ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668404

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668404

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668471

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบนิติบุคคลที่มีอยู่ในระบบ 635,000 ราย พบว่ามีจำนวน 22,992 รายที่มีปัญหา เป็นบริษัทที่ควรเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกิจ หรือติดต่อทำธุรกิจ ซึ่งกรมได้ทำเป็นหมายเหตุท้ายหนังสือรับรองนิติบุคคลทั้งหมดแล้ว ซึ่งประชาชนและธุรกิจสามารถตรวจสอบได้ผ่านแอพพลิเคชั่น DBD e-Service โดยใส่ชื่อนิติบุคคลที่ต้องการจะตรวจสอบ ก็สามารถทราบได้ว่าบริษัทนั้นเป็น บริษัทดีหรือไม่ดี ถ้าเป็นบริษัทปกติจะไม่มีหมายเหตุระบุไว้ แต่ถ้ามีหมายเหตุระบุไว้ ต้องระวังในการติดต่อและทำธุรกิจด้วย
สำหรับบริษัททั้ง 22,992 ราย เป็นบริษัทที่ไม่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตามที่ได้ขอจดทะเบียนไว้ 7,293 ราย ทำให้ไม่ สามารถตรวจสอบได้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่, ไม่ส่งบัญชี 4,054 ราย, ฝ่าฝืนคำสั่งสารวัตรบัญชีหรือไม่ชี้แจงข้อสงสัยตามที่ได้ขอให้ชี้แจง 11,293 ราย, เป็นธุรกิจเครือข่ายขายตรง 1 ราย คือ บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด, มีชื่อคล้ายบริษัทดัง 38 ราย และล่าสุดเกี่ยวข้องกับบริษัท ทรานลี่ ทราเวิล จำกัด ซึ่งถูก จับกรณีนอมินีในธุรกิจท่องเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต และพังงา ไปแล้ว 15 ราย
นอกจากนี้ ในส่วนของนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีธรรมาภิบาล กรมได้เชิดชูด้วยการระบุไว้ในหมายเหตุท้ายหนังสือรับรองนิติบุคคลเช่นเดียวกันว่า เป็นบริษัทที่ดี ควรทำธุรกิจด้วย เพราะเป็นนิติบุคคลที่มีความชัดเจนในการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีนิติบุคคลได้รับรางวัลธรรมาภิบาลธุรกิจดีเด่นและได้ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายหนังสือรับรองแล้ว 298 ราย
สำหรับแอพพลิเคชั่น DBD e-Service สามารถใช้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทเสี่ยงในการทำธุรกิจ หรือบริษัทที่ดี หรือรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับเครื่องหมาย DBD Registered เพื่อยืนยันการมีตัวตนของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และยังตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของนิติบุคคลต่างๆ แบบย่อได้ย้อนหลัง 3 ปี โดยหลังจากเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.57 จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.59 มีสถิติผู้เข้าใช้บริการระบบรวมทั้งสิ้น 1,444,063 ครั้ง.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2559 18:00
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668299

หุ้นไทยปิดบวก 18.03 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,510.03 จุด มูลค่าการซื้อขาย 64,102.78 ล้านบาท
การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 20 ก.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดบวก 18.03 จุด คิดเป็น +1.21% ดัชนีอยู่ที่ 1,510.03 จุด มูลค่าการซื้อขาย 64,102.78 ล้านบาท
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน).
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2559 14:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668171

กรมการขนส่งทางบก สั่งเตรียมรถโดยสารสาธารณะให้บริการอย่างเพียงพอ พร้อมเข้มงวดการให้บริการ รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์ หากพบปฏิเสธผู้โดยสาร ใช้ความเร็วเกินกำหนด โกงค่าโดยสาร ลงโทษหนักทุกราย
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมพร้อมอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย ให้กับประชาชนในการเดินทางเที่ยวกลับหลังจากสิ้นสุดช่วงวันหยุดยาว โดยให้จัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะให้เพียงพอ และเข้มงวดตรวจสอบการให้บริการอย่างจริงจัง ป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน นอกจากนี้ให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งดำเนินการตรวจสอบความเร็วของรถสาธารณะตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ด้วยกล้องเลเซอร์บนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ความเร็ว
สำหรับผลการสุ่มตรวจจับความเร็วตั้งแต่วันที่ 15-19 ก.ค. 59 พบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนดรวม 523 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคลมีจำนวนสูงสุด 163 คัน รองลงมา รถบรรทุกไม่ประจำทาง 114 คัน รถตู้โดยสารประจำทาง 88 คัน รถตู้โดยสารไม่ประจำทาง 78 คัน รถโดยสารประจำทาง 44 คัน และรถโดยสารไม่ประจำทาง 36 คัน โดยจะเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดให้เข้ามารายงานตัวเพื่อชำระค่าปรับตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท
ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบกจะบันทึกประวัติไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ เพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ นอกจากนี้เพื่อป้องกันรถโดยสารสาธารณะฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบกจึงจัดชุดปฏิบัติการกองตรวจการขนส่งทางบก ชุดตรวจการพิเศษ บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต 2 เอกมัย สายใต้ และสถานที่ที่มีประชาชนเรียกใช้บริการรถสาธารณะเป็นจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จุดจอดรถอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นต้น เพื่อดูแลการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะอย่างใกล้ชิด โดยมีมาตรการเปรียบเทียบปรับลงโทษ ที่เข้มข้น จริงจัง ทันที กับผู้ให้บริการผิดกฎหมาย หรือกลุ่มมิจฉาชีพที่เอาเปรียบและฉวยโอกาสประชาชน ทั้งรถจักรยานยนต์สาธารณะ และรถแท็กซี่ที่เรียกเก็บอัตราค่าโดยสารเกินราคา การปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร และการทิ้งผู้โดยสาร ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุด ถึงขั้นพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที
อย่างไรก็ตาม หากพบรถโดยสารสาธารณะเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ หรือผ่านทาง facebook ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก โดยระบุรายละเอียดของรถให้ชัดเจน ได้แก่ หมายเลขทะเบียนรถ วัน เวลา เพื่อให้สามารถติดตามผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้โดยเร็ว.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2559 10:55
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668041

ราคาทองวันที่ 20 ก.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603 ขายออกบาทละ 22,600 บาท
วันที่ 20 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 บาท ขายออกบาทละ 22,100 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603 บาท ขายออกบาทละ 22,600 บาท
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 08:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667846

สศช.วาง 10 ยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฉบับที่ 12 (2560–2564) นับเป็นแผนแรกที่จะล้อไปกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560– 2579) ในช่วง 5 ปีแรกวางโครงสร้างประเทศ ไทยสู่การพัฒนาอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน เปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิด เผยว่า สศช.กำหนดจัดประชุมประจำปี 2559 เรื่อง “ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564)” ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคีการพัฒนาจากทุกภาคส่วนของสังคม ได้ร่วม แสดงความเห็น เพื่อให้การจัดทำแผนมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในวันที่ 22 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมอิมแพคเมืองทองธานี โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมและแสดงปาฐกถาพิเศษ
ทั้งนี้ ในแผนฯ 12 จะเป็นแผนฉบับแรกที่ยึดโยงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579) ในช่วงของ 5 ปีแรก คือ 2560-2564 ซึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วางเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงระดับ 12,735 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี จากที่ในแผนฯ 11 วางไว้ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี และ 8,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปีในช่วงปลายแผนฯ 12 โดยหลักของการวางแผนฯ 12 ได้น้อมนำและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ยั่งยืน โดยวิสัยทัศน์ของการพัฒนาให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีการกระจายรายได้ และการพัฒนาอย่างเท่าเทียม มีระบบนิเวศที่ดี สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาว “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” รวมมีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ 10 ยุทธศาสตร์
ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ เนื่องจากโครงสร้างประชากรไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เมื่อสิ้นสุดแผนฉบับที่ 12 ในปี 2564 โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 19.8% ขณะที่วัยแรงงานเริ่มลดลง ส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการพัฒนาคนให้มีความสมบูรณ์ มุ่งพัฒนาเชิงคุณภาพในแต่ละช่วงวัย บนพื้นฐานของการมีสถาบันทางสังคมที่เข้มแข็ง เพื่อเตรียมคนไทยให้มีทักษะการดำรงชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กลุ่มประชากร 40% ที่มีรายได้ต่ำสุด ให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางสังคมที่มีคุณภาพได้ทั่วถึง จากเดิมมีความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์และการถือครองที่ดินและปัญหาการกระจายบริการภาครัฐที่คุณภาพยังไม่ทั่วถึง ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน คือให้ความสำคัญกับการบริหารเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพภาคการเงินและดูแลวินัยการเงินการคลังควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจรายสาขา มีเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ โดยขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% มีรายได้ต่อหัวเป็น 8,200 เหรียญสหรัฐฯในปี 2564
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ รักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสร้างสมดุลของการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และเป็นธรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ยุทธศาสตร์ที่ 5 ความมั่นคง จะเห็นว่าช่วงของแผนฯ 12 มีการก่อการร้ายมากขึ้น ซึ่งต้องดูแลไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจและสังคม และเป็นแผนที่ต้องเตรียมรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการภาครัฐ การ ป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคมไทย มีเป้าหมายเพื่อลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการให้บริการของภาครัฐและประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจของประเทศให้อยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน รวมทั้งลดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของประเทศเพื่อเพิ่มคะแนน ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ให้อยู่สูงกว่า 50% เมื่อสิ้นสุดแผนฯ 12 ปัจจุบันอยู่ที่ 38% และใน 20 ปี ตั้งเป้าให้การคอร์รัปชันหมดไปจากประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ มีเป้าหมายสำคัญ คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ในภาพรวม เช่น เพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางจาก 2% เป็น ไม่น้อยกว่า 4% และปริมาณการขนส่งสินค้าทางน้ำเพิ่มจาก 15% เป็นไม่น้อยกว่า 19% ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล เช่น ขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ได้ 85% ของหมู่บ้านทั่วประเทศและมีผู้ประกอบธุรกิจดิจิตอลรายใหม่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000 ราย โดยช่วงแผนฯ 12 คาดว่าการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตรระยะแรกจะแล้วเสร็จทุกเส้นทาง และเริ่มสร้างโครงข่ายรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ได้ และเริ่มก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อเป็นเครื่องมือกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค โดยทำควบคู่ไปกับการวางแผนพัฒนาพื้นที่เมืองบริเวณสถานีรถไฟ และเริ่มพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในเมืองหลัก และพัฒนาโครงข่ายทางถนน เส้นทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เป็นต้น
ยุทธศาสตร์ที่ 8 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสู่ 1.5% ของจีดีพี และสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชนต่อภาครัฐเป็น 70:30 เพิ่มบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาเป็น 25 คนต่อประชากร 10,000 คน และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จัดโดยไอเอ็มดี ให้อยู่ในลำดับ 1 ใน 30
ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ วางแนวทางพัฒนาที่สำคัญคือ พัฒนาภาคเหนือให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง พัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้หลุดพ้นจากความยากจนก้าวสู่เป้าหมาย “อีสาน พึ่งตนเอง” พัฒนาภาคกลางให้เป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำ เป็นศูนย์อุตสาหกรรมของอาเซียน เป็นฐานการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ พัฒนาภาคใต้เป็นฐานสร้างรายได้ที่หลากหลาย เป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราและปาล์มน้ำมันของภูมิภาค เป็นแหล่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด มีเป้าหมายฟื้นฟูและพัฒนาให้ขยายตัวอย่างสมดุล ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ชายแดนจะเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตอย่างยั่งยืนและเกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กำหนดให้พัฒนาเมืองศูนย์กลางของจังหวัดให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคมอย่างเท่าเทียม
ยุทธศาสตร์ที่ 10 การต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาค ได้แก่ การเตรียมความพร้อมให้ไทยเป็นประตูสู่ภาคตะวันตกและตะวันออกของเอเชีย โดยดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของทำเลที่ตั้งของไทยเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 08:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667841

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบอร์ด ขสมก. กล่าวถึงกระแสข่าวผลการคัดเลือกผู้ที่ชนะ ประกวดราคารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ที่ว่ามีการพิจารณาอนุมัติบริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป ที่เสนอราคาประมูลต่ำที่สุด และมีกระแสข่าวว่าเลี่ยงภาษีนำเข้าว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดแต่อย่างใด โดยบอร์ด ขสมก.ได้นัดประชุมวันที่ 27 ก.ค.นี้ หากมีการเสนอเรื่องผลการประกวดราคารถเมล์เอ็นจีวี และนำเรื่องเอกชนที่ชนะการประมูลมีข่าวว่าเลี่ยงภาษีก็จะต้องพิจารณาให้เกิดความ ชัดเจนก่อนว่าควรอนุมัติให้บริษัทดังกล่าวชนะการประมูลหรือไม่อย่างไร
ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเรื่องการปฏิรูปการขนส่งได้มีมติให้เร่งขออนุมัติ ครม.ยกเลิกมติ ครม. วันที่ 11 ม.ค.2556 ที่ระบุให้ ขสมก. เป็นผู้ประกอบการรายเดียว เป็นให้ ขสมก.-กรุง– เทพมหานคร-รถร่วมเดินรถร่วมกัน ให้กรมขนส่ง ทางบกเป็นผู้กำกับดูแล โดยจะเสนอให้ ครม.พิจารณา ได้ในวันที่ 26 ก.ค.นี้ นอกจากนี้ ได้เห็นชอบให้เสนอ ม.44 เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.การขนส่งทางบกมาตรา 28 เกี่ยวกับอายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง, แก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 2 เรื่องอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ฉบับ ที่ 4, เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการในการออกใบอนุญาตประกอบการขนส่ง และจัดตั้งหน่วยงานเพื่อมาดำเนินการตามภารกิจ.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 07:40
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667837

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงผลประชุมคณะอนุกรรมการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติระเบียบคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการให้กู้ยืมเงิน จากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ในโครงการเงินทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจ ขนาดย่อม พ.ศ….ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาด้านเงินทุน เข้าโครงการเงินทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจขนาดย่อมของ สสว. วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อเสนอให้บอร์ด สสว.ที่มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน อนุมัติในการประชุมวันที่ 28 ก.ค.นี้
สำหรับระเบียบฯดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีปัญหาด้านเงินทุน ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ เพราะติดปัญหาเครดิตบูโร วงเงิน 1,000 ล้านบาท ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ย 5-7 ปี มีเงื่อนไขผู้ประกอบการยังต้องประกอบกิจการอยู่, ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิก สสว., เงินทุนที่ได้ต้องนำไปพัฒนาต่อยอดพลิกฟื้นธุรกิจไม่ใช่นำไปจ่ายหนี้บุคคล และคาดว่า ที่ประชุม ครม.วันที่ 26 ก.ค.นี้ รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินกองทุนฯนี้อีกไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท “โครงการนี้เป็นจุดเริ่มในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีปัญหาการเข้าถึงเงินทุน เพราะบางรายอาจขาดเงินทุนเพียง 100,000 บาท แต่ติดเครดิตบูโรก็ไม่สามารถเข้าโครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ดอกเบี้ยต่ำ 4% ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ แต่โครงการนี้แม้ติดเครดิตบูโร แต่ สสว.วิเคราะห์แล้วว่า หากใส่เงินอีกเล็กน้อยก็สามารถพลิกฟื้นกิจการได้ ก็จะให้เข้าโครงการนี้ เป็นนโยบายช้อนชีวิตเอสเอ็มอีให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ทาง สสว.ได้ วิเคราะห์เอสเอ็มอีหลายรายไว้แล้ว หลังบอร์ดชุดใหญ่อนุมัติก็สามารถคิกออฟช่วยผู้ประกอบการได้ทันที”
ทั้งนี้ วันที่ 21 ก.ค.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะทำการเปิดศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอีภายใต้ชื่อเอสเอ็มอี เรสคิว เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นการรวมทุกหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างเต็มรูปแบบ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์, ยุติธรรม, มหาดไทย, สสว., ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.), ธนาคารออมสิน สมาคมธนาคารไทย โดยให้เอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาขอแบบฟอร์ม เขียนขอความช่วยเหลือตามสาขา หน่วยงานดังกล่าวรวม 3,800 สาขาทั่วประเทศ เพื่อ ส่งมายังหน่วยกลั่นกรองแต่ละจังหวัดช่วยเหลือต่อไป.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 07:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667832

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างการปรับปรุงนิยามและรายละเอียดของหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ในส่วนของ ธปท.ใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น และจะช่วยให้สามารถนำตัวเลขและข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวไปใช้ในการเปรียบเทียบ หรือกำหนดนโยบายประเทศได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เพราะขณะนี้มีสินเชื่อบางส่วนที่จัดอยู่ในประเภทหนี้ครัวเรือน แต่อาจจะไม่ใช่หนี้ครัวเรือนเสียทีเดียว และมีหนี้สินบางประเภทที่ไม่ได้รวมในหนี้ครัวเรือน แต่ ธปท.มองว่า ควรจะนำมารวมในนิยามของหนี้ครัวเรือน
จากการสำรวจวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ ล่าสุดสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า การก่อหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดเป็นการกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย 28% ของหนี้ครัวเรือนรวม รองลงมาเป็นการกู้ยืมเพื่อวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจของธุรกิจขนาดเล็กและย่อย แต่เป็นการกู้ส่วนบุคคลโดยเจ้าของ 18% ขณะที่เป็นหนี้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์ 15% หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล 6% หนี้ครัวเรือนกู้ยืมผ่านสหกรณ์ฯ 15% หนี้ส่วนบุคคลอื่นๆ 15% และหนี้สินอื่นๆ 3%
“หนี้ที่กู้เพื่อธุรกิจนั้น ธปท.คงต้องพิจารณาว่าควรจะอยู่ในหนี้ครัวเรือนต่อไปหรือไม่ เพราะการให้กู้ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ดูฐานะการเงินของบุคคลอย่างเดียว แต่มีกระแสเงินของกิจการเป็นตัวพิจารณาด้วย ขณะที่การกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยนั้น ไม่น่าเป็นห่วง เหมือนหนี้ครัวเรือนในส่วนอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอาจจะได้รับผลกระทบหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ขณะที่หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะหนี้ของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นหนี้ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นหนี้ของผู้มีงานทำครั้งแรกและมีผลต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รวมในนิยามหนี้ครัวเรือน ส่วนนี้ควรจะเอามารวม นอกจากนั้น อาจจะมีสินเชื่ออื่นๆ ที่จำเป็นต้องเอารวมเป็นหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติมอีก โดยคาดว่าการปรับปรุงดังกล่าวจะเสร็จอีกไม่นานนี้ และจะทำให้เราเข้าใจหนี้ครัวเรือนได้ดีขึ้น”
สำหรับกลุ่มครัวเรือนที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ คือ ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่มีความเปราะบางจากระดับหนี้ต่อรายได้ที่สูง และสภาพคล่องการเงินที่ต่ำ โดยเกษตรกรซึ่งเป็นภาคที่มีความทนทานต่อหนี้ในระดับที่ต่ำมาก และผลจากภัยแล้งยังทำให้ต้องกู้ยืมหนี้สินเพิ่มขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ามีผลต่อ สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กและย่อย และยังต้องติดตามระดับหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 07:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667829

น.ส.ศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13-14 ก.ค.59 ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าไทย-อินเดีย ครั้งที่ 30 กับนาย Ravi Capoor รองปลัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย กินเวลามานานกว่า 12 ปีแล้ว ควรเร่งสรุปการเจรจา โดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอินเดียดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ “ทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดกรอบและแนวทางการเจรจาที่ชัดเจนขึ้น เพื่อให้มีทิศทางการเจรจาในเป้าหมายเดียวกัน มุ่งสู่ประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนสูงสุด ภายใต้หลักคิดที่ทั้ง 2 ฝ่ายเป็นพันธมิตรทางการค้า มิใช่การเจรจาที่คิดแต่การได้เปรียบเสียเปรียบ”
ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้ ไทยได้ขอให้อินเดียเปิดตลาดเพิ่มเติมให้แก่สินค้าเคมีภัณฑ์ ยางพารา และข้าวให้ไทย ขณะที่อินเดียขอให้ไทยอนุญาตให้วิศวกรคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานในไทย และทั้ง 2 ฝ่ายยังได้ตกลงที่จะปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้มีถ้อยคำที่ง่ายขึ้นและปฏิบัติได้ ส่วนเรื่องมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ ปี 58 การค้าระหว่าง 2 ประเทศ มีมูลค่า 7,924.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 8.44% จากปีก่อน โดยไทยส่งออก 5,295.87 ล้านเหรียญ และนำเข้า 2,628.39 ล้านเหรียญ ซึ่งไทยได้ดุลการค้า 2,667.48 ล้านเหรียญ.