ตะลึง! ผลไม้ภาคใต้ปีนี้ราคาดีผิดหูผิดตา แล้ง-ร้อนผลผลิตลดมังคุดโลละ 115 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667824

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ปริมาณผลไม้ภาคใต้ปีนี้มีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด เพราะปีนี้อากาศร้อนและแล้งยาว ทำให้ผลไม้ออกช้า อาจมี ผลผลิตกระจุกตัวบ้างในบางช่วง แต่ในภาพรวมมีแนวโน้มไม่มีปัญหาราคา ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ยกเว้นลองกองที่อาจมีจุดเสี่ยงบ้าง เพราะผลผลิตจะออกพร้อมกัน โดยแนวโน้มราคาหน้าสวน ทุเรียนกิโลกรัม (กก.) ละ 93-95 บาท มังคุด กก.ละ 110-115 บาท เงาะ กก.ละ 17 บาท และลองกอง กก.ละ 14 บาท

ทั้งนี้ ในส่วนของทุเรียน ปัจจุบันออกสู่ตลาดไม่มากนัก ประมาณ 6% ระดับราคาซื้อขายอยู่ในเกณฑ์สูง เกรดส่งออก A-B กก.ละ 93-95 บาท ตกไซส์ กก.ละ 70 บาท แหล่งเพาะปลูก สำคัญ ได้แก่ จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และยะลา ช่วงที่ออกสู่ตลาดมากคือ เดือน ก.ค.-ส.ค. มีผลผลิตรวม 226,841 ตัน ความต้องการของตลาด 395,543 ตัน มีตลาดรองรับคือ จีน 65% ตลาดกรุงเทพฯ 24% ที่เหลือกระจายในประเทศ คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาด้านราคาตกต่ำ เพราะ ความต้องการมากกว่าผลผลิต
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของลองกอง กรมการค้าภายในได้เตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจาย ลองกองของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปยังตลาดต่างๆอย่างรวดเร็ว เพราะลองกองเน่าเสียได้ง่าย ซึ่งช่วงที่ลองกองออกสู่ตลาดมากคือ เดือน ก.ย.-ต.ค. คาดว่าจะมีผลผลิตรวม 60,883 ตัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์ทำนิวไฮต่อ ‘เน็ตฟลิกซ์’ ฉุดแนสแด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2559 06:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667859

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันอังคาร โดยดาวโจนส์ยังทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัท เน็ตฟลิกซ์ ฉุดดัชนีแนสแด็ก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 19 ก.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 25.96 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 18559.01 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.11 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 2163.78 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 19.41 จุด หรือ 0.38% ปิดที่ 5036.37 จุด

เมื่อวันอังคาร หุ้นของบริษัท เน็ตฟลิกซ์ ลดลงถึง 13.1% หลังเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 อันน่าผิดหวัง ขณะที่หุ้นของบริษัท ฟิลิป มอร์ริส ลดลง 3.0% เพราะรายได้ได้รับผลกระทบจากยอดขายบุหรี่ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า ผลประกอบการที่เปิดเผยมาจนถึงตอนนี้ส่วนใหญ่ดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

 

เปลี่ยนหลอดลดค่าไฟฟ้า ชวนคนไทยร่วมรณรงค์ประหยัดพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667821

 

สนพ.ชวนเอกชนร่วมโครงการรวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ปี 2 ที่จะหมดกำหนดยื่นข้อเสนอวันที่ 31 ก.ค.นี้ เตรียมงบรอปล่อยสินเชื่อ 4,500 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3.5% กิจการละไม่เกิน 50 ล้านบาท ให้นำไปเปลี่ยนหลอดแอลอีดีและเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐมีงบสนับสนุนฟรี 203 ล้านบาท ยื่นขอมาแล้ว 1,000 ล้านบาท

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการรวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี 2 ที่เป็นโครงการสนับสนุนให้เกิดการลดใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ทั้งในส่วนของภาคราชการ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน อาทิ อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โรงพยาบาลเอกชน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์น เทรด) โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม กิจการหอพัก ฯลฯ ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากหน่วยราชการ ผู้ประกอบการ เข้ามาร่วมโครงการจำนวนมาก

ทั้งนี้ การจัดโครงการเป็นปีที่ 2 ได้เน้นในเรื่องการสนับสนุนหลอดประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือหลอดแอลอีดี (Light Emitting Diode) ในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐ ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 203 ล้านบาท เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ติดตั้งหลอดแอลอีดี ทดแทนหลอดไฟฟ้าเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำ เพื่อเป็นต้นแบบการอนุรักษ์พลังงานในด้านระบบไฟฟ้าแสงสว่าง โดยหน่วยงานที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้รับงบประมาณสนับสนุน 20 ล้านบาทต่อแห่ง และปรากฏว่ามีหน่วยงานภาครัฐได้ยื่นขอเข้าร่วมโครงการคิดเป็นมูลค่าที่ต้องใช้งบรวม 1,000 ล้านบาท โดยกระทรวงพลังงานจะทำการคัดเลือกและประกาศรายชื่อในเร็วๆนี้

นายทวารัฐกล่าวว่า โครงการเปลี่ยนหลอดแอลอีดีภาครัฐ ภายใต้งบดังกล่าว จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 21.15 ล้านหน่วยต่อปี ลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (พีค) 10.58 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงิน 84.6 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ 10,815 ตันต่อปี โดยมีเงื่อนไขในการคัดเลือกหน่วยงานเข้าร่วมโครงการมี อาทิ ต้องเป็นหน่วยงานที่มีการใช้หลอดไฟแบบเดิม คือหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบ T8 ขนาดความยาว 600 มิลลิเมตร และ 1,200 มิลลิเมตร รวมทั้งหน่วยงานนั้นๆต้องมีการใช้งานหลอดไฟไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน จำนวน 250 วันต่อปี หรือรวมแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ชั่วโมงต่อปี คณะกรรมการคัดเลือกจะพิจารณาให้ความสำคัญ ในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในระบบแสงสว่างที่มีชั่วโมงการใช้งานสูงเป็นอันดับแรก

สำหรับโครงการในส่วนของภาคเอกชน กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้อนุมัติงบประมาณ 4,500 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ 8 ธนาคารพาณิชย์ รับเป็นตัวกลางในการปล่อยกู้ให้ภาคเอกชน ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ อาทิ ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ซึ่งจะหมดเขตยื่นเสนอตัวเพื่อขอเข้าร่วมโครงการในวันที่ 31 ก.ค.นี้

ล่าสุด มีภาคเอกชนได้รับการอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 800 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 2,000 ล้านบาท มีเงื่อนไขคือการนำไปเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแบบเดิมให้เป็นหลอดแอลอีดี หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องปรับอากาศ ฉลากเบอร์ 5 ที่ผ่านการทดสอบว่าสามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้จริง ในอัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนภายใน 5 ปี ปล่อยสินเชื่อได้กิจการละไม่เกิน 50 ล้านบาท หากมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเกินกว่างบประมาณดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการก็สามารถปล่อยสินเชื่อในส่วนของธนาคาร ได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ คุณสมบัติพิเศษของหลอดแอลอีดี คือ ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 85% (เมื่อเปรียบเทียบกับหลอดไส้ขนาดเท่ากัน) มีอายุการใช้งานนาน 15,000 ชั่วโมง เมื่อเปรียบเทียบค่าไฟฟ้าหลอดไส้ 1 หลอด จะจ่ายค่าไฟฟ้า 1,533 บาท ต่อปีขณะที่หลอดแอลอีดี ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 191 บาทต่อปี ขณะที่เครื่องปรับอากาศฉลากเบอร์ 5 รุ่นใหม่ (SEER) ก็สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง
30% เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องปรับอากาศแบบรุ่นเก่า (Fixed Speed)

นายทวารัฐกล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหรือภาคเอกชน ให้หันมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้ง 2 ประเภท ทั้งที่ได้เข้าร่วมในโครงการและต้องการปรับเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยงบประมาณของตนเอง สนพ.จึงได้ร่วมมือกับ 10 บริษัทผู้จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า นำสินค้ามาร่วมจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วประเทศ ผ่านสาขาของแต่ละบริษัท รวม 659 แห่ง อาทิ บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เมกา โฮม เซ็นเตอร์ จำกัด บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่นซิสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด (เพาเวอร์มอลล์) บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และบริษัท ตลาด ดอทคอม จำกัด ซึ่งเป็นร้านค้าออนไลน์มีช่องทางจำหน่ายสินค้ารูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นกระแสนิยม เป็นต้น

นายทวารัฐกล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำโครงการรณรงค์ประหยัดพลังงานให้เกิดเป็นผลสำเร็จ และวัดผลสัมฤทธิ์ได้ โดยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่ขณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการเปลี่ยนพฤติกรรม “ปิด ปรับ ปลด” เท่านั้น แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน “เปลี่ยน” มาใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น หลอดแอลอีดี เครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 รุ่นใหม่ เพื่อลดการใช้พลังงานตามแผนอนุรักษ์พลังงานปี 2558-2579 (อีอีพี 2015) เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานลดลงให้ได้ 30% จากปัจจุบันตามเป้าหมายที่กำหนดไว้.

 

PEAK ไฟฟ้าสี่ทุ่ม บอกอะไรสังคมไทยยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 20 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662642

 

จากตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในระบบของ กฟผ. หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “Peak” ซึ่งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ที่ 29,618.8 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา 22.28 น. ที่อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของการเกิด Peak ในประเทศไทย ซึ่งส่วนมากจะเกิดประมาณเวลา 14.00–15.00 น. ของวันทำงานปกติ แม้จะเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกแต่ก็เป็น “นัย” บ่งบอกอะไรแก่ระบบไฟฟ้าของประเทศได้หลายประการ ได้แก่

1. ผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้อากาศร้อน อบอ้าว แห้งแล้ง เป็นเวลานานมากในช่วงปีนี้ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 7 ครั้งในปี 2559 จนทะลุตัวเลขที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รองรับ และบริหารจัดการได้ โดยอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส มีผลให้การใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้น 400 เมกะวัตต์

2. เกิด Peak ในช่วงวันหยุด (วันที่ 5 พ.ค. 2559) ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนว่าการใช้ไฟฟ้าในภาคที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และบริการ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากพฤิตกรรมการใช้ชีวิตคนไทยที่เปลี่ยนไป ใช้เวลาเกาะติดการสื่อสารในโลกออนไลน์วันละหลายชั่วโมง ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้า ทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องปรับอากาศมากขึ้น โดยมีรายงานข่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ยอดขายเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

3. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate: TOU Rate) ซึ่งจะมีการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบมีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off Peak) เวลา 22.00-09.00 น. เพื่อให้ราคาค่าไฟ “คุ้ม” สุดๆ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ทยอยเพิ่มการใช้ไฟฟ้าหลังเวลา 22.00 น.

4. อีกประเด็นสำคัญ คือ การผลิตไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ (Solar cell) ของผู้ผลิตรายเล็กมาก (VSPP) ที่ติดตั้งอยู่ในระบบของการไฟฟ้าจำหน่าย กฟน. และ กฟภ. คาดว่า ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวัน 3–5 ชั่วโมง ได้มากกว่า 1,200 เมกะวัตต์ จึงมาแทนที่การผลิตจากโรงไฟฟ้า กฟผ. และผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ (IPP) 1,200 เมกะวัตต์ด้วยเช่นกัน ทำให้ข้อมูลความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบ กฟผ. ที่บันทึกจากศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า กฟผ. ต่ำกว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ


กฟผ. ในฐานะ “คนผลิตไฟ” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลบริหารจัดการให้ประชาชนผู้ใช้ไฟได้ใช้ไฟฟ้าอย่างพอเพียง ในหลากหลายวิธี อาทิ เตรียมกำลังการผลิตพร้อมจ่ายให้เพียงพอ โดยงดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าหลักๆ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งจัดสรรการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว คือ เขื่อนน้ำงึม 2 และน้ำเทิน 2 มากเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน ด้านเชื้อเพลิงได้สำรองน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าราชบุรี และโรงไฟฟ้าบางปะกง มากกว่าปกติ 20-50 ล้านลิตร รวมทั้งประสานงานกับ บมจ.ปตท. จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 140 ล้าน ลบ.ฟุต เป็น 600 ล้าน ลบ.ฟุต นอกจากนี้ ในกรณีที่ความต้องการไฟฟ้ามากกว่าแผน ได้จัดลำดับการสั่งการเดินเครื่องดังนี้ 1. เดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเต็มความสามารถจ่ายก๊าซของ ปตท. 2. เพิ่มการเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อน และ 3. เดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม

ในขณะเดียวกัน กฟผ. ได้พยายามรณรงค์ลดการใช้ไฟฟ้ามาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นมาตรการ “ปิด-ปรับ-ปลด-เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม-20 พฤษภาคม 2559 โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 ต่างๆ เพื่อให้ทั้งภาคการผลิตไฟฟ้า (Supply Side) และภาคการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) มีความสมดุลกัน

การเกิด Peak ในเวลา 4 ทุ่ม สะท้อนให้เห็นว่า ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีบทบาทในวิถีชีวิตของคนไทยมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะการใช้เครื่องปรับอากาศ ขณะที่การผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ได้อยู่ในระบบหลัก ซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตลอดเวลา ก็เริ่มมีบทบาทในระบบไฟฟ้าของประเทศมากขึ้นโดยลำดับ อย่างไรก็ตาม การผลิตพลังงานจากโรงไฟฟ้าหลัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของประเทศ และผลิตพลังงานในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ นับว่ามีความจำเป็นต่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ที่ต้องเตรียมกำลังผลิตไว้อย่างเพียงพอ และพร้อมสั่งเดินเครื่องได้ตลอดเวลา

www.egat.co.th

 

โจอี้นำทีม “ปลูกเลย” !! คืนป่าให้น่าน ย้อนรอย 22 ปี ปลูกป่า กฟผ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664556

 

กฟผ. นำสื่อมวลชนย้อนรอย 22 ปี โครงการปลูกป่า กฟผ. พลิกฟื้นคืนพื้นที่สีเขียวให้จังหวัดน่านแล้วกว่า 82,800 ไร่ ลุยเดินหน้าปลูกป่าน่านต่อเนื่อง 17,000 ไร่ คู่ปลุกจิตสำนึกชาวน่านเห็นคุณค่า และร่วมอนุรักษ์ป่าไม้


ตามแนวทาง “ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ และปลูกในป่า” สู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน พร้อมขอบคุณโจอี้ บอย แกนนำหลักกลุ่ม “ปลูกเลย” ปลุกกระแสคนไทยตื่นตัวร่วมพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้ป่าจังหวัดน่านอีกครั้ง


นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า สำหรับในปี 2559 นี้ กฟผ. มีเป้าหมายปลูกป่า จ.น่าน ต่อเนื่องอีก 17,000 ไร่ ประกอบด้วย ป่าใช้สอย หรือป่าชุมชน จำนวน 500 ไร่ (ปลูกในพื้นที่ชุมชน) และป่าต้นน้ำ หรือป่าบก จำนวน 16,500 ไร่ (ปลูกในเขตอุทยานแห่งชาติ, ป่าสงวนแห่งชาติ และโครงการพระราชดำริ) สำหรับพื้นที่ป่าต้นน้ำ และป่าชุมชน นั้น กฟผ. มีความตั้งใจร่วมสร้างเมืองน่านน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำร่วมกับชาวน่าน เนื่องจาก จ.น่าน เป็นต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการปลูกป่าของ กฟผ. จะดำเนินการควบคู่ไปกับการปลุกจิตสำนึกชาวน่าน ให้รัก หวงแหน และร่วมอนุรักษ์ป่าไม้ ตามแนวทาง “ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ ปลูกในป่า” สู่การปลูกที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จในการดูแลป่าเหนือเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศมาแล้ว


สำหรับแนวทาง “ปลูกที่ท้อง” กฟผ. เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการจ้างงานชุมชนในพื้นที่ให้ปลูกป่า และบำรุงรักษาป่าให้ โดยใช้งบประมาณการจ้างไม่ต่ำกว่าปีละ 80 ล้านบาท ทำให้ชุมชนในท้องถิ่นมีรายได้ ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากนั้น ได้นำโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผสมผสานกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้ปฏิบัติเป็นต้นแบบ เพื่อให้ชุมชนที่ดูแลป่ามีกินมีใช้ พึ่งพาตัวเองได้


“ปลูกที่ใจ” กฟผ. ได้รณรงค์ปลุกจิตสำนึกชาวน่าน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ด้วยการจัดทำโครงการกล้าดี ซึ่งเป็นโครงการเด็กคิด เด็กทำ เด็กพูด เพื่อรักษาป่าไม้ของ จ.น่าน เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่า และพร้อมดูแล ปกป้องผืนป่าให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ “ปลูกในป่า” นอกจาก กฟผ.จะปลูกป่าตามเป้าหมายร่วมกับชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้ประสานการขอพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมายจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมุ่งเน้นแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลปกป้องผืนป่า ซึ่งหากมีการดูแลรักษาที่ดี ป่าจะยังคงอยู่ โดยไม่ต้องปลูกป่าซ้ำไปมาทุกปี


นับตั้งแต่ กฟผ. ดำเนินการปลูกป่ามา 22 ปี ตั้งแต่ปี 2537 พึ่งจะได้เห็นความตื่นตัวของคนไทยในการหันมาสนใจอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างกว้างขวางในขณะนี้ ต้องขอขอบคุณ โจอี้บอย แร็ปเปอร์ชื่อดัง และทีมปลูกเลยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ร่วมพลิกฟื้นคืนผืนป่าให้กับจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน ร่วมกับ กฟผ. พร้อมได้ปลุกกระแสพลังคนรุ่นใหม่หัวใจสีเขียวให้หันมาสนใจ และจริงจังกับการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยกิจกรรมของทีมงาน “ปลูกเลย” ครั้งนี้ได้ร่วมปั้น Seed Ball ปลูกกล้าพันธุ์ไม้กว่า 50,400 ลูก ให้หยั่งรากลึก และเติบโตเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ของจังหวัดน่านต่อไป

 

แห่เทขายแอลทีเอฟ-อาร์เอ็มเอฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667816

 

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุนจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ในช่วงครึ่งปีแรกพบว่า มีเงินไหลออกถึง 10,623 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีเงินไหลออก 7,026 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรหลังจากถือครองมาครบ 5 ปี หากนักลงทุนซื้อแอลทีเอฟในปี 2555 และขายในปี 2559 จะได้ผลตอบแทนประมาณ 7-8% ต่อปี โดยเงินไหลออกจากกองแอลทีเอฟทั้งสองประเภทคือ กองที่ลงทุนในหุ้น 100% และกองที่ลงทุนในหุ้น 70% และตราสารหนี้ 30%

ส่วนภาพรวมการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ในช่วงครึ่งปีแรกพบว่า มีเงินไหลออกจากอุตสาหกรรม 1,256 ล้านบาท จากสามปีก่อนหน้า ภาพรวมจะเป็นการไหลเข้าซื้อ เนื่องจากในปีนี้มีกองอาร์เอ็มเอฟออกใหม่เพียง 1 กอง ประกอบกับนักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น

สำหรับภาพรวมครึ่งปีหลัง คาดว่านักลงทุนจะทยอยเข้าซื้อแอลทีเอฟที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลักและจะเข้าซื้อ กระจุกตัวในช่วงปลายปีเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ในปีนี้นักลงทุนที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องบางส่วน อาจชะลอการลงทุนในแอลทีเอฟเพราะเป็นปีแรกที่ต้องถือครองครบ 5 ปีปฏิทิน และกังวลเรื่องความผันผวนของหุ้น ส่วนอาร์เอ็มเอฟคาดว่านักลงทุนจะเข้าซื้อกองที่ลงทุนในหุ้นเหมือนช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า เพราะเห็นผลตอบแทนที่ดีกว่ากองที่ลงทุนในตราสารหนี้ อีกทั้งนักลงทุนที่ซื้ออาร์เอ็มเอฟอายุน้อยลง จึงรับความเสี่ยงได้มากขึ้น “ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 นักลงทุนค่อนข้างระวังและเลือกลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ หากออกไปต่างประเทศจะไม่ลงทุนหุ้นล้วน ส่วนมากจะเข้ากองผสม แต่ครึ่งปีหลังความไม่แน่นอนต่างๆ เริ่มหมดไป จึงคาดว่ากองทุนที่ลงทุนในหุ้นจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง”.

 

สร้างชีวิตจากชีววิถี กลายมาเป็นครูผู้สอน ความสุขปลอดสาร ให้ชาวนาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 20 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662649

 

“ความสุขที่แท้จริงในวันนี้ของเล็ก เกิดจากการได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้รับมาเป็นผู้ให้ที่มีความสุข ในทุกครั้งที่ได้สอนเรื่องสูตรจุลินทรีย์ หรือแนวคิดวิธีต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีววิถี ให้กับผู้อื่น เหมือนที่เราเคยได้รับความรู้มา”

นี่คือคำกล่าว จากใจของจิตอาสา คุณศิริรัตน์ มีพร้อม ชาวนาแต่กำเนิด อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี จากผู้ที่เคยทำนาโดยใช้แต่สารเคมี จนสามีล้มป่วยเพราะฤทธิ์สารเคมีสะสม วันนี้เธอได้ก้าวมาเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ที่สอนให้ชุมชนรู้จักกับการเกษตรแบบปลอดสาร และเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้แปลงสาธิตของเธอได้อย่างเต็มภาคภูมิ

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2549 ถึง 2550 หลังจากที่สามีได้ล้มป่วยเพราะสารเคมี ก็เลยเป็นจุดสำคัญให้เปลี่ยนวิธีทำการเกษตร ซึ่งเป็นเวลาพอดีกับที่ทาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เข้ามาจัดอบรมเรื่องโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่วัดใหม่ผดุงเขต อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ทางเกษตรตำบลได้ส่งไปอบรมพอดี เลยได้แรงบันดาลใจมาจากตรงนั้น จริงๆ ก็พยายามทำเกษตรแบบปลอดสารเคมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยปู่ย่า แต่ก็ลองผิดลองถูกมาตลอด หลังจากที่เราเข้าอบรมก็มีความสนใจที่จะรับอาสาใช้ที่นาของเราเป็นแปลงสาธิต จึงส่งเรื่องเสนอไปที่ กฟผ. ซึ่งทาง กฟผ. ได้พูดคุยสอบถามข้อมูลกับเราอยู่นานพอสมควร กว่าจะลงมาช่วยทำที่นี่ให้เป็นแปลงสาธิต

โดยทาง กฟผ. บอกว่า เขาวัดที่ความตั้งใจจริง เขาเห็นเรามุ่งมั่นที่จะทำจึงลงมาช่วยทุกอย่าง ทางด้านวิทยากรและการจัดหลักสูตรอบรม ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ รวมทั้งคำแนะนำในเรื่องเกษตรอินทรีย์ และทุกอย่างเกี่ยวกับการเกษตรผสมผสานกับวิถีของเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากได้เรียนรู้ด้วยความเข้าใจถึงแก่นแล้ว นำมาประยุกต์ใช้ตามวิธีของเรา ซึ่งความรู้ที่ กฟผ. สอนก็เป็นพื้นฐานอย่างดีให้เราต่อยอดไปได้เรื่อยๆ ในปัจจุบันก็ยังคงติดต่อกับ กฟผ. เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน


“การได้เป็นแปลงสาธิตภายใต้โครงการชีววิถีของ กฟผ. เราตั้งใจทำจริงอย่างสม่ำเสมอ ในแต่ละปีจะมีคนเข้ามาดูงานของเรานับพันคน” บางครั้งก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรภายนอก แต่อยากให้เข้ามาชมที่แปลงสาธิตของเรามากกว่า เนื่องจากตรงนี้มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว บริเวณรอบๆ ชุมชนบ้านเราก็จะมีเพื่อนบ้านมาปรึกษาอยู่เรื่อยๆ สิ่งที่เป็นความสุขที่ได้รับจากการเป็นแปลงนาสาธิต นอกเหนือจากผลผลิตที่ดี และทำให้มีสุขภาพดีเพราะปลอดสารพิษแล้ว ยังได้ความรู้ความสุขที่ได้อยู่กับธรรมชาติ และได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เรียนมาให้กับคนอื่น ความสุขที่ได้เห็นเขาลองทำแล้วประสบความสำเร็จ เหมือนอย่างที่มีน้องคนหนึ่งมาพูดขอบคุณเรา ที่เราทำให้เขามีรายได้มากขึ้น เวลาเห็นเขามีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย


บอกได้เลยว่าที่เรามาถึงจุดนี้ได้ เพราะความรู้เรื่องชีววิถีจาก กฟผ. ถ้าไม่เจอกัน ชีวิตคงจะไปตามเรื่องตามราว แต่ตอนนี้ชีวิตมาไกลมากแล้วยังนึกขอบคุณ กฟผ. มาตลอด ทุกวันนี้เราแลกเปลี่ยนความรู้กันเหมือนพี่น้อง อะไรที่เรารู้ก็พร้อมจะแชร์ให้เขาฟัง อย่างปุ๋ยหมักชีวภาพจุลินทรีย์ฮอร์โมนผลไม้เรามีสูตรเยอะก็แชร์ให้เขาเหมือนที่เขาให้ความรู้เรา ได้พบทางออกของชีวิตได้อย่างมีความสุขปลอดสารพิษมาจนถึงทุกวันนี้

การส่งต่อความรู้แนวคิดชีววิถีให้กับคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ในการที่จะได้ร่วมกันสร้างชุมชนสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีความสุขอย่างยั่งยืน

“แรงบันดาลใจมาจากวันที่ได้ไปฟัง กฟผ. บรรยายเรื่องชีววิถี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เปลี่ยนจากผู้รับมาเป็นผู้ให้ที่มีความสุข”

สุขใจ… ที่ได้ร่วมกันสร้าง @ ไทรน้อย นนทบุรี 


http://www.egat.co.th

 

อายเลเวล ไทยแลนด์ เปิดขายแฟรนไชส์แก่ผู้มองหาธุรกิจการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 ก.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668162

 

อายเลเวล ไทยแลนด์ สถาบันการศึกษาเสริมสอนคณิตศาสตร์และภาษาแบบเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางและครูเป็นผู้โค้ชนักเรียน เปิดขายแฟรนไชส์สำหรับผู้สนใจทำธุรกิจการศึกษา ตั้งเป้าปี 59 นี้เตรียมเปิดสาขาใหม่ 7 ศูนย์ทั่วประเทศ…

บริษัทโกลเบิลวิชชั่น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เปิดตัวสถาบันการศึกษาเสริมสอนคณิตศาสตร์และภาษา ภายใต้ชื่อ “อายเลเวล ไทยแลนด์  Eye Level Thailand” มุ่งเป็นสถาบันการศึกษาเรียนเสริมนานาชาติด้านภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ชั้นนำ ด้วยหลักสูตรการสอนแนวใหม่แบบ Self-Directed Learning ที่เน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จุดเด่นมุ่งเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โมเดลใหม่ครูเป็นโค้ชแก่ผู้เรียน พร้อมเปิดขายแฟรนไชส์สำหรับผู้สนใจทำธุรกิจการศึกษากับ 5 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรคณิตศาสตร์ Eye Level Math คณิตศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ และ ภาคภาษาไทย,  หลักสูตร Play Math คณิตศาสตร์สำหรับเด็กเล็ก, หลักสูตร English ภาษาอังกฤษ และหลักสูตร English Sparks ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนโรงเรียนไทย (Non Native Speakers) โดยมุ่งขับเคลื่อนพัฒนาเด็กแต่ละคนไปทีละก้าว เทคนิคค้นพบวิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เปิดสอนตั้งแต่เตรียมอนุบาล ระดับชั้นอนุบาล 1 จนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ตั้งเป้าปี 59 นี้เตรียมเปิดสาขาใหม่ 7 ศูนย์ทั่วประเทศ

สำหรับการเปิดขายแฟรนไชส์ธุรกิจการศึกษา มีการลงทุนดังนี้ :

1. หลักสูตรคณิตศาสตร์ Eye level Math (English Version), Math (Thai Version) and Play Math โดยมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาต License Fee ครั้งแรก/ครั้งเดียว 150,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

2. หลักสูตรภาษาอังกฤษ Eye Level English and English Sparks ซึ่งมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาต License Fee ครั้งแรก/ครั้งเดียว 100,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

3. เงินประกัน Security Deposit 50,000 บาท ค่าลิขสิทธิ์ Royalty Fee 25% จากค่าเรียนรายวิชา เก็บเป็นรายเดือนคำนวณจากค่าเรียนหลังหักยอดขายค่าตำราหนังสือ (รวมภาษีมูลค่าแล้ว)

ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม อายเลเวลประเทศไทย ได้ที่ Facebook Link : https://www.facebook.com/myeyelevel.thailand/และ IG: EyeLevel.TH หรือเบอร์โทร 0-2934-9911.

 

สินเชื่อรถบรรทุกซิ่งฉลุยโต 15% รับอานิสงส์รัฐเร่งลงทุนก่อสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667811

 

นายโกวิท รุ่งวัฒนโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ราชธานี ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสองอันดับ 1 มีส่วนแบ่งการตลาด 30-40% เปิดเผยว่า ตลาดรถบรรทุกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์โครงการของภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่การก่อสร้างจำเป็นต้องใช้รถบรรทุก ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลดลงปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 15% ทำให้การขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายรถบรรทุกปีนี้จะอยู่ที่ 23,000-24,000 คัน เติบโตจากปีก่อน 15% ส่งผลดีให้สินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกเติบโต 15% เช่นเดียวกัน เนื่องจากรถบรรทุกใหม่ที่ขายทั้งหมดมีสัดส่วนถึง 90% ใช้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงิน

“ปีนี้ยอดขายรถบรรทุกดีมาก ทั้งตลาดรถบรรทุกป้ายแดง และรถบรรทุกมือสอง สวนทางกับตลาดรถยนต์ที่ยอดขายยังไม่ฟื้นจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้เสียของสินเชื่อรถบรรทุกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัญญาณผิดนัดชำระดีขึ้นมาก 50% จากปีที่แล้วสินเชื่อที่ปล่อยไปช่วง 6 เดือนแรกมียอดผิดนัดชำระ 2-3% ล่าสุดยอดผิดนัดชำระเหลือ 1% ของสินเชื่อที่ปล่อยไป”

สำหรับรถบรรทุกมือสองปีนี้เติบโต 15-20% มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 50,000 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตตามยอดขายรถบรรทุกใหม่ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งสินค้ารายใหญ่ๆ กำหนดระยะเวลาการใช้รถบรรทุก 5 ปี หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนรถใหม่ และขายรถเก่าเข้าสู่ตลาดรถบรรทุกมือสอง ประกอบกับกฎหมายเข้มงวดสภาพของรถบรรทุกเป็นอย่างมาก ดังนั้น รถบรรทุกที่เก่ามากๆ ไม่คุ้มค่ากับการซ่อมแซมจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเป็นรถมือสองสภาพดี ทั้งนี้ ตลาดสินเชื่อรถบรรทุกมีการแข่งขันที่รุนแรง มีผู้ประกอบการรายใหม่พยายามเข้ามาแข่งขัน เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังเติบโต โดยดอกเบี้ยเช่าซื้อรถบรรทุกอยู่ที่ 3.5-4.5%.

 

ซีพีเอฟบุกตลาดค้าปลีก-ค้าส่ง ร้าน “แมกเนต” ขายสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667807

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ กล่าวว่า “ร้านแมกเนต” ในรูปแบบ Semi Wholesale by CP เป็นร้านค้ารูปแบบใหม่ที่เน้นการขายทั้งในรูปแบบค้าปลีกและค้าส่งในร้านเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภค ในลักษณะฟู้ด ช็อป (Food Shop) ที่มีความต้องการซื้อสินค้าทั้งจำนวนน้อยและจำนวนมาก โดยปี 2559 ตั้งเป้าเปิดร้านแมกเนตอย่างน้อย 4 สาขาตามภูมิภาค นำร่องสาขาแรกที่ ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จากเป้าหมายปี 2560 ที่จะขยายร้านไปตามหัวเมืองต่างๆ 10 สาขา งบประมาณรวม 30-35 ล้านบาท

ทั้งนี้ จุดเด่นของร้านอยู่ที่ราคาที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งหรือถูกกว่าคู่แข่ง เช่น โลตัส บิ๊กซี เป็นต้น และราคามีความยุติธรรมและสมเหตุสมผล นอกจากนี้ ยังสามารถหาซื้อได้สะดวกสบาย

โดยสินค้าในร้านกว่า 2,000 รายการ เป็นสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย ได้รับการรับรองจากมาตรฐานสากล จากเครือซีพี-ซีพีเอฟ และเป็นสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่ทำการคัดเลือกจากความต้องการของตลาด โดยในปีนี้จะพัฒนาธุรกิจด้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของซีพีเอฟขยายการผลิต และใช้เงินทุนทั้งหมด 25,000 ล้านบาท

“ปัจจุบันเทรนด์ร้านใหญ่มีจำนวนน้อยลง เพราะผู้บริโภคเดินทางลำบาก และเทรนด์ร้านขนาดเล็กกำลังเข้ามา เนื่องจากสะดวกสบายในการซื้อ ไม่ต้องรถติด ถ้ามีร้านที่สะดวกสบายแล้วซื้อได้ใกล้ๆบ้าน ใครๆ ก็ซื้อ ประกอบกับจะเป็นการรองรับการทำอีคอมเมิร์ซหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ลูกค้าสั่งสินค้าออนไลน์และบริการส่งถึงบ้าน โดยจะเน้นกระจายร้านค้าให้มากที่สุด กำหนดรัศมีการส่งประมาณ 3-5 กิโลเมตร (กม.) เพื่อความสะดวกสบายต่อการส่งสินค้า ทั้งนี้ มีแผนจะขยายร้านเป็นแบบแฟรนไซส์ ซึ่งต้องดูผลประกอบการจากสาขาแรกก่อน จึงจะตัดสินใจได้”.