ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669429

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669429

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 22:14
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669197

‘พาณิชย์’ ปลื้ม ผู้ส่งออกที่มีออร์เดอร์ต่างประเทศ แม้เงื่อนไขสุดเข้ม ด้านผู้ส่งออกข้าว ผวาส่งออกปีนี้พลาดเป้า เหลือแค่ 9.2 ล้านตันจาก 9.5 ล้านตัน หลังข้าวไทยราคาสูงกว่าคู่แข่งเฉลี่ยตันละ 50 เหรียญฯ เหตุภัยแล้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.59 กรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดให้ผู้ส่งออกข้าว ที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ เพื่อเข้าร่วมเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ครั้งที่ 1/59 ปริมาณรวม 2.18 ล้านตัน และการยื่นซองคุณสมบัติ เพื่อเข้าร่วมการประมูลข้าวเป็นการทั่วไป และข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/59 ปริมาณรวม 1.63 ล้านตัน โดยภายหลังการสิ้นสุดระยะเวลาการยื่นซอง มีผู้ส่งออกยื่นซองคุณสมบัติซื้อข้าวรัฐทั้งสิ้น 9 ราย และมีภาคเอกชนยื่นซองคุณสมบัติเข้าร่วมการประมูลทั้งสิ้น 38 ราย โดยจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ และเปิดให้ผู้ผ่านคุณสมบัติยื่นซองเสนอราคาวันที่ 25 ก.ค.นี้
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติเพื่อเสนอราคาซื้อข้าวสารสต๊อกรัฐบาลในรอบนี้ มีเอกชนเข้าร่วมเป็นจำนวนที่น่าพอใจ แม้การระบายทั้ง 2 รูปแบบจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ต้องมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งยอมรับว่าแม้มีข้อจำกัด ทั้งเรื่องกำหนดระยะเวลาขนย้ายข้าวออกจากโกดัง การส่งหลักฐานคำสั่งซื้อและหลักฐานการส่งออกจริง แต่ยังมีเอกชนจำนวนมากที่แสดงความสนใจซื้อ ซึ่งจะเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ราคาดีที่สุด
“เงื่อนไขค่อนข้างจำกัด แต่ยังมีเอกชนสนใจมาซื้อ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดมีความต้องการ ซึ่งเราจะตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วน เพราะการขายเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ต้องเป็นผู้ที่มีออร์เดอร์ในมือแล้วจริงๆ จึงจะกล้าเสนอตัว เพราะถ้าพบว่ามายื่นเล่นๆ หรือลองดู ทั้งที่ยังไม่มีตลาดในมือ ก็จะเสียประวัติกับภาครัฐได้”
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกข้าวในปี 59 จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9.5 ล้านตัน โดยคาดว่าจะส่งออกได้เพียง 9.2 ล้านตัน เพราะขณะนี้ราคาส่งออกข้าวไทยสูงขึ้น และห่างจากราคาส่งออกข้าวประเทศคู่แข่งมากกว่าตันละ 50 เหรียญสหรัฐฯ โดยราคาส่งออกข้าว 5% ของไทยอยู่ที่ตันละ 443 เหรียญฯ เวียดนามตันละ 374 เหรียญฯ หรือห่างกันประมาณตันละ 60 เหรียญฯ ทำให้ประเทศผู้ซื้อหันไปซื้อข้าวจากประเทศที่มีราคาถูกกว่าไทย
“ราคาข้าวในประเทศไทยแพงขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วง และเกิดภัยแล้งในหลายพื้นที่ จนผลผลิตลดลง ขณะที่อินเดียผลผลิตเริ่มดีขึ้น เวียดนามก็ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากตามที่คาดการณ์ไว้ ส่วนจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ผลผลิตในประเทศมากขึ้น รัฐบาลจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าข้าวจากไทยในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าในไตรมาส 3 และ 4 ประเทศผู้นำเข้าข้าวจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาบ้างตามวงจรการค้าข้าวปกติ” นายชูเกียรติ กล่าว.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 17:10
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669154

หุ้นไทยวันที่ 21 ก.ค.ปิดร่วง7.33 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,502.70 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 57,722.08 ล้านบาท
การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 21 ก.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดลบ 7.33 จุด คิดเป็น -0.49% ดัชนีอยู่ที่ 1,502.70 จุด มูลค่าการซื้อขาย 57,722.08 ล้านบาท
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ5.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน).
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 16:06
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669081

ปตท.-บางจาก ลดราคาขายปลีกน้ำมันเเก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 15 สตางค์/ลิตร และ ดีเซลลดลง 30 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (22 ก.ค. 59) เวลา 05.00 น. …
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 59 ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเเก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 15 สตางค์/ลิตร และ ดีเซลลดลง 30 สตางค์/ลิตร (ที่เหลือคงเดิม) มีผลพรุ่งนี้ (22 ก.ค. 59) เวลา 05.00 น.
สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้
เบนซิน 95: 30.66 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 23.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 23.28 บาท/ลิตร E20: 21.04 บาท/ลิตร E85: 16.99 บาท/ลิตร ดีเซล 24.19 บาท/ลิตร
ทั้งนี้ ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 12:45
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668797

ห้างค้าปลีก “เทสโก้ โลตัส” ร่วมกับสถานทูตนิวซีแลนด์ จัดเทศกาล “Taste of New Zealand” คัดสรรผลไม้นิวซีแลนด์เกรดพรีเมียมมาให้เลือกซื้อในราคาคุ้มค่า…
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทสโก้ โลตัส ผู้ดำเนินธุรกิจห้างค้าปลีกในไทย ได้จัดกิจกรรมด้านการตลาด และส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ร่วมกับสถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย จัดงานเทศกาล “Taste of New Zealand” คัดสรรผลไม้นำเข้าเกรดพรีเมียมจากประเทศนิวซีแลนด์ เช่น แอปเปิลแจ๊ส เอนวี่ ควีน กีวี่แซสปรี และลูกพลับเฟิร์สเฟรช ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อผลไม้นำเข้าคุณภาพสูงในราคาคุ้มค่า ตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 ก.ค.นี้ ที่เทสโก้ โลตัส ทุกสาขา
ทั้งนี้ ในวันเปิดเทศกาล “Taste of New Zealand” มี นายเบน คิง เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานเทศกาล โดยมี น.ส.สลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการ บริษัท เทสโก้ โลตัส นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการ แผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน เทสโก้ โลตัส และนายธนเดช ตระกูลยิ่งยง รักษาการทูตพาณิชย์นิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยร่วม.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 21 ก.ค. 2559 11:50
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668742

ชาวอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ร่วมกับ กฟผ. จัดงาน THEPHA Festival ครั้งที่ 1 “เทพามหาสนุก แหล่งรวมความสุขของทุกคน” ระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.00 น. ณ เทพาบีช รีสอร์ท อำเภอเทพา จ.สงขลา เพื่อแสดงอัตลักษณ์และของดีอำเภอเทพาทั้งอาหารการกินประเพณีวัฒนธรรม เมืองแห่งสุขภาพและเมืองแห่งกีฬา ส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอเทพา และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบกับการแสดงที่ยิ่งใหญ่จากศิลปินบ่าววี การจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยมีเป้าหมายจัดเป็นงานประจำปี
วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ว่าที่ร้อยตรีศราวุทธ เจียรมาศ ปลัดอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายวีระชัย ยอดเพชร หัวหน้าโครงการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพา ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน THEPHA Festival ครั้งที่ 1 ประจำปี 2559 “เทพามหาสนุก แหล่งรวมความสุขของทุกคน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2559 ณ เทพาบีช รีสอร์ท อำเภอเทพา จ.สงขลา โดยมีสื่อมวลชน หัวหน้าส่วนราชการ ตำรวจ ทหาร และผู้นำชุมชนในอำเภอเทพามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
ว่าที่ร้อยตรีศรายุทธ เจียรมาศ อำเภอเทพา กล่าวว่า อำเภอเทพา และ กฟผ. ร่วมกันจัดงาน THEPHA Festival ซึ่งนับเป็นครั้งแรก เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวันรายออีดิ้ลฟิตรี หรือวันเฉลิมฉลองหลังเดือนรอมฎอน โดยเนรมิต บริเวณเทพาบีชรีสอร์ท สำหรับการจัดงาน ภายในงานมีการแบ่งพื้นที่เป็น 7 โซนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 เทพา เมืองอุดมอาหารการกิน “ของดีประจำตำบล” ส่วนที่ 2 เทพา เมืองรุ่งเรืองเรื่องทำกิน “เมืองเกษตร เมืองปศุสัตว์” ส่วนที่ 3 เทพา เมืองมีรากเหง้า “เล่าเรื่องเมืองเทพา”โดยอาจารย์มกุฎ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2555 สาขาวรรณศิลป์ ส่วนที่ 4 เทพา เมืองพหุวัฒนธรรม “การแสดงพื้นบ้านชายแดนใต้” ส่วนที่ 5 เทพามหาสนุก “ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังบ่าววี” ส่วนที่ 6 เทพาเลื่องลือไก่ทอด “มีการแข่งขันแชมป์ไก่ทอดเทพา” และส่วนที่ 7 เทพา เมืองสุขภาพ “กีฬาชายหาด กีฬาฮาเฮ และ Chairity run” นอกจากนี้จะมีการอ่านบทกวี จิตวิญญาณแห่งเมืองเทพา โดยอาจารย์อนุสรณ์ นินวน นักเขียนชาวเทพา การเสวนาในหัวข้อ เมืองเทพาก่อนจะถึง 740 ปี การออกร้านนิทรรศการของส่วนราชการ กิจกรรมอำเภอเคลื่อนที่ การแข่งขันกีฬา แข่งขันการทำอาหาร การจำหน่ายสินค้าของดีอำเภอเทพา คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว กว่า 5,000 คน ทางอำเภอมีความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวก ทั้งในเรื่องสถานที่จัดงาน ที่จอดรถ ไว้เป็นอย่างดี จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนมาเที่ยว ในระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.30-18.00 น.

ด้านนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กล่าวว่า ชาวอำเภอเทพา และ กฟผ. ร่วมกันจัดงาน THEPHA Festival ครั้งที่ 1 นี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องชาวเทพาและจังหวัดใกล้เคียงจะมีความสุขกับของขวัญที่ กฟผ. และอำเภอเทพามีความตั้งใจมอบให้กับทุกคน โดยเฉพาะร้านนิทรรศการของ กฟผ. ได้เตรียมสิ่งดีๆ มามอบให้ ทั้งการแสดงกิจกรรมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ กฟผ. ทำร่วมกับชุมชน มินิเธียร์เตอร์นำเสนอเรื่องราวหลายแง่มุมของ กฟผ. ที่หลายคนไม่เคยรู้ และกิจกรรมที่จะสร้างความบันเทิงอีกมากมาย
“กฟผ. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีภารกิจหลักในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอเพื่อความสุขของคนไทย และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยทุกคน โดยยึดแนวทาง “โรงไฟฟ้าอยู่ที่ใด สังคมอยู่ดีมีสุข” ปัจจุบันจังหวัดสงขลามีโรงไฟฟ้าจะนะเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญ สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาให้มีความเจริญอย่างมั่นคง ช่วยให้พี่น้องชาวภาคใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และในอนาคตอันใกล้นี้ กฟผ. มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างโรงไฟฟ้าเทพาให้เป็นโรงไฟฟ้าของชาวเทพา โดยเปิดโอกาสให้ชาวเทพามีส่วนร่วมในการออกแบบโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน โดย กฟผ. และชุมชนจะเดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพาไปด้วยกัน เพื่อให้เป็นโรงไฟฟ้าแห่งความภาคภูมิใจของชาวเทพาและเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา นำพาเศรษฐกิจของภาคใต้ให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป”
นายวีระชัย ยอดเพชร หัวหน้าโครงการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพา กฟผ. กล่าวว่า งาน THEPHA Festival เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชุมชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมจัดขึ้นเพื่อแสดงอัตลักษณ์และของดีอำเภอเทพาทั้งอาหารการกินประเพณีวัฒนธรรม เมืองแห่งสุขภาพเมืองแห่งกีฬา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอำเภอเทพา และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงหลังเทศกาลเดือนรอมฎอนของพี่น้องชาวไทยมุสลิม เป็นงานท่องเที่ยวที่ ชาวอำเภอเทพาตั้งใจจัดขึ้นและต้องการให้อยู่คู่กับอำเภอเทพา จ.สงขลา เพื่อให้อำเภอเทพาเป็นเมืองพักไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป และยืนยันว่าโรงไฟฟ้าเทพาจะเป็นโรงไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยว และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข ชุมชนจะมีส่วนร่วมและจะมีการพัฒนาเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนตลอดไป
“ขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และทุกจังหวัดมาเที่ยวงาน THEPHA Festival ครั้งที่ 1 “เทพามหาสนุก แหล่งรวมความสุขของทุกคน” ประจำปี 2559 ในวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2559 นี้ ตั้งแต่เวลา 09.30-18.00 น.”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 11:25
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668746

ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล หวัง กสทช. ขยายเวลาจ่ายเงินค่าประมูล ช่วยเหลือช่องทีวีดิจิตอลให้อยู่รอด โดยไม่ต้องพึ่ง ม.44 เชื่อมีแนวโน้มสูง
มีความชัดเจนว่า กสทช. จะช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลให้อยู่รอด ด้วยการขยายระยะเวลาชำระค่าประมูลทีวีดิจิตอลออกไป จากเดิมที่กำหนดชำระให้ครบทั้งหมดในปี 2562
นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ประเทศไทย เปิดเผยว่า มีแนวโน้มว่าสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ด้วยการให้เลื่อนจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิตอลที่เหลืออีก 3 งวดออกไป จนครบระยะเวลาถือครองใบอนุญาต 15 ปี
เช่น ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 1 ช่อง ค้างชำระอีก 3 งวด รวมเป็นเงิน 2,000 ล้านบาท ก็ให้นำอายุใบอนุญาตฯ ที่เหลืออีก 12 ปี ไปหาร แล้วแบ่งจ่ายเป็นรายปีทุกๆ ปี จนครบอายุใบอนุญาต ซึ่งทางผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ยินดีที่จะชำระเงินค่าดอกเบี้ยตามกลไกธนาคาร
นายสุภาพ กล่าวว่า วิธีการนี้สามารถดำเนินการได้โดยใช้อำนาจกฎหมายของ กสทช. โดยไม่ต้องใช้มาตรา 44 และยังจะช่วยให้ผู้ประกอบการทุกรายอยู่รอด และภาครัฐก็ได้ค่าประมูลครบ แม้อาจจะได้เงินช้า โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในเร็วๆ นี้
นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล บอกด้วยว่า ความอยู่รอดของทีวีดิจิตอล ยังขึ้นอยู่กับความสามารถ และการลงทุนของแต่ละช่องที่เลือกนำเนื้อหามานำเสนอ / สภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้ง กสทช. ที่ต้องดำเนินการตามที่สัญญาทุกเรื่อง เช่น การแจกคูปอง และการติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 09:34
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668609

ราคาทองวันที่ 21 ก.ค. 59 เปิดตลาดลดลง 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,750 ขายออกบาทละ 21,850 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,360.44 ขายออกบาทละ 22,350 บาท …
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ลดลง 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,750.00 บาท ขายออกบาทละ 21,850.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,360.44 บาท ขายออกบาทละ 22,350.00 บาท.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 08:50
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668589

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ กรรมการสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า สถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ ได้รับซื้อยางจากสมาชิกเพื่อเตรียมมอบให้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อส่งขายให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่ทำสัญญาซื้อยางจากประเทศไทยจำนวน 200,000 ตัน โดยทำการส่งมอบจำนวนเดือนละ กว่า 16,000 ตัน โดยสัญญาจะเสร็จสิ้นการส่งมอบยาง ให้กับบริษัทดังกล่าวในปี 2560 นั้น แต่จากการส่งมอบยาง ครั้งที่ 1 จำนวนกว่า 16,000 ตัน เมื่อเดือน เม.ย.2559 ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้ ยังไม่มีการส่งมอบยางให้กับบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด ทำให้สถาบันเกษตรกรที่รับซื้อและจัดเก็บยางพาราไว้ตามสัญญา รวมทั้งยางของบริษัทเอกชนอีก 14,000 ตัน ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากสถาบันเกษตรกรจะต้องเสียค่าเช่าโกดังสต๊อกยางและค่าประกันภัยอีกจำนวนมาก
นายกัมปนาทกล่าวอีกว่า หากบริษัทดังกล่าวชะลอซื้อ หรือไม่รับซื้อยาง ทางสถาบันเกษตรกรก็สามารถนำยางออกมาขายข้างนอกได้ แต่จะต้องขาดทุนประมาณกิโลกรัมละ 10-12 บาท โดยทางการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะต้องชดใช้เงินส่วนต่างในครั้งนี้ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นทางสภาเครือข่ายยาง และสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) ได้ทวงถามไปยังการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาหลายครั้งแล้ว รวมทั้งได้ทำหนังสือไปถึงรัฐบาลแล้วเช่นกัน แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบแต่อย่างใด นายกัมปนาทกล่าวในที่สุด.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 08:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668506

กรมศุลฯจัดทัพครั้งใหญ่ใช้แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือลดการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่สกัดโกงตั้งแต่ต้นทางตามนโยบาย รมว.คลัง พร้อมงัดไม้เด็ดลุยปราบ “ชิปปิ้ง” หัวใส ไถเงินพ่อค้า อ้างจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่
นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรที่ลดลงต่อเนื่องทุกปีนั้น เกิดจากนโยบายของรัฐบาลในการลดภาษีนำเข้าเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้รายได้ที่เคยจัดเก็บสูงถึงปีละ 300,000 ล้านบาท ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปีงบประมาณล่าสุด 2559 กรมศุลกากรได้รับเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้เหลือเพียง 160,000 ล้านบาท ลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา
“ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมในปีนี้ ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างแน่นอน แต่เราพยายามที่จะรักษารายได้ไม่ให้ลดลงไปมากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาทด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการจัดเก็บภาษีพร้อมๆกับอุดรูรั่วไหลการจัดเก็บภาษีของเจ้า– หน้าที่กรมศุลกากรเอง”
นายกุลิศกล่าวว่า กรมศุลกากรจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น เพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้ประกอบการที่ไม่สุจริตกับเจ้าหน้าที่ของกรมเอง โดยมี 2 เรื่อง ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการคือ 1.การป้องกันไม่ให้มีการสำแดงราคาสินค้านำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริง และ 2.การป้องกันไม่ให้มีการแจ้งปริมาณสินค้าที่นำเข้าน้อยกว่าความจริง ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้จะเกี่ยวพันกับนโยบายเร่งด่วนของ รมว.คลัง ที่กำลัง เดินหน้าโครงการบัญชีเล่มเดียวของกรมสรรพากร
นายกุลิศกล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ประกอบการที่นำเข้าคือ ต้นทางของการทำธุรกิจภายในประเทศ หากต้นทางส่งข้อมูลไม่ถูกต้องก็จะทำให้โครงการบัญชีเล่มเดียวไม่ประสบความสำเร็จตามไปด้วย อาทิ นำเข้าสินค้าในราคา 100 บาท จำนวน 1,000 ชิ้น รวมเป็นเงิน 100,000 บาท แต่ระบุว่าสินค้ามีราคาเพียง 80 บาท และนำเข้าสินค้ามาเพียง 900 ชิ้น เหลือเพียง 72,000 บาทนั้น ก็จะถูกส่งต่อไปยังปลายทางคือ กรมสรรพากร จึงกลายเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และยังเป็นต้นตอของการหลบเลี่ยงภาษีอีกด้วย
“เมื่อผู้ประกอบการเสียภาษีไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทางแล้ว การลงบัญชีเล่มเดียวก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะผู้นำเข้าจะแจ้งราคาสินค้านำเข้าถูกๆ เพื่อเสียภาษีให้แก่กรมศุลกากรน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็แจ้งราคาสินค้านำเข้าให้แก่กรมสรรพากรในราคาที่สูงกว่า เพื่อเพิ่มต้นทุนให้กับสินค้าแล้วนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดกำไรของบริษัท”
นายกุลิศกล่าวว่า ภายในเดือน ก.ค.นี้ กรมศุลกากรจะนำแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือมาเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน จากเดิมที่ต้องตัดสินใจด้วยการใช้ดุลพินิจและประสบการณ์ของตนเอง โดยเปิดตำราพิกัดอัตราภาษีสินค้านับหมื่นๆรายการเพื่อคิดภาษีจากผู้นำเข้า ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นช่องโหว่ของการหลบเลี่ยงภาษีในปัจจุบัน
“แอพพลิเคชั่นที่กำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ จะมีรูปภาพของสินค้าและอัตราภาษีที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทั่วประเทศสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้อ้างอิงในการเก็บภาษีได้อย่าง ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น เช่น สินค้ายี่ห้อนี้ ผลิตขึ้นมาจากประเทศไหน ราคาที่ซื้อขายในตลาดโลกเท่าไหร่ เป็นต้น”
โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ในระยะเริ่มแรกจะเน้นไปที่การปกป้องสินค้าที่มีผลกระทบกับผู้ผลิต ภายประเทศ เช่น สินค้าเกษตร ได้แก่ กระเทียมและหัวหอมจากประเทศเพื่อนบ้านที่ลักลอบตามแนวชายแดน สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น รถยนต์และสินค้าลิขสิทธิ์ ซึ่งมีทั้งหมด 98 รายการ 21 กลุ่มสินค้า ครอบคลุมสินค้านำเข้ามากกว่า 70%
“ปัญหาที่ถกเถียงกันมากที่สุดของศุลกากรคือเรื่องการกำหนดพิกัดซึ่งเป็นหมายเลขที่ใช้ในการแยกแยะชนิดสินค้าเพื่อกำหนดอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งปัจจุบันสินค้ามีพิกัดที่คล้ายคลึงกันมาก หากเจ้าหน้าที่หน้าด่านกำหนดพิกัดผิดพลาดอัตรา ภาษีที่เสียจาก 5% อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ก็ได้”
ดังนั้น แอพพลิเคชั่นบนมือถือจะช่วยทำให้เจ้าหน้าที่หลังพิงฝา มีระบบการทำงานที่โปร่งใสมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจของตัวเองอีกต่อไป
ส่วนเรื่องสำแดงปริมาณสินค้าไม่ถูกต้องนั้น ต้องลงลึกไปถึงบริษัทที่นำเข้าสินค้าและตัวแทนออกของ หรือชิปปิ้ง โดยใช้วิธีการบริหารความเสี่ยงจากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังไปในอดีตที่ผ่านมาว่า เคยกระทำความผิดหรือถูกเปรียบเทียบปรับจากเจ้าหน้าที่หรือไม่ หากกระทำความผิดซ้ำซากก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงและจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะตัวแทนออกของที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 10,000 รายทั่วประเทศ ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชิปปิ้ง (ไลเซนส์) และอยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมชิปปิ้งฯ ซึ่งขณะนี้กรมศุลกากรอยู่ระหว่างการหารือกับสมาคมชิปปิ้งฯ เพื่อประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป
“ปัญหาการทุจริตและติดสินบนเจ้าหน้าที่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่สามารถลบล้างได้สำเร็จ ซึ่งประเด็นนี้ ผมเจอกับตัวเอง กรณีผู้นำเข้ารองเท้าจากต่างประเทศถูกชิปปิ้งเรียกเงิน 1.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่เรียกเงินเพื่ออำนวยความสะดวก
เนื่องจากผู้ประกอบการได้แจ้งรายละเอียดของสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและกลัวความผิด ผมจึงสั่งให้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวพบว่าเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับและคิดค่าภาษีที่ขาดไป 300,000 บาทเท่านั้น ส่วนต่างที่หายไป 120,000 บาท น่าจะตกอยู่ในมือของชิปปิ้ง”
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น e-Lock คือ การรักษาความปลอดภัยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการเปิดตู้สินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดหมายปลายทาง การติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มอีก 500 เครื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ในอนาคตมีกล้องมากกว่า 2,000 เครื่องกระจายอยู่ทั่วประเทศ และยังเดินหน้าควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกด้านการค้า เช่น โครงการ National Single Window (NSW) ที่จะช่วยเหลือผู้นำเข้าและส่งออกในการขอใบอนุญาตจากส่วนราชการ 36 แห่ง ได้ทาง อิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อกับทางราชการอีก เป็นต้น.