ชูอู่ตะเภาเขตการค้าเสรีเต็มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668501

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้เตรียมเสนอแนวทางการอำนวยความสะดวกทางด้านการเงิน ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ให้กับรัฐบาลพิจารณา พร้อมกับสรุปรายละเอียดการดำเนินโครงการภายใน 2 เดือนจากนี้ โดยเฉพาะการจัดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเสรีทางการเงิน ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน โดยใช้เงินสกุลใดก็ได้ พร้อมทั้งให้สถาบันการเงินจากต่างประเทศเข้ามาเปิดสาขาเพิ่มเติม หรือ ตั้งจุดบริการลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก และจูงใจเอกชนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ “ปัญหาที่ยังติดขัดตอนนี้ คือ ปัจจุบันไทยมีกฎเกณฑ์ข้อหนึ่งบังคับให้การค้าขายสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในไทย ต้องเป็นเงินบาทเท่านั้น เรื่องนี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญ จึงมีแนวคิดอยากจะทำให้เขตตรงนี้สามารถใช้เงินค้าขายเป็นสกุลอะไรก็ได้ เหมือนเราตั้งอยู่ในเกาะ เขตการค้าเสรีที่เป็นอิสระ เวลามีสินค้าเข้ามาหรือสินค้าออกไปอย่างเสรี เรื่องการเงินก็ต้องสอดรับกัน จะใช้เงินดอลลาร์ หยวน ปอนด์ ก็ได้ให้เกิดความคล่องตัว ซึ่งเรื่องนี้ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.แล้ว และน่าจะได้ข้อสรุปไม่นานจากนี้”

ทั้งนี้ นอกจากการอำนวยความสะดวกทางด้านการเงินแล้ว ทีมเศรษฐกิจยังจะสรุปรายละเอียดของการดำเนินโครงการอีอีซีในภาพรวม เสนอให้รัฐบาลเห็นชอบ ทั้งการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แผนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาพื้นที่ งบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการต่างๆ และปัญหาอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะด้านกฎหมาย ซึ่งอาจมีกฎหมายบางฉบับที่ต้องใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาลมาดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น หรือบางฉบับอาจใช้
ขั้นตอนตามปรกติ

“การบริการจัดการพื้นที่ เบื้องต้นจะทำใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยได้พิจารณารูปแบบของเขตทดลองการค้าเสรี ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาปรับใช้กับพื้นที่อีอีซีของไทย โดยอาจเริ่มต้นที่มีสนามบินอู่ตะเภาก่อน ขณะที่แหลมฉบัง มาบตาพุด ก็มีความพร้อมตามมา”.

 

รีแบรนด์ท่องเที่ยวไทยราคาถูก เจาะตลาดทัวร์ไฮโซจีนเพิ่ม 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668499

 

นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนครเซี่ยงไฮ้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเวลานี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก (Mass tourism destination) กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนจึงหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวไทยจำนวนมาก ซึ่งหลังจากนี้ไทยจำเป็นต้องเร่งรีแบรนด์ หรือเปลี่ยนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มลักชัวรี่ กลุ่มเศรษฐี ที่นิยมเที่ยวหรูหรา เพื่อเปลี่ยนสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทยให้เพิ่มในกลุ่มเศรษฐี หรือไฮโซประมาณ 10% ของนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมดที่เดินทางมาเที่ยวไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า จากปี 2558 ที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีเพียง 7% จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีน 8 ล้านคน

ทั้งนี้ ในอนาคตตลาดนักท่องเที่ยวจีนจะเปลี่ยนไป คนจีนจะรวยขึ้น มีการศึกษามากขึ้น และเริ่มมีความหลากหลาย ไม่ต่างกับนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา ซึ่งการท่องเที่ยวจะแบ่งตามความสนใจ เช่น กลุ่มฮันนีมูน กลุ่มสปา กลุ่มสปอร์ต โดยปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวกลุ่มเข้ามาซ้อมมวย วิ่งมาราธอนแล้ว ขณะที่กลุ่มเศรษฐี ใช้จ่ายต่อทริปประมาณ 2 ล้านบาท ไม่รวมช็อปปิ้ง สินค้าแบรนด์เนม ประมาณ 7% โดยประเทศไทยมีจุดขายเป็นตลาดระยะสั้น มีสินค้าสำหรับไฮโซจำนวนมาก รวมถึงโรงแรม 5 ดาว 7 ดาว ที่มีราคาแพง ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มมีเงินได้.

 

งานยักษ์จับสายไฟลงใต้ดิน กสทช.เสนอรัฐบาลรองรับสถานะมหานครอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668496

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า กสทช.จะเสนอให้รัฐบาลบูรณาการการจัดระเบียบสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินทั้งระบบ เนื่องจากปัจจุบันยังติดปัญหาประเด็นกฎหมายในหลายส่วนงาน โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการขอใช้สิทธิในการก่อสร้างท่อร้อยสายใต้ดินของหน่วยงาน อาทิ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมทางหลวงชนบท เพื่อให้มีความยืดหยุ่น

โดยในส่วนของสายสื่อสารโทรคมนาคมนั้น ควรให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เป็นผู้ดำเนินการวางระบบสื่อสารใต้ดินด้วย เพราะหน่วยงานรัฐย่อมมีสิทธิ์ในการดำเนินการมากกว่าเอกชน เช่นเดียวกับที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นผู้ดำเนินการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ซึ่งการจัดระเบียบสายไฟฟ้าและสายสื่อสารโทรคมนาคม ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะในกรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี และสมุทรปราการเท่านั้น แต่ยังจะดำเนินการในต่างจังหวัด ด้วย เช่น น่าน, หนองคาย, นครพนม, ขอนแก่น, เชียงใหม่, หาดใหญ่ จ.สงขลา, ภูเก็ต, พระนครศรีอยุธยา, เกาะสมุย จ.สุราษฎร์– ธานี เป็นต้น เพื่อปรับเปลี่ยนการพาดสายไฟและสายสื่อสารที่พาดกันรกรุงรังให้ไปอยู่ใต้ดิน ปรับทัศนียภาพให้สวยงาม เพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน

อย่างไรก็ตาม เมื่อให้ภาครัฐลงทุนท่อร้อยสายและให้เอกชนเช่าใช้นั้น รัฐต้องกำกับดูแลอัตราค่าเช่าให้เป็นธรรม ซึ่งกสทช.กำลังเร่งร่างประกาศเรื่องแนวทางการปฏิบัติในการใช้ การลงทุน และการสร้างท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินหรือกับโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ….รวมถึงการศึกษาต้นทุนและกำหนดอัตราค่าเช่าให้เป็นธรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้ กสทช.ได้เปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะพบว่า ภาคเอกชนกังวลใน 2 ประเด็น คือ ค่าเช่าท่อร้อยสายและต้นทุนในการนำสายลงใต้ดิน ที่อาจสูงเกินไป จึงเสนอให้กสทช.นำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) มาใช้ประโยชน์.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก บ.เทคโนโลยีส่งดาวโจนส์-S&P ทำนิวไฮอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668519

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทไมโครซอฟท์ และบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ดันดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ปิดทุบสถิติใหม่ในวันพุธ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 20 ก.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 36.02 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 18595.03 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 9.24 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 2173.02 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิมขึ้น 53.56 จุด หรือ 1.06% ปิดที่ 5089.93 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนได้รับการกระตุ้นจากผลประกอบการของบริษัทหลายแห่งที่ออกมาดีเกินคาด และแสดงความเชื่อมั่นในแนวโน้มผลประกอบการในอนาคตของพวกเขา โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทำผลงานดีสุดในวันพุธ นำโดยไมโครซอฟท์ ซึ่งหุ้นเพิ่ม 5.3% ส่วนอินเทล และ ซิสโก ซีสเทมส์ หุ้นขึ้น 1.5% และ 2.4% ตามลำดับ.

 

จีดีพีไตรมาสสองโต 3.3% คลังพร้อมคลอดมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668492

 

“อภิศักดิ์” คาดตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 โต 3.3% ย้ำพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง สามารถรับความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ ย้ำครึ่งปีหลังจะเห็นผลจากการที่รัฐเข้าไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะที่ไอเอ็มเอฟปรับลดจีดีพีเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3.1% จากเหตุผลความไม่แน่นอนของ “เบร็กซิท”

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ 3.2% แสดงให้เห็นว่า พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ และมีความแข็งแกร่งสามารถรองรับความผันผวนของปัจจัยลบต่างๆ ของเศรษฐกิจโลกและภายในประเทศได้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาโดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงตามที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้
“เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งเพราะโครงสร้างพื้นฐานดี แต่กระทรวงการคลังก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังคงเฝ้าติดตามปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยต้องประคับประคองช่วงหัวเลี้ยวต่อหัวในครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4-5% ของจีดีพี หากมองตามศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจไทย แต่ที่จีดีพีขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เพราะช่วงที่ผ่านมา ไทยหยุดนิ่งเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและยังมีปัญหาการเมืองภายในประเทศ”

ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นและจะทยอยเบิกจ่ายเงินได้มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการการ ลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมนั้น ในปีนี้ คาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาได้ทั้งหมด 1.7 ล้านล้านบาท ส่วนเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบในช่วงที่เหลือปีนี้ เช่น โครงการบริหารทรัพยากรน้ำ การ ปรับปรุงและซ่อมแซมถนน และโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่อนุมัติไปแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการเบิกจ่ายเงินอีกประมาณ 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการจัดสรรจากงบประมาณปี 59 จำนวน 540,000 ล้านบาทยังเหลืออีก 40% ที่น่าจะเบิกจ่ายได้จนถึงสิ้นปีงบ ประมาณในเดือน ก.ย.59

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจประเทศไทยนับจากนี้ไป มีทั้งเรื่องการวางแผนระยะยาวและระยะกลาง เช่น การลดภาษีเพื่อสนับสนุน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมเช่น หุ่นยนต์และไบโอเทคโนโลยี เป็นต้น โดยเชิญชวนให้นักลงทุน ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยด้วยการโรดโชว์ และการลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ขณะที่ การบริหารระยะสั้นนั้น ต้องจับตามองสถานการณ์เป็นรายวัน และหากมีปัจจัยเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไม่คาดฝัน กระทรวงการคลังก็พร้อมที่จะออกมาตรการสนับสนุนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทันที

“ผมคงบอกไม่ได้ว่า กระทรวงการคลังจะมีมาตรการอะไรออกมาอีกหรือไม่ เพราะเรามอนิเตอร์เศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา หากมีความกังวลหรือไม่สบายใจเรื่องใดเราก็พร้อมที่จะใช้มาตรการทางด้านการเงินการคลังทันที ซึ่งล่าสุด การใช้เงินช่วย เหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท เพื่อลงทุนเพาะปลูกในฤดูกาลนี้ การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร รวม ถึงการเพิ่มหักค่าลดหย่อนภาษี 15,000 บาท จากการซื้อสินค้าโอทอป เป็นต้น”

นายมอรี ออบส์เฟลด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกสำหรับช่วงปี 2559-2560 ซึ่งไอเอ็มเอฟคาดว่า จีดีพี ของโลกอาจเติบโต 3.1% ในปีนี้ และเติบโต 3.4% ในปี 2560 โดยได้ปรับลดลง 0.1% จากคาดการณ์เดิมที่ออกมาในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีเหตุผลหลักจากความไม่แน่นอนที่เกิดจากการที่ประเทศอังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิท.

 

ตลาดหุ้นไทยร้อนฉ่าพุ่งแตะ 1,510 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668491

 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มพลังงาน สื่อสาร และแบงก์ ดันดัชนีทะยานขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,500 จุด ได้อย่างง่ายดาย คาดว่าแรงซื้อน่าจะมาจากเงินทุนต่างชาติ ที่กระแสเงินทุนยังคงไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย รวมทั้งไทย เพื่อลดความผันผวนและความเสี่ยงจาก Brexit ขณะที่คาดว่านักลงทุนสถาบันในประเทศ ก็ยังคงเข้ามาซื้อผสมโรงตามด้วย โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ก่อนมาปิดทำการที่ระดับ1,510.03 จุด เพิ่มขึ้น 18.03 จุด มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 64,102.78 ล้านบาท

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือ 1,500 จุด ได้เนื่องจากตลาดไม่มีปัจจัยลบกดดัน และกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าหนุนหุ้นไทย โดยส่วนใหญ่เม็ดเงินมาจากยุโรป ที่นักลงทุนเริ่มมองหาตลาดหุ้นเกิดใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งนี้ระยะสั้นประเมินว่า ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นถึงระดับ 1,520 จุด

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระมัดระวังการซื้อขายในช่วงนี้อย่างมาก เพราะตลาดจะเริ่มเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไปหรือ Over Bought และหลังสิ้นสุดการประกาศงบกลุ่มธนาคารไตรมาส 2 คาดว่าตลาดจะเริ่มเผชิญแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารออกมาเป็นระยะๆ รวมถึงสัปดาห์หน้าอาจมีความผันผวนจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ด้วยแนะนำนักลงทุนรอจับตาปัจจัยภายนอก ที่จะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด.

 

จุดเริ่มต้นชีววิถีที่ส่งต่อความรู้ สร้างปราชญ์ชาวบ้านได้ไม่รู้จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 21 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662654

 

เรื่องของความรู้นั้น เราไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือบนโลกเองนี้ทั้งหมด แต่เราสามารถเรียนรู้ได้จากการแบ่งปันความรู้ ถ่ายทอด และส่งต่อถึงกันรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ เช่นเดียวกับที่ ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถี ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่ถ่ายทอดความรู้เรื่องชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้คนในชุมชน และชาวบ้านต่างถิ่นที่เข้ามาเรียนรู้ โดยเฉลี่ยถึง 6000 คนต่อปี บนพื้นที่กว่า 25 ไร่ ที่มีทั้งแปลงทดลองผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ ตั้งแต่การปลูกขยายพันธุ์ รวมถึงแปรรูปเพื่อให้ชาวบ้านนำไปต่อยอดพัฒนาอาชีพและชุมชนในถิ่นบ้านเกิด

คุณบุญเทียน หงษ์ทอง หนึ่งในผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้ชีววิถี กฟผ. เล่าว่า ด้วยความที่ยังไม่มีศูนย์ที่สอนเป็นหลักแหล่งในตอนนั้น เราเข้าไปแนะนำชาวบ้านทำเกษตร โดยตระเวนเข้าไปถามถึงปัญหา และความต้องการของคนในหมู่บ้าน พร้อมกับแนะนำวิธีการให้ เพราะชาวบ้านที่เราสอนในหมู่บ้านหนึ่งมีข้อสงสัย ก็ต้องรอเรากลับจากมาอีกหมู่บ้านหนึ่งเสียก่อนผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงให้จัดตั้งศูนย์กลางสำหรับเรียนรู้ชีววิถีที่นี่ เพื่อให้ชาวบ้านเข้ามาศึกษา หรือถ้ามีอะไรสงสัยก็สามารถกลับมาดูที่แปลงสาธิตได้ทุกเวลา ไม่ต้องเสียค่ารถไปดูงานที่ต่างจังหวัดไกลๆ ชาวบ้านที่นี่เองก็รู้สึกดีที่มีส่วนร่วมกับเขาตลอด เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตของเขาเราเองก็จะรู้หมด เพราะอยู่รอบดินฟ้าอากาศเดียวกัน และยังเป็นที่ที่สร้างคนในชุมชนให้เป็นผู้นำ เอาเรื่องชีววิถีไปสอนต่อได้อีกด้วย


ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถี กฟผ. แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ถือว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ขนาดใหญ่ มีแปลงสาธิตปลูกพันธุ์ไม้หลายหลากพันธุ์ รวมไปถึงพันธุ์ไม้หายาก มีแปลงสาธิตปลูกมะนาวนอกฤดู ปลูกผักตามฤดูกาล มีนาข้าว เพาะเห็ด เลี้ยงเป็ดไก่วัวไปจนถึงหมูหลุม มีสอนเรื่องพลังงานทดแทน ทำน้ำส้มควันไม้ที่ใช้บำรุงดิน และกำจัดศัตรูพืช เพื่อเน้นการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง สอนการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาทำปุ๋ยหมัก โดยใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนในเรื่องหัวเชื้อจนเกิดเป็นโครงการธนาคารจุลินทรีย์ ซึ่งมีหลายหมู่บ้านนำไปเรียนรู้แล้วต่อยอดอย่างเห็นได้ชัด อาทิ บ้านหัวฝาย และบ้านใหม่นาแขม ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบด้วย

คุณชญากร วงอะถะ รองนายกเทศมนตรีตำบลแม่เมาะ เล่าว่า วันหนึ่งได้พาผู้สูงอายุตำบลแม่เมาะ ซึ่งมีปราชญ์ชาวบ้านร่วมอยู่ด้วย เข้าดูงานที่โครงการชีววิถี ที่นี่ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน เพราะได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มีปราชญ์ชาวบ้านจะร่วมเป็นเครือข่ายของที่นี่ เพื่อรวบรวมสมุนไพรทั้งจากทางบ้านผู้สูงอายุ และสมุนไพรบางตัวที่ กฟผ.
ไม่มี ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อสร้างปราชญ์ชาวบ้านรุ่นใหม่ ให้เขามีความรู้นำไปต่อยอดที่บ้านเองได้

ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถี กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง กลายเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ และแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ของชุมชน พลังของความรู้ที่สามารถแบ่งปันให้กันและกันได้นี่แหละ ที่เราเชื่อว่าจะช่วยสร้างปราชญ์ชาวบ้าน และสร้างความสุขให้เกิดกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

เราเชื่อว่าเมื่อองค์ความรู้เชื่อมถึงกัน ความรู้ก็จะส่งผ่านต่อกันได้ไม่รู้จบ

สุขใจที่ได้ร่วมสร้าง @ แม่เมาะ จังหวัดลำปาง

www.egat.co.th

 

ชี้หุ่นยนต์ไทยเพิ่งเริ่มตั้งไข่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668484

 

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ใน 6 เดือนแรกของปีนี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4.0 โดยเฉพาะใน 10 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมในอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร กรอ. ได้ออกใบ รง.4 ให้กับผู้ประกอบการไปแล้ว 322 ราย เป็นเงินลงทุน 26,876 ล้านบาท เกิดการจ้างคนงานใหม่ 22,266 คน อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 47 ราย เป็นเงินลงทุน 13,083 ล้านบาท จ้างคนงานใหม่ 8,483 คน ยานยนต์ จำนวน 41 โรง เป็นเงินลงทุน 36,461 ล้านบาท จ้างคนงานใหม่ 9,651 คน เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ จำนวน 13 ราย เป็นเงินลงทุน 5,257 ล้านบาท จ้างคนงานใหม่ 297 คน ฯลฯ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าว พบว่าเป็นตัวเลขดีขึ้นทุกด้านทั้งเรื่องของการตั้งโรงงานใหม่ การลงทุน และการจ้างงาน

นายสมชายกล่าวว่า ในประเด็นที่หลายฝ่ายมีความกังวลเรื่องภาคอุตสาหกรรม 4.0 จะนำเครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้แทนแรงงานคน ตนมองว่า ในประเทศไทยยังต้องใช้เวลาอีกนานจึงจะไปถึงเรื่องของการใช้หุ่นยนต์มาช่วยในกระบวนการผลิต เพราะอุตสาหกรรม 4.0 ในหลายๆ ประเทศก็อยู่ในระยะเริ่มต้น การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในประเทศไทยจึงจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จาก 2.0 เป็น 3.0 และ 4.0 โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก่อน เพราะมีความพร้อมด้านเงินทุนและได้ปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติร่วมกับแรงงานคนแล้ว.

 

“โกลเด้นแลนด์” ลุยบ้านเดี่ยว! ส่งบ้านแนว “เจแปนนิส” ลงสู้ศึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668476

 

นายวิรัชต์ มั่นเจริญพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมเปิดตัวโครงการบ้านภายใต้ซีรีส์ “เดอะ แกรนด์” ที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวไปแล้ว 3 ทำเล คือ พระราม 2, วงแหวน-ประชาอุทิศ และปิ่นเกล้า ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ล่าสุดในวันที่ 23-24 ก.ค.นี้เตรียมส่งโครงการ เดอะ แกรนด์ บางนา-วงแหวน มาเขย่าวงการบ้านเดี่ยวอีกครั้ง โดยโครงการนี้จะเน้นดีไซน์แบบบ้านโฉมใหม่ภายใต้คอนเซปต์ Modern Japanese Style ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท

“บริษัทมั่นใจว่าการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ขณะนี้เริ่มไปในทิศ ทางที่ดี โดยเฉพาะในโซนบางนา เนื่องจากมีอัตราการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง และมีอัตราจำนวนผู้อยู่อาศัยในเขตนี้เพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของทำเลนี้ จึงได้พัฒนาโครงการเดอะ แกรนด์ ในระดับลักชัวรี่มาตอบโจทย์ตลาด ซึ่งการเปิดโครงการนี้ก็สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัทที่จะเน้นขยายตลาดบ้านเดี่ยวในปีนี้ให้เพิ่มขึ้น”.

 

รฟท.รื้อปรับข้อมูลสัญญาเช่า ก่อนปรับขึ้นค่าเช่าทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668474

 

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มีมติให้มีการปรับรื้อสัญญาณการเช่าที่ดินของ ร.ฟ.ท.ทั่วประเทศที่มีทั้งหมดกว่าหมื่นสัญญาว่า ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างดำเนินการอยู่และแจ้งไปยังคณะอนุกรรมการ คนร.ว่ามีสัญญาเช่าที่ดินสิ้นสุดสัญญาประมาณ 3 พันกว่าสัญญา กำลังเร่งต่อสัญญาเช่าชั่วคราวแบบปีต่อปี ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการว่าจ้างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ศึกษาแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการที่ดินทั้งหมด

นายวุฒิชาติกล่าวว่า ส่วนที่ดินแปลงใหญ่นั้น มีความชัดเจนว่าจะคัดเลือกเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบของพีพีพี ตามขั้นตอนจึงต้องมีการว่าจ้างศึกษารายละเอียดและแผนการลงทุน ก่อนจะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาโครงการ ก่อนที่จะเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการพีพีพี เพื่อจะสามารถดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโดยยึดตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556

“การบริหารที่ดินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ที่ดินแปลงใหญ่จะพิจารณาจัดหาเอกชนเข้ามาร่วมทุน ส่วนที่ดินแปลงย่อยจะมีการทบทวนอัตราค่าเช่าที่ดินให้เหมาะสมกับสภาพและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน”

ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.กล่าวว่า ส่วนการกำหนดอัตราค่าเช่าที่ดินเดิมในอดีตนั้น กำหนดไว้ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการประเมินเพื่อศึกษาและกำหนดอัตราที่เหมาะสมทั้งระบบ หากมีการประกาศโครงสร้างอัตราค่าเช่าที่ดินใหม่ ในขั้นตอนการปฏิบัติจะทยอยพิจารณาสัญญาเช่าที่ดินที่หมดอายุลงแล้ว หากโครงสร้างชัดเจนจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการเจรจาและทำความตกลงกับผู้เช่าในสัญญาต่อๆไป.