ตั้งกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี เปิดโครงการพี่ช่วยน้องลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669536

 

กระทรวงการคลังชงมาตรการช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีเข้า ครม.สัปดาห์หน้า ตั้งกองทุนฟื้นฟู 2,000 ล้านบาท พร้อมโครงการพี่ช่วยน้อง “สมคิด” ตะเพิดแบงก์ไม่ดูแลเอสเอ็มอีให้ไปทำโรงรับจำนำดีกว่า มอบกระทรวงอุตสาหกรรมปรับโครงสร้างรองรับการ สร้างผู้ประกอบการในอนาคต แบงก์ออมสินปล่อยกู้ซอฟท์โลน 30,000 ล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานพิธีเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ว่า ได้ลงนามในเอกสารเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 ก.ค.นี้ พิจารณาการตั้งกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี วงเงิน 2,000 ล้านบาท และโครงการพี่ช่วยน้อง ซึ่ง จะให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถนำค่าใช้จ่ายที่ให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสินได้จัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ย 4% ไว้ให้เอสเอ็มอี รวมทั้งทางสมาคมธนาคารไทยได้แจ้งให้ทราบว่าจะมีสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 4% เช่นเดียวกับธนาคารออมสินไว้ให้เอสเอ็มอีกู้ในวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการเงิน เพราะตามปกติแล้วไม่มีเอสเอ็มอีรายใดที่มีทรัพย์สินหรือเงินจำนวนมาก จึงมีจุดเริ่มต้นที่อ่อนแอ ต้องดูว่าเอสเอ็มอีแต่ละรายมีศักยภาพหรือไม่ แล้วจึงสนับสนุนให้ก้าวขึ้นมาให้ได้ เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น ที่ธุรกิจขนาดยักษ์ในปัจจุบันก็ล้วนเป็นเอสเอ็มอีมาก่อน เมื่อไปขอกู้เงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ทางธนาคารต้องการช่วยเหลือให้ยืนอยู่ให้ได้ ก็ส่งพนักงานเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งของไทยเริ่มใช้วิธีนี้เช่นเดียวกัน

“ปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีคือ เมื่อหันไปพึ่งสถาบันการเงินก็มักจะเน้นเรื่องความปลอดภัย เน้นเรื่องความเสี่ยง ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถ้าต้อง การปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีความเสี่ยง ก็ไปเป็นโรงรับ จำนำเสียดีกว่า อย่าทำแบงก์เลย ถ้าจะสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาต้องคิดทั้งวันทั้งคืนว่าจะช่วยเอสเอ็มอีได้อย่างไร ยิ่งช่วยเอสเอ็มอีมากเท่าใดก็จะยิ่งช่วยประเทศชาติมากเท่านั้น เพราะเอสเอ็มอี 1 ราย มีการจ้างงาน 5-10 คน เอสเอ็มอี 3 ล้านราย จะจ้างงานได้กี่ล้านคนและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะเพิ่มอีกเท่าไหร่”

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์มีสิทธิ์เสรีภาพที่จะดำเนินธุรกิจว่าจะปล่อยสินเชื่อหรือไม่ แต่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ต้องหาวิธีการใหม่ๆ มาช่วยเหลือ ต้องมีสปิริตในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ถ้าไม่มีสปิริตก็ให้ออกไปทำธนาคารเอกชน เพราะสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้ได้สิทธิพิเศษ

“นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงและกังวลเรื่องการช่วยเหลือเอสเอ็มอีมาก ในวันที่ได้รับการร้องเรียนจากเอสเอ็มอี นายกรัฐมนตรีรู้สึกเจ็บปวดและกังวลใจว่าทำไมช่วยเอสเอ็มอีไม่ได้ และให้ไปหาทางช่วยเอสเอ็มอีทั้งประเทศให้ได้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอีขึ้นมา เพื่อรับฟังความทุกข์ว่าอยู่ตรงไหน จะช่วยได้อย่างไร ซึ่งปัญหาหลักก็คือเรื่องสภาพคล่อง หน้าที่ของรัฐไม่ใช่แค่ต้องการสร้างเอสเอ็มอีธรรมดาๆ แต่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้นมา และมีประสิทธิภาพ และไปสู่ดิจิตอล เอสเอ็มอี หรือเอสเอ็มอี 4.0 ในอนาคตข้างหน้าสามารถแข่งกับโลกได้ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมต้องไปออกแบบองค์กรใหม่ให้รองรับหน้าที่ในการสร้างผู้ประกอบการใหม่ในอนาคตด้วย”

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.59 เป็นต้นไป ธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 18 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการซอฟท์โลน ระยะที่ 3 วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตามมติ ครม. จะสามารถยื่นเรื่องขอกู้เงินจากธนาคารออมสินได้ และในวันที่ 28 ก.ค.นี้ จะเริ่มเบิกจ่ายเงินกู้ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ภายใต้เงื่อนไขต้องทยอยเบิกจ่ายเงินกู้ทั้งหมดภายในเดือน มิ.ย.60 ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ 3 หลังจากออก ไปแล้ว 2 ระยะคือ 1.วงเงินกู้ 100,000 ล้านบาท โดยไม่จำกัดวงเงินกู้ 2.วงเงินกู้ 50,000 ล้านบาท กู้ไม่เกินรายละ 10 ล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องและเงินสดหมุนเวียน ส่วนระยะที่ 3 จะเน้นการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับ

ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการคือ 1.กู้เงินเพื่อซื้อเครื่องจักร 2.กู้เงินเพื่อลงทุนทางด้านซอฟต์แวร์และระบบคอมพิวเตอร์ 3.กู้เงินเพื่อก่อสร้างอาคารคลุมเครื่องจักรใหม่

“โครงการนี้มีเวลาในการผ่อนชำระเงินกู้ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ในปีแรกจะปลอดดอกเบี้ย คาดว่าจะมีธนาคารพันธมิตรส่งลูกค้ามากู้เงินจากโครงการหมดภายใน 3 เดือน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่สุด คาดว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ 2,000 ราย”.

 

“วิรไท” ห่วงปิดสาขาหายเกลี้ยง คลัง-ธปท.พร้อมดูแลฟินเทค มั่นใจแบงก์ไทยมุ่งสู่ยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669534

 

วิรไท สันติประภพ

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวในโอกาสที่ภาคเอกชน 50 บริษัท รวมตัวกันจัดตั้งชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทยว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ภาคเอกชน ร่วมมือกันเพราะไทยอยู่ในช่วงของการพัฒนาฟินเทค (Financial Technology-FinTech) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกของระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในส่วนของภาครัฐก็ต้องมีการดูแลให้ทั่วถึงไม่ให้เกิดความเสียหาย เพราะในต่างประเทศมีทั้งกรณีที่ฟินเทคก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน และกรณีที่ฉ้อโกงหลอกลวงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งมีผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก

“ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องกำกับดูแลส่วนนี้ และต้องวางแผนในการกำกับอย่างต่อเนื่อง โดยอาจจะดูแลฟินเทคส่วนที่เป็นลักษณะของการกู้ยืมรายต่อราย (P2P lending) ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะดูแลฟินเทค ในส่วนที่เป็น ลักษณะการระดมทุนหรือร่วมทุนจากประชาชนโดยตรง (crowdfunding) เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและดูแลทั่วถึง โดยไทยจะเรียนรู้จากประสบการณ์ที่สำเร็จและล้มเหลวจากต่างประเทศมาปรับใช้ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์”

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้มีการเตรียมการที่จะดูแลในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำลง เช่น สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ขณะเดียวกัน ผู้ให้กู้เงินสามารถได้ผลตอบแทนการลงทุนสูงขึ้น หรือได้ดอกเบี้ยเงินฝากเงินที่สูงขึ้น และช่วยให้ต้นทุนของระบบการเงินไทยทั้งหมดลดลงด้วย โดย ธปท.ให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนฟินเทคผ่านผู้ให้บริการ ทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน หรือไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) อย่าง FinTech Startups และสนับสนุนผู้ให้บริการทางการเงินสามารถแข่งขันในเวทีภูมิภาคและเวทีโลกได้

“ธปท.มองว่า ฟินเทคเป็นพลังที่ช่วยเติมเต็มการให้บริการทางการเงินของไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของแผนพัฒนาระบบการเงินระยะที่ 3 ของ ธปท.ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในบริการทางการเงิน (Financial Technology-FinTech) จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินได้อย่างทั่วถึง ส่วนการดูแลฟินเทคต้องไม่ให้เกิดปัญหาต่อระบบเสถียรภาพของสถาบันการเงิน เน้นการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความมั่นคงและปลอดภัยในการใช้บริการ โดยในส่วนของธนาคารพาณิชย์เองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน โดยเท่าที่เห็นในปีนี้เป็นปีที่ธนาคารพาณิชย์ปรับตัวมาให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และเห็นการขอปิดสาขาของธนาคารพาณิชย์จำนวนมาก”.

 

“บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 แก้รถไฟฟ้าสีน้ำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669531

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.) ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 42/2559 เรื่องการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงินระบุว่า ระบบการขนส่งสาธารณะโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน (สายเฉลิมรัชมงคล) ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อและโครงการรถไฟฟ้าสีนํ้าเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ในปัจจุบันยังมีปัญหาในการเชื่อมต่อและร่วมใช้ระบบรถไฟฟ้าการ พิจารณาคัดเลือกเอกชนและการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน เพื่อให้มีการเดินรถแบบต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 พ.ค.59 เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อและร่วมใช้ระบบไฟฟ้าเสร็จโดยเร็ว แต่หน่วยงานของรัฐยังไม่สามารถดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จได้

http://www.thairath.co.th/clip/60417

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและรวดเร็ว จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ให้มีคำสั่งดังนี้คือ ให้คณะกรรมการคัดเลือกยุติการดำเนินการใดๆที่อยู่ระหว่างดำเนินการตาม พ.ร.บ.การให้ เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐปี 2556 และให้คณะกรรมการการรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสาร รวมถึงหลักเกณฑ์อื่นเพื่อประโยชน์ในการเชื่อมต่อหรือร่วมใช้กิจการรถไฟฟ้า โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันคำสั่งมีผลบังคับใช้ โดยให้เสนอหลักเกณฑ์พร้อมทั้งความเห็นของหน่วยงานต่อ รมว.คมนาคม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปและให้ รมว.คมนาคม พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 50 วัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้สามารถเดินรถแบบต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน และการกำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้มีระยะเวลาการดำเนินโครงการสิ้นสุดลงพร้อมกัน หรือสอดคล้องกัน ให้คณะกรรมการคัดเลือกและคณะกรรมการกำกับดูแลประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาการดำเนินการในส่วนของงานระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลและโครงการส่วนต่อขยาย โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และเมื่อได้ข้อยุติแล้วให้เจรจาร่วมกันกับผู้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลให้ดำเนินโครงการส่วนต่อขยาย และแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนกับผู้รับสัมปทาน เพื่อให้สามารถเดินรถแบบต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน โดยให้เจรจาและแก้ไขสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน.

 

จ้างคนพิการปีละหมื่นตำแหน่ง รัฐบาล-เอกชนรวมพลังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669526

 

สุชาติ จันทรานาคราช

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดงาน “สานพลังสู่มิติใหม่ สร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ 10,000 อัตรา” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ของ 6 องค์กรวิชาชีพ และบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 200 องค์กร โดยการจ้างงานจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เบื้องต้นในปี 59 จะเพิ่มการจ้างงาน 10,000 ตำแหน่ง และในปี 60 จะเพิ่มอีก 10,000 ตำแหน่งให้กับคนพิการ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่กำหนดให้สถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนลูกจ้างต่อคนพิการ 100 คนต่อ 1 คน จากปัจจุบันที่ภาคเอกชนมีการจ้างคนพิการ 34,000 คน จากเป้าหมาย 55,000 คน สำหรับพนักงานประจำที่ภาคเอกชนได้จ้างงานคนพิการส่วนใหญ่จะเป็นตำแหน่งโอปะเรเตอร์งานฝ่ายบุคคล งานธุรการ งานฝีมือในภาคอุตสาหกรรม พยาบาลด้านการตรวจสุขภาพก่อนที่จะพบแพทย์ และอื่นๆ โดยการ ส่งเสริมการจ้างงานจะเป็นผลดี เนื่องจากหลายบริษัทยังขาดแคลน แรงงาน ที่สำคัญภาคเอกชนสามารถนำรายจ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ดีกว่าที่สถานประกอบการต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 109,500 บาทต่อคนต่อปีในกรณีไม่สามารถจ้างคนพิการได้ครบตามกฎหมาย

ด้านนายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า สอท.พร้อมให้ความสนับสนุน ซึ่งนอกจากจะเป็นการดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ถือว่าเป็นการช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วย ขณะที่นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนรวม รับคนพิการมากขึ้น หากไม่สามารถหาได้ก็จะใช้วิธีการจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ ให้มูลนิธิต่างๆนำเงินไปเป็นค่าจ้างงานแก่คนพิการตามชุมชนต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน กล่าวว่า จะมีการอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามกฎหมายจ้างงานตามมาตรา 33 ที่สถานประกอบการไม่เพียงแต่จ้างคนพิการทำงานตรงกับบริษัท แต่ยังสามารถจ้างคนพิการให้ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะในชุมชนหรือภูมิลำเนา และยังส่งเสริมอาชีพตามมาตรา 35 ที่บริษัทสามารถสนับสนุนคนพิการที่ต้องการประกอบอาชีพอิสระ.

 

ชู “บรู้ค ชีลด์ส” ร่วมโปรโมต ททท.จับมืออีวีเอแอร์ลุยเจาะใจทัวริสต์มะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669524

 

ททท.รุกจับมืออีวีเอแอร์ ส่งเสริมตลาดอเมริการ่วมไต้หวัน งัดกลยุทธ์เซเลบริตี้ “บรู้ค ชีลด์ส” ดาราฮอลลีวูดชื่อดังในอดีต ถ่ายรายการสุขภาพเชิงท่องเที่ยวชื่อ “Well travel” ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย

นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา กล่าวว่า ในเดือน ส.ค.นี้ ททท.ตลาดอเมริการ่วมกับ ททท.ตลาดเอเชียตะวันออก จะเดินทางไปพบกับผู้บริหารของสายการบินอีวีเอแอร์ ซึ่งเป็นสายการบินรายใหญ่จากไต้หวัน ในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดอเมริการวมถึงตลาดไต้หวันร่วมกัน เนื่องจากปัจจุบันไทยยังขาดพันธมิตรสายการบินที่เชื่อมต่อไปยังอเมริกา หลังจากที่การบินไทยยกเลิกเที่ยวบินตรงจากอเมริกาไปทั้งหมดแล้ว

“สำหรับอีวีเอแอร์ นับเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพมาก เนื่องจากมียุทธศาสตร์เส้นทางบินที่เหมาะสมกับตลาดอเมริกา ที่มักจะเลือกเส้นทางข้ามมหาสมุทร แปซิฟิกมาสู่เอเชีย เพราะระยะทางใกล้กว่า โดยมีจุดแวะพักแห่งเดียวที่สนามบินในกรุงไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน ประกอบกับปัจจุบันอีวีเอแอร์ขยายตลาดไปยังอเมริกาเพิ่มขึ้น เพิ่มจุดบินจากไทเปสู่ 5 เมืองใหญ่ ได้แก่ ฮิวส์ตัน, ลอสแอนเจลิส, นิวยอร์ก, ซานฟรานซิสโก, ซีแอตเติล นอกจากนั้น ยังบินตรงสู่ 2 เมืองในแคนาดา ได้แก่ โตรอนโต, แวนคูเวอร์ ซึ่งเมืองศูนย์กลางทางการเมืองและการค้า และสอดคล้องกับแผนการที่ ททท.กำลังจะเปิดสำนักงานแห่งใหม่ในแคนาดาภายในปีหน้าพอดีด้วย การผนึกกำลังกับสายการบินอีวีเอแอร์ครั้งนี้ จะอยู่ในรูปแบบร่วมกันทำตลาดจัดโปรโมชั่นร่วมกับบริษัทนำเที่ยว ทำโฆษณาร่วม และจัดแฟมทริปสำหรับเอเย่นต์ทัวร์และสื่อมวลชนร่วมกัน”

นางจุฑาพรกล่าวว่า มั่นใจว่าตลาดภูมิภาคอเมริกากำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว สังเกตจากยอดนักท่องเที่ยวปี 2558 เติบโตถึง 12% เป็นจำนวน 1.16 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 81,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% และแม้ว่าจะประสบภาวะวิกฤติเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่อัตราเฉลี่ยของการเติบโตในรอบปี 2550-2558 ที่ผ่านมา ในเชิงจำนวนยังเพิ่มขึ้นที่ 5% และรายได้เพิ่มสม่ำเสมอที่ 6%
อย่างไรก็ตาม ในการวางกลยุทธ์เข้าเจาะตลาดอเมริกานั้น เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวาง จึงไม่สามารถวางแผนด้วยการลงโฆษณาผ่านสื่อหลักโดยตรง เนื่องจากงบประมาณสูง ค่าโฆษณาทางโทรทัศน์สำหรับรายการที่มีเรตติ้งสูงราคาในหลักล้านบาทต่อนาที ดังนั้นจึงต้องเน้นกลยุทธ์บีโลว์ เดอะ ไลน์ หรือการใช้สื่ออื่นที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง วิธีการที่ ททท.ดำเนินการมาหลายปีและเริ่มเห็นผลตอบรับที่ดีคือ การทำการตลาดผ่านบุคคลมีชื่อเสียง (Celebrity Marketing) ให้มาถ่ายทำรายการในประเทศ เพื่อนำเนื้อหาออกไปเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ครอบคลุมในงบประมาณที่คุ้มค่ากว่า

“ล่าสุดได้รับการยืนยันจาก “บรู้ค ชีลด์ส” ดาราฮอลลีวูดชื่อดังในอดีตซึ่งยังคงมีงานในวงการบันเทิงต่อเนื่อง ปัจจุบันเตรียมผลิตรายการสุขภาพเชิงท่องเที่ยวชื่อ “Well travel” เพื่อเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์พีบีเอส และจะเดินทางมาถ่ายทำเทปแรกในประเทศไทย ททท.รับหน้าที่จัดเส้นทางเรียนรู้วิถีชีวิตในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย เน้นการเยี่ยมชมสินค้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพดูแลกายและใจในแบบไทย เช่น นวดวัดโพธิ์ และไปพบกับท่าน ว.วชิรเมธี ที่ จ.เชียงราย เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.-4 ส.ค.นี้ ซึ่งเมื่อรายการออกอากาศไปแล้ว คาดว่าจะทำให้เกิดการรับรู้และต้องการเดินทางตามรอยเพื่อรักษาสุขภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังสนับสนุนการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ WAGS (Wives and Girlfriends of Sport Celebrity) ซึ่งเป็นรายการประเภทเรียลิตี้โชว์ที่นำภรรยา, คู่หมั้น หรือแฟนสาวของนักกีฬาชื่อดัง มาทดสอบใช้ชีวิตหรูหราในประเทศไทย โดยเดินทางมาถ่ายทำที่ภูเก็ตไปแล้ว โดยร่วมมือกับโรงแรมศรีพันวา ออกอากาศผ่านสถานีเอล เน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นเคเบิลเน็ตเวิร์กออกอากาศทั่วประเทศ”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง ผิดหวังผลประกอบการบ.จดทะเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669591

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี หยุดการทุบสถิติใหม่ต่อเนื่องของดาวโจนส์ไว้ที่ 6 วัน โดยการลดลงส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดหวังรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 21 ก.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 77.80 จุด หรือ 0.42% ปิดที่ 18517.23 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 7.85 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 2165.17 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 16.03 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 5073.90 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลง เนื่องจากตลาดเข้าสู่ช่วงพักหายใจแล้ว กอปรกับความผิดหวังรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของดาวโจนส์อย่าง อินเทล ซึ่งหุ้นร่วง 4.0% หลังรายงานว่า รายได้ไตรมาส 2 ลดลง 51% ขณะที่บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรสส์ หุ้นตก 1.6 จุด แม้มีรายงานว่ารายได้ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 37% แต่แนวโน้มในอนาคตไม่สดใส

 

ปตท.เดินหน้าผุดสถานีชาร์จรถไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669519

 

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.อยู่ระหว่างการเจรจากับค่ายรถยนต์ทั้งจากสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น รวม 3-4 ราย เพื่อมาร่วมลงทุนทำสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ EV Charging Station เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ในการผลักดันให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยรูปแบบการเจรจา ปตท.จะจัดหาพื้นที่สถานีชาร์จไฟที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมัน ส่วนค่ายรถยนต์ที่ร่วมมือจะจ่ายค่าเช่าแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เพื่อเปิดให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากับค่ายรถดังกล่าวมาเติมฟรี

นายอรรถพลกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเหมือนไก่กับไข่ว่าอะไรจะเกิดก่อนกันสำหรับโครงการนี้ ดังนั้น ปัญหาคือในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่มีก็ไม่มีปั๊มหรือสถานีชาร์จไฟฟ้า ล่าสุดขณะนี้ผู้บริโภคที่มีรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพียง 50 คัน ส่วนใหญ่นำมาทดลองใช้งาน ปตท.จึงต้องร่วมมือกันกับเอกชนรายอื่นๆ เพื่อให้ตลาดเชิงพาณิชย์ในการสนับสนุนให้มีผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายได้ ซึ่งขณะนี้มีค่ายรถยนต์ 2 ค่ายตอบตกลงแล้ว คาดว่าจะสรุปรายละเอียดได้ในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้น ปตท.จะจัดหาที่ตั้งปั๊มชาร์จไฟฟ้าให้ในปั๊มน้ำมันของ ปตท. รวมถึงค่าไฟฟ้าที่ต้องรับภาระแต่ค่ายรถยนต์จะเป็นผู้เหมาจ่ายเป็นรายเดือนให้ ปตท. ทั้งนี้ ปตท.ต้องการสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า

“ในปัจจุบัน ปตท.มีสถานีชาร์จไฟฟ้า 4 แห่ง และมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 6 แห่งภายในปีนี้ และเพิ่มอีก 14 แห่งเป็น 20 แห่งภายในปี 2560 ใช้เงินลงทุนรวม 100 ล้านบาท ซึ่งรูปแบบของสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน 4 แห่งนั้น มีค่าดำเนินการหัวจ่ายรวมติดตั้ง 3-5 ล้านบาทต่อแห่ง แต่ละแห่งมี 2 หัวจ่าย ได้แก่ สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบรวดเร็ว (Quick Charge) การอัดประจุไฟฟ้าแบบธรรมดา (Normal Charge)”.

 

“ไทยพาณิชย์” แจกทุนสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669501

 

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมธนาคารผ่านการลงทุน และการค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีการเงิน เพื่อนำมาใช้ในธนาคารไทยพาณิชย์ หรือลูกค้าของธนาคารได้ใช้นวัตกรรมการเงินใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

“ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ใส่เงินลงทุนเข้ามา 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,760 ล้านบาท และภายในปีนี้บริษัทจะนำเงิน 1 ใน 3 ของเงินลงทุน ไปลงทุนในกองทุนสตาร์ทอัพต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ และเป็นกองทุนที่คิดค้นผลิตภัณฑ์บริการทางการเงินใหม่ ที่นำมาใช้ในธนาคารไทยพาณิชย์”

นายธนากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมดจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ลงทุนในกองทุนสตาร์ทอัพในต่างประเทศสัดส่วน 40% ร่วมลงทุนในบริษัทต่างชาติอีก 60% ซึ่งบริษัทจะเลือกเข้าไปลงทุน จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เช่น ร่วมลงทุนกับบริษัทไอบีเอ็ม และร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพในเมืองไทย 350 ล้านบาท โดยเงินร่วมลงทุนในประเทศไทยมีจำนวนน้อย ทั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ให้นโยบายไม่ต้องการกำไรที่มากมาย ขอให้ไม่ขาดทุน มั่นใจว่าใน 6 เดือน หรือ 1 ปี จะมีเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในธนาคารไทยพาณิชย์ และเร็วๆนี้ จะมีเรื่องการลงทุนเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีซีอีโอธนาคารไทยพาณิชย์เป็นประธาน ถ้าเห็นชอบกับการลงทุนในต่างประเทศครั้งนี้ก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆมาให้ใช้ โดยบริษัทยังเตรียมเปิดโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพรุ่นที่ 1 ภายใต้ชื่อ Digital Ventures Accelerator (DVA) ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินทุนให้เปล่าจำนวน 300,000 บาท เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ส.ค.นี้.

 

ตลาดโฆษณาออนไลน์มาแรง ไทยพุ่งลิ่วติดอันดับ 2 อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669499

 

นางณฐพร พันธุ์อุดม หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทิศทางอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงทั่วโลกระหว่างปี 2559-2563 พบว่า โฆษณาออนไลน์ยังเป็นธุรกิจที่เติบโตมากที่สุดในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทย จากผลสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายผ่านโฆษณาออนไลน์ของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยคาดการณ์ว่าปี 2563 มูลค่าการใช้จ่ายผ่านโฆษณาออนไลน์จะอยู่ที่ 3,100 ล้านบาท เติบโต 117% จากคาดการณ์ปี 59 ที่ 1,400 ล้านบาท ขณะที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2559-2563) อยู่ที่ 22.5%

“ไม่น่าแปลกใจที่ตลาดโฆษณาออนไลน์ของไทยจะเติบโตอย่างโดดเด่นมากในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ เพราะจำนวนคนไทยที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จึงทำให้ธุรกิจต่างๆ หันมาสนใจทำโฆษณาผ่านตลาดนี้มากขึ้น เนื่องจากสื่อประเภทนี้ใช้งบน้อยกว่า แต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้รวดเร็วและมากกว่าสื่ออื่น นอกจากนี้ ลูกเล่นใหม่ๆ บนสื่อสังคมออนไลน์อย่างการรับสื่อแบบ Live กำลังได้รับความนิยม เพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาด และยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าอีกด้วย”

นางณฐพรกล่าวว่า หากเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของมูลค่าการใช้จ่ายผ่านโฆษณาออนไลน์ของไทยกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแล้ว พบว่า ไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย ที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 35.2% หรือคิดเป็นมูลค่า 115,000 ล้านบาท ตามด้วยอันดับสาม คือ เวียดนามที่เติบโตเฉลี่ย 18% อันดับสี่ ได้แก่ สิงคโปร์ ที่เติบโตเฉลี่ย 15.5% อันดับห้า ฟิลิปปินส์ ที่เติบโตเฉลี่ย 14.8% และอันดับหก มาเลเซีย ที่เติบโตเฉลี่ย 13.9% ด้วยขนาดตลาดออนไลน์ของไทยที่ยังเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน บวกกับความนิยมชมชอบสังคมออนไลน์ของคนไทย ทำให้ตลาดในบ้านเรายังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมากในอนาคต.

 

เอกชนรวมพลังผุด “ทรูไอคอนสยามฮอลล์” ทุ่ม 2,000 ล้านยกระดับไทย “ไมซ์อาเซียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669497

 

นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ “ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์” ใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท มีขนาดพื้นที่ประมาณ 12,000 ตารางเมตร จำนวน 3,000 ที่นั่ง ตั้งอยู่บนชั้น 7 และ 7M ของโครงการ “ไอคอนสยาม” ซึ่งจะเป็นศูนย์ประชุมที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย และเป็นมาตรฐานโลก คาดว่าหลังเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการช่วงต้นปี 2561 จะมีลูกค้าที่เป็นหน่วยงาน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่ต้องการจัดงานแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตต่างๆ ระดับโลกเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากแน่นอน เนื่องจากเป็นฮอลล์ที่มีขนาดใหญ่ ใช้เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย

“กลุ่มนักท่องเที่ยวไมซ์มีกำลังซื้อและใช้จ่ายจริงจังมาก รวมถึงลูกค้าส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาจัดงาน ก็อยู่ในระดับบน ซึ่งคาดหวังว่าทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางไมซ์อาเซียนได้แน่นอน”

ภาพรวมผลการดำเนินธุรกิจในเครือสยามพิวรรธน์ ได้แก่ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่, ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน ครึ่งปีแรกเติบโต 10% เป็นผลจากตลาดนักท่องเที่ยวเอเชีย อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นบวก มียอดการใช้จ่ายต่อเนื่อง ตลอดปี 2559 คาดว่าผลการดำเนินธุรกิจเครือสยามพิวรรธน์น่าจะเติบโต 12%

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ความร่วมมือจากภาคเอกชนระหว่างไอคอนสยามและกลุ่มทรู เพื่อสร้างโครงการ “ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์” ถือเป็นการยกระดับไมซ์ทางหนึ่งด้วย ภาพรวมตลาดไมซ์ปัจจุบันอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโต 7-10% โดยอุตสาหกรรมไมซ์เป็น 1 ใน 7 สินค้าคุณภาพของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ที่กำลังพยายามผลักดัน เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพอย่างแท้จริง.