ขนส่งฯเข้ม จับรถสาธารณะนอกคอก มิ.ย.59 พบทำผิดกว่า 1.6 พันราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2559 21:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666202

 

ขนส่งทางบก เข้มงวด ตรวจสอบและจับกุมรถสาธารณะ กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง เฉพาะเดือนมิถุนายน 2559 พบรถสาธารณะกระทำความผิดรวม 1,601 ราย เพิ่มมาตรการตรวจสอบจับกุมรถตู้โดยสารทั้งใน กทม. และปริมณฑล รถแท็กซี่ที่สนามบินดอนเมือง กรณีความผิดทำลายภาพลักษณ์ประเทศร้ายแรง ส่งตัวดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการจัดระเบียบรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์สาธารณะภายในเขตกรุงเทพมหานคร ว่า ขณะนี้ขนส่งทางบกได้ดำเนินการตรวจเข้มเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยตามนโยบายของรัฐบาล ในการจัดระเบียบรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะและจักรยานยนต์สาธารณะ โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน 2559 พบการกระทำความผิดรวม 1,601 ราย แบ่งเป็นรถแท็กซี่กระทำความผิด จำนวนรวม 1,006 ราย ซึ่งความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ใช้รถไม่ตรวจรอบมิเตอร์ตามที่กำหนด จำนวน 407 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียนหรือไม่ชำระภาษีจำนวน 200 ราย ขับรถไม่แสดงใบอนุญาตหรือสำเนาคู่มือรถ จำนวน 132 ราย การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จำนวน 32 ราย เป็นต้น

ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะ จากการตรวจสอบพบการกระทำความผิด จำนวนรวม 491 ราย โดยความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด จำนวน 193 ราย นำรถออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 80 ราย อุปกรณ์ส่วนควบคุมของตัวรถไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่ถูกต้อง จำนวน 58 ราย ขณะที่ความผิดเกี่ยวกับผู้ประจำรถ จำนวน 46 ราย เป็นต้น

อย่างไรก็ตามยังพบว่า รถจักรยานยนต์สาธารณะที่กระทำความผิด จำนวนรวม 104 ราย เป็นการฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลป้ายดำมารับจ้างส่งผู้โดยสาร จำนวน 84 ราย ส่วนความผิดอื่นๆ ได้แก่ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง จำนวน 18 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียนหรือไม่ชำระภาษี จำนวน 1 ราย และขับรถไม่แสดงใบอนุญาตหรือสำเนาคู่มือรถ จำนวน 1 ราย

ทั้งนี้ ขนส่งทางบก ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามข้อหาความผิดทุกราย พร้อมส่งตัวเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการและสร้างความตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อผู้โดยสารทุกคน พร้อมบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ สำหรับตรวจสอบการกระทำความผิดซ้ำ หากยังพบการกระทำความผิดในลักษณะเดิม จะพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถต่อไป เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการรถโดยสารสาธารณะให้มีคุณภาพ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การจัดระเบียบรถสาธารณะทุกประเภทสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด กรมการขนส่งทางบก บูรณาการการทำงานร่วมกับ หน่วยงานทหาร ตำรวจ และฝ่ายเทศกิจ กรุงเทพมหานคร จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการเข้มข้น ในส่วนของรถแท็กซี่ได้เพิ่มมาตรการกวดขันการให้บริการที่สนามบินดอนเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วน ได้แก่ ช่วงเช้า 07.00 – 09.00 น. และช่วงเย็น 16.30 – 20.00 น.

ส่วนในต่างจังหวัดให้สำนักงานขนส่งจังหวัดร่วมมือกับหน่วยงานทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองประจำท้องที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและดูแลการให้บริการตามความเหมาะสมของพื้นที่และสอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละจังหวัด ในส่วนของรถตู้โดยสารได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และขยายพื้นที่ตรวจสอบและจับกุมรถตู้โดยสารสาธารณะ รถตู้ป้ายดำที่กระทำผิดกฎหมาย ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อควบคุมพฤติกรรมการให้บริการและความปลอดภัยของผู้โดยสาร

นอกจากนี้ ยังได้เปิดรับลงทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะรอบสอง ทั้งการจดทะเบียนรายใหม่เพิ่มในวินที่อยู่เดิม และเปิดให้มีการขอจัดตั้งวินใหม่เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคำขอ คาดว่าหลังจากดำเนินการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะรอบสองแล้วเสร็จ จะมีจำนวนผู้ให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะในระบบมากเพียงพอกับความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกเชิญชวนประชาชนเลือกใช้บริการรถโดยสารสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากกรมการขนส่งทางบกมีข้อมูลประวัติผู้ขับขี่ทุกคน รถทุกคัน ทำให้ติดตามตัวได้ทันทีในกรณีให้บริการไม่พึงประสงค์หรือกระทำผิดกฎหมาย หากพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร.1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

โรงไฟฟ้าไทยสุดเจ๋ง!! กระบี่ / เทพา “ดีกว่า” ค่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 17 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663789

 

รู้ไหมว่า ฝุ่นขนาดเล็กมาก PM 2.5 จากโรงไฟฟ้ากระบี่/เทพา ปล่อยออกมาน้อยกว่าข้อแนะนำ WHO ฝุ่นละอองนับวันจะได้รับความตระหนัก และตื่นตัวถึงภัยอันตรายมากยิ่งขึ้น ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) และฝุ่นละเอียด หรือฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ได้ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่เกินค่ามาตรฐาน ย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

บทความเรื่อง “ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือภัยคุกคามสุขภาวะของคนไทย” ของกรีนพีซ ด้านหนึ่งกระตุ้นให้สังคมไทยรับรู้และเข้าใจถึงอันตรายของฝุ่นขนาดเล็กต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลบางส่วนที่คลาดเคลื่อน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ เช่น ในประเด็นที่กล่าวว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่มีส่วนใดที่กล่าวถึงมาตรการควบคุม PM2.5 หรือประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นสาเหตุให้เกิด PM2.5 จากการทำปฏิกิริยาของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนในปริมาณมาก

การควบคุม PM2.5 จากการเผาไหม้ถ่านหิน

ประเด็นแรก โครงการโรงไฟฟ้าเทพาและกระบี่ ได้ประเมินผลกระทบและกำหนดมาตรการควบคุมฝุ่น PM2.5 ไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) แล้ว ทั้งการควบคุมฝุ่นในบรรยากาศ และการตรวจวัดจากปากปล่อง

ในกรณี ฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศ รายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ได้ประเมินความเข้มข้นฝุ่นละออง PM2.5 รอบโรงไฟฟ้า ที่จะเกิดขึ้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จะมีค่าสูงสุด 16.28 ไมโครกรัม/ลบ.ม. และโครงการกระบี่อยู่ระหว่างการประเมินความเข้มข้นของฝุ่นละออง ซึ่งค่าดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เกณฑ์แนะนำของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่เกิน 25 ไมโครกรัม/ลบ.ม. และดีกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศของไทย ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม.


กราฟเปรียบเทียบ ค่าประเมินความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศ หลังมีโครงการโรงไฟฟ้าเทพาเทียบกับมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ

สำหรับการตรวจวัด PM2.5 จากปล่องโรงไฟฟ้านั้น ยังไม่มีค่ามาตรฐานกำหนดไว้ ทั้งของไทย และสากล อย่างไรก็ตาม ปริมาณ PM2.5 จากปล่องโรงไฟฟ้า สามารถอ้างอิงมาตรฐานของ US.EPA ที่เกิดจากการเผาถ่านหิน ในกลุ่ม bituminous และ sub-bituminous ที่ผ่านอุปกรณ์บำบัดฝุ่นชนิด Electrostatic Precipitator จะมี PM2.5 คิดเป็นร้อยละ 29 ของปริมาณฝุ่นละอองรวม ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2 โครงการ ได้กำหนดค่าควบคุมของฝุ่นละอองรวม (Particulate Matter: PM) จากปากปล่องไว้ ที่ 30 มิลลิกรัม/ลบ.ม. ซึ่งจะสามารถควบคุมฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศได้ตามเกณฑ์แนะนำของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ดังที่กล่าวมา

ทั้งนี้ มาตรการควบคุมมลภาวะที่กำหนดไว้ใน EHIA ถือเป็นพันธสัญญาที่ กฟผ. จะต้องปฏิบัติตลอดอายุโรงไฟฟ้า ในทางปฏิบัติโรงไฟฟ้าจะตั้งค่าสัญญาณเตือนจากอุปกรณ์ตรวจวัดการระบายมลสารของหน่วยผลิตในห้องควบคุม


ห้องควบคุมการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

กรณีสัญญาณเตือนระดับสูง ซึ่งตั้งค่าไว้ที่ร้อยละ 85 ของความเข้มข้น หรืออัตราการระบายมลสารที่ควบคุมไว้ พนักงานในห้องควบคุมจะตรวจสอบการทำงานของหน่วยผลิต และอุปกรณ์ควบคุมการระบายของมลสารของหน่วยนั้น พร้อมดำเนินการซ่อมแซม หรือแก้ไขความผิดปกติที่พบอย่างเร่งด่วน

กรณีสัญญาณเตือนระดับสูงมาก ซึ่งตั้งค่าไว้ที่ร้อยละ 95 พนักงานในห้องควบคุมจะทำการลดกำลังการผลิต หรือหยุดการผลิต โดยต้องปรับปรุงการทำงานของระบบควบคุมมลสารนั้นๆ ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติก่อนจะเริ่มการผลิตต่อไป

การควบคุม PM2.5 จากกระบวนการทางเคมี

สำหรับประเด็น PM2.5 ที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศที่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน เป็นสารตั้งต้นอ้างอิงข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ นั้น


กราฟแสดงการประมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ (หน่วยเป็นตันต่อปี) จากแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่มา กรีนพีซ
ในทางวิชาการ ฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ประกอบด้วย ฝุ่นปฐมภูมิ (Primary PM2.5) เกิดจากการเผาไหม้โดยตรง และฝุ่นทุติยภูมิ (Secondary PM2.5) เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ โดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์ หรือกลุ่มไนโตรเจน และแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น

จากรายงานการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ ปริมาณก๊าซ SO2 และ NOx ที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ดังกล่าว อยู่ภายใต้สมมติฐานกรณีเลวร้ายสุด (worse case) ซึ่งในความเป็นจริง ของกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้า ฝุ่นปฐมภูมิ จากการเผาไหม้ถ่านหินจะถูกดักจับโดยเครื่องดักฝุ่นไฟฟ้าสถิต (ESP) ที่มีประสิทธิภาพร้อยละ 99.8–99.9 ซึ่งเครื่องดักฝุ่นไฟฟ้าสถิต จะสามารถดักจับฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่าร้อยละ 96-98 สำหรับ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) นั้น จะถูกกรองด้วยเครื่อง Selective Catalytic Reduction (SCR) ก่อนจะถึงเครื่อง ESP ทำให้เหลือปริมาณ NOX น้อยมาก ส่วน SO2 จะถูกบำบัดโดยเครื่อง Flue Gas Desulfurization (FGD) ทำให้เหลือก๊าซที่จะเกิดปฏิกิริยาก่อตัวเป็นฝุ่น PM2.5 ในปริมาณที่น้อยมากเช่นกัน


ผลการตรวจวัดปริมาณฝุ่นในบรรยากาศรอบบริเวณโรงไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในหมู่บ้านรอบโรงไฟฟ้าจำนวน 10 สถานี ล่าสุด ในเดือนธันวาคม 2558 ค่า PM10 มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ระหว่าง 8-65 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM2.5 คำนวณได้เฉลี่ย 3.5-28 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดีกว่ามาตรฐานของประเทศ PM10 ในบรรยากาศไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ PM2.5 ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และสอดคล้องกับเกณฑ์แนะนำ (Guideline) ขององค์การอนามัยโลก



ผลการตรวจวัดฝุ่น PM10 ในบรรยากาศ รอบบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ปี 2558 (ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เป็นช่วงที่มีปัญหาควันจากการเผาป่าและวัชพืช)

ผลการตรวจวัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง เดือนธันวาคม 2558 จากสถานีตรวจวัดรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีค่าอยู่ระหว่าง 0–128 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ขณะที่ ค่ามาตรฐานของประเทศไทยกำหนดไม่เกิน 780 ไมโครกรัม/ลบ.ม. หรือดีกว่ามาตรฐาน 6 เท่าตัว ผลการตรวจวัดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีค่าอยู่ระหว่าง 0–92 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ขณะที่ ค่ามาตรฐานฯ กำหนดไม่เกิน 320 ไมโครกรัม/ลบ.ม. หรือดีกว่ามาตรฐาน 3.5 เท่าตัว


การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในเชิงพาณิชย์มาใช้ในโรงไฟฟ้า และผลของการตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแหล่งผลิต ปล่องโรงไฟฟ้า และในบรรยากาศโดยรอบโรงไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า กฟผ. สามารถควบคุมมลภาวะทั้งฝุ่นขนาดเล็ก SO2 และ NO2 ได้ดีกว่ามาตรฐานของประเทศ และอยู่ภายใต้เกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก


กระนั้นก็ตาม กฟผ. ยังได้ร่วมรณรงค์ ตรวจสอบ เพื่อลดปัญหาฝุ่นควันจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ในพื้นที่แหล่งผลิตไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง เพื่อให้มีคุณภาพอากาศและสุขภาพที่ดีของชุมชน และประชาชนโดยทั่วไป

www.egat.co.th

 

หยุดยาววันแรก พบรถใช้ความเร็วเกินกำหนด 68 คัน โทษปรับหนักทุกราย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2559 00:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665466

 

ขนส่ง เผย การเดินทางช่วงวันหยุดยาววันแรก ตรวจความเร็วรถสาธารณะด้วยกล้องเลเซอร์ พบรถสาธารณะใช้ความเร็วเกินกำหนด 68 คัน ปรับหนักทุกราย โทษสูงสุดปรับไม่เกิน 5,000 บาท พร้อมบันทึกประวัติกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลฯ เพื่อความปลอดภัยในเดินทางของปชช. …

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ช่วงวันหยุดยาวติดต่อกัน 5 วัน ในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา กรมการขนส่งทางบก ได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับประชาชน ตั้งแต่ 15-21 ก.ค. 59 ดำเนินการตรวจสอบความเร็วของสาธารณะ ด้วยกล้องเลเซอร์บนท้องสายหลักและสายรองทั่วประเทศควบคู่กันไป พบว่า วันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา สุ่มตรวจรถสาธารณะจำนวน 8,553 คัน มีรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนดรวม 68 คัน เป็นรถตู้โดยสารประจำทาง 21 คัน รถตู้โดยสารไม่ประจำทาง 5 คัน รถบัสโดยสารประจำทาง 8 คัน และรถบัสโดยสารไม่ประจำทาง 3 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 11 คัน

ส่วนรถบรรทุกส่วนบุคคล ตรวจพบใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด 20 คัน ดำเนินการเปรียบเทียบปรับหนักทุกรายในอัตราสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท พร้อมบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะและวัตถุอันตราย

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้นำระบบ GPS มาใช้ในการบริหารและติดตามการเดินรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก ตามโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” ขณะนี้ มีข้อมูลรถในระบบทั้งสิ้น 66,041 คัน (ข้อมูลวันที่ 30 มิถุนายน 2559) พบว่า วันแรกของการเดินทาง (15 ก.ค.) พบการใช้ความเร็วเกินอัตราที่กำหนดจำนวนทั้งสิ้น 841 คัน เป็นรถโดยสารประจำทาง จำนวน 661 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 150 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง จำนวน 15 คัน และรถบรรทุกทุกส่วนบุคคล จำนวน 15 คัน นอกนั้น เป็นรถอื่นๆ โดยศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS จะบันทึกประวัติผู้ขับรถทุกราย เพื่อติดตามพฤติกรรมการขับขี่หลังจากนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้จะประสานผู้ประกอบการให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถทุกคนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในเดินทางของประชาชน

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบความเร็ว ทั้งจากระบบ GPS และการตรวจสอบด้วยกล้องเลเซอร์ จะเป็นส่วนสำคัญในการติดตามรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถนำข้อมูลมาพิจารณาแนวทางการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศ.

 

ยอดลงทะเบียนจัดตั้งวินใหม่เพิ่ม 256 ราย ลาดกระบัง-บางรัก สูงสุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 18:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665334

 

ขนส่งทางบก เผย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ยื่นความประสงค์ ขอจดทะเบียนเพิ่มในวินเดิมแล้ว 23,666 ราย ขอจัดตั้งวินใหม่เพิ่มอีก 256 วิน ลาดกระบัง-บางรัก ขอตั้งวินใหม่สูงสุด พร้อมประกาศรายชื่อภายในวันที่ 30 ก.ย. นี้ …

วันที่ 16 ก.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า หลังจากเปิดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ต้องการเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยื่นความประสงค์ลงทะเบียน เพื่อขอจัดตั้งวินใหม่ และเพิ่มคนในวินเดิม ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ขณะนี้ได้ปิดการรับลงทะเบียนแล้ว ปรากฏว่า มีวินที่ขอตั้งใหม่จำนวน 256 วิน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะในวินใหม่ จำนวน 2,373 คน โดยเขตลาดกระบังและเขตบางรัก ขอตั้งวินใหม่สูงสุด จำนวนเขตละ 19 วิน รองลงมา คือ เขตห้วยขวาง จำนวน 17 วิน และเขตภาษีเจริญ จำนวน 13 วิน โดยคณะอนุกรรมการประจำกรุงเทพมหานคร จะพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งวินใหม่ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงการขยายตัวของชุมชน ปริมาณความต้องการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะของประชาชน เส้นทาง ท้องที่การให้บริการต้องครอบคลุม โดยมีระยะห่างจากวินที่มีอยู่ในพื้นที่เดิมตามความเหมาะสม และสถานที่จัดตั้งวินมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงการกำหนดอัตราค่าโดยสารต้องเป็นไปตามอัตราที่ทางราชการกำหนด

สำหรับในส่วนของวินเดิมที่มีอยู่แล้ว จากการจัดระเบียบครั้งแรก จำนวน 5,477 วิน มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างลงทะเบียนเพิ่มเติมรวมทุกเขต จำนวน 23,666 คน โดยเขตดอนเมือง มีจำนวน ผู้ลงทะเบียนสูงที่สุดจำนวน 1,144 คน รองลงมา ได้แก่ เขตจตุจักร จำนวน 1,130 คน เขตดินแดง จำนวน 1,067 คน และเขตบางนาจำนวน 965 คน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการฯ จะประกาศรับรองการจัดตั้งวินใหม่ พร้อมรายชื่อผู้ขับขี่ในวินใหม่ รวมถึงรายชื่อผู้ขับขี่เพิ่มเติมในวินเดิม ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่ วินตั้งอยู่ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2559 พร้อมออกหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะให้ โดยผู้ขับขี่ที่ได้รับการรับรองยังไม่สามารถให้บริการประชาชนได้ จะต้องต้องดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถจักรยนต์สาธารณะให้เสร็จสิ้นก่อน ภายใน 120 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือรับรอง โดยต้องไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2560

ส่วนกรณีผู้ที่ใช้ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลลงทะเบียนไว้นั้น ต้องดำเนินการขอรับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะให้เรียบร้อยก่อนนำรถมาจดทะเบียนด้วย และหลังจากจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะเรียบร้อยแล้ว ต้องไม่ให้บุคคลอื่นเช่า ซื้อ หรือใช้เสื้อวินโดยเด็ดขาด และห้ามนำรถไปรับจ้างในวินอื่น หรือให้บริการนอกเส้นทางหรือท้องที่ที่ได้รับอนุญาต และเพื่อป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมายกรมการขนส่งทางบกจะจัดเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เทศกิจกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ขอเชิญชวนประชาชนร่วมพิทักษ์สิทธิการใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะ เลือกใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะถูกกฎหมายป้ายเหลือง ผู้ขับรถ เสื้อวิน บัตรประจำตัว และรถ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและตรงกัน มีประวัติผู้ขับในรถโดยสารสาธารณะ เพื่อการติดตามตัวกรณีเกิดเหตุได้ทันที

 

ปณท เพิ่มความสุขชุมชน เปิดโครงการ ‘ข้าวฮางสร้างฯ กินดีอยู่ดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 12:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665117

 

ไปรษณีย์ไทย นำร่อง กลุ่มผู้ผลิตข้าวฮางบ้านกุดจิก จ.สกลนคร เปิดโครงการ “ข้าวฮางสร้างกุดจิก กินดีอยู่ดี” มุ่งพัฒนาชุมชน เพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่น พร้อมช่วยกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายไปรษณีย์…

มีรายงานว่า พลเอกสาธิต พิธรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวถึงการเปิดโครงการ “ข้าวฮางสร้างกุดจิก กินดีอยู่ดี” ว่า ได้ผลักดันให้ไปรษณีย์ไทย เป็นเครือข่ายและศูนย์กลางของชุมชนตามยุทธศาสตร์ CSR ทั้งในเรื่องของการพัฒนาชุมชนให้ผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มมูลค่า โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและศักยภาพของกลุ่มฯ ก่อให้เกิดชุมชนที่เข้มแข็ง “กินดีอยู่ดี” และไปรษณีย์ไทย จะเป็นผู้เชื่อมโยงชุมชนกับหน่วยงานภาคีต่างๆ โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานเพื่อหนุนเสริมชุมชนให้เติบโตได้เองอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทย จะสนับสนุนให้สินค้าชุมชนได้จำหน่ายผ่านที่ทำการไปรษณีย์ และทางออนไลน์บนเว็บไซต์ของไปรษณีย์ เพื่อไปรษณีย์ไทยจะเป็นช่องทางในการจัดส่งไปยังผู้ซื้อที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริม และสนับสนุนการค้าขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนผ่านออนไลน์แบบครบวงจร เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่


ด้าน นายคุมพล บรรเทาทุกข์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดสกลนครได้ดำเนินนโยบายสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุกๆ ขนาด ที่สืบทอดการทำข้าวฮางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดเด่นของการนำภูมิปัญญาโบราณของชาวภูไทที่มีมานานนับร้อยปี ผ่านกระบวนการแปรรูปข้าวฮาง โดยการแช่ นึ่ง ผึ่ง สี ทำให้ข้าวฮาง เป็นข้าวที่โดดเด่นกว่าข้าวประเภทอื่นๆ เนื่องจากเป็นข้าวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ปัจจุบันได้รับความนิยมมาก จนกลายเป็นสินค้าส่งออก ทำรายได้เข้าสู่จังหวัดสกลนครได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวเสริมว่า จากการทำงานใกล้ชิดชุมชนของคนไปรษณีย์ไทย จึงเกิดแนวคิดที่จะสนับสนุนให้ชุมชนในท้องถิ่นสามารถเติบโตเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน ไปรษณีย์ไทย จึงเลือกกลุ่มผู้ผลิตข้าวฮางบ้านกุดจิก อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ให้เป็นชุมชนนำร่องในการสนับสนุนช่วยเหลือผ่านโครงการดังกล่าว โดยได้นำศักยภาพของเครือข่ายคนไปรษณีย์ มาเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชนที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวภูไท และเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวฮาง พร้อมทั้งเชื่อมประสานหน่วยงานภาคีต่างๆ เพื่อการผลิตข้าวฮางที่จากเดิมผลิตเพื่อการบริโภค มาสู่การเปิดตัวออกสู่ตลาดในจังหวัด และระดับประเทศ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล


นอกจากนี้ ยังได้สร้างโรงเรือนผลิตข้าวฮาง “เพิ่มสุข” ที่ได้รับมาตรฐาน “อย.” เป็นแห่งแรกของอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นสถานที่ให้ชุมชนบ้านกุดจิกได้ผลิตข้าวฮาง ภายใต้แบรนด์ “ข้าวฮางทิพย์” จำหน่ายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผลผลิตของชุมชนกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านเครือข่ายไปรษณีย์แล้ว ยังสามารถช่วยให้ชุมชนกลุ่มผู้ผลิตข้าวฮางบ้านกุดจิกขายข้าวได้ตลอดทั้งปี และมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 22,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 09:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665064

 

ราคาทองวันที่ 16 ก.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,050 ขายออกบาทละ 22,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,648.48 ขายออกบาทละ 22,650 บาท…

วันที่ 16 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.18 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,050.00 บาท ขายออกบาทละ 22,150.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,648.48 บาท ขายออกบาทละ 22,650.00 บาท.

 

ไฮเนเก้นสานต่อแคมเปญเมือง เติมความสนุกผ่านโฆษณา-โชว์เคส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665054

 

ไฮเนเก้นเดินหน้ากิจกรรมการตลาด แคมเปญมุมมองเกี่ยวกับเมือง โดยเติมความสนุกและไอเดียสร้างสรรค์ให้กับกรุงเทพฯ พัทยา และเชียงใหม่ ผ่านโฆษณาออนไลน์และโชว์เคส…

น.ส.พชรชนก ศิลอุดม แบรนด์เมเนเจอร์ไฮเนเก้น กลุ่มบริษัท ทีเอพี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ไฮเนเก้นในไทย กล่าวว่า ไฮเนเก้นชวนผู้บริโภคร่วมเปิดมุมมองเมืองใหม่ ให้มีความสนุกยิ่งขึ้นกว่าเดิมภายใต้แคมเปญ “Shape Your City” กับการท้าทายแรงบันดาลใจที่พัฒนาขึ้นมาจากแนวคิดของแบรนด์ไฮเนเก้นที่ว่า ทุกการกระทำเล็กๆ สามารถเติมความหมายให้กับบางพื้นที่ในเมืองใหญ่ให้กลายเป็น Inspiring Social Environment ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นได้ เพื่อจุดประกายให้ทุกคนได้หันมาร่วมเติมความสนุกให้กับทุกๆ เมือง แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และไอเดียที่จะเพิ่มความสนุกให้กับ 3 เมืองใหญ่ ทั้ง กรุงเทพฯ พัทยา และเชียงใหม่ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาและโชว์เคส

ทั้งนี้ Shape Your City เป็นการสานต่อโกลบอลแคมเปญ “Open Your City” ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2014 ซึ่งนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับเมือง และในปี 2016 นี้ได้เริ่มด้วยการเปิดตัวสลีคแคน หรือ กระป๋องรูปทรงใหม่ด้วยดีไซน์แพ็กเกจจิ้งที่มีชื่อ 10 เมืองใหญ่ของโลก ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา โคราช ภูเก็ต อัมสเตอร์ดัม ฮ่องกง มาดริด โรม และซิดนีย์ จัดจำหน่ายประมาณ 3 เดือน ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเติมความสนุกให้กับ 3 เมืองใหญ่ กรุงเทพฯ พัทยา และ เชียงใหม่ ด้วยดิจิตอลแคมเปญครั้งยิ่งใหญ่ผ่านภาพยนตร์โฆษณาและโชว์เคส โดยเริ่มต้นเติมความสนุกให้กับกรุงเทพฯ เป็นเมืองแรก กับภาพยนตร์โฆษณาที่ชื่อว่า Shape Your City Bangkok: Boom Box Building ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของกรุงเทพฯ โดยรวบรวมสุดยอดไอเดียจากผู้บริโภคผ่านทาง Facebook.com/Heineken และร่วมมือกับ City Shapers ของกรุงเทพฯ ได้แก่ 
ป็อก-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ โอ๋-หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ และ ฮิม-กิจธเนศ ขจรรัตนเดช สานต่อไอเดียนี้มาเป็นภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์

น.ส.พชรชนก กล่าวต่อว่า สำหรับพัทยาได้ร่วมกับผู้บริโภคเติมความสนุก คือ พื้นที่ชายหาด ซึ่งพัทยามีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ มีกิจกรรมสนุกๆ ให้นักท่องเที่ยวสัมผัสมากมายในช่วงกลางวัน แต่เมื่อถึงกลางคืนชายหาดกลับมืดมิดไร้ผู้คน จะทำอย่างไรให้หาดพัทยากลับมาสนุกยามค่ำคืน จึงเป็นที่มาของโชว์เคสที่ว่า Floating Game Arcade ที่เริ่มต้นจากไอเดียของผู้บริโภคที่อยากเติมความสนุกให้กับพัทยา ด้วยสิ่งที่พัทยามีอยู่แล้ว โดยจุดเด่นที่สร้างสีสันให้กับพัทยาคือ Game Arcade จึง นำมาเติมความหมายให้กับพื้นที่ชายหาดยามค่ำคืน และได้รับความร่วมมือจาก City Shaper ของพัทยา ได้แก่ 
ป็อก-อรรถพร คบคงสันติ พจน์-พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ และ นี-ชาลิสา วีรวรรณ

ส่วนเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางหลักของภาคเหนือที่มีความหลากหลายสถานที่ท่องเที่ยวมาก แต่ความหลากหลายที่มีมากเกินไปส่งผลให้บางพื้นที่ถูกลืมจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะบนยอดดอย เพราะอาจเพลิดเพลินอยู่กับแสงสีที่ในเมืองจึงรวบรวม ไอเดียจากผู้บริโภคร่วมเติมความสนุกให้กับเชียงใหม่ และได้เลือกม่อนอิงดาวเป็นจุดหมายในการจัดโชว์เคส Starlight Theatre หรือโรงภาพยนตร์ท่ามกลางธรรมชาติบนยอดดอย พร้อมร่วมมือกับ City Shaper ของเชียงใหม่ ซึ่งได้แก่ จ่อย-สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์ โบ๊ท-อนุสรณ์ สนะพันธุ และ ตั้ม-กฤษณ์ พุฒพิมพ์.

 

เซ็ปเป้-เดนทีนรุกเข้ม เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชิงยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665069

 

“เซ็ปเป้” เดินหน้าจับลูกค้าคอกาแฟแคลอรีต่ำ เปิดตัวสูตรใหม่ซอยเปปไทด์ ส่วน “เดนทีน” ส่งหมากฝรั่งรสใหม่พีชแมงโก้เอาใจลูกค้า…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) แนะนำกาแฟเพรียวสูตรใหม่ ซอยเปปไทด์ ซึ่งเป็นกาแฟปรุงสำเร็จผสมเปปไทด์จากถั่วเหลือง ใบแปะก๊วยและวิตามินรวม ด้วยรสชาติอ่อนละมุม กลมกล่อม ไม่มีน้ำตาลและไม่มีคลอเลสเตอรอล เพียง 60 กิโลแคลอรี โดยวางขายแล้ววันนี้


ขณะที่ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวหมากฝรั่งเดนทีนเลเยอร์สรสใหม่พีชแมงโก้ โดยยังคงคุณสมบัติของหมากฝรั่งสอดไส้ลูกอมด้วยผลไม้ เช่น มะม่วง และพีช.

 

ร้องหา ม.44 ปลดล็อกเวนคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664916

 

รัฐเอาแน่! ใช้ที่ริมทางรถไฟเชิงพาณิชย์

“สมคิด” สั่งคมนาคมทำแผนพัฒนา ที่ดินเชิงพาณิชย์เกาะตะเข็บเส้นทางรถไฟ 4 โครงการ เสนอ “ประยุทธ์” ตัดสินใจภายใน 1 เดือน ด้าน “อาคม” ยอมรับหากกระบวนการแก้ไขกฎหมายเวนคืนล่าช้าอาจ ขอใช้ ม.44 เร่งรัดเพื่อเปิดช่องใช้ประโยชน์ ที่ดินริมทางรถไฟเชิงพาณิชย์หวังสร้างแรงดึงดูดเอกชนร่วมลงทุน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมเรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ดินเวนคืน ร่วมกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม, กรมโยธาธิการและผังเมือง, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รับผิดชอบดูแลเรื่องการจัด ระบบหารายได้ให้กับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล โดยเบื้องต้นได้กำหนดให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินนำร่อง 4 โครงการเร่งด่วนคือ 1.โครงการรถไฟ ความเร็วสูง ไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 2.รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง 3. รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ- หัวหิน และ4.รถไฟทางคู่ไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และกาญจนบุรี-อรัญประเทศ โดยให้กระทรวงคมนาคมเร่งจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้ง 4 โครงการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

“ผมสั่งให้กระทรวงคมนาคมไปทำต้นแบบการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้ง 4 โครงการมาให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อเสนอรายละเอียดให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งแผนการพัฒนาพื้นที่จะต้องระบุชัดเจนว่า รถไฟแต่ละโครงการควรมีกี่สถานี สถานีควรจะอยู่ตรงไหนบ้าง และจะใช้ประโยชน์จากที่ดินแต่ละจุดอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งนำแผนดังกล่าวไปใช้เป็นหลักเกณฑ์ให้นักลงทุนเอกชนนำไปคำนวณผลตอบแทนหากต้องการเข้าร่วมลงทุน ซึ่งรัฐบาลต้องการให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกันประมูล โดยรัฐจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับ มั่นใจว่านักลงทุนจะไม่ขาดทุนแน่นอน โดยเฉพาะโครงการรถไฟเส้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่รัฐบาลไทยลงทุนเองทั้ง 100% นั้น รัฐบาลต้องการให้คนไทยเข้ามาร่วมลงทุนก่อนเป็นลำดับแรก แต่ก็ไม่ได้กีดกันนักลงทุนต่างชาติ”

ส่วนประเด็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายเวนคืนที่ดินที่ปัจจุบันพบว่ามีข้อจำกัดห้ามนำที่เวนคืนมาพัฒนาเชิงพาณิชย์นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ เพื่อหาทางออกเชื่อว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ซึ่งก็ต้องหาวิธีอื่นๆ เพื่อทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องพิจารณาจะให้ทางฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าติดขัดในส่วนใดบ้าง ซึ่งกระบวนการแก้กฎหมายจะต้องใช้เวลา ดังนั้น ทางกระทรวงคมนาคมอาจจะเสนอใช้มาตรา 44 เข้ามากำกับในส่วนนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการผลักดันโครงการให้เริ่มดำเนินการได้ โดยในส่วนของตัวเลขการประเมินเพื่อพัฒนาที่ดิน

ที่ผ่านมาไม่ได้ประเมินมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่ 2 ข้างทางของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่จะเป็นการศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเมื่อมีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟไว้เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันจะต้องศึกษาเรื่องการพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย เช่น 1.พื้นที่สถานี การใช้ประโยชน์ตัวสถานี 2.การใช้ประโยชน์รอบตัวสถานีและ 3.การพัฒนาเมือง

“พื้นที่ในสถานีและพื้นที่รอบสถานี ต่อไปถ้าเวนคืนเผื่อไว้ ในการพัฒนาพื้นที่ก็จะประกาศเป็นเขตพัฒนา สามารถดำเนินการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากมีสถานีรถไฟเดี่ยวๆ จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ แต่ถ้าสร้างความเจริญเติบโต ก็จะสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่นด้วย และจะต้องวางแผนพัฒนาควบคู่กันไป ซึ่งวิธีการอีกอย่างคือจะต้องใช้กฎหมายหลายฉบับควบคู่กันไป เช่น การวางแผนพัฒนาพื้นที่ในบางส่วนอาจใช้กฎหมายผังเมือง ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม ห้ามก่อสร้าง จัดรูปที่ดิน เพื่อให้การพัฒนาเมืองไปในทิศทางที่อยากจะเห็น”

ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งสองข้างทางไม่ใช่จะใช้พื้นที่ได้ตลอดเส้นทาง แต่จะเป็นการกำหนดจุดที่มีศักยภาพ ซึ่งเส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น สถานีกลางดง ปากช่อง และสระบุรี เป็นต้น

นายอาคมกล่าวด้วยว่า โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการแล้วรวม 11 โครงการ มูลค่า 460,000 ล้านบาท จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้ 0.3-0.5% โดย สศช.คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัว 3% และยังมีโครงการอีกมากที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมเสนอขออนุมัติ ซึ่งการก่อสร้างและลงทุนในโครงการต่างๆ ดังกล่าวจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจปี 2560 ให้เติบโตต่อเนื่องได้ประมาณ 3.5-4.0%.

 

รัฐออกมาตรการปั้นฝันสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664911

 

ตั้งศูนย์กลางจ้างงานหลังเกษียณ ให้สิทธิพิเศษลูกกตัญญูดูแลพ่อแม่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นทั้งด้านภาษี ที่อยู่อาศัย การทำงาน และการดำรงชีวิต โดยในด้านภาษี ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังจัดส่งเสริมให้บริษัทต่างๆว่าจ้างผู้สูงอายุมากขึ้น โดยมีแนวคิดว่าบริษัทนั้นจะได้ลดหย่อนภาษี 2 เท่าจากฐานเงินเดือนของผู้สูงอายุที่จะกำหนดไว้ และให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ยังต้องการมีงานทำมาลงทะเบียนไว้ (พูลลิ่ง) และหากบริษัทใดมีความต้องการแรงงานให้ดูที่ศูนย์นี้ และนำไปสู่การจ้างงานได้

“เช่น อาชีพครูหลังเกษียณ หากต้องการสอนหนังสือต่อให้ลงทะเบียนหางานไว้ สถาบันการศึกษาใดสนใจจะจ้างงานผู้สูงอายุก็มาเลือกจากพูลลิ่ง ซึ่งนอกจากสร้างรายได้ ยังทำให้ผู้สูงอายุอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีความสุข”

นายสมคิดกล่าวต่อว่า ยังจะมีมาตรการที่ให้สิทธิพิเศษแก่ลูกกตัญญู ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่รัฐมีโครงการสนับสนุนที่อยู่อาศัยจะพิจารณาให้ลูกที่นำพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย มาเลี้ยงดูในบ้าน เป็นอันดับแรกในการเข้าร่วม โดยให้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ เพราะใครกตัญญูสมควรได้รับสิทธิพิเศษสูงกว่าคนอื่น นอกจากนี้ ยังสั่งให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) คิดถึงบ้านคนชราด้วย โดยมีมาตรการสนับสนุนพิเศษเพื่อจูงใจที่จะสร้างเป็นสังคมให้คนชรา

“ส่วนกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งจะเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของลูกจ้างบริษัทเอกชน แต่จะเป็นภาคบังคับนั้น ต้องการผลักดันให้ออกมาใช้ในรัฐบาลชุดนี้ ขณะที่แนวคิดสินเชื่อบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งจะให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้ผู้สูงอายุโดยตีค่าจากราคาบ้าน เพื่อผู้สูงอายุมีเงินเอาไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ หรือ Reverse Mortgage ก็จะรีบดำเนินการเช่นกัน ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายให้คนชราดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และจะต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย โดยกระทรวงสาธารณสุขไปจัดทำแพ็กเกจเรื่องสุขอนามัยเพิ่มเติมด้วย”.