แอร์พอร์ตลิงก์จับมือเคคิว ออกแคมเปญเอาใจนักท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 19:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670784

 

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ร่วมกับบริษัท เคคิว คอร์เปอร์เรชั่น ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าเชื่อมฮาเนดะ เข้าสู่โตเกียว ออกแคมเปญพิเศษมอบของขวัญสุดประทับใจแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 59 นายปิยะ วิโรจน์โภคา รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า หลังจากที่เมื่อช่วงเดือนธันวาคมของปีที่แล้วบริษัท ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับบริษัท เคคิว คอร์เปอร์เรชั่น ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะเข้าสู่ใจกลางเมืองโตเกียวของประเทศญี่ปุ่น

นายปิยะ กล่าวอีกว่า ในการร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลการบริหารงานรถไฟฟ้า แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี บุคลากร และการให้บริการเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารที่เดินทางจากสนามบินเข้าสู่ใจกลางเมืองเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา บริษัท จึงได้ร่วมกับบริษัท เคคิว ออกแคมเปญกิจกรรมทางการตลาดเริ่มแรกเอาใจนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศญี่ปุ่นและใช้บริการรถไฟฟ้าเคคิว ด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น

ทั้งนี้บริษัท เคคิว ออกแคมเปญทางการตลาดแจกแม่เหล็กรูปรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่แสดงหนังสือเดินทางของประเทศญี่ปุ่นพร้อมแผ่นพับประชาสัมพันธ์รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งวางประชาสัมพันธ์อยู่ในระบบรถไฟฟ้าสายเคคิว และเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันนี้ – กันยายน 2559 หรือจนกว่าของจะหมด

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารที่มีความสนใจที่จะติดตามข่าวสาร กิจกรรม เส้นทางเดินรถและโปรโมชั่นต่างๆ ของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สามารถติดต่อ ได้อีกหนึ่งช่องทางผ่านทางแอพพลิเคชั่น Airport Rail Link ซึ่งสามารถดาวน์โหลด และทดลองใช้ได้แล้ววันนี้ทั้งระบบ IOS และ Android หรือหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ http://www.srtet.co.th , http://www.facebook.com/AirportRailLink

 

รฟม.แจ้งเบี่ยงถนน ซ.พหลโยธิน 53-55 เพื่อยกคานสถานีกรมทหารราบ 11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 16:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670777

 

รฟม.แจ้งเบี่ยงจราจรบน ถ.พหลโยธิน บริเวณปากซอยพหลโยธิน 53 ถึง ปากซอยพหลโยธิน 55 เพื่อดำเนินการยกชิ้นส่วนคานสถานีกรมทหารราบที่ 11 ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ในวันเสาร์ที่ 23 ก.ค. 2559 ตั้งแต่เวลา 22.00 – 05.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการยกชิ้นส่วนคานสถานีกรมทหารราบที่ 11 บริเวณปากซอยพหลโยธิน 53 ถึง ปากซอยพหลโยธิน 55 ดังนั้น รฟม.จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนพหลโยธินฝั่งขาออก (เพิ่มเติม) จำนวน 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางการจราจรฝั่งขาออกคงเหลือ 1 ช่องทางและฝั่งขาเข้าคงมี 2 ช่องทาง ในวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 22.00 – 05.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินการก่อสร้างอาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว.

 

เผยครึ่งปีแรก 2559 เก็บภาษีรถใน กทม. ทะลัก 4,637 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670656

 

กรมการขนส่งทางบกเผยครึ่งปีแรกของปี 2559 จัดเก็บภาษีรถในเขตกรุงเทพฯ ได้กว่า 4,637 ล้านบาท โดยช่องทางผ่านสำนักงานของกรมการขนส่งทางบกยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด…

นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า
กรมการขนส่งทางบกอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนด้วยการเพิ่มช่องทางการชำระภาษีรถประจำปีหลากหลายช่องทาง ผลปรากฏว่าเพียง 6 เดือนแรกปี พ.ศ. 2559 (ม.ค.-มิ.ย. 59) สามารถจัดเก็บภาษีรถในเขตกรุงเทพมหานครได้ทั้งสิ้น
4,637,376,765.08 บาท เป็นการใช้บริการรับชำระภาษีรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5 ของกรมการขนส่งทางบกมากที่สุด จำนวน 2,921,083 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 3,372,284,845.55 บาท รองลงมาเป็นการใช้บริการรับชำระภาษีรถผ่านช่องทาง “เลื่อนล้อ ต่อภาษี” (Drive Thru for Tax) ชำระภาษีโดยไม่ต้องลงจากรถ จำนวน 396,137 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 712,747,210.29 บาท และการใช้บริการชำระภาษีรถที่ห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์-อาทิตย์ตามโครงการ “ช็อปให้พอ แล้วต่อภาษี” (Shop Thru for Tax) มีผู้ใช้บริการ จำนวน 228,987 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 338,336,819.90 บาท
ขณะที่การชำระภาษีรถผ่านเว็บไซต์ www.dlte-serv.in.th สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 76,134,233.27 บาท

ทั้งนี้ ส่วนที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม เชิงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่ให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น. สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 62,329,047.78 บาท และการรับชำระภาษีรถผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส จัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 62,111,179.76 บาท ซึ่งเจ้าของรถสามารถชำระภาษีรถล่วงหน้าก่อนครบกำหนดไม่เกิน 90 วัน และต้องไม่ค้างชำระภาษีรถเกินกว่า 1 ปี สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี ต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) มาแสดงด้วย โดยจะมีสมุดคู่มือจดทะเบียนรถหรือไม่ก็ได้ รวมถึงรถที่ติดตั้งแก๊สต้องมีหนังสือรับรองการตรวจสอบและทดสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ตลอดจนต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถโดยคงเหลือระยะเวลาคุ้มครองไม่น้อยกว่า 3 เดือน

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังมุ่งมั่นพัฒนางานด้านบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งพัฒนาจุดให้บริการประชาชนด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center : GECC)” เพื่อเป็นจุดให้บริการข้อมูลข่าวสาร และให้คำแนะนำต่างๆ แก่ประชาชนที่เดินทางมาติดต่อราชการ รวมถึงการพัฒนาช่องทางการให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น DLT eForm ที่โดยมีคู่มือแนะนำการติดต่องานด้านทะเบียนและภาษีรถ สถานที่ ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ แผนที่ เอกสาร และหลักฐานที่ต้องใช้ พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มคำขอต่างๆแบบออนไลน์ เพื่อกรอกข้อมูลแล้วนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาและขั้นตอนในการติดต่อขอรับบริการให้น้อยลง เพียงสแกน QR Code DLT eForm ที่ปรากฏบนสื่อประชาสัมพันธ์ของกรมการขนส่งทางบก หรือจากเว็บไซต์ http://www.dlt.go.th หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ฟรีผ่าน App Store , Google Play และ Window Phone.

 

ฮอนด้าเผยรั้งที่ 1 ตลาดรถยนต์นั่งครึ่งปี จ่อเปิดตัวแอคคอร์ดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 10:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670561

 

“ฮอนด้า” อ้างรั้งอันดับหนึ่งยอดขายตลาดรถยนต์นั่งครึ่งแรกของปี 2559 โดยมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นสวนทางกับยอดขายตลาดรวมลดลง พร้อมเตรียมเปิดตัว “แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่” กวาดยอดขายต่อ…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์นั่งอันดับหนึ่งในไทย ด้วยยอดขายสะสมสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 (มกราคม-มิถุนายน) ทั้งสิ้น 53,952 คัน (นับรวมฮอนด้า ซีอาร์-วี เอชอาร์-วี และบีอาร์-วี) จากยอดขายตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 152,619 คัน (นับรวมรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ ที่เสียภาษีในอัตราเดียวกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล) ทำให้ฮอนด้าครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 35.4%

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ในตลาดรวมมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 366,373 คัน ลดลง 0.7% เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 (369,109 คัน) ส่วนยอดขายในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลลดลง 12% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (173,757 คัน) สำหรับฮอนด้ายังคงรักษายอดขายให้อยู่ระดับเดียวกันกับปี 2558 (54,793 คัน) และมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 31.5% ในปี 2558 เป็น 35.4% ในปีนี้ โดยเป็นผลจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คือ บีอาร์-วี แอคคอร์ด และล่าสุด ซีวิค ใหม่ ที่ได้รับกระแสการตอบรับที่ดีมาก ด้วยยอดจองรวมกว่า 15,000 คัน ภายในระยะเวลา 4 เดือน หลังการเปิดตัว และส่งมอบไปแล้วกว่า 10,000 คัน

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าภาพรวมตลาดรถยนต์และเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นนำเสนอยนตรกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอีกด้วย จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นของฮอนด้า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ฮอนด้ายังมีอีก 1 รุ่น ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายเดือนก.ค.นี้ คือ แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ล่าสุดจากฮอนด้า

นายพิทักษ์ กล่าวต่อว่า ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ เป็นยนตรกรรมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีไฮบริด อันล้ำสมัย ที่ได้รับการพัฒนาให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม มาพร้อมมิติใหม่ของเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย เพื่อความความมั่นใจในทุกการเดินทางกับ Honda SENSING โดยมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในวันที่ 28 ก.ค.นี้.

 

เตรียมจัดเทศกาลความรู้การลงทุนรวม 4 ศาสตร์ในงานเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670529

 

ภาคเอกชนเตรียมจัดงานเทศกาลความรู้ด้านการลงทุนหวังเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการตัวเลือกการลงทุนที่หลากหลาย โดยรวมองค์ความรู้ทั้งด้านหุ้น อสังหาฯ สตาร์ทอัพและของสะสม…

นายปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีเว้นท์ทูมอร์โรว์ จำกัด และประธานผู้จัดงาน Thailand Investment Fest 2016 กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 5-7 ส.ค.นี้ ได้เตรียมจัดงาน “Thailand Investment Fest 2016” เทศกาลความรู้การลงทุนของคนยุคใหม่ขึ้น โดยรวบรวมองค์ความรู้ 4 ศาสตร์ด้านการลงทุน ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ สตาร์ทอัพและการลงทุนในของรักของสะสม มาไว้ในงานเดียว เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการตัวเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้องค์ความรู้ผ่านการจัดสัมมนา เสวนาและเวิร์กช็อป โดยมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการการลงทุน


นายปิยพันธ์ กล่าวต่อว่า การลงทุนอาจมีความเสี่ยง แต่สิ่งที่เสี่ยงยิ่งกว่าคือความไม่รู้  ซึ่งในปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะลงทุนแบบไหน สำหรับงาน Thailand Investment Fest 2016 หัวใจสำคัญคือ การให้ความรู้ด้านการลงทุน เพราะความรู้คือกุญแจสำคัญของการลงทุนในยุคนี้อย่างแท้จริง โดยวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อมุ่งเน้นที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับคนในสังคมว่า การลงทุนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องที่อยู่รอบตัวคุณ บางคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังลงทุนในสิ่งที่คุณรักอยู่ จึงอยากที่จะกระตุ้นคนทั่วไปให้เข้าถึงและมองเห็นว่าการลงทุนไม่ยากอย่างที่คิด สำหรับงานดังกล่าว จะจัดขึ้นในวันที่ 5-7 ส.ค. 2559 เวลา 10.00-20.00 น. ณ เพลนนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์.

 

ราคาทองไม่ขยับ รูปพรรณขายบาทละ 22,450

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670571

 

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำในไทยคงที่ไม่เพิ่มไม่ลด โดยทองแท่งขายบาทละ 21,950 บาท รูปพรรณขายบาทละ 22,450…

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำอ้างอิงในประเทศไทย โดยคงที่จากปิดตลาดเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทองแท่งขายออกบาทละ 21,950 บาท รับซื้อบาทละ 21,850 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายบาทละ 22,450 บาท รับซื้อบาทละ 21,451.40 บาท.

 

โรดโชว์หุ้นไทยถูกใจมะกัน ต่างชาติไร้กังวลลงประชามติกระทบลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670404

 

ผู้จัดการตลาดหุ้นเผยผลโรดโชว์นำ 11 บริษัทหุ้นยักษ์ใหญ่ของไทย พบผู้จัดการกองทุนต่างชาติที่สหรัฐอเมริกา ยันต่างชาติยังมองหุ้นไทยดี ไร้ปัจจัยลบที่กระทบการลงทุน ไม่กังวลลงประชามติ 7 ส.ค.นี้ แต่ขอจับตาการเลือกตั้งหลังจากนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ได้โทรศัพท์ทางไกล (โฟนอิน) จากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยถึงผลการนำบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 11 แห่ง เดินทางไปโรดโชว์ให้ข้อมูลกับผู้จัดการกองทุนในสหรัฐอเมริกา 52 กองทุน โดยร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จัดงาน SET US Roadshow: Thailand Conference 2016 ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ค. ใน 3 เมืองหลัก คือ นิวยอร์ก บอสตัน ซานฟรานซิสโก โดยระบุว่านักลงทุนสถาบันต่างชาติ มองตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่ดีที่ยังมีความน่าลงทุน

ทั้งนี้ จากการไปพบนักลงทุนที่บอสตันซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งจากการได้พบและให้ข้อมูลครั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนต่างชาติได้แสดงความมั่นใจ และจะยังคงถือหุ้นระยะยาวต่อไป โดยปีนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากพอสมควร ทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ขณะที่ซานฟรานซิสโก นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักตลาดหุ้นไทย แต่ได้ให้ความสนใจในการเข้าฟังข้อมูล หลังพบว่าปีนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นดีที่สุดในอาเซียน

ขณะที่นักลงทุนที่นิวยอร์กมีทั้งกลุ่มที่ลงทุนในหุ้นไทยอยู่แล้วและที่ยังไม่ได้ลงทุน แต่ภาพรวมผลการโรดโชว์ครั้งนี้นักลงทุนต่างชาติไม่ได้กังวลอะไรเป็นพิเศษ รวมถึงเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ด้วย แต่อาจมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การเลือกตั้งหลังจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร

นางเกศรากล่าวต่อว่า สำหรับบริษัทจดทะเบียน ที่พาไปโรดโชว์ครั้งนี้มี 11 บริษัท ขนาดกลางถึงใหญ่ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวม 1.5 ล้านล้านบาท โดยบริษัทในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้ไปให้ข้อมูลเรื่องการเดินหน้าลงทุนโครง-สร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก ขณะที่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ได้ให้ข้อมูลถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยมีทิศทางการเติบโตที่ดี

“นักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้วได้แสดงความมั่นใจ ที่จะถือหุ้นไทยในระยะยาวมากขึ้น จากปีนี้ที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นดีที่สุดในอาเซียนและมีการจ่ายเงินปันผลที่ดีและสม่ำเสมอ แต่ต่างชาติจะซื้อหุ้นไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น เขาคงต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลเพิ่มขึ้น เพราะกองทุนต่างประเทศมีทางเลือกในการลงทุนในหลายประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูล”

ทั้งนี้ 11 บริษัทที่ร่วมเดินทางไปโรดโชว์ครั้งนี้ ประกอบด้วย DTAC—TRUE—BEM—CK—PTTGC- BCP -TOP -TU—ERW—KTB และ CPN

นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เตรียมเดินสายโรดโชว์พบผู้ขายหน่วยลงทุนต่างประเทศระหว่างวันที่ 15-17 ก.ย. นี้ เพื่อหนุนให้ต่างประเทศร่วมขายหน่วยลงทุนของ บลจ. ไทยมากขึ้น โดยมองว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะหลายประเทศมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เม็ดเงินลงทุนจึงต้องการหาแหล่งลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดี ซึ่งที่ผ่านมากองทุนรวมไทยสร้างผลตอบแทนที่ดี

ด้านพลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน ได้นำคณะนักธุรกิจสหรัฐอเมริกาเข้าพบนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่ายินดีที่จะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และยังเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ที่สำคัญ และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจอีกมาก และหวังจะขยายความร่วมมือกับภาครัฐในรูปแบบการเป็นหุ้นส่วนการลงทุนหรือ (พีพีพี) ในสาขาต่างๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก-รัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมุ่งปฏิรูปประเทศ เดินหน้าตามโรดแม็ป การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆไปพร้อมกัน โดยเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนภายในประเทศ โดยเน้นโครงการ ลงทุนพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานในหลากหลายด้านร่วมกับภาคเอกชน และหวังว่านักธุรกิจจะได้รับทราบและเข้าใจถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุกทางและยืนยันว่าไทยยังคงมีศักยภาพที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯได้อีกมาก.

 

“บิ๊กตู่” ปิ๊ง! ยาสีฟันโมเดลตีตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670399

 

ลั่นแผนฯ 12 ต้องสำเร็จตามเป้า ฝันไกลวางรากฐานประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี ไปจนถึงปี 2564 ซึ่งแผนฯ 12 นี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาจากแผนฯ

ฉบับที่ผ่านๆมาที่ทำยังไม่สำเร็จหรือไม่ต่อเนื่อง โดยแผนฯ 12 นี้จะช่วยวางรากฐานของประเทศ สร้างความสุขที่ยั่งยืน มีความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นจะต้องทำตามโรดแม็ปของแผนฯ 12 ให้สำเร็จตามกรอบการดำเนินการแต่ละเป้าหมายให้ได้ และสังคมจะต้องไม่สร้างความเกลียดชัง ไม่แตกแยก ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะไม่มีที่ยืนในเวทีโลกต่อไป

“รัฐบาลมีนโยบายที่จะเพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดอุปสรรคที่ผ่านมาในทุกภาคส่วน เร่งสร้างสังคมที่มีคุณภาพ ให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และจัดทำแนวทางให้คนในประเทศมีรายได้เพียงพอ ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วางแผนระยะยาวในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ใหญ่ทุกคนต้องมองภาพในอนาคตให้ชัดว่าจะเดินไปทางไหน ต้องเปิดมุมมองใหม่ เปิดใจให้กว้าง มองภาพ อนาคตระยะยาวของประเทศ อย่างมีทิศทาง มีเป้าหมายในการพัฒนา โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์จะมีความสำคัญที่สุด”

ขณะเดียวกัน ต้องช่วยกันคิดด้วยว่าจะผลิตสินค้าอะไรเพื่อตีตลาดไปได้ทั่วโลก ให้ประชากรโลก 4,000-5,000 ล้านคนใช้กันทุกคน เช่น สินค้าประเภทรองเท้าแตะ แปรงสีฟัน หรือยาสีฟัน ที่ต้องใช้ทุกวัน โดยมอบให้นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเอกชน ศึกษาแนวทางดังกล่าว อย่างไรก็ตามปัจจุบันสินค้าของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดอาเซียน แต่ราคาอาจจะสูงกว่าประเทศอื่นบ้าง.

 

ผวาเสียรู้ซื้อ “ไอเทมเกม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670396

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่ให้ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่นเพื่อความบันเทิงบนมือถือ ที่ต้องใช้เงินซื้อไอเทมในแอพหรือเกม โดยตัดเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือการเติมเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นความสะดวกในการใช้งาน อย่างไรก็ตาม หากขาดความระมัดระวังก็จะทำให้ผู้ใช้งานเสียเงินจำนวนมากได้

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และเพื่อให้เกิดความรอบคอบมีมาตรฐานที่ดี จึงได้เชิญผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) ผู้แทนจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และผู้แทนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มาร่วมหารือ เพื่อหามาตรการป้องกันในเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 26 ก.ค.59

“ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบระมัดระวังในการโอนเงินซื้อไอเทมต่างๆในเกม หรือแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ เพราะรูปแบบการใช้งานของไอเทมและเกมบนโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ ถูกออกแบบให้เข้าถึงได้ง่าย ผ่านการโอนเงินจริง โดยตัดบัญชีผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือการเติมเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้ใช้อาจซื้อไอเทมโดยขาดความรอบคอบ ซึ่งท้ายที่สุดต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก ขณะที่ผู้ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันก็มีอายุน้อยลง ดังนั้นการใช้ความรอบคอบในการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยป้องกันการสูญเสียเงินได้”.

 

AEC Go On 23/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669767

 

AEC จัดเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระดับแรก คือ เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ 5 ระดับซึ่งแตกต่างจากสหภาพยุโรป (EU) ที่เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้นไป ทำให้โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบ Brexit เหมือน EU แทบไม่มีเลย เพราะแต่ละ ประเทศสมาชิกของ AEC สามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในประเทศและระหว่างประเทศได้โดยเอกเทศและเป็นอิสระต่อกัน ผิดกับ EU ที่ต้องดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะระหว่างประเทศสมาชิกเหมือนกันภายใต้กฎหมายที่ EU ออกไว้

สำหรับการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในระดับที่ 2 คือสหภาพศุลกากร (Customs Union) เป็นเขตการค้าเสรีที่สมาชิกทุกประเทศเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มสมาชิกในอัตราเดียวกัน ซึ่งสหภาพยุโรปเคยผ่านขั้นตอนนี้มาแล้วในปี 1958 หรือ พ.ศ.2501 ส่วนการรวมกลุ่มในระดับที่ 3 ได้แก่ ตลาดร่วม (Common Market) เป็นเขตการค้าเสรีและ สหภาพศุลกากรที่สามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตต่างๆ ทั้งทางด้านทุน แรงงานและเทคโนโลยี รวมทั้งผู้ประกอบการได้โดยเสรี ซึ่ง EU ได้ผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว ขณะที่ AEC มีบางส่วนที่ปฏิบัติคล้ายๆกับตลาดร่วมคือเคลื่อนย้ายทุน แรงงานบางสาขาและเทคโนโลยีได้เสรีแต่จำกัดการเคลื่อนย้าย แรงงานไม่มีฝีมือ และไม่ได้คิดภาษีศุลกากรจากประเทศนอกกลุ่มเท่ากัน

ระดับที่ 4 คือสหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ โดยมีความร่วมมือในเรื่องนโยบายทาง เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เหมือน EU ในปัจจุบันที่กำหนดเป้าหมายและนโยบายทางเศรษฐกิจและการเมืองเหมือนๆกันภายใต้รัฐสภาของ EU

ส่วนระดับสุดท้ายคือสหภาพเหนือชาติ (Supranational Union) เป็นการรวมกลุ่มในทุกด้าน (เช่น การทหาร การเมือง เป็นต้น) ของประเทศสมาชิกภายใต้รัฐบาลร่วม ซึ่ง EU พยายามเคลื่อนตัวไปสู่การรวมกลุ่มระดับสุดท้ายผ่านความพยายามขยายขอบเขตของ Euro Zone และเรื่องอื่นๆ เหตุผลที่ชาว UK โหวตออกจาก EU เพราะรู้สึกว่า UK ไม่เป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างๆ ตลอดจนปัญหาแรงงานที่เคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานใน UK จำนวนมาก และการที่ UK ต้องจ่ายเงินดูแลประเทศสมาชิก EU อื่นที่มีเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ