กรอ.เตือนโรงงานทั่วประเทศ จัดการกากอันตรายให้รัดกุม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667057

 

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา รักษาราชการแทน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ.ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการโรงงานทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามมาตรการการจัดการกากอุตสาหกรรม ที่ไม่ใช้แล้วให้ถูกต้อง และก่อนนำกากฯออกนอกโรงงานเพื่อไปกำจัดทุกครั้งต้องกรอกข้อมูลในใบกำกับการขนส่ง โดยต้องแจ้งปริมาณกากฯ ที่จะนำออกตามความเป็นจริง พร้อมระบุชนิด ปริมาณ ชื่อผู้รับบำบัด หรือกำจัดให้ครบถ้วน และต้องตรวจสอบรายละเอียดทุกครั้งอย่างเคร่งครัด หากตรวจสอบพบว่าฝ่าฝืนนำกากฯ ออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินการตามกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 ที่มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ในทุกๆครั้งที่มีการละเมิด หากพบเกินจำนวน จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทันที

นายมงคลกล่าวว่า กรณีดังกล่าว เป็นการผลักดันให้กากอุตสาหกรรมอันตรายเข้าสู่ระบบการจัดการกากฯ ตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการกากอุตสาหกรรม ปี 2559-2562 โดยได้กำชับให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมให้คำแนะนำวิธีการขออนุญาตการนำกากฯ ออกนอกโรงงานอย่างถูกต้องแก่ผู้ประกอบการในโรงงาน 20 ประเภทโรงงาน ที่มีกากของเสียอันตรายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่เข้าระบบการจัดการกากอุตสาหกรรม จากมาตรการดังกล่าวจะทำให้มีโรงงานเข้าสู่ระบบจำนวน 2,136 โรงงาน และให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด แจ้งตรงถึงผู้ประกอบโรงงานจำพวกที่ 3 หรือขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วประเทศจำนวน 24,500 โรงงาน จากทั้งหมด 80,000 โรงงาน ให้ดำเนินการติดต่อยื่นขออนุญาตนำกากฯ ออกนอกโรงงานเป็นการเร่งด่วนเพื่อให้มีการจัดการกากฯ เข้าสู่ระบบต่อไป.

 

ลูกหลานต้องจารึก ‘ไอซีที’ เชื่อมต่อ จากชายขอบถึงโอกาสการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665096

 

ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีการสื่อสารได้พัฒนาก้าวหน้าจนตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ทำกิจกรรมอะไร ก็มักเห็นผู้คนมาพร้อมกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ทางเทคโนโลยีต่างๆ อีกมากมาย คนเมืองใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ค้นคว้าหาข้อมูล ติดต่อสื่อสารกันอย่างไร้ขอบเขต เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสิ่งต่างๆ นับไม่ถ้วน

แต่ในประเทศไทย ยังมีพื้นที่ห่างไกลอีกมากมาย ที่ยังขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ และในวันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” เดินทางลงพื้นที่ ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคีรีล้อม หมู่ที่ 1 ตำบลช้างแรก อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ที่แต่ก่อนไม่มีกระทั่งไฟฟ้าใช้


ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคีรีล้อม จ.ประจวบคีรีขันธ์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคีรีล้อม ในการนี้ ทรงเปิด “ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคีรีล้อม” จัดสร้างขึ้นตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุน งบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียน ขณะที่อาคารบ้านพักครู ได้พระราชทานพระราชทรัพย์สร้างเป็นอาคารชั้นเดียว 1 หลัง


ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคีรีล้อม เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 105 คน มีครูตำรวจตระเวนชายแดน 6 นาย และผู้ดูแลเด็ก 2 คน

ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคีรีล้อม สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พื้นที่รับผิดชอบของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2557 เดิมตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ของอาคารศาลาว่าการของชุมชนบ้านคีรีล้อม ต่อมาเพื่อสะดวกในการจัดการเรียนการสอนและรองรับนักเรียนในพื้นที่ จึงได้ย้ายมายังที่ดินสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน บนเนื้อที่ 25 ไร่ โดยเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 105 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนสัญชาติไทย มีเพียงบางส่วน
เป็นไทยพลัดถิ่น เมียนมา และมอญ มีครูตชด. หรือ ครูตำรวจตระเวนชายแดน 6 นาย และผู้ดูแลเด็ก 2 คน

ศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ป่าต้นน้ำหน่วยพิทักษ์ป่าคีรีล้อม ยังไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้าและไม่มีระบบการสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้การใช้ชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เหล่าบรรดาเด็กนักเรียนขาดโอกาสในการศึกษาหาความรู้ ใช้เพียงห้องสมุดที่บางทีข้อมูลก็ล้าสมัยไปมากแล้ว

จนกระทั่ง ทางมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และภาคเอกชน อย่างผู้ให้บริการด้านเครือข่าย เอไอเอส เข้ามาสนองพระราชดำริการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ไอซีที เพื่อให้เยาวชนและชุมชนชายขอบได้เข้าถึงแหล่งความรู้และการติดต่อสื่อสาร ในโครงการระบบไอซีทีและพลังงานทดแทนแบบบูรณาการสำหรับชุมชนชายขอบตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


แผงระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้า

ชุดชาร์จแบตเตอรี่จากพลังงานแสงอาทิตย์

พลังงานจากน้ำ นำไปใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่การผลิตพลังงานไฟฟ้า เพราะบริเวณชุมชนบ้านคีรีล้อมอยู่ในพื้นที่ห่างไกลยังไม่มีระบบไฟฟ้า และระบบการสื่อสารโทรคมนาคมยังเข้าไปไม่ถึง เอไอเอสจึงร่วมกับ เนคเทค ออกแบบ พัฒนา และติดตั้งระบบพลังงานทดแทนแบบบูรณาการ ที่ใช้ระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ และพลังงานจากน้ำ โดยมีความจุ 6,200 วัตต์ เพื่อให้เพียงพอสำหรับใช้งานภายในศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแห่งนี้ พร้อมมีระบบตรวจวัดข้อมูลสังเกตการณ์ระยะไกล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ และเข้ามาแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว


สถานีเก็บประจุไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังร่วมกันจัดตั้งสถานีเก็บประจุไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนนำตะเกียงมาชาร์จไฟไปใช้งานที่บ้านได้ พร้อมทั้งจัดอบรมเพื่อให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนเรื่องการใช้งาน ตลอดจนการบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่มีไฟฟ้าใช้ไปนานๆ ไม่ต้องเสียเวลาซ่อมแซม


ตะเกียงที่ประชาชนนำมาชาร์จไฟ จากสถานีเก็บประจุไฟฟ้า

โครงการดังกล่าว เอไอเอสได้รับหน้าที่นำระบบไอซีทีมาเชื่อมโยงการสื่อสารจัดทำห้องเรียนต้นแบบด้านการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สายและระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เพื่อให้เยาวชนและชุมชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส มองเป้าหมายของเอไอเอสในการปรับเปลี่ยนองค์กรจากการเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Mobile Operator สู่การเป็นผู้ให้บริการดิจิทัล หรือ Digital Service Provider อันดับ 1 
และเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมต่างๆ ของเมืองไทย เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการใช้ชีวิตของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ให้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการทำงาน การใช้ชีวิตและ การเรียนรู้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารให้ทันสมัย มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง


บรรยากาศภายในห้องเรียนต้นแบบด้านการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G

ตัวโครงการดังกล่าว ตำรวจตระเวนชายแดน เอไอเอส และสวทช. มีเป้าหมายที่จะติดตั้งระบบเดียวกันไปยังโรงเรียนชายขอบบริเวณรอบรอยต่อชายแดนอีก 20 โรงเรียนทั่วประเทศภายในปีนี้

ส่วนรูปแบบของพลังงานทดแทนจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ว่าจะใช้ลักษณะใด โดยการยิงสัญญาณจะดึงจากเสาสถานีฐานขนาดใหญ่ในตัวเมือง ทดแทนการใช้การส่งสัญญาณจากดาวเทียมไอพีสตาร์ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมากเรื่องค่าเช่าแบนด์วิธ แต่การทำลักษณะพลังงานทดแทนใช้เงินลงทุนราว 3.5 ล้านบาท

ด้าน พล.ต.ท.ดร ปิ่นเฉลียว ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า พื้นที่ตามแนวชายแดนชายขอบมีทั้งสิ้น 5,600 ตารางเมตร ในขณะที่ ตำรวจตระเวนชายแดนมีเพียง 20,000 คน สิ่งที่จะทำให้การดูแลความเรียบร้อยตามแนวชายแดนประสบความสำเร็จคือความร่วมมือกันระหว่างชุมชนและตำรวจตระเวนชายแดน ดังนั้น จึงตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนขึ้น ซึ่งขณะนี้มีแล้ว 700 โรง เป็นการพ่วงเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และการดูแลความสงบเรียบร้อย


เด็กๆ มีอินเทอร์เน็ตใช้ในการค้นคว้าหาความรู้แล้ว

จะเห็นได้ว่า นอกจากความร่วมมือในครั้งนี้ จะส่งผลให้ชุมชนกับโรงเรียน และตำรวจตระเวนชายแดนใกล้ชิดกันมากขึ้นแล้ว การใช้เทคโนโลยีมาช่วยเรื่องการเรียนรู้ยังเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง ช่วยให้ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีมองโลกได้กว้างขึ้น ช่วยให้การค้นคว้าหาความรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ มิใช่เพียงเกิดภายในห้องเรียนหรือห้องสมุดเพียงอย่างเดียว

 

อ.ส.ค.จับมือสหกรณ์ผลิตอาหารสัตว์ทีเอ็มอาร์ พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบเพิ่มรายได้ผู้เลี้ยงโคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667056

 

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง กับสหกรณ์การเกษตรสวรรคโลก จำกัด จังหวัดสุโขทัย เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือการผลิตอาหารสัตว์ อาหารผสมสำเร็จรูป ทีเอ็มอาร์ (TMR) จำหน่ายให้กับผู้เลี้ยงโคนม ที่อยู่ในเขตพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา สุโขทัย ที่มีความต้องการใช้อาหาร TMR ในการเลี้ยงโคนม ตั้งท้องก่อนตกลูก 3-4 เดือน และทำให้แม่โครีดนมได้เพิ่มมากขึ้น สามารถช่วยยกระดับน้ำนมดิบ ให้ได้ตามมาตรฐาน ช่วยประหยัดเวลา ลดการใช้แรงงาน ในการจัดการอาหารหยาบ ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าอาหารข้น ได้อีกทางหนึ่ง

“อ.ส.ค.พร้อมสนับสนุน ความรู้ด้านการผลิตอาหารสัตว์ TMR คุณภาพให้แก่สหกรณ์การเกษตรสวรรคโลกฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่จัดหาวัตถุดิบนำมาผลิต TMR ได้ง่ายและมีราคาถูก เช่น หญ้าเนเปียร์ปากช่อง กากถั่วเหลือง มันเส้น”

นายสันติภาพ ลิมปะพันธุ์ ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรสวรรคโลก จำกัด จังหวัดสุโขทัยกล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรสวรรคโลกฯ ใช้งบ 25 ล้านบาท ซื้อเครื่องผลิตอาหาร TMR พร้อมสร้างโรงงานใหม่ ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีเครื่องผลิตอาหาร TMR จำนวน 2 เครื่อง กำลังการผลิตวันละ 40 ตัน ผลการวิเคราะห์คุณภาพอาหารที่ผลิตได้ พบว่า มีคุณภาพดี มีปริมาณโปรตีนในอาหารสูตร 16 สูงถึง 18% โดยกำหนดราคาจำหน่ายหน้าโรงงานไว้ที่ 4.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) หรือกระสอบบรรจุ 25 กก. ราคาอยู่ที่ 112 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมก็ต้องมีการบริหารจัดการและปรับใช้อาหาร TMR ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงโคนมแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลงได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯก็มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น หลังเข้าร่วมโครงการ.

 

งานคือเงิน 19/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 19 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666462

 

ไม่มีคำว่าทางตันสำหรับคนสู้ชีวิต

ขอเพียง ไม่ถอดใจกับปัญหาและอุปสรรค อนาคตที่สดใสรออยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แน่นอน

หมึกเขียว ขอเป็นหนึ่งแรงใจส่งให้ คนสู้ชีวิต พร้อมอาสาสรรหาสารพัดตำแหน่งงานน่าสนใจมาฝากกันเช่นเคยที่ งานคือเงิน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร รับลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง นักวิชาการศึกษา 1 อัตรา กองพัฒนานักศึกษา งานกีฬา วุฒิปริญญาตรี ด้าน พลศึกษา, นักวิชาการ 1 อัตรา กองพัฒนานักศึกษา งานระบบสารสนเทศเพื่อกิจการนักศึกษา วุฒิปริญญาตรี สาขาระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศพัฒนาซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ หรือคอมพิวเตอร์ศึกษา (หากมีความรู้ความสามารถในเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับระบบสารสนเทศแก่การปฏิบัติงาน และ/หรือมีความรู้เกี่ยวกับงานประกันคุณภาพการศึกษา และ/หรือมีความรู้ความสามารถในการใช้งาน Database HTML PHP SQL Photoshop Illustrator Flash รวมถึงโปรแกรมที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานอื่นๆ ในเบื้องต้นจะพิจารณาเป็นพิเศษ) สมัครที่กองบริหารงานบุคคล สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ โทร. 0-2665- 3777 ต่อ 6061-6066 ถึง 22 ก.ค.นี้

มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รับนักวิชาการศึกษา 1 อัตรา กลุ่มงานบริหารทั่วไป วุฒิปริญญาตรี ทางด้านวิทยาศาสตรบัณฑิต (เคมี) หรือ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง สามารถสื่อสารและอ่านตำรา/คู่มือปฏิบัติการที่เป็นภาษาอังกฤษได้ (หากมีประสบการณ์การทำงานโรงงานหรือห้องปฏิบัติการจะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีมนุษยสัมพันธ์ และบุคลิกภาพดี มีทักษะการคิดวิเคราะห์ มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และประสบการณ์ สมัครที่ สำนักงานคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ถนนรังสิต-นครนายก ต.คลองหก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ถึง 22 ก.ค.นี้

สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล 1 อัตรา กลุ่มงานบริการ วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาการบัญชี การจัดการเลขานุการ หรือคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ระยะเวลาการจ้างตามกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ (ปีงบประมาณ พ.ศ.2556–2559) และภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยทำสัญญาจ้างเป็นรายปี ครั้งละไม่เกิน 1 ปีงบประมาณและจะจัดจ้างต่อเนื่องเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ สมัครที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา เลขที่ 285 ถนนศุขประยูร ต.หน้าเมือง จ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา โทร. 0-3882-4420 ถึง 22 ก.ค.นี้

กรมส่งเสริมสหกรณ์ รับนายช่างไฟฟ้า 1 อัตรา กลุ่มงานเทคนิค สังกัดสถาบันพัฒนาเครื่องจักรกลและพื้นที่สหกรณ์ วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมไฟฟ้า เทคนิควิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาไฟฟ้ากำลัง อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีคมนาคม หรือคอมพิวเตอร์ สมัครที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ สถาบันพัฒนาเครื่องจักรและพื้นที่สหกรณ์ (อาคาร 1 ชั้น 1) ถึง 22 ก.ค.นี้

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายเวลารับเจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) P7 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติหน้าที่ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต กลุ่มงานปริญญาบัณฑิต วุฒิปริญญาตรี จากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ. รับรอง มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูป โดยเฉพาะ Microsoft Office และเครือข่าย Internet สามารถพิมพ์ดีดได้อย่างดี, เจ้าหน้าที่สำนักงาน (พัสดุ) P7 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติหน้าที่ประจำหน่วยพัสดุ กลุ่มงานบริหารการเงินและงบประมาณ วุฒิปริญญาตรี จากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ. รับรอง มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป โดยเฉพาะ Microsoft Office และเครือข่าย Internet สามารถพิมพ์ดีดได้อย่างดี (หากมีความรู้พื้นฐานในระเบียบพัสดุจะพิจารณาเป็นพิเศษ) สนใจสมัครทางอินเตอร์เน็ตที่ www.hrm.chula.ac.th/recruitmentonline สอบถามเพิ่มเติมที่หน่วยบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชั้น 3 อาคารเทพทวารวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 0-2218-2017 ต่อ 325 ถึง 24 ก.ค.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ รับ พนักงานรายวัน ตำแหน่ง ผู้ปฏิบัติงานบริหาร สังกัดศูนย์การแพทย์ฯ 1 อัตรา ปฏิบัติงานสำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์ วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา มีความสามารถในการเขียนโครงการ ดำเนินโครงการตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น สามารถจัดประชุม เขียนวาระการประชุมและสรุปผลการประชุม มีความคิดสร้างสรรค์ มีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีความสามารถในการติดต่อประสานงาน มีมนุษยสัมพันธ์และมีจิตใจในการให้บริการ มีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภท Microsoft Word, Excel, Power Point และสามารถใช้ Internet ได้ สามารถปฏิบัติงานนอกเวลาราชการได้ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด (หากมีประสบการณ์ในงานด้านกิจกรรมนิสิตนักศึกษา หรือเป็นนักกิจกรรมนิสิตนักศึกษาขณะศึกษาในมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นพิเศษ) สามารถปฏิบัติงานได้ทั้งงานพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซอยสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ และงานพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก สมัครที่งานทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก โทร. 0-3739-5451 (-5) ต่อ 60224, 60225 หรือ 0-2649-5000 ต่อ 27979 ต่อ 20207 (-8) ถึง 25 ก.ค.นี้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สังกัดภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ รับอาจารย์ 1 อัตรา วุฒิปริญญาเอก สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง เน้นการทำวิจัยสาขาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ หรือ วิศวกรรมซอฟต์แวร์, อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิปริญญาเอก สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เอกเหมือง ข้อมูลระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง, อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิปริญญาเอก สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง ทุกตำแหน่งต้องมีผลคะแนนภาษาอังกฤษได้แก่ TOEFL (PBL) ขั้นต่ำ 600 คะแนน หรือเทียบเท่า หรือหากคะแนน TOEFL (PBL) ตั้งแต่ 500 คะแนน แต่ไม่ถึง 600 คะแนน ต้องเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการเรียนการสอน ตามที่สถาบันกำหนด สอบถามและสมัครที่งานบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนสนับสนุนวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 โทร. 0-2329-8400 (-11) ต่อ 204, 208 ถึง 26 ก.ค.นี้

กรมควบคุมโรค รับนายแพทย์ปฏิบัติการ 1 อัตรา ปฏิบัติงานที่สถาบันบำราศนราดูร, นายแพทย์ปฏิบัติการ 1 อัตรา ปฏิบัติงานที่สถาบันราชประชาสมาสัย วุฒิปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาแพทยศาสตร์ ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา, นักรังสีการแพทย์ปฏิบัติการ 1 อัตรา ปฏิบัติงานที่สำนักวัณโรค วุฒิปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์การแพทย์ทางรังสีเทคนิค ต้องได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขารังสีเทคนิค, พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 2 อัตรา ปฏิบัติงานที่สำนักวัณโรค, พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 1 อัตรา ปฏิบัติงานที่สถาบันบำราศนราดูร และ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 6 อัตรา ปฏิบัติงานที่สถาบันราชประชาสมาสัย วุฒิปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลชั้นหนึ่ง หรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง สมัครที่กลุ่มสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง กองการเจ้าหน้าที่ กรมควบคุมโรค ถนนติวานนท์ อ.เมืองนนทบุรี โทร. 0-2590-3048, 0-2590-3059 ระหว่าง 25-29 ก.ค.นี้

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา สาขาวิชาจิตวิทยา วุฒิปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางด้านจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร (หรือเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน) สมัครที่สำนักงานเลขานุการคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร. 0-2696-5207 ถึง 29 ก.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับอาจารย์ 1 อัตรา สังกัดภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม วุฒิปริญญาเอก ทางด้านอักษรศาสตร์ หรือ มนุษยศาสตร์ สาขาวิชาวรรณคดีฝรั่งเศส ภาษาศาสตร์ การสอนภาษาฝรั่งเศสในฐานะเป็นภาษาต่างประเทศ ฝรั่งเศสศึกษา หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ต้องมีคะแนนสอบความสามารถภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกำหนด ดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.pd.su.ac.th สมัครที่กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี (ตลิ่งชัน) มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนบรมราชชนนี กรุงเทพฯ โทร. 0-2849-7500 ต่อ 31704 หรือที่งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร. 0-3425-3840 (-4) ต่อ 22142 หรือที่สำนักงานเลขานุการ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม โทร. 0-3425-5097 รับถึง 31 ก.ค.นี้

หมึกเขียว

 

คนไทยเอื้อมถึง! ไปเที่ยวสมุย ททท.หันมองตลาดภายในทดแทนชาวต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667052

 

นายนรินทร์ ทิจะยัง หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวเกาะสมุย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.กำลังปรับภาพลักษณ์สมุยในสายตาคนไทย จากแหล่งท่องเที่ยวแพงระยิบสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับบนหรือไฮเอนด์ในราคาที่คนไทยเอื้อมถึง โดย ททท. ได้ร่วมมือกับทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์สจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาจูงใจเริ่มต้นเพียง 7,500 บาท รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รับส่งสนามบิน และรายการท่องเที่ยวครึ่งวัน optional โดยมีการเปิดตัวขายไปตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงเดือน พ.ย. นี้

ขณะเดียวกัน ททท.มีแผนที่จะเปิดโครงการลักซ์พีเรียนท์ แอท สมุย (Luxprerience at Samui) ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง โดยยังคงใช้ราคาน่าดึงดูด จับตลาดคนไทยที่ต้องการสัมผัสบริการ และสินค้าทางการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ของเกาะสมุย ร่วมถึงกิจกรรมท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟลูมูน ปาร์ตี้ของเกาะพะงัน และที่พักระดับชั้นนำของเกาะสมุย โดยโครงการนี้คาดว่าจะเปิดตัวภายในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้

“ตอนนี้นักท่องเที่ยวไทยถือว่ายังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ครองสัดส่วนถึง 85% โดยมีตลาดหลักคือ เยอรมนี จีน ดังนั้น การกระตุ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวไทย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสนองนโยบายของผู้ว่า ททท. ที่ต้องการเห็นการเติบโตของตลาดในประเทศ และการเพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศยังช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดต่างประเทศอีกด้วย”

ทั้งนี้ จากสองโครงการดังกล่าว ททท. คาดว่า สัดส่วนของนักท่องเที่ยวไทยจะเพิ่มขึ้น จาก 15% ในปีที่แล้ว เป็น 25% ในปีนี้ โดย ททท.ได้วางเป้าหมายว่านักท่องเที่ยวมาสมุย จะเติบโต 20% เป็น 3 ล้านคนในปีนี้ โดยหลักๆจะเติบโตจากการเพิ่มจำนวนของตลาดในประเทศและกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมุย รวมถึงเกาะเต่าและเกาะพะงัน ที่สามารถเดินทางเชื่อมถึงกันได้ นอกจากนั้น ททท. ยังวางแผนดึงตลาดญี่ปุ่นกลับมาเกาะสมุย หลังจากที่ตลาดญี่ปุ่นลดลงไปร่วม 10 ปี ซึ่ง
เป็นปัญหามาจากราคาตั๋วเครื่องบินของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์.

 

ชี้พร้อมเพย์ เสี่ยงเท่าเอทีเอ็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2559 19:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666834

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ระบุ บริการพร้อมเพย์ สามารถสมัครใช้งานได้ เพราะได้รับความสะดวกจากการโอนเงิน แต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเสมือนกับการสมัครบัตรเอทีเอ็ม

นายปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้ง เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ กล่าวว่า บริการพร้อมเพย์ มีความน่าเชื่อถือพอที่จะสมัครใช้งาน เปรียบเสมือนการสมัครบัตรเอทีเอ็มกับธนาคาร ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ยินดีสมัครเพื่อความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงไปกับประโยชน์ที่จะได้รับ

หากเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง เช่น หากโอนเงินต่างธนาคาร จะเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 25 บาท แต่ถ้าใช้พร้อมเพย์ ยอดเงินไม่ถึง 5,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

นอกจากนี้ อย่าตื่นตระหนกว่าการใช้บริการพร้อมเพย์จะโดนล้วงข้อมูลส่วนตัว แต่ให้ดูว่ามีความพร้อมใช้งานพร้อมเพย์หรือไม่ และควรเปิดหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือบัญชีธนาคารขึ้นมาใหม่เพื่อใช้งาน หรืออาจรอให้ระบบเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการไปประมาณ 1-3 เดือน แล้วตัดสินใจสมัครใช้บริการก็ได้ รวมทั้งไม่ควรนำข้อมูลส่วนตัว ทั้งโทรศัพท์มือถือ และเลขบัตรประชาชน 13 หลักไปโพสต์ หรือแชร์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก.

 

ดึงเซเลบโปรโมตพร้อมเพย์ สร้างความเชื่อมั่น-ยันข้อมูลไม่รั่วไหล!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666301

 

ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์

สมาคมธนาคารไทยเตรียมดึงเซเลบ ศิลปิน ดารา นักร้อง นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติ โหมประชาสัมพันธ์ “พร้อมเพย์” สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หลังถูกนักเลงคีย์บอร์ดป่วนจนเกิดความสับสน ยันปลอดภัยข้อมูลส่วนตัวไม่รั่วไหล ล่าสุดประชาชนลงทะเบียนผูกบัญชีแล้ว 10 ล้านบัญชี

นายยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคม เตรียมเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในสังคม เช่น ศิลปิน ดารา นักร้อง นักกีฬา นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติ รวมถึงนักธุรกิจชั้นนำมาร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัย และการให้บริการระบบพร้อมเพย์ ที่ได้เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนไปแล้วเมื่อวันที่ 15ก.ค.
59 โดยจะเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อให้ประชาชนรับทราบ หลังจากก่อนหน้านี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้ระบบพร้อมเพย์กันมากว่าอาจมีความไม่ปลอดภัยในการใช้งาน มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน จนทำให้ประชาชนบางส่วนสับสน และไม่มั่นใจ

“ในการเปิดให้ลงทะเบียนที่ผ่านมา มีประชาชนที่เข้าใจในระบบ ทยอยเข้ามาลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขการลงทะเบียนล่วงหน้ากับธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1-14 ก.ค.59 มีประมาณ 10 ล้านบัญชี แต่ก็ยอมรับว่า ยังมีคนบางกลุ่มที่กังวลระบบนี้อยู่ โดยเฉพาะการที่สื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก หรือไลน์ ได้เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงถึงความไม่ปลอดภัย และการรั่วไหลของข้อมูล รวมถึงกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจในระบบ ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์อยู่มาก”

นายยศกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สมาคมเน้นการประชาสัมพันธ์ระบบพร้อมเพย์ โดยใช้วิธีการชี้ให้เห็นรูปแบบ และขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นหลัก แต่หลังจากนี้ สมาคมจะปรับเป็นเชิงรุก เพิ่มความเข้มข้นในการสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มมากขึ้น เนื่องจากความเข้าใจของผู้ใช้ยังมีความแตกต่างกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมา หลายประเทศ อย่างอังกฤษ และสิงคโปร์ นำระบบพร้อมเพย์มาใช้ และประสบความสำเร็จด้วยดี ไม่มีปัญหาการรั่วไหล หรือโจรกรรมข้อมูลอย่างที่กังวล

นอกจากนี้ สมาคมยังได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดทำแผนเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธนาคาร เพื่อต้องการให้ประชาชนใช้เงินสดน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบัน พฤติกรรมการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และโมบาย แบงกิ้งอยู่ที่ 20% ส่วนการใช้เงินสดอยู่ที่ 80% ขณะที่การบริหารจัดการเงินสดของประเทศอยู่ที่ปีละ 100,000 ล้านบาท หากปรับลดสัดส่วนการใช้เงินสดได้ 30% จะช่วยให้ลดการบริหารจัดการเงินสดของประเทศลงได้ปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลจากระบบพร้อมเพย์ เพราะธนาคารพาณิชย์มีกฎเกณฑ์ควบคุมไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลลูกค้าอยู่แล้ว และขอชี้แจงด้วยว่า ที่จริงระบบพร้อมเพย์ ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้บริการมากกว่าเดิม โดยทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ธนาคารมีอยู่แล้ว มิหนำซ้ำ การแจ้งข้อมูลการโอนเงินยังเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวน้อยกว่าเดิมอีก ใช้เพียงชื่อ และเบอร์โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐาน ที่ทุกคนรู้ก่อนโอนเงินอยู่แล้ว ต่างจากเดิมที่ต้องแจ้งชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัญชี ชื่อธนาคาร รวมถึงบางครั้งอาจต้องแจ้งเบอร์โทรศัพท์ เพื่อให้ส่งเอสเอ็มเอสด้วย

“ธนาคารเชื่อว่า ต่อไปประชาชนจะสับสนต่อระบบพร้อมเพย์น้อยลง เพราะขณะนี้ ธนาคารกรุงไทยก็พยายามชี้แจงทำความเข้าใจต่อลูกค้าในทุกช่องทางของธนาคารให้รับทราบ โดยมีลูกค้ามาลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว 700,000 ราย รวมถึงจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ กรุงไทย พร้อมเพย์ ลุ้นฟรี#ดีใจจัง มอบรางวัลให้แก่ประชาชนที่มาลงทะเบียนผูกบัญชีพร้อมเพย์กับธนาคารกรุงไทย จนถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้ โดยรับรางวัลสูงสุดเป็น รถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค รวม 3 รางวัล รางวัลละ 869,000 บาท และรางวัลอื่นๆ อีก 5,000 รางวัล มูลค่า 9 ล้านบาท”.

 

อึ้ง! กระแสเงินสดทีโอทีแห้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666306

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้บริหารทีโอที ได้รายงานให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ได้รับทราบถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานเดือน ม.ค.-พ.ค.59 โดยมีความกังวลถึงกระแสเงินสดที่ลดลงอย่างมาก ณ สิ้นเดือน พ.ค.มีกระแสเงินสด 1,241 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินสดสำรอง 12,570 ล้านบาท เงินสำรองเพื่อไถ่ถอนหนี้ 24,210 ล้านบาท จะทำให้มีเงินสดคงเหลือ 38,021 ล้านบาท แต่หากไม่รวมเงินสำรองเพื่อไถ่ถอนหนี้แล้ว จะทำให้ปี 59 อาจมีกระแสเงินสดไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน สาเหตุที่ทำให้กระแสเงินสดลดลง เนื่องจากทีโอทีมีค่าใช้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 3.75% วงเงิน 763 ล้านบาท โครงการลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ (เออร์รี่รีไทร์) 715 ล้านบาท มีภาระลงทุนและหนี้สิน 2,764 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จากการจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้อีก 2,938 ล้านบาท

ส่วนผลดำเนินงาน 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ขาดทุนสุทธิ 6,572 ล้านบาท มาจากรายได้จากการให้บริการ 10,336 ล้านบาท ลดลง 7%จากปีก่อน ขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะมีรายได้ 51,507 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 11,252 ล้านบาท ทั้งนี้ หากแยกรายได้ตามกลุ่มธุรกิจ โดยกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมมีรายได้ 923 ล้านบาท กลุ่มอินเตอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศมีกำไร 119 ล้านบาท กลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่ขาดทุน 3,638 ล้านบาท กลุ่มบริการด้านไอที, ไอดีซีและคลาวด์ขาดทุน 129 ล้านบาท ขณะที่รายได้ที่คาดหวังว่าจะได้จากการให้เอไอเอสเช่าเสาโทรคมนาคม 3,600 ล้านบาท รายได้จากการเช่าอุปกรณ์โทรคมนาคม 2 จี 2,000 ล้านบาท ก็ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ สำหรับฐานะการเงิน ณ 31 พ.ค.59 มีสินทรัพย์ 156,015 ล้านบาท มีหนี้สิน 54,289 ล้านบาท.

 

ประสาน 3 พลังประชารัฐ ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แม่ลูกจันทร์ 18 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665839

 

สุวิทย์ – สุพันธุ์

เดินทางมาเกือบ 2 ปีแล้ว สำหรับรัฐบาลปฏิรูปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามโรดแม็ปที่ได้วางเอาไว้

หลายต่อหลายเรื่องสำเร็จลุล่วงกันไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายสิบหลายร้อยเรื่องที่ยังคงเป็น “ภารกิจสุดท้าทาย” ที่รัฐบาลยังคงต้องพิสูจน์ความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหา

1 ในภารกิจหินที่รัฐบาลชุดนี้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปพลิกโฉมหน้าประเทศไทยก็คือ นโยบายขับเคลื่อนประเทศโดยอาศัยภาคีเครือข่ายในการเชื่อมประสานกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “โครงการสานพลังประชารัฐ” ซึ่งมีทั้งหมด 12 คณะ

พร้อมนโยบายที่จะขับเคลื่อน “ประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand 4.0” ที่ล้วนต้อง อาศัยองคาพยพทุกภาคส่วนในการยกระดับพัฒนาตนเองให้ “ก้าวข้าม” การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะในส่วนของการขับเคลื่อน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ “เอสเอ็มอี” ที่ถือเป็นฐานสำคัญของภาคเศรษฐกิจไทย

แต่จากการที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีรูปแบบภาคผลิต การค้า การบริการในรูปแบบเดิมๆ จากเอสเอ็มอี 1.0 ที่เริ่มจากการเป็นภาคเกษตรสู่เอสเอ็มอี 2.0 ที่เน้นในอุตสาหกรรมเบาเป็นเอสเอ็มอี 3.0 ที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก หรือเป็นห่วงโซ่การผลิต (supply chain) หรือผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับอุตสาหกรรมหนักหรืออุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การจะ “ก้าวข้าม” เป็นเอสเอ็มอี 4.0 จึงต้องมุ่งเน้นให้ไปสู่การเป็น “โกลบอล เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ขายสินค้าได้ในระดับโลก รวมถึง “ดิจิตอล เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ใช้เทคโนโลยี และ “อินโนเวชั่น เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ใช้นวัตกรรมในการพัฒนาสินค้า

“คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise” ซึ่งมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานภาครัฐ และ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานคณะทำงานภาคเอกชน ต่างมีมุมมองตรงกันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีมาทุกยุคทุกสมัย แต่การให้การส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น ยังขาดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน และขาดการบูรณาการในการทำงานให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

เหตุนี้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ จึงมีแนวคิดในการจัดตั้ง “กระทรวงเอสเอ็มอี” เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบที่มีอำนาจ หน้าที่ และงบประมาณ ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง!

พร้อมทั้งทำการศึกษา ทบทวน ปรับปรุงบทบาทโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบเอสเอ็มอีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐและเอกชน การทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้เห็นผลออกมาเป็นรูปธรรม ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ไม่ทับซ้อนกัน

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสได้พูดคุยกับ 2 คีย์แมนขับเคลื่อนในคณะทำงานสานพลังประชารัฐชุดนี้ ถึงกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์) ที่ร่วมกันถ่ายทอดต่อสาธารณชน ดังนี้ :

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ในฐานะประธานคณะทำงานภาครัฐ คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมคณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs และ Social Enterprise หรือที่เราเรียนกันสั้นๆว่า D2 (คณะทำงานด้าน Development กลุ่มที่ 2) ร่วมกับนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นั้น

เพื่อให้การทำงานชุดดังกล่าวมีพลังในการขับเคลื่อนมากขึ้น ผมและคุณสุพันธุ์ได้เรียนเชิญ นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม และ นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. มาเป็นที่ปรึกษาในคณะทำงานชุดดังกล่าวด้วย เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะเชิงนโยบาย และการดำเนิน กิจกรรมเพื่อตอบสนองตรงกับความต้องการและแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดกับเอสเอ็มอีได้ตรงจุด

คณะทำงานชุดนี้จึงแบ่งเอสเอ็มอีเป็น กลุ่มสตาร์ทอัพ/ผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE : Innovation Driven Entrepreneur) ซึ่งทางรัฐบาลได้มีการจัดงาน Startup Thailand เพื่อสร้างความรับรู้และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และสร้างโอกาสให้มีผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในประเทศมากขึ้น

“Startup/IDE เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านการออกแบบ หรือ Business Model ใหม่ๆ กลุ่มนี้เรามองว่าเมื่อเอาตัวรอดในการเป็นผู้ประกอบการช่วงตั้งไข่มาได้แล้ว ก็ต้องมีการต่อยอดในการเริ่มขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น โดยส่วนใหญ่จะมีเส้นทางหลักๆอยู่ 2 ทาง”

Exit คือ สตาร์ทอัพที่เริ่มจะมีการต่อยอดธุรกิจมักจะใช้เงินของผู้ร่วมก่อตั้ง หรือถ้าไอเดียดีมากอาจจะได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ผู้ร่วมลงทุน (Venture Capital) การระดมทุนจากบุคคลทั่วไป (Crowd funding) อีกทั้งยังสามารถขอเพิ่มทุนได้ หลายรอบอีกถึงแม้จะต้องลดบทบาทการเป็นเจ้าของลงก็ตาม และสุดท้ายปลายทางสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเหมือนกัน คือ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างมูลค่าหุ้นให้มากที่สุด

Expand คือ สตาร์ทอัพที่ต้องการ Scale up ตัวเองขึ้นมาเป็นสมาร์ท เอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE : Innovation Driven Entrepreneur) โดยที่ยังคงความเป็นเจ้าของอยู่ ในกลุ่มนี้ก็จะมีแนวทางในการพัฒนาตัวเองในรูปแบบที่ต่างกันกับกลุ่มแรก

แนวทางการส่งเสริม SME ในกลุ่ม Startup/IDE นี้ ได้กำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมไว้ 3 แนวทางด้วยกันคือ

1.โกลบอล เอสเอ็มอี คือ ต้องมองธุรกิจในบริบทของความเป็นสากล สามารถเชื่อมโยงหรือยกระดับธุรกิจไปสู่ระดับโลก (Global) ให้ได้ 2.ดิจิตอล เอสเอ็มอี ต้องมีการนำดิจิตอลเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือเรื่องของการบริหารจัดการ 3.อินโนเวชั่น เอสเอ็มอี ต้องมีการนำนวัตกรรมมาใช้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการมีแนวคิดใหม่ๆ ทั้งในเรื่องการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการต่างๆของการดำเนินธุรกิจ

2.กลุ่ม Regular เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมอยู่แล้วในระดับหนึ่ง และสามารถขยับตัวเอง รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ให้ไว้ 3 step หรือที่เรียก SPRING แบบสิงคโปร์ คือในเรื่องพื้นฐานเอสเอ็มอีควรที่จะต้องมีมาตรฐานที่อยู่ในระดับสากล มีการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม

3.กลุ่ม Turn Around เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลือในหลายๆส่วน โดยที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายออกมาช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีกลุ่มนี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปให้ได้

นอกจากนั้น การส่งเสริมเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบต่างๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เช่น การสร้างโอกาสเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่ต่อไปจะมี พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลคนเดียวก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจนิติบุคคลได้ เหมาะสมกับธุรกิจสตาร์ทอัพในปัจจุบัน การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสําหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จดทะเบียนพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2558-31 ธ.ค.2559 เป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน พ.ร.ก.ยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร (ลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 595 พ.ศ.2558) เพื่อจูงใจให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางในการปรับโครงสร้างการส่งเสริมเอสเอ็มอีและแนวนโยบายในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0 ที่จะปรับบทบาทเอสเอ็มอีไทยให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจ พันธุ์ใหม่ ให้สามารถก้าวสู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอีเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท.

ในฐานะประธานคณะทำงานภาคเอกชน คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise

การส่งเสริมเอสเอ็มอีทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้เอสเอ็มอีที่เป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของไทยมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นให้ถึง 50% และมีความเป็นสากล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และเพื่อให้มีการขับเคลื่อนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

จากปัจจุบันพบว่าจีดีพีของธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2557 มีมูลค่า 5,212,004 ล้าน บาท คิดเป็น 39.6% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศ จำนวนวิสาหกิจรวม 2,744,198 ราย

มีลักษณะการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มภาคการขายส่ง ขายปลีกมากที่สุด รองลงมาอยู่ในภาคการบริการ และภาคอุตสาหกรรม มี การจ้างงานในกิจการทุกขนาดรวม 13,078,147 คน โดยเป็นการจ้างงานในวิสาหกิจขนาดใหญ่ 2,575,949 คน และเป็นการจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี 10,501,166 คน หรือคิดเป็น 80.30% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด

สำหรับด้านการ ส่งออกปี 2557 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกโดยรวม 7,304,899.44 ล้านบาท แต่เป็นการส่งออกของเอสเอ็มอีเพียง 1,917,817.12 ล้านบาท คิดเป็น 26.25% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือเมื่อพิจารณาจำนวนของเอสเอ็มอีที่ส่งออกของประเทศในปี 2557 พบว่า มีทั้งสิ้น 36,065 กิจการ คิดเป็นเอสเอ็มอี 24,543 กิจการ

จะเห็นได้ว่าสถิติที่กล่าวถึงสะท้อนความสำคัญของเอสเอ็มอีในการเป็นฐานและกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าพิจารณาในเชิงคุณภาพจะเห็นได้ว่าศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำไม่สามารถสร้างมูลค่าการค้าการส่งออกได้เท่าที่ควรจะเป็น

คณะทำงานกลุ่มนี้ได้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) 9 ฉบับ เพื่อความร่วมมือ “สานพลังประชา-รัฐส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise” ทั้งองค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน สถาบันการเงินและแหล่งทุน สถาบันการศึกษาและบริษัทเอกชน รวมภาคีเครือข่าย 67 หน่วยงาน

โดยบันทึกข้อตกลงฯ เป็นของกลุ่มเอสเอ็มอี 6 ฉบับ ได้แก่ 1.โครงการ Big Brother (พี่ช่วยน้อง) มี 8 โครงการย่อย 2.โครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน 3.โครงการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ 4.ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ 5.การพัฒนาบริการสำหรับเอสเอ็มอี 6.ส่งเสริมช่องทางตลาดอี-คอมเมิร์ซ

ขณะที่มีของกลุ่มสตาร์ทอัพ และไอดีอี 1 ฉบับ เป็นการสนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศให้แก่ผู้ประกอบการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือไอดีอี สตาร์ทอัพ และของกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม 2 ฉบับ คือ 1.การสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งของธุรกิจเพื่อสังคมและเศรษฐกิจฐานราก 2.การสนับสนุนทางการเงิน

ล่าสุดคณะทำงานชุดนี้ได้จับมือ 200 องค์กร จัดงาน “SME EXPO Spring Up Thailand เสริมแกร่ง SME ไทย ด้วยที่ปรึกษามืออาชีพ” ระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค.2559 ณ บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เป็นมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไว้มากที่สุด เพื่อรวบรวมทุกคำตอบให้กับเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และธุรกิจเพื่อสังคม

พร้อมทั้งเตรียมเดินสายจัดงานใน 3 หัวเมืองใหญ่ ได้แก่ อุดรธานี เชียงใหม่ และหาดใหญ่ เพื่อให้คำปรึกษาและสร้างเครือข่ายให้กับเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดด้วย

นอกจากนั้น มีโครงการเอสเอ็มอี มาร์เก็ต เพลส ไทยช่วยไทยโดยประชารัฐ โดยจัดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีใน 5 พื้นที่ คือ อุดรธานี สงขลา (หาดใหญ่) เชียงราย อุบลราชธานี และระยอง โดยใช้พื้นที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซาของทั้ง 5 พื้นที่ ช่วงระหว่างเดือน มิ.ย. จนถึง พ.ย.ปีนี้

การทำงานของภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกันทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้อนาคตของไทยมีเอสเอ็มอีที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเป็นองคาพยพหลักในการขับเคลื่อนประเทศ.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ดึง ปตท.บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์สนามบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666309

 

นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการวางแผนบริหารจัดการท่าอากาศยานภายใต้การดูแล โดยระบุว่า ปัจจุบัน ทย.อยู่ระหว่างพิจารณาศักยภาพของ 28 ท่าอากาศยานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ทย. เพื่อนำมาศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐฯ (พีพีพี) ส่วนของการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร และพัฒนาลานจอดรถเพื่อจัดเก็บรายได้อย่างมีระบบ ภายหลังได้เริ่มนำร่องศึกษาร่วมกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้นำท่าอากาศยานอุดรธานีมาเป็นโมเดลเริ่มต้นให้เอกชนพัฒนาท่าอากาศยาน และเตรียมลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมือ (เอ็มโอยู) วันที่ 8 ส.ค.นี้

สำหรับรูปแบบการพัฒนา ทย.จะให้สัมปทาน ปตท.เป็นเวลา 3 ปีเพื่อเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศที่จะเปิดให้บริการ รวมถึงพัฒนาอาคารจอดรถให้เป็นมาตรฐาน และจัดเก็บค่าบริการอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าเมื่อลงนามสัญญาร่วมกันแล้วจะเริ่มพื้นที่พัฒนาและเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ “ในอาคารผู้โดยสารที่จะให้ ปตท.เข้าไปพัฒนาจะไม่จัดให้เป็นพื้นที่การค้าเยอะ ส่วนใหญ่จะทำเป็นเซอร์วิสมากกว่า โดยสัปดาห์หน้าจะหารือถึงสัญญาสัมปทานและวงเงินลงทุนอีกครั้ง เบื้องต้น ปตท.แจงว่าจะใช้งบฯ 40 ล้านบาท ส่วนของแผนพัฒนาท่าอากาศยานอื่นๆ เบื้องต้นมี 10 ท่าอากาศยานที่มีศักยภาพเพียงพอในการเปิดให้เอกชนมาประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น ท่าอากาศยานกระบี่ ท่าอากาศยานในภาคอีสานและภาคเหนือด้วย.