‘กลุ่มบริษัท แปซิฟิกา’ ก้าวอย่างมั่นคงสู่ปีที่ 14

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669764

 

จากการมองเห็นโอกาสการเติบโตของกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่นในประเทศไทย กับการเคลื่อนไหวเล็กด้วยการนำเข้าแบรนด์แฟชั่นหรู โค้ช (Coach) จากอเมริกาเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมากับการใช้งบประมาณลงทุนกว่า 50 ล้านบาท จนวันนี้ กลุ่มบริษัท แปซิฟิกา ได้สั่งสมประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวบนถนนสายธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 กับการเป็นผู้นำเข้าแบรนด์แฟชั่นระดับโลก 14 แบรนด์ดัง ได้แก่ โค้ช (Coach), สปอร์ตแม็กซ์ (SPORTMAX),ค็อคซิแนล (Coccinelle), แคมเปอร์ (Camper), เคนเนท โคล (Kenneth Cole), นิกซ์ (NYX), สเปอร์รี่ (Sperry), อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์ฟิตเตอร์ (American Eagle Out–fitters), โจส์ ยีนส์ (Joe’s Jeans), เคดส์ (Keds), เซี่ยงไฮ้ แทง (Shanghai Tang), โปร-เคดส์ (PRO-Keds), แม็กซ์ แอนด์ โค (MAX&Co.) และแบรนด์ล่าสุดในเครือที่เพิ่งนำเข้ามา คือ แม็กซ์ มาร่า (Max Mara) แฟชั่นชั้นนำจากประเทศอิตาลี


ที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาทกับเป้าหมายยอดขายในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 40% หรือกว่า 1,400 ล้านบาท วันนี้ “กลุ่มบริษัทแปซิฟิกา” เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ในตลาดกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่น จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงด้วยการปรับระบบการบริหาร รวบบริษัทในเครือย่อยทั้งสี่บริษัท ประกอบด้วย บริษัท แปซิฟิกา เอเลเมนท์ จำกัด, บริษัท จีโอ รีเทล จำกัด, บริษัท แปซิฟิกาไลฟ์สไตล์ จำกัด และบริษัท แปซิฟิกา แม็กซ์ จำกัด เข้ารวมกันอยู่ภายใต้นามกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา

พร้อมตั้งกลยุทธ์สร้างหลังบ้านให้แกร่งด้วยการมุ่งพัฒนาระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างตรงจุด ตรงใจมากขึ้น รวมทั้งการเร่งขยายสาขากลุ่ม แมส แบรนด์ ได้แก่ อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์-ฟิตเตอร์ แบรนด์ยีนส์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และนิกซ์ แบรนด์เครื่องสำอางยอดฮิตจากอเมริกา



นายโอภาส เลวิจันทร์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา กล่าวว่า ในปีนี้มีแผนที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ โดยเริ่มจาก อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์ฟิตเตอร์ ปัจจุบันมี 5 สาขา คาดว่าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 15-20 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยล่าสุดเปิดสาขาใหม่ที่แฟชั่น ไอส์แลนด์ และกำลังจะเปิดอีกสาขาที่เทอร์มินอล 21 ในช่วงปลายปีนี้

ในขณะที่แบรนด์เครื่องสำอางนิกซ์ นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายสูงเป็นอันดับต้นๆ โดยเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่าของทุกปี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 16 สาขา และตั้งเป้าที่จะขยายเพิ่มอีก 12 สาขา ภายในปลายปีหน้า ดังนั้นจึงเน้นการจัดอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในแบรนด์ เพราะพนักงานเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงลูกค้า เพราะการสร้างเฟิร์สอิมเพรสชั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่างเช่น พนักงานขายที่ประจำร้านนิกซ์จะต้องมีความรู้เรื่องการเมกอัพอย่างละเอียด เพื่อสามารถแนะนำลูกค้าที่ไม่เคยแต่งหน้าให้สามารถใช้เครื่องสำอางเป็น



นอกจากนี้ การบริการหลังการขายก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของบริษัท อย่างแบรนด์โค้ช มีเซอร์วิสด้านการดูแลรักษากระเป๋า และพนักงานก็สามารถให้คำแนะนำกับลูกค้าได้ ซึ่งบริการต่างๆเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ตรงกับแบรนด์ ทั้งบรรยากาศ กลิ่น แสง การตกแต่งของร้าน และบริการที่ดีเสมือนการสร้างรอยัลตี้ ทำให้รู้สึกว่าเป็นแบรนด์ที่ใช้สำหรับตนเอง

สำหรับ ไอคอน (IKON) ร้านมัลติแบรนด์ที่รวบรวมสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ของกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา อาทิ แคมเปอร์, เคดส์, สเปอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งหลังจากเปิดมาได้ 2 ปี ก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ผ่านมา ร้านไอคอนสามารถทำรายได้สูงถึง 10 ล้านบาท เนื่องจากร้านดังกล่าวสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นหลายๆแบรนด์ได้ภายในร้านเดียว ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 5 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาใหม่เพิ่มที่ศูนย์การค้า ZPELL ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต โดยแต่ละสาขาจะมีการจัดจำหน่ายสินค้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม การจะขยายสาขาได้นั้นต้องคำนึงถึงสถานที่และขนาดพื้นที่ซึ่งแต่ละสาขาจะใช้พื้นที่ประมาณ 70-160 ตารางเมตร และคาดการณ์ว่าจะขยายสาขาไปตามเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ เมืองพัทยา เป็นต้น

นับเป็นอีกความท้าทายในการบริหารกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเส้นทางธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ แบรนด์ดังระดับโลก!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

“ฉัตรชัย” ห่วงสิ้นปีราคาตก จับมือมหาดไทย-พาณิชย์แก้ข้าวล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670392

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากชาวนาไทยประสบภัยแล้งเป็นเวลายาวนาน ส่งผลทำให้ชาวนาภาคกลางต้องเลื่อนเวลาการปลูกข้าวออกไป 2 เดือน

จากปกติเพาะปลูกเดือน เม.ย.-พ.ค. เป็นเดือน ก.ค.2559 ซึ่งทำให้ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวตรงกับเวลาเก็บเกี่ยวของชาวนาภาคอีสาน ในเดือน พ.ย.-ธ.ค.2559 ทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวออกในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลทำให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ผลิตผลข้าวในปีนี้น่าจะมีจำนวนมาก เพราะน้ำมีปริมาณเพียงพอ จากปริมาณฝนตกตามฤดูกาล กระทรวงเกษตรฯ จึงเร่งหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อหามาตรการรับมือและช่วยเหลือชาวนาในช่วงเก็บเกี่ยวปลายปีนี้

ทั้งนี้ จากการหารือได้ข้อสรุปแนวทางแก้ปัญหาการผลิตและการตลาดข้าวที่สำคัญ อาทิ 1.การสำรวจติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวอย่างใกล้ชิด 2.ประสานงานกับสมาคมผู้ประกอบการรับจ้างรถเกี่ยวนวด เพื่อวางแผนการบริหารจัดการเครื่องมือด้านการเกษตร รับมือกับสถานการณ์ข้าวออกมาพร้อมกันจนกระจุกตัว ส่งผลให้มีปัญหาการขาดแคลนแรงงานและรถเกี่ยวนวดได้ และ 3.สำรวจเครื่องเกี่ยวนวดข้าว วัสดุอุปกรณ์ในการตาก ยุ้งฉาง และความต้องการของเกษตรกร เพื่อช่วยเก็บรักษาข้าวไม่ให้ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน

“ปีนี้เกษตรกรประสบภัยแล้งไม่สามารถเพาะปลูกข้าวได้ในช่วงเวลาปกติ รัฐบาลจึงต้องหามาตรการรับมือและช่วยเหลือชาวนา โดยการร่วมกันจัดทำแผนงานแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งการผลิตจนถึงการตลาด ตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูก ระหว่างเพาะปลูก และหลังการเพาะปลูก รวมถึงเชื่อมโยงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ในเรื่องการจำนำยุ้งฉาง เป็นต้น”.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 23/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670329

 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ นำ ‘Immersive 3D’ รีวิวโครงการใหม่เสมือนจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 03:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670419

 

“ดีดีพร็อพเพอร์ตี้” ทุ่มเฉียดล้านบาท สร้างจุดต่าง นำ ‘Immersive 3D’ มาใช้ใน “รีวิวโครงการใหม่” จำลองภาพเสมือนจริง รายแรกในไทย…

นางสาวกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ดอทคอม เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์ของไทย กล่าวว่า ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา DDproperty ได้ทุ่มงบประมาณกว่าล้านบาท ทดลองนำ Immersive 3D มาใช้กับ ‘รีวิวโครงการใหม่’ เพื่อให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่กำลังหาซื้อบ้านและคอนโดใหม่ ได้เข้าชมโครงการอสังหาฯ ที่สนใจเสมือนไปเยี่ยมชมโครงการนั้นด้วยตัวเอง อีกทั้งยังเตรียมเปิดให้ผู้บริโภคทั่วไปสัมผัสประสบการณ์จริง กับการทดลองใช้เทคนิคการจำลองภาพเสมือนจริง Virtual Reality ที่ได้นำร่องเปิดตัวไปเป็นครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ โดยเรียกว่า VR Showroom ในงาน DDproperty Showcase ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย. 2559 ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน


“แนวคิดในการนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ คือ 1. PropertyGuru Group เล็งเห็นว่าผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการนำเสนอสินค้าหรือบริการ 2. ช่วยผู้บริโภคประหยัดเวลาการเดินทางเพื่อเข้าชมโครงการ ในช่วงที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจหรือเปรียบเทียบกับโครงการอื่นๆ 3. หวังที่จะช่วยให้การตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ของผู้บริโภคเร็วยิ่งขึ้น จากปกติที่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนในการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่ง 1 ใน 4 ของช่วงเวลาดังกล่าวหมดไปกับการเข้าชมโครงการ 4. เป็นเครื่องมือสำคัญในการขายโครงการเปิดใหม่ของผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศได้สัมผัสบรรยากาศ ตั้งแต่ก่อนสร้างสำนักงานขาย จนถึงหลังการรื้อถอนสำนักงานขายเพื่อการก่อสร้างโครงการ นอกจากนี้บริษัทฯยังมีแผนที่จะสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับวงการมาก่อนในอีกไม่กี่เดือนนี้” น.ส.กมลภัทรกล่าว

 

ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ เปิดให้วิ่งฟรี 15-17 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 01:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670251

 

“อาคม” ตรวจความพร้อมทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ พร้อมเปิดให้บริการฟรี 15-17 ส.ค.นี้ ก่อนเปิดอย่างเป็นทางการหลังวันที่ 20 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การก่อสร้างทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครจะเสร็จ 100% สิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเสร็จเร็วกว่ากำหนด เพื่อลดปัญหาการจราจรหนาแน่น แก้ไขปัญหาจราจรเส้นทางกาญจนาภิเษกด้านตะวันตกของกรุงเทพมหานครมาสู่ย่านใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก โดยให้รถวิ่งเพื่อทดสอบความเรียบร้อย


http://www.thairath.co.th/clip/60441

ทั้งนี้ สั่งให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จำลองเหตุการณ์การใช้บริการก่อนที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการว่าจะมีผลกระทบต่อการจราจรบนถนนเส้นหลักมากน้อยเพียงใด และติดปัญหาส่วนใดบ้าง พร้อมกำหนดทดลองระบบจัดเก็บค่าผ่านทางระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม โดยให้ประชาชนใช้บริการฟรี

อย่างไรก็ตาม อยากให้มีการขยายช่องทางการใช้บริการอีซี่พาสเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและเชิญชวนให้ประชาชนมาใช้อีซี่พาสมากขึ้นแทนการใช้เงินสด เพื่อลดปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่าน ส่วนอีซี่พาสและเอ็มพาสของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์จะพยายามเร่งรัดให้สามารถเชื่อมต่อได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหาก 2 ระบบนี้สามารถเชื่อมต่อกันได้คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการมากขึ้น

ส่วนกำหนดเปิดให้ประชาชนใช้บริการอย่างเป็นทางการจะเป็นหลังวันที่ 20 สิงหาคมนี้ โดยจะดูวันที่เหมาะสมอีกครั้ง อัตราค่าผ่านทาง รถ 4 ล้อ เก็บ 50 บาท รถ 6-10 ล้อ เก็บ 75 บาท รถมากกว่า 10 ล้อเก็บ 110 บาท

สำหรับทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ เป็นโครงการต่อขยายโครงข่ายทางพิเศษไปยังฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ มีระยะทางรวม 16.7 กิโลเมตร โดยบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ เป็นผู้รับสัมปทานก่อสร้างและเก็บค่าผ่านทาง 30 ปี งบประมาณดำเนินการ 32,816 ล้านบาท สำหรับเส้นทางเริ่มต้นจากถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตามแนวเขตทางรถไฟสายใต้เดิมและข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระราม 7 สิ้นสุดโครงการบริเวณย่านบางซื่อ เชื่อมต่อทางพิเศษศรีรัชบริเวณด้านเหนือของสถานีขนส่งหมอชิต 2 และลงสู่ระดับดินที่บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 มีทางขึ้นลงทั้งหมด 6 แห่ง

 

มิตรผล ชูมาตรฐาน Bonsucro รายแรกในไทย เพิ่มโอกาสแข่งขันตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ค. 2559 01:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670231

 

กลุ่มมิตรผล นำร่องรายแรกในไทย คว้ามาตรฐาน Bonsucro ภายใต้รูปแบบเกษตรสมัยใหม่ เตรียมขอรับรองพื้นที่เพิ่มอีก 127,450 ไร่ หวังเปิดโอกาสสู่การแข่งขันตลาดโลก…

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวระหว่างนำสื่อมวลชนร่วมชมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของกลุ่มมิตรผล ตลอด Value Chain ตามหลักมาตรฐานของ Bonsucro ณ โรงงานมิตรผลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ว่า การได้มาตรฐาน Bonsucro ถือเป็นอีกหนึ่งดัชนีวัดความสำเร็จในการดำเนินงานของมิตรผลในการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมที่มีมาตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี เนื่องจากมิตรผลเป็นรายแรกในประเทศไทย รายที่สองในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ห้าของโลกที่ได้รับรองมาตรฐานนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรในทุกภาคส่วนให้ดียิ่งขึ้น เปิดโอกาสทางด้านธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลก

“สำหรับมาตรฐานตัวนี้ คือการวัดระบบเมตริกของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลรายแรกของโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม จากกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาล รวมทั้งยังเป็นการตระหนักถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจ” นายกฤษฎา กล่าว


โรงงานมิตรผลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

ทั้งนี้ การได้รับการรับรองผลผลิตน้ำตาลมาตรฐาน Bonsucro ลอตแรกของกลุ่มมิตรผล จำนวน 7,000 ตัน ส่วนแนวทางขั้นต่อไปในปี 2560 กลุ่มมิตรผลมีแผนที่จะขอรับมาตรฐานเพิ่มขึ้นเป็น 42,450 ไร่ และในปี 2561 จะขยายการขอรับรองพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนทั้งสิ้น 127,450 ไร่ โดยคาดว่า ภายในปี 2563 จะสามารถขอรับรองพื้นที่ได้ทั้งหมด 4 แสนไร่

ด้าน นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจ กลุ่มงานอ้อย กลุ่มมิตรผล กล่าวเสริมว่า สำหรับกระบวนการดำเนินงานของกลุ่มมิตรผลที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ Bonsucro คือ การจัดการเกษตรสมัยใหม่ หรือ Modern Farm ด้วยทฤษฎี 4 เสาหลัก ได้แก่ การปลูกพืชบำรุงดิน การบดการไถพรวน การควบคุมแนววิ่งของรถ และการลดการเผาใบอ้อยโดยใช้รถตัด ที่ได้นำต้นแบบจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่สามารถปลูกอ้อยได้ผลผลิตต่อไร่สูงสุดในโลก มาประยุกต์ใช้ตลอดระยะเวลา 2 ปี นอกจากจะช่วยลดต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพ รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนอีกด้วย.

 

SCB แจง กรณีส่ง SMS ประชาสัมพันธ์ลูกค้าลงทะเบียนพร้อมเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ค. 2559 23:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669816

 

ธ.ไทยพาณิชย์ ชี้แจงข้อความในโซเชียลมีเดีย กรณีประชาสัมพันธ์ชวนลูกค้าลงทะเบียนพร้อมเพย์ทำผ่านหลายช่องทาง ยืนยันวิธีส่ง SMS แนะนำลูกค้าลงทะเบียนพร้อมเพย์ และพนง.โทรศัพท์ไปสอบถามยืนยันความประสงค์ เป็นการประชาสัมพันธ์ช่วงลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น ตอนนี้จบแล้ว

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 59 ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการส่งข้อความบนสื่อโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประสบการณ์ในการสมัครใช้บริการ SCB พร้อมเพย์ ของธนาคารไทยพาณิชย์ ว่า ธนาคารฯ ได้ทำการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ลูกค้าของธนาคารฯ ลงทะเบียนการใช้บริการ SCB พร้อมเพย์ ในหลายช่องทาง อาทิ สื่อโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ รวมถึงกรณีดังกล่าวเป็นการส่ง SMS ไปยังลูกค้าเพื่อแนะนำบริการ และหากลูกค้าสนใจและประสงค์จะผูกบัญชีกับ SCB พร้อมเพย์ ก็สามารถทำได้ด้วยการพิมพ์ Y ตอบกลับทาง SMS ที่ส่งไป ซึ่งขั้นตอนหลังจากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารฯ โทรศัพท์ติดต่อกลับไปยังลูกค้าเพื่อยืนยันความประสงค์ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งภายหลังลูกค้าได้เกิดความกังวลใจว่าผู้ติดต่อกลับอาจจะเป็นกลุ่มมิจฉาชีพนั้น ธนาคารฯ ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำการติดต่อลูกค้ารายดังกล่าวเป็นพนักงานของธนาคารฯ จริง และไม่ใช่กรณีทุจริต (Fraud) แต่อย่างใด

อนึ่ง ช่องทาง SMS เป็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในช่วงของการลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-register) ระหว่างวันที่ 1–14 กรกฎาคม 2559 เท่านั้น และบัดนี้ได้สิ้นสุดระยะเวลาของการประชาสัมพันธ์ในช่องทางนี้แล้ว ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่ประสงค์ใช้บริการ SCB พร้อมเพย์ กับธนาคารฯ สามารถทำการผูกเลขประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ http://promptpay.scb อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (SCB Easy Net) โมบายแบงก์กิ้ง (SCB Easy Application) ตู้เอทีเอ็มและสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกทำการลงทะเบียนผ่านช่องทางใดก็ได้ตามความสะดวก

สำหรับผู้ที่ยังมีความกังวลใจว่าระบบพร้อมเพย์อาจจะเป็นช่องทางให้พวกมิจฉาชีพถอนเงินออกจากบัญชีนั้น ธนาคารฯ ขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจว่า ระบบพร้อมเพย์เป็นช่องทางเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการ “รับเงิน” เท่านั้น ไม่ใช่ช่องทางในการ “จ่ายหรือโอนเงินออกจากบัญชี” แต่อย่างใด ซึ่งมีความปลอดภัย และไม่มีผู้ใดสามารถใช้ระบบพร้อมเพย์ในการถอนหรือโอนเงินออกจากบัญชีได้

ทั้งนี้ ธนาคารฯ ขอยืนยันและให้ความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของระบบ SCB พร้อมเพย์ รวมถึงระบบและบริการด้านการเงินอื่นๆ ของธนาคารฯ ซึ่งมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงในระดับสากล และธนาคารฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยพนักงานไทยพาณิชย์ทุกคนมีความมุ่งมั่นและยินดีที่จะดูแลให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ หากลูกค้าท่านใดมีข้อสงสัยและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อศูนย์บริการลูกค้าของธนาคารฯ ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-777-7777 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

 

จัดระเบียบรถตู้ งดจอดรับส่งผู้โดยสารที่อนุสาวรีย์ฯ ดีเดย์ 25 ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ค. 2559 22:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670244

 

คมนาคมเข็นมาตรการจัดระเบียบรถตู้ บขส. กว่า 4 พันคัน ดีเดย์ 25 ต.ค.นี้ คุมเข้มเข้าระบบจอด 3 สถานีขนส่ง จตุจักร สายใต้ใหม่ และเอกมัย งดให้บริการรับ – ส่งบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 59 นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดำเนินการจัดระเบียบรถโดยสารว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดระเบียบระยะที่ 3 คือ การจัดระเบียบนำรถตู้โดยสารสาธารณะภายใต้การดูแลของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวนรวม 4,205 คัน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่ามีการจอดให้บริการรับส่งผู้โดยสารอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


http://www.thairath.co.th/clip/60644

ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการจัดระเบียบให้รถตู้สาธารณะกลับไปจอดให้บริการที่สถานีขนส่ง 3 แห่ง ประกอบไปด้วย สถานีจตุจักร สถานีสายใต้ใหม่ และสถานีเอกมัย อย่างไรก็ดี การจัดระเบียบดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเริ่มนำร่องจัดระเบียบระหว่างวันที่ 1 – 15 ต.ค.นี้ หลังจากนั้นจะนำมาแก้ไขปัญหา ก่อนจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ต.ค.นี้

นายดรุณ ยอมรับว่า ในช่วงแรกของการจัดระเบียบจะมีประชาชนที่เคยใช้บริการรับส่งบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอาจไม่ได้รับความสะดวก ทางกระทรวงฯ จึงเตรียมหารือร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อบริการรับชัตเติ้ลบัสรับผู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปยังสถานีขนส่ง 3 แห่งดังกล่าว ทั้งนี้คาดว่าการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะภายในกรุงเทพฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบริการรถร่วม เพราะจะทำให้ บขส.สามารถควบคุมค่าโดยสาร ความปลอดภัย แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล และการจราจรแออัด

นอกจากนี้ยังเตรียมกำหนดใช้มาตรการดังกล่าวกับรถโดยสารสาธารณะในต่างจังหวัดอีกด้วย ซึ่งจะเร่งรัดให้หน่วยงานต้นสังกัดของรถโดยสารสาธารณะในต่างจังหวัดจัดทำแผนส่งมายัง ขบ.ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน หากสามารถดำเนินการจัดระเบียบได้ ก็กำหนดให้เริ่มใช้เป็นทางการในวันที่ 25 ต.ค.นี้เช่นเดียวกัน.

 

หุ้นไทยบวก 6.43 จุด ปิดตลาดดัชนีแตะ 1,509 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ค. 2559 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670116

 

หุ้นไทยปิดบวก 6.43 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,509.13 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,367.92 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 22 ก.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดบวก 6.43 จุด คิดเป็น +0.43% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.13 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,367.92 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน).

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 22,500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ค. 2559 10:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669671

 

ราคาทองวันที่ 22 ก.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,900 ขายออกบาทละ 22,000 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,512.04 ขายออกบาทละ 22,500 บาท …

วันที่ 22 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.31 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,900.00 บาท ขายออกบาทละ 22,000.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,512.04 บาท ขายออกบาทละ 22,500.00 บาท