แคท-ทีโอทีแข่งโชว์พันธมิตร เอสเค-ไชน่าพาเหรดเจรจาหาโอกาสร่วมธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667806

 

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้จะเชิญคณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคทมาหารือถึงแผนฟื้นฟูของทั้งสององค์กรอีกครั้ง หลังจากที่ทั้งสององค์กรได้ไปดำเนินการตามมติคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) แล้ว

ส่วนกรณีที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กสท และทีโอที ได้คัดค้านการแยกธุรกิจด้วยการจัดตั้งบริษัทลูก 3 บริษัทนั้น ถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ต้องรับฟัง เพราะการพลิกฟื้นองค์กรให้มีรายได้ยั่งยืนนั้น พนักงานทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย เพราะหากไม่ร่วมมือกัน องค์กรก็ไปไม่รอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้การเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจของแคท ถือว่าคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะการเจรจากับบริษัท เอสเค เทเลคอม จำกัด จากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อร่วมทำธุรกิจให้บริการธุรกรรมการเงินออนไลน์ครบวงจร หรือเพย์เม้นท์ เกตเวย์ และอยู่ระหว่างการเจรจากับเอกชนอีก 3-4 ราย ในการเป็นพันธมิตรธุรกิจ เพื่อความหลากหลายในการให้บริการ โดยแคทจะยื่นขอใบอนุญาตการให้บริการจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเร็วๆนี้ พร้อมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 3

ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า แคทจะมีรายได้ราว 1,000 ล้านบาท จากธุรกิจเพย์เม้นท์ เกตเวย์ โดยจะมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าภาครัฐ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ส่วนสาเหตุที่หันมาเน้นธุรกิจเพย์เม้นท์ เกตเวย์นั้น เนื่องจากตลาดธุรกรรมทางการเงินออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดราว 10,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลของรัฐบาลด้วย ด้านทีโอทีนั้น อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทไชน่า เทเลคอม จำกัด ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจากประเทศจีน โดยตั้งเป้าว่าภายในไตรมาส 3 จะมีความชัดเจนในรูปแบบการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ.

 

ดัน “พิโก้ ไฟแนนซ์” สู้หนี้นอกระบบ ปล่อยกู้ฉุกเฉินไม่ค้ำประกัน-ชง ครม.ไฟเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 08:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667081

 

“อภิศักดิ์” ลงดาบเงินกู้นอกระบบ เสนอ “บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 ปราบปรามขั้นเด็ดขาด หลังกระทรวงการคลังเสนอ ครม. ตั้งพิโก้ ไฟแนนซ์ ปล่อยกู้ฉุกเฉินทุกกรณี อัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หลังจากตั้งนาโนไฟแนนซ์มาเกือบ 2 ปี ปล่อยกู้ได้เพียง 100 ล้านบาท

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ผลการศึกษามาตรการช่วยเหลือประชาชน กรณีที่ต้องการเงินกู้ฉุกเฉิน ตามคำสั่งของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เสร็จเรียบร้อย และพร้อมที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเร็วๆนี้ เพราะถือเป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ และมีภาระจ่ายดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้นอกระบบสูงถึง 20-30% ต่อเดือน หรือประมาณ 60% ต่อปี

“แนวความคิดของกระทรวงการคลังเรื่องแก้หนี้นอกระบบ คือ ต้องการลดภาระหนี้และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการใช้เงินฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่า เล่าเรียนบุตร เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้ ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ หรือคนระดับฐานราก ไม่ได้เตรียมความพร้อมเอาไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่คาดฝัน มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่รู้จะพึ่งพาใคร ก็หันไปกู้เงินนอกระบบในอัตราดอกเบี้ยแพงเกินกว่ากฎหมายกำหนด”

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เกิน 18% โดยในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้พยายามแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการออกนาโนไฟแนนซ์ หรือเงินกู้สำหรับรายย่อย ในวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่เงินกู้ดังกล่าวจะต้องนำไปใช้เพื่อการประกอบอาชีพ หรือลงทุนในกิจการเท่านั้น ทำให้ยอดการกู้ของนาโนไฟแนนซ์มีเพียงแค่หลัก 100 ล้านบาทเท่านั้น ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา เนื่องจากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ที่ต้องการเงินกู้ในเงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากกว่านาโนไฟแนนซ์

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงเสนอให้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ พิโก้ ไฟแนนซ์ หรือ “สินเชื่อรายจิ๋ว” (Pico Finance) วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% โดยจะปล่อยกู้กรณีฉุกเฉิน เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาล โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยกระทรวงการคลังจะออกกฎระเบียบใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ เข้ามาจดทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ภายใต้เงื่อนไขทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี

“การตั้งพิโก้ ไฟแนนซ์ เพื่อต้องการดึงเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อลดดอกเบี้ยที่จัดเก็บในอัตราแพง ลงมาเหลืออยู่ที่ระดับไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งวิธีการนี้ จะช่วยลดภาระอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่เงินกู้นอกระบบลงมาได้หลายเท่าตัว และยังทำให้มีเงินเหลืออยู่ในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น”

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะเชิญชวนเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ ภายใต้เงื่อนไขของพิโก้ ไฟแนนซ์ ซึ่งหากเจ้าแม่เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบรายใดไม่ยอมเข้าสู่ระบบ จะมีบทลงโทษที่เด็ดขาดคือ การประกาศใช้มาตรา 44 ของนายกรัฐมนตรี เพื่อปราบปรามเงินกู้นอกระบบให้หมดไป นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจ 2 แห่งคือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งหน่วยงานใหม่ คือ “Business Unit” เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบโดยตรง โดยแต่ละธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์พิเศษที่ให้บริการประชาชน ที่ต้องการเงินกู้ฉุกเฉินเหมือนกับพิโก้ ไฟแนนซ์ ส่วนเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายบริหารของแต่ละธนาคาร ซึ่งขณะนี้ธนาคารออมสินได้ข้อสรุปที่จะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 0.75-1% ต่อเดือน หรือ 20-22% ต่อปี

ด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิตอล แบงกิ้ง และนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ สินเชื่อบุคคลของธนาคารเติบโต 6-7% สูงกว่าเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 0% หรือไม่เติบโตเลยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด เอ็นพีแอลเดือน มิ.ย.59 ลดลงอีก 0.15% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.59

“ตอนนี้เรื่องสินเชื่อบุคคล ผมสบายใจมากขึ้น ยอดสินเชื่อบุคคลไตรมาส 2 กลับมาเติบโตดีจากเดิมคาดว่าจะไม่เติบโต แต่กลับเติบโต 6-7% ขณะที่ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 อัตราการเติบโตของสินเชื่อบุคคลจะสูงมาก และทำให้ยอดสินเชื่อบุคคลในปีนี้เติบโตสูงกว่าเป้าหมาย โดยน่าจะสูงถึง 7-8% จากเดิมที่มองว่าไม่เติบโต ซึ่งการที่สินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้น เป็นไปได้ว่าลูกค้าที่เป็นมนุษย์เงินเดือนขาดสภาพคล่อง จึงหันมาใช้บริการสินเชื่อบุคคลมากขึ้น แต่ก็ไม่น่ากลัว เนื่องจากตัวเลขหนี้เสียลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มพนักงานโรงงาน หรือพนักงานที่อยู่ในสายการผลิต ธนาคารและบริษัทในเครือไม่ได้จับกลุ่มลูกค้านี้อยู่แล้ว”

สำหรับธุรกิจบัตรเครดิต อัตราการใช้จ่ายยังเป็นปกติ แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ไม่มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ขณะที่เอ็นพีแอลของบัตรเครดิตยังทรงตัวอยู่ที่ 1.4% แต่เอ็นพีแอลของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 3.1-3.2% โดยพอร์ตสินเชื่อรายย่อยอยู่ที่ 128,000 ล้านบาท ส่วนกรณีที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดให้สหกรณ์เข้ามาเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และต้องเร่งดำเนินการดึงสหกรณ์เข้ามาเป็นสมาชิกให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้สถาบันการเงินมีข้อมูลมากพอต่อการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อ แม้ว่าในช่วงแรกยอดได้อนุมัติสินเชื่อจะน้อยลง แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีต่อระบบธนาคาร เพราะสินเชื่อที่อนุมัติไปแล้ว เป็นหนี้เสียน้อยลง

ส่วนนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร กล่าวว่า เครดิตบูโรได้พัฒนาระบบเครดิต สกอริ่ง (Credit Scoring) ทั้งของบุคคล และผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วยมาตรฐานสากล ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีได้รับบริการสินเชื่อที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น.

 

แผนดันรถยนต์ไฟฟ้า ปี79ตั้งเป้า1.2ล.คัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667079

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพลังงานได้กำหนดแผนปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย (อีวี ปี 59-79) แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 3 จะเริ่มใช้ในปี 64 เพื่อ ไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของแผนในปี 79 ที่กำหนดจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) 1.2 ล้านคัน และมีสถานีชาร์จไฟหรืออัดประจุไฟฟ้า 690 สถานี พร้อมกับมีการพัฒนาระบบชาร์จไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่จะสอดรับกับนโยบายเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ท ซิตี้ โดยกระทรวงฯจะประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคขนส่งชั่วคราว และประกาศจดทะเบียนมาตรฐานสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในเดือน ส.ค.นี้

โดยผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า ต้องยื่นจดทะเบียนต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) ส่วนค่าไฟฟ้าชั่วคราวใช้ช่วงเวลาของวัน (ทีโอยู) ในสถานีชาร์จไฟฟ้านั้น หากชาร์จกลางคืนจะอยู่ที่ 2.60 บาทต่อหน่วย และกลางวันอยู่ที่ 6 บาทต่อหน่วย เพื่อลดความ ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ในช่วงกลางวัน โดยสูตรค่าไฟฟ้า จะมีส่วนที่รัฐอุดหนุนฟรีกรณีใช้ไม่เกิน 50 หน่วย และมีต้นทุนสิ้นเปลืองพลังงานต่อกิโลเมตรของรถยนต์ไฟฟ้า ต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) สำหรับแผนระยะที่ 2 ปี 61-63 จะเป็นช่วงงานวิจัยเข้มข้นและระยะแรก ปี 59-60 เป็นการเตรียมความพร้อมของการนำร่องทดลองใช้รถยนต์อีวี และการพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า.

 

ไอซีทีสาละวนสางปมดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667076

 

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (ไอซีที) เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้กระทรวงไอซีทีจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติแผนแม่บทกิจการอวกาศและกิจการดาวเทียมของประเทศทั้งระบบ เพื่อแก้ไขปัญหากิจการดาวเทียมที่ผ่านมาและการพัฒนากิจการดาวเทียมในอนาคตด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงไอซีที จะทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตกิจการดาวเทียมว่าเป็นการใช้คลื่นความถี่หรือไม่ใช้คลื่นความถี่ รวมถึงการแก้ไขเงื่อนไขใบอนุญาตแนบท้ายกิจการดาวเทียม เมื่อต้นปี ม.ค.59 นั้น ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 อย่างครบถ้วนหรือไม่

ขณะเดียวกัน จะสอบถามถึงขั้นตอนการทำหนังสือแจ้งสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เพื่อยืนยันให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) สามารถให้บริการไทยคม 7 ได้ รวมถึงไทยคม 8 ที่ขณะนี้ยังไม่มีการส่งเอกสารยืนยันไปยังไอทียูเพื่อเปิดให้บริการตามขั้นตอน ซึ่งเรื่องการติดต่อประสานงานกับไอทียูนั้น ควรจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดระหว่างไอซีทีกับ กสทช. ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา กรมไปรษณีย์จะเป็นผู้ประสานงาน แต่เมื่อไม่มีกรมไปรษณีย์แล้ว หน้าที่การทำหนังสือแจ้งต้องเป็นกระทรวงไอซีทีหรือ กสทช.

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการกิจการดาวเทียมในประเทศไทย จะต้องทำตามข้อบังคับไอทียู 3 ขั้นตอนคือ 1.การจัดส่งเอกสารล่วงหน้า เพื่อขอจองตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 2.เมื่อได้รับตำแหน่งดาวเทียมแล้ว จะประสานงานความถี่ ซึ่งต้องติดต่อประสานงานนานาประเทศ เพื่อมิให้ปัญหาคลื่นรบกวน ที่ผ่านมาไทยคมจะเป็นผู้เจรจาและนำข้อมูลกลับมารายงานกระทรวงไอซีที เนื่องจากเป็นประเด็นด้านเทคนิค และ 3.การแจ้งจดทะเบียนความถี่ หรือการยืนยันการใช้วงโคจร ถือว่าเป็นขั้นตอนที่เสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นไทยคมจึงจะสามารถเปิดให้บริการดาวเทียมได้.

 

ชาวนาซื้อประกันภัยนาข้าวได้แล้ว! จ่ายเบี้ย 1 ร้อยคุ้มครอง 1 พันบาท ลูกค้า ธ.ก.ส.จ่ายเองจิ๊บจ๊อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667071

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้พิจารณาเห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยนาข้าวฤดูกาลผลิตปี 59/60 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว คิดเป็นพื้นที่ 30 ล้านไร่ แบ่งเป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 29.5 ล้านไร่และเกษตรกรทั่วไปอีกไม่เกิน 500,000 ไร่ สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยนาข้าว สำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) มีเบี้ยประกันภัย 100 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษี) โดยรัฐบาลจะอุดหนุนเบี้ยประกันภัย 60 บาทต่อไร่ เกษตรกรชำระเบี้ยเอง 40 บาทต่อไร่ หาก เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ธ.ก.ส.จะจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนเกษตรกรเฉพาะในส่วนวงเงินกู้ ส่วนที่เกินวงเงินกู้หากเกษตรกรต้องการทำประกันภัยเพิ่มต้องจ่ายเบี้ยเอง

“เกษตรกรทั่วไป ซื้อกรมธรรม์นี้ได้จนถึงวันที่ 15 ส.ค.59 ส่วนเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. สามารถซื้อได้จนถึงวันที่ 30 ส.ค.59 และสำหรับพื้นที่ภาคใต้ สามารถซื้อได้จนถึงวันที่ 15 ธ.ค.59 โดยกรมธรรม์จะให้ความคุ้มครอง ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก, ภัยแล้ง, ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง, ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น, ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง, ลูกเห็บ, ไฟไหม้และศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยจำนวนเงินความคุ้มครองสำหรับ 6 ภัยแรก อยู่ที่ 1,111 บาทต่อไร่ และสำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด อยู่ที่ 555 บาทต่อไร่”

ส่วนบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ มี 16 บริษัท คือ กรุงเทพประกันภัย, กรุงไทยประกันภัย, เจ้าพระยาประกันภัย, ทิพยประกันภัย, เทเวศประกันภัย, ไทยศรีประกันภัย, ไทยเศรษฐกิจประกันภัย, ประกันภัยไทยวิวัฒน์, นวกิจประกันภัย, นำสินประกันภัย, ฟอลคอนประกันภัย, มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันส์, เมืองไทยประกันภัย, วิริยะประกันภัย, แอกซ่าประกันภัย และอาคเนย์ประกันภัย

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ปลายเดือน ก.ค.นี้ จะเดินทางไปสิงคโปร์ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้จักข้าวหลากหลายชนิดมากขึ้น รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้รู้จักผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ สำหรับเด็ก ยา วิตามิน เครื่องสำอาง เป็นต้น โดยไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งมูลนิธิสถาบันส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์สินค้าเกษตร เพื่อนำสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มาวิจัยและพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม หรือซุปเปอร์ฟู้ดส์ ตามความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (ดับบลิวอีเอฟ) ที่มาเลเซีย เมื่อเร็วๆนี้ ได้หารือกับโกรว์ เอเชีย (Grow Asia) หน่วยงานให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ด้านพัฒนา การเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้ดับบลิวอีเอฟ โดย โกรว์ เอเชีย ย้ำว่า การที่ไทยวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เป็นการเดินมาถูกทางแล้ว “จะหวังส่งออกข้าวสารไม่ได้อีกแล้ว เพราะไม่ยั่งยืน ปีไหนผลผลิตล้นตลาดโลก จะส่งออกได้น้อย ราคาตกต่ำ แต่การผลิตข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ตรงกับความต้องการของโลก และเป็นสินค้าราคาแพง จะทำให้อุตสาหกรรมข้าวยั่งยืน เพราะเมื่อขายสินค้าได้มากขึ้น ความต้องการใช้จะมากขึ้น เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น มีความเป็นอยู่ดีขึ้น”.

 

คนไทยแก่ก่อนรวยเป็นหนี้ยังไม่ทำงาน ธปท.เล็งจัดหลักสูตรสอนวิธีใช้เงินคุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667067

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ระบบการเงิน และระบบการชำระเงินของไทยเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งต้องให้ความเข้าใจ และวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน การบริหารเงินออม และการเพิ่มพูนความรู้ทางการเงินของคนไทย เพื่อให้คนไทยเข้าใจนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ รวมถึงวางแผนการใช้เงิน และออมเงินให้เหมาะสมเพื่อให้คนรุ่นใหม่มีเงินเหลือใช้หลังเกษียณอายุ

“การเปลี่ยนแปลงทางการเงินเข้าสู่ระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนเงิน หรือการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น พร้อมเพย์ โมบายแบงกิ้ง หรืออินเตอร์เน็ต แบงกิ้ง เป็นส่วนหนึ่งที่คนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ โดยภาครัฐจะทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ ธปท.ยังเป็นห่วงคือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน และการออมเงินหลังเกษียณ”

นายวิรไทกล่าวจากการสำรวจพบว่า คนไทยแก่ก่อนรวย มีเด็กกู้เงินเพื่อเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีเงินเพียงพอใช้หลังเกษียณ ดังนั้นการให้ความรู้เด็กจบใหม่ ให้ตระหนักถึงการบริหารจัดการทางการเงินที่เหมาะสม ทั้งการใช้จ่าย การออม และลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดย ธปท.จะประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน เพื่อจัดหลักสูตรความรู้การบริหารเงิน การออมการลงทุน เป็นภาคบังคับให้เด็กที่กำลังจะจบ โดยหวังว่าจะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจและวางแผนการเงินได้ดีขึ้น.

 

“พาณิชย์” ปิ๊งแผนรับสังคมวัยทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667064

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมวัยทองที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่โลกมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยให้ใช้โอกาสนี้ดึงดูดผู้สูงอายุเข้ามาใช้บริการกับสถานบริการสุขภาพและสถานพยาบาลในไทย เพราะไทยมีความพร้อม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล อีกทั้งคนไทยมีหัวใจบริการ และที่สำคัญค่าใช้จ่ายเหมาะสม สามารถตอบโจทย์ผู้สูงอายุจากทั่วทุกมุมโลกได้

“กระทรวงฯ ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุของโลก เพราะไทยมีความพร้อมในทุกๆด้าน ทั้งสถานที่ การบริการ และค่าใช้จ่ายที่ถูก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น และยิ่งสังคมผู้สูงอายุมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้เป็นโอกาสของไทย ซึ่งได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ปี 54 โดยไปช่วยพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ การบริการ เพื่อลดต้นทุน ขณะนี้มีธุรกิจที่ผ่านการพัฒนาแล้ว 442 ราย และจากนั้นได้พัฒนาต่อเพื่อให้ธุรกิจมีมาตรฐานในระดับสากล โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติแล้ว 55 ราย ขณะนี้กำลังผลักดันให้มีการสร้างเครือข่ายกับนักลงทุน หรือนักธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า ปัจจุบันธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุของไทยส่วนใหญ่ ไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นบริการที่พำนักแก่ผู้สูงอายุ ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเป็นประจำ โดยทั่วไปจะครอบคลุมการให้บริการที่พักค้างคืน บริการอาหาร การดูแลความสะอาดเสื้อผ้า พร้อมทั้งติดตามดูแลสุขภาพเบื้องต้นอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้รักษาพยาบาล หากมีความเจ็บป่วยจะบริการนำส่งต่อแผนกคนไข้ของโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อรักษาพยาบาลต่อไป

ทั้งนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเดย์แคร์ หรือแบบเช้า-เย็นกลับ ซึ่งจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้และมีญาติมารับ-ส่ง เป็นรายวัน 2.ธุรกิจสถานบริการดูแลระยะยาว โดยผู้สูงอายุจะอาศัยในสถานบริการนั้นเลย มีญาติมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว 3.ธุรกิจที่บริการส่งผู้ดูแล ให้ไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ปัจจุบันธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวและสถานพยาบาลของไทย มีราว 400 แห่งทั่วประเทศ โดยไทยคาดว่าในปี 63 จะมีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน หรือ 19% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และปี 73 จะเพิ่มสูงถึง 17.5 ล้านคน คิดเป็น 26.57% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ.

 

หุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนกลุ่มธนาคาร เทคโนโลยี ‘ดาวโจนส์-S&P’ ทำนิวไฮอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2559 06:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667091

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี และธนาคารบางแห่ง โดยดัชนีดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ปิดทำสถิติใหม่…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 ก.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 16.50 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 18533.05 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 5.15 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 2166.89 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 26.19 จุด หรือ 0.52% ปิดที่ 5055.78 จุด

เมื่อวันจันทร์ ธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา หุ้นเพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่มหุ้นการเงิน โดยปรับตัวขึ้น 3.6% หลังจากเผยผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ รวมทั้งประกาศจะลดรายจ่ายรายปีลงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วย ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีก แม้จะมีข่าวเชิงลบอย่างการก่อการร้ายและความตึงเครียดในประเทศตุรกี แต่ธนาคารกลางต่างๆ ยังคงอัดฉีดเงินเข้าไปในตลาดอยู่

 

ตั้ง สศช.น้ำสู่ความยั่งยืน “เอสซีจี” ชู 5 ยุทธศาสตร์แก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667061

 

เอสซีจี-มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผุด 5 แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประเทศไทยในระยะยาว ชูแนวคิดจัดตั้งหน่วยงานหลักเหมือน สศช. ให้ทำหน้าที่แบบครบวงจร หรือ สศช.น้ำ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจี ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาเรื่อง การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของประเทศไทย (Thailand Sustainable Water Management Forum 2016) โดยความร่วมมือของเอสซีจี มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า การบริหารจัดการน้ำภายในประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาสมดุลของการใช้น้ำให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน มีปริมาณเพียงพอ ทั้งเพื่อเป็นการบริโภคและอุปโภคของคนไทยทั้งประเทศ

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้เผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่ดีพอ ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีกับความต้องการใช้ และอีก 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2569 ความต้องการน้ำของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 100,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องลงมือทำคือการทบทวนวิธีการใช้น้ำโดยแนวทางบริหารจัดการน้ำควรดำเนินการใน 5 แผนยุทธศาสตร์ เพื่อเสนอให้รัฐบาลรับไปพิจารณา

ทั้งนี้ แผนดังกล่าว หากจะเกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จ ต้องได้รับความร่วมมือจากชาวชุมชนต้นน้ำ หรือประชาชนที่อาศัยในลุ่มน้ำหรือแม่น้ำสาขาต่างๆ ของประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย

1. การจัดตั้งหน่วยงานหลัก ที่จะมีบทบาทหน้าที่เหมือนกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการทำงานแบบเดียวกับ สศช. แต่แยกเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือเรียกง่ายๆว่า สศช.น้ำ เพื่อให้การบริหารงานมีความคล่องตัว โดยเป็นสำนักงานเลขา ที่บริหารแบบรวมศูนย์ ทำหน้าที่วางแผนเรื่องการจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว

2. การขอความร่วมมือให้ชุมชนในพื้นที่ตามลุ่มน้ำต่างๆ เกิดความตื่นตัวเรื่องการจัดการน้ำภายในชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ โดยขณะนี้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ได้เข้าไปส่งเสริมให้ประชาชน มีความรู้ด้านข้อมูลน้ำและนำข้อมูลไปบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมด้วยตนเอง ล่าสุดมีชุมชนเข้าร่วมรวม 600 โครงการทั่วประเทศ สามารถนำไปปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ พร้อมขยายผลไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศในอนาคต

3. ทบทวนเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ ในเขตป่าไม้ ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการพัฒนาป่า ที่ชาวบ้านให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก 4.การฟื้นฟูประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิมและคูคลอง แหล่งน้ำบาดาลให้เกิดระบบใช้และระบบเติมพร้อมกัน ไม่ปล่อยทิ้งให้เสื่อมโทรม เน้นเรื่องการบูรณะของเก่าแทนการสร้างใหม่ 5. จัดให้มีระบบและเครื่องมือบริหารการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น การประหยัดน้ำและการใช้น้ำซ้ำ เช่นน้ำในนาข้าวที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้แทนการปล่อยทิ้ง

ทั้งนี้ น้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีต ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพเกษตรกรรม ใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก ดำรงชีพและสร้างรายได้ ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออก ใช้แม่น้ำลำคลองเป็นทางสัญจร ซึ่งจากประเทศที่นับว่ามีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ คนไทยจึงขาดความตระหนักในการใช้ทรัพยากรน้ำและคิดว่าทรัพยากรน้ำมีอย่างไม่จำกัด (Unlimited) ทำให้การใช้น้ำขาดประสิทธิภาพและขาดการอนุรักษ์แหล่งน้ำ พื้นที่ป่าไม้มีแนวโน้มลดลงทุกปี ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และเกิดน้ำท่วม

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ณ เวลานี้ ประเทศไทยไม่สามารถคิดแก้ปัญหาเรื่องน้ำแบบเดิมและทำแบบเดิมเหมือนในอดีตได้ เพราะจะต้องปรับตัวและปรับปรุงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยให้ดีในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จนถึงระดับชุมชน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำ ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคการอุปโภคบริโภค ภาคอุตสาหกรรม มีการเปลี่ยนทัศนคติ และอุปนิสัยในการใช้น้ำของคนไทย รวมถึงปรับปรุงผังเมือง จัดทำพื้นที่เพื่อทำการเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับพื้นที่และแหล่งน้ำ เพื่อดึงความสมบูรณ์กลับมา ให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง ยั่งยืน เพื่อไม่ให้มีปัญหา
น้ำท่วม น้ำแล้ง อีกต่อไป

“เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ไปดูงานเรื่อง การ บริหารจัดการน้ำของประเทศอิสราเอล ก็ได้พบปะกับบริษัทที่ผลิตน้ำประปา และหน่วย
งานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ได้เห็นแผนการบริหารจัดการน้ำ ที่เขาสามารถแก้ปัญหาจากประเทศที่ขาดน้ำ ทำให้มีน้ำเพียงพอ มีน้ำสำรองไม่มีวันหมด โดยการ นำน้ำที่มีอยู่ลงไปเก็บไว้ในแหล่งน้ำใต้ ดิน และการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดที่สามารถดื่มได้ โดยมีต้นทุนที่ถูกมากเพียง 10-11 บาทต่อลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังมีหลักสูตรให้นักเรียน ปลูกผังวัฒนธรรมการใช้น้ำตั้งแต่เด็กๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่า”

ดังนั้น เอสซีจี และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ จึงมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางในการระดมรวบรวมพละกำลังภาคเอกชนเข้าไปประสานงานกับรัฐบาล เพื่อดำเนินการแผนยุทธศาสตร์ 5 ข้อนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ เพื่อประโยชน์สุขที่จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้.

 

ครึ่งปีแรกเม็ดเงินโฆษณาติดลบ 8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667059

 

นายดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า จากการสำรวจเม็ดเงินโฆษณาในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ปรากฏว่าเป็นตัวเลขที่ติดลบไปถึง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 เนื่องจากความมั่นใจเรื่องภาวะเศรษฐกิจของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ชะลอการจับจ่ายใช้สอย กลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการหลายๆบริษัท ตัดงบโฆษณาลง เพื่อประหยัดรายจ่าย ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนนำเงินที่เตรียมไว้ใช้ซื้อสื่อโฆษณา ไปทดลองใช้ในสื่อโฆษณาประเภทใหม่ๆ เช่น สื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไลน์ เนื่องจากสื่อเหล่านี้เข้าถึงประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย

“ผมมองว่า 6 เดือนหลังของปีนี้ ภาวะเศรษฐกิจประเทศไทย อาจเริ่มฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้อัตราการใช้เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งปีแรก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาจะไม่เติบโตจากปี 2558 มากนัก แม้ว่าไตรมาส 3 ของปีนี้ จะมีเทศกาลฟุตบอลยูโรมาช่วยกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่มากนัก เพราะยังมีแรงกดดันเรื่องเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมาเป็นปัจจัยกดดันอยู่”

สำหรับช่องทีวีดิจิตอลที่คาดว่าจะมีรายได้ดีที่สุดในขณะนี้ คือ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพราะเรตติ้งเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือน มิ.ย. ปรากฏว่า เรตติ้งขึ้นมาอยู่ที่ 0.85 จากสิ้นปี 2558 ที่อยู่ที่ 0.59

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า คาดว่าครึ่งปีหลังของปีนี้ ยอดค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อโฆษณา จะดีขึ้นและตลอดทั้งปี ยอดค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 0-3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่หากตัวเลขค่าใช้จ่ายโฆษณาในเดือน ก.ค.นี้ ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นชัดเจน ก็คาดว่าตลอดทั้งปีนี้ ยอดค่าใช้จ่ายโฆษณาจะเติบโตติดลบ 3-8%.