลุดจากกับดักตรงนี้

อุตสาหกรรมยุคใหม่ ต้นน้ำ…กลางน้ำ…ปลายน้ำ ต้องรวบมาอยู่ในมือเรามากขึ้น โดยอาศัยนวัตกรรม การเพิ่มผลิตภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น นี่คือหัวใจของ “การพัฒนาอุตสาหกรรมยุค 4.0”

“ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” คือโมเดลใหม่เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน”

ขับเคลื่อนตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านกลไก “ประชารัฐ”

ในอดีตที่ผ่านมาการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มต้นจากโมเดล “ประเทศไทย 1.0” เป็นยุคสมัยที่ประเทศไทยยังมีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก…อาชีพหลักของประชาชนคือเกษตรกร กลไกหลักในยุคนั้นคือ “ภาคเกษตรกรรม” ส่วนภาคอุตสาหกรรมในช่วงเวลานั้นเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงสินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ แต่การผลิตยังไม่มีความซับซ้อนมาก

ต่อมา…ก็เริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเบาขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการทดแทนการนำเข้า พัฒนาไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโมเดล…“ประเทศไทย 2.0” ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทมากขึ้น…ทำให้สัดส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรลดลงเหลือประมาณร้อยละ 25

กระทั่งกระแสการลงทุนจากต่างชาติโหมกระหน่ำ เทคโนโลยีการผลิตภาคอุตสาหกรรมซับซ้อนมากขึ้น…ผลิตได้จำนวนมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า…อิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในยุคที่ 3 หรือโมเดล “ประเทศไทย 3.0”

ยุคที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ประเทศจากการส่งออกด้วยสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด…แต่ประเทศไม่สามารถก้าวข้ามเป็นประเทศที่มีระดับรายได้สูง เรียกว่า…“ติดกับดักรายได้ปานกลาง”

“อุตสาหกรรม 4.0 ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งคน กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ เกี่ยวข้องร่วมกันทั้งนั้น…พอปรับไปแล้ว จะตรงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือเปล่า”

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องพูดถึง หลายเสียงผู้ประกอบการยังย่ำติดอยู่กับอดีต ปฏิวัติก้าวไปในยุค 4.0 คงไม่ไหว? ประเด็นสะท้อนใจนี้ ผอ.ศิริรุจ บอกว่า จริงๆไม่ได้ว่าจะต้องปรับทันทีทันใด เป็นส่วนที่จะต้องมาดูกันว่า…เราจำเป็นที่จะต้องปรับหรือไม่ เราไม่ได้เร่งรัดวันนี้ต้องปรับ แต่อนาคตอย่างไรเสียก็ต้องเดินไปสู่จุดนั้น

“คุณผลิต ต้องอยู่ในกระบวนการผลิตทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ …หมายถึงว่าถ้าปลายน้ำต้องการ คุณทำได้ไหม ต้องเชื่อมข้อมูล การสั่งซื้อ…สเปกต่างๆเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต

ถ้าไม่เชื่อมก็เข้าไม่ได้ ที่สุดแล้วก็ขายของไม่ได้ เป็นปัญหา หรือ…ถ้าใช้เครื่องไม้เครื่องมือแล้วทำให้ต้นทุนถูกลง มีขีดความสามารถมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะคุณจะมีคู่แข่งมากขึ้น”

การเชื่อมกระบวนการผลิตกันบนระบบดิจิตอล ที่จะต้องมีสต๊อก มีระยะเวลาในการเอารถไปส่ง ก็อาจจะไม่มีก็ได้ ภาพที่จะเกิดขึ้น…เชื่อมกันอัตโนมัติ เครื่องจักรที่ผลิตในโรงงานนั้นบอกกับเครื่องจักรอีกโรงงานหนึ่งตอนนี้ชิ้นส่วนคุณหมดแล้วนะ ช่วยผลิตออกมาหน่อย ส่วนคนต้องมีทักษะมากขึ้นและต้องรู้หลายเรื่อง

เพื่อไม่ให้ “ประเทศไทย” ตกขบวน จึงต้องปฏิรูปการพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ไปตามเทรนด์ สู่โมเดลใหม่ที่เรียกว่า “ประเทศไทย 4.0” อย่างเลี่ยงไม่ได้.

 

ให้เงิน 30 ล้าน ยกบ้านให้กทม.! ไฉนหญิงชราใจป้ำ ทุ่มซื้อที่ดินปกป้องพิพิธภัณฑ์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670807

 

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา หลายคนอาจเลื่อนหน้าโฮมในโซเชียลแล้วผ่านหูผ่านตากับข่าว “ระดมทุนซื้อที่ดินจากนายทุน ปกป้องพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก!” ข่าวนี้เหมือนจะเรียบๆ ไร้สีสัน ผ่านมาก็ผ่านไป แต่เจ๊ดำมองว่า เรื่องนี้มีความน่าสนใจอยู่ก็ตรงที่ ที่ดินผืนนี้มีราคาสูงถึง 40 ล้านบาท แต่ รศ.วราพร สุรวดี หญิงชราวัย 81 ปี กลับตัดสินใจนำเงินส่วนตัวไปวางมัดจำกับนายทุนไว้ก่อน 30 ล้านบาท เพื่อปกป้องพื้นที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เธอคิดใหญ่ ใจถึงเช่นไร ถึงได้นำเงินสะสมทั้งชีวิตไปทำเช่นนั้น?

เจ๊ดำ ไม่ปล่อยให้ความสงสัยคั่งค้าง เจ๊รีบมุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก พูดคุยกับ รศ.วราพร สุรวดี ประธานกรรมการมูลนิธิอินสาท-สอาง หรือในฐานะหญิงชราใจใหญ่ ที่กล้ามอบบ้านอายุเก่าแก่ให้ กทม. เพื่อนำไปเป็นพิพิธภัณฑ์ มิหนำซ้ำ ยังกล้าควักเงิน 30 ล้านของตัวเองไปมัดจำที่ดิน (ขาดอีก 10 ล้าน) เพื่อทำประโยชน์ให้พิพิธภัณฑ์อีกด้วย…


บริเวณบ้านร่มรื่น เงียบสงบ

เก่าแก่ แต่ยังแข็งแกร่ง

เมื่อรถจอดเทียบหน้าพิพิธภัณฑ์ เจ๊และทีมรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น เขียวขจีอย่างที่สุด เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเราคือ บ้านเก่าแก่ที่แปรสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ ไกลออกไปมีตึกปูนล้อมรอบขอบรั้ว ด้านในพิพิธภัณฑ์มีต้นไม้อายุนับร้อยปียืนต้นโอบล้อมตัวบ้าน พร้อมแถมฟรีอากาศบริสุทธิ์ให้สูดเข้าปอดได้เต็มที่ มิหนำซ้ำยังมีข้าวของโบราณประเมินค่าไม่ได้ จัดแสดงทั่วทุกพื้นที่ แต่จากนี้อีกไม่นาน บ้านเก่าแก่ที่เคยห่วงแหน อาจมีตึกใหญ่แปดชั้นตั้งชิดติดรั้ว บดบังทัศนียภาพ และตัดทอนเสน่ห์ของที่นี่ไปไม่มากก็น้อย…


ที่ดิน (กำลังสมทบทุนซื้อ) แปลงนี้ มีเนื้อที่ 105 ตารางวา

ภายนอกคือความวุ่นวาย ถัดมาภายในคือสงบเงียบ
ไฉนกล้ายกเงินก้อนใหญ่ 30 ล้านซื้อที่ดิน อุทิศให้พิพิธภัณฑ์?

“ทำไมตัดสินใจเอาเงิน 30 ล้านไปซื้อที่ดิน เพื่อมอบให้พิพิธภัณฑ์?” เจ๊ดำถาม อาจารย์ วราพร สุรวดี ที่นั่งอยู่ตรงหน้า ซึ่งหญิงชราตอบกลับเจ๊อย่างฉะฉานปราดเปรียวว่า “เงิน 30 ล้านนี้เป็นเงินมรดกตกทอดจากรุ่นคุณตามาสู่รุ่นอาจารย์ เพราะฉะนั้น การนำเงินส่วนนี้ออกมาใช้ จึงไม่ได้กระทบต่อการดำเนินชีวิตของอาจารย์ เนื่องจากอาจารย์ไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก ไม่มีภาระ และปัจจุบัน อาจารย์ก็ยังมีรายได้ประจำอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเงินบำนาญเดือนละหมื่นกว่าบาท, เงินเดือน 50,000 บาท จากการเป็นหัวหน้าห้องทะเบียนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และเงินอีก 20,000 บาทที่ได้จากการปล่อยเช่าบ้าน แค่นี้อาจารย์ก็อยู่ได้แล้ว”

“ยกบ้านให้ กทม. ยกเงิน 30 ล้านให้พิพิธภัณฑ์ ญาติพี่น้องท้วงติงบ้างไหม?” อาจารย์วราพร ตอบข้อซักถามนี้ว่า ในบรรดาญาติพี่น้องของอาจารย์ ทุกคนต่างใช้ชีวิตตามแบบฉบับที่ตัวเองอยากให้เป็น ชีวิตใครชีวิตมัน มรดกใครก็มรดกมัน เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครมาท้วงติงอาจารย์ในเรื่องนี้ และญาติคนอื่นๆ เขาก็มีทรัพย์สมบัติมากมาย ซึ่งเรื่องแบบนี้เราไม่จำเป็นต้องเอามาพูดกัน


รศ.วราพร สุรวดี หญิงชราวัย 81 ปี อดีตเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก

ข้าวของเครื่องใช้ของชาวบางกอกในอดีต

“หากถามว่า ทำไมถึงรวย ก็คงตอบได้ว่า ต้นตระกูลของอาจารย์เป็นเจ้าของโรงสี และซื้อที่ดินเก็บไว้มากมาย ซึ่งในยุคนั้นๆ ถือว่าครอบครัวของอาจารย์มีฐานะพอสมควร ไม่เพียงเท่านั้น พวกท่านยังได้ลงทุนกับลูกหลานด้วยการให้วิชาความรู้ และอาจารย์ก็ได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้วิชาความรู้ ก็คือ ความอดออม ซึ่งอาจารย์กล้าบอกเลยว่า ตัวเองเป็นคนเค็ม ด้วยความเค็ม จึงทำให้มีเงินใช้ ไม่ขัดสน” หญิงชราผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนบอกเล่าตามความเป็นไป

“แม้อาจารย์จะมีเงินมากมาย มันมากพอที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองสุขสบาย เป็นคุณหญิงคุณนาย หรือจ้างข้าทาสบริวารคอยดูแลก็ยังได้ แต่อาจารย์ไม่ทำ เพราะทรัพย์สมบัติมากมายตายไปก็เอาไปไม่ได้ สู้ให้คนที่ยังอยู่ได้รับประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือ” อาจารย์ วราพร หัวใจเธอใหญ่สมคำร่ำลือ


โฉนดที่ดินอันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก

เตียงนอนโบราณ
บริจาคไม่ครบ 10 ล้าน ชวดที่ดิน ชวดเงิน 30 ล้าน ใจสลาย?

จากการพูดคุยระหว่างเจ๊ดำและอาจารย์วราพร เจ๊สังเกตเห็นได้ถึงความวิตกกังวลภายในดวงตาและท่าทีของหญิงชราอยู่ไม่น้อย “กลัวไหม หากยอดบริจาคไม่ครบ เขาจะยึดเงินมัดจำ 30 ล้าน หรืออาจารย์อาจต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย 1.5 แสนต่อเดือนเพื่อต่อเวลา กลัวไหมว่าเกมมันจะออกมาแบบนี้?” หญิงชราวัย 81 ปี ตอบกลับเจ๊อย่างไม่ยี่หระว่า “ไม่กลัว ไม่คาดหวัง เครียดมากไปคงตายกันพอดี หากเงินบริจาคไม่ครบ หรือได้เงินมาเพียงน้อยนิด ก็ย่อมแปลว่า ทุกคนคงไม่ต้องการพิพิธภัณฑ์ ไม่นานตึก 8 ชั้นคงขึ้นบังทัศนียภาพ แต่สุดท้ายแล้วอาจารย์เชื่ออย่างสุดหัวใจนะว่า ในวันที่ 2 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เราจะมีเงิน 10 ล้านไปจ่ายเขา แต่ถ้ายอดบริจาคไม่ครบ อาจารย์ก็คงต้องหยิบยืมเงินลูกหลานมาช่วยเสริม ช่วยเติมจนครบ แล้วค่อยหาเงินมาใช้หนี้ทีหลัง ก็ถือว่าไม่หนักหนาอะไร”


ข้าวของเครื่องใช้ถูกเก็บไว้อย่างดี จน ณ วันนี้สามารถนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ดูอย่างมากประโยชน์

ถ้วยโถโอชาม พร้อมพรั่ง

ทว่า ยอดบริจาคก่อนที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นข่าวครึกโครมนั้น กลับมียอดบริจาคเข้ามาเพียงไม่กี่หมื่นบาททั้งๆ ที่เปิดให้ผู้ใจบุญร่วมบริจาคเข้ามาร่วมเดือนแล้วก็ตาม แต่ภายหลังที่สื่อให้ความสนใจ จนเกิดเป็นกระแสข่าวไปทั่วโลกออนไลน์ จากนั้นยอดบริจาคก็เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว โดยไล่เรียงตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.59 ยอดอยู่ที่ 298,936 บาท, 18 ก.ค.59 ยอดอยู่ที่ 316,538 บาท, 19 ก.ค.59 ยอดอยู่ที่ 468,483 บาท, 20 ก.ค.59 ยอดอยู่ที่ 818,921 บาท, 21 ก.ค.59 ยอดอยู่ที่ 1,535,273 บาท, 22 ก.ค.59 ยอดอยู่ที่ 2,043,457 บาท และ 23 ก.ค.59 ยอดอยู่ที่ 2,192,067 บาท


เตียงนอนโบราณ เห็นแล้วขนลุกซู่

มุมโต๊ะเครื่องแป้ง

หญิงชราวัย 81 ปี อดีตเจ้าของที่ดินผืนเก่าแก่ กล่าวด้วยน้ำเสียงสุดเสียดายว่า “สมัยคุณยาย เจ้าของที่ดินที่อาจารย์กำลังจะซื้ออยู่นี้ เขามาเสนอขายกับคุณยายในราคา 1 ชั่ง หรือ 80 บาท แต่คุณยายบอกว่าขอคิดดูก่อน เพราะเงินตั้ง 80 บาทสมัยนั้นๆ ไม่ได้หากันง่ายๆ แต่พอคุณยายตัดสินใจจะไปซื้อ ก็ได้รับข่าวว่า เจ้าของที่ดินเขาขายให้เพื่อนบ้านคนอื่นไปแล้ว เราจึงพลาดโอกาสนี้ไป เมื่อคิดย้อนกลับไปก็รู้สึกเสียดายนะ”


บ้านไม้เก่าแก่ที่ภายในจัดแสดงภาพวาดมากมาย

“มาวันนี้ เจ้าของที่ดิน (เนื้อที่ 105 ตารางวา) คนล่าสุด เขาตั้งราคาขายไว้ที่ 50 ล้าน อาจารย์ใช้เงินส่วนตัวซื้อที่ดิน 30 ล้านบาท ทางเจ้าของที่ดินบริจาค 10 ล้านบาท รวมกันก็เป็น 40 ล้านบาท เหลืออีก 10 ล้านบาทที่ต้องหามาเติมให้ครบภายใน 40 วันที่เหลืออยู่ ตอนแรกอาจารย์วางแผนไว้ว่า จะขายคอนโดฯ ที่อยู่ย่านสาทรในราคา 10 ล้านบาท เพื่อนำมาเติมเงินในส่วนที่ขาดไป ปรากฏว่า บอกขายอย่างไรก็ขายไม่ได้ จึงปรับมาใช้วิธีหาเงินบริจาค” หญิงชราบอกเล่าเรื่องราวทุกซอกทุกมุม


ไลฟ์สไตล์คนบางกอก

ข้าวของเครื่องใช้ของชาวบางกอก
ใช้เงินแลก คนใจบุญร่วมปกป้อง พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ที่นี่ให้อะไร?

ขณะที่ นางศศิ เพชรรัตน์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ กล่าวถึงความเป็นไปของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “หลายวันมานี้ มีผู้คนทั่วทุกสารทิศแวะเวียนเข้ามาที่พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกมากกว่าช่วงปกติหลายเท่า จากเดิมที่มีผู้เยี่ยมชมประมาณ 20-30 คน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 100 คนต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีผู้ใจบุญหลายท่านโทรเข้ามาสอบถามแสดงความเป็นห่วงมากมาย ชนิดที่ว่าสายโทรศัพท์แทบไหม้กันเลยทีเดียว ซึ่งพวกเราที่นี่ดีใจมากที่ทุกคนยังเห็นคุณค่าของพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้”


ต้นไม้หลากหลายพันธุ์คอยให้ร่มเงาปกคลุมทั่วทั้งบ้าน

มุมเครื่องครัวทำอาหาร

ก่อนบทสนทนาจะจบลง อาจารย์ วราพร หญิงชราหัวใจแกร่ง กล่าวสั้นๆ แต่เฉียบคมไว้ว่า “อาจารย์ไม่รู้ และไม่คาดหวังหรอกนะว่า คนที่เข้ามาที่นี่เขาจะได้อะไรกลับไปบ้าง แต่อาจารย์รู้เพียงว่า อาจารย์ได้ให้ทุกอย่างไปอย่างเต็มที่แล้ว ทีนี้คุณก็ลองถามตัวเองดูนะว่า เมื่อเราให้แล้ว คุณได้อะไรกลับไป?”

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่ พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก หรือผ่านบัญชี โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวกลางกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาจัตุรัสจามจุรี เลขที่บัญชี 407-061757-2 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก รศ.วราพร สุรวดี และอาสาสมัครพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-233-7027.

ที่นี่ คือ บ้านไฮโซยุคเก่าแก่
ที่นี่ คือ บ้านแสนร่มรื่นชวนฝัน
ลองปลีกเวลามา ที่นี่ สักครั้ง
แล้วคุณจะรู้ว่า ที่นี่ ให้อะไร!
เจ๊ดำ


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์
    สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ