ธปท.จัดทัพใหม่สู้ความผันผวนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664161

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินในระยะต่อไปที่จะมีความผันผวนสูงขึ้น ทำให้ ธปท.ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยต้องเชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดจุดเปราะบาง หรือฟองสบู่เล็กๆที่ก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพโดยรวมที่ใหญ่กว่าได้ เพราะสภาพการเงินของโลกและในประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยลบ (Shocks) ที่จะเข้ามากระทบจะหลากหลาย รวดเร็ว รุนแรง และคาดเดาได้ยากขึ้น

ดังนั้น จึงมอบนโยบายเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นจนกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ธปท.จะต้องจับควันให้ไว้ ดับไฟให้ทัน แม้ว่าจะเป็นไฟกองเล็กๆ ก็ต้องป้องกันอย่าให้ลาม เพราะระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ มีความเชื่อมโยงมากขึ้น แม้ว่าความเสี่ยงอาจจะไม่ได้เกิดในระบบการเงิน แต่อาจจะเกิดในระบบเศรษฐกิจจริงได้

“เสถียรภาพโดยรวมของระบบการเงินของไทยในขณะนี้ไม่มีปัญหา ภาพรวมยังดีอยู่ แต่สิ่งที่ทำไปคือ มองไปข้างหน้าก่อน โดยเฉพาะการให้ความสนใจในการนำมาตรการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มเป้าหมาย (Macro Prudential) มาใช้ในการดำเนินนโยบายทาง การเงินมากขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายดอกเบี้ย รวมทั้งจะปรับบทบาทของการดำเนินนโยบายเพื่อที่ดูแลเฉพาะกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แทนที่จะใช้นโยบายการเงินในภาพรวม นอกจากนั้น ยังสามารถพิจารณาใช้นโยบายการเงินอื่นๆที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยด้วย”

นายวิรไทกล่าวว่า ในสภาพเศรษฐกิจไทยขณะนี้ การใช้นโยบายดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ขณะเดียวกัน ธปท.กังวลถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนสูง จากการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยนักลงทุน ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เช่น หุ้นตัวเล็ก และตราสารหนี้ที่มี คุณภาพต่ำลง หรือลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆมากขึ้น รวมถึงความสามารถ ในการชำระหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และครัวเรือนเกษตรกรซึ่งลดลงต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และปัญหาภัยแล้งที่ทำให้หนี้ครัวเรือนของเกษตรกรมีเพิ่มมากขึ้นด้วย ส่วนกรณีความเสี่ยงทางการเมืองจากกรณีการลงประชามติ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอาจไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยมากนัก เพราะตลาดและภาคธุรกิจรับรู้ความเสี่ยง และซึมซับความเสี่ยงการเมืองดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว.

 

“อนันตพร” เร่งแผนใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า! ตั้งเป้าภายในปี 2579 ได้เห็นแน่ 1.2 ล้านคัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664157

 

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ได้วางกรอบการพัฒนาเพื่อส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อลดใช้พลังงานในภาคขนส่ง เนื่องจากเป็นภาคที่ใช้พลังงานมากสุดตามนโยบายของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสอดรับกับแผนอนุรักษ์พลังงาน 2558-2579 โดยมอบสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปจัดทำมาตรการการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริดปลั๊กอิน และยานยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 โดยคาดว่าเดือน ส.ค.นี้ จะประกาศหลักเกณฑ์และการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการจัดตั้งสถานีไฟฟ้าเพื่อรองรับได้

ทั้งนี้ แผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 ได้แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ช่วงนี้อยู่ในระยะที่ 1 ปี 2559-2560 เป็นการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายการขออนุญาตและการ สนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ เน้นนำร่องกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (ขสมก.) 200 คัน และรถเฉพาะจุด เช่น รถรับ-ส่ง พนักงานของ ปตท. รถรับ-ส่ง สุวรรณภูมิ-พัทยา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 ปี 2561-2563 ดำเนินการเชิงวิจัยอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนรถและจุดชาร์จไฟฟ้าให้เพียงพอ ระยะที่ 3 ปี 2564-2578 ขยายผลการศึกษาให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และระยะที่ 4 ปี 2579 เป็นต้นไป ตั้งเป้าหมายรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันได้อย่างเต็มที่.

 

แคท-ทีโอที ต้านมติ คนร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664152

 

สหภาพแรงงานจวกรัฐมัดมือใส่โซ่ตรวนตั้งแต่ต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้มีมติรับทราบการปรับโครงสร้างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เทเลคอม และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยให้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างทีโอทีและ กสท. ออกเป็น 3 บริษัทคือ บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศ จำกัด, บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ จำกัดและบริษัท ศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต จำกัด ได้เกิดกระแสวิพากษ์–
วิจารณ์และคัดค้านจากพนักงานทีโอทีและ กสท. ทำให้นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สั่งให้ฝ่ายบริหารของทั้งสองหน่วยงานไปสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานด้วย

นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่แคท กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาเท่านั้น ซึ่งต้องรอเวลาอีก 3 เดือน ถึงจะมีรูปแบบที่ชัดเจนว่า แต่ละองค์กรจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าใด จำนวนพนักงานแต่ละบริษัทจะเป็นจำนวนเท่าใด การประเมินมูลค่าทรัพย์สินจะเป็นเท่าใด หลังจากนั้นอีก 6 เดือน จึงจะจัดตั้งบริษัท แล้วโอนทรัพย์สินให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับจากวันที่ คนร.มีมติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน
ด้านนายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแคท กล่าวว่า ผู้บริหารและพนักงานส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับมติ คนร. เนื่องจากไม่มีความชัดเจน และการแยกเป็นบริษัทลูกที่ยังคงถือหุ้น

โดยรัฐ 100% ไม่ได้มีความแตกต่างจากการเป็นแคทในทุกวันนี้ เนื่องจากแคทถูกแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนมาหลายปีแล้ว

แต่ยังคงปฏิบัติตามกฎระเบียบรัฐวิสาหกิจอย่างเคร่งครัด และต้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติด้วย หากรัฐบาลต้องการให้แคทแข่งขันสู้กับเอกชนได้ ก็ขอปลดปล่อยกฎระเบียบที่เป็นพันธการไว้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบรายได้ของทีโอทีและแคทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งสององค์กรมีรายได้ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง โดยแคทในปี 56 แคทมีกำไร 7,238 ล้านบาท ปี 57 มีกำไร 3,639 ล้านบาท ปี 58 มีกำไร 3,580 ล้านบาท ขณะที่ทีโอที ปี 56 มีกำไร 4,413 ล้านบาท ปี 57 มีกำไร 1,947 ล้านบาท ปี 58 ขาดทุน 5,686 ล้านบาท.

 

รัฐบาลเปิดยุทธศาสตร์ทวิภาคี รับนโยบายดันประเทศสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664149

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจาการค้าในรูปแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทวิภาคีกับประเทศเป้าหมาย โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะเกิดความรวดเร็วและได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายได้มากกว่าการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่บางข้อตกลงยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ที่สำคัญจะไม่เจรจาประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ

“สำหรับประเทศเป้าหมายคือจีน ซึ่งสนใจพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเช่นเดียวกับไทย และยังสนใจออกไปลงทุนนอกประเทศ เบื้องต้นตั้งเป้าหมายจะเดินทางไปเยือนจีนก่อน และคาดว่าจะเริ่มเจรจาทวิภาคีได้ในช่วงดังกล่าว รวมถึงอินเดีย ซึ่งต้องการให้ไทยเปิดตลาดวิชาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะที่อินเดียสนใจให้ไทยไปพัฒนาด้านบริการต่างๆเช่น การท่องเที่ยว โรงแรม อุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยมีแผนจะให้ รมว.พาณิชย์เดินทางเยือนเร็วๆนี้ และเปิดการเจรจาทันที นอกจากนี้ ยังจะเริ่มหารือทวิภาคีลักษณะเดียวกันนี้กับประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม)”

นายสมคิดกล่าวว่า ได้ให้กระทรวงพาณิชย์ไปวางแผนงาน และตามงานว่าจะเดินหน้าเจรจาการค้ากับใคร และในสาขาใดบ้าง เบื้องต้นมีประเทศอินเดียและจีนที่ไทยต้องการเจรจาแลกเปลี่ยนการเป็นหุ้นส่วนการค้ากันในกลุ่มของอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยีและดิจิตอล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 การเจรจาแบบนี้ จะช่วยเพิ่มยอดการส่งออกของไทย และยังเกิดผลดีระยะยาวในการสร้างสัมพันธ์เชิงลึกที่ดีระหว่างกันด้วย แต่การเจรจานี้จะทำควบคู่กับการทำเอฟทีเอ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 15/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664077

 

งานคือเงิน 15/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 15 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663586

 

เส้นทางสู่ความสำเร็จในชีวิตมีเสมอ สำหรับคนขยันที่ไม่ยอมถอดใจกับอุปสรรค และปัญหา

หมึกเขียว ขอส่งกำลังใจให้ คนสู้ชีวิต และอาสาสรรหาสารพัดตำแหน่งงานน่าสนใจมาฝากกันเช่นเคยที่ งานคือเงิน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง รับ อาจารย์ทางด้านสถาปัตยกรรม 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก (สถ.ด.) ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (สถ.บ.) และปริญญาโท (สถ.ม.) หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ ปริญญาโท (สถ.ม.) และปริญญาตรี (สถ.บ.) หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องเป็นหลักสูตรที่สภาสถาปนิกให้การรับรองในหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโท (หากมีประสบการณ์สอนในระดับมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นพิเศษ), อาจารย์ ทางด้านการบัญชี 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก ทางด้าน การบัญชี หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง สนใจสอบถามและสมัครที่ งานบริหารงานบุคคล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง อ.เมือง จ.ตรัง โทร. 0-7520-1715 หรือที่ งานประสานงานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชั้น 11 ตึกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 328 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 รับถึง 15 ก.ค.นี้

กรมการแพทย์ กลุ่มงานเทคนิค รับ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี 2 อัตรา วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชา การบัญชี การเงินการธนาคาร การจัดการ การตลาด เลขานุการ คอมพิวเตอร์ พณิชยกรรม หรือ ประกาศ-นียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชา การบัญชี การเงินการธนาคาร การจัดการ การตลาด เลขานุการ คอมพิวเตอร์ พณิชยกรรม มีทักษะในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีทักษะในการนำภาษาอังกฤษมาใช้ในงาน, เจ้าพนักงานธุรการ 1 อัตรา ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชา การบัญชี การเงินการธนาคาร การจัดการ การตลาด เลขานุการ คอมพิวเตอร์ พณิชยกรรม หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชา การบัญชี การเงินการธนาคาร การจัดการ การตลาด เลขานุการ คอมพิวเตอร์ พณิชยกรรม มีทักษะในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีทักษะในการนำภาษาอังกฤษมาใช้ในงาน, กลุ่มงานบริการ รับ พนักงานประจำห้องทดลอง 2 อัตรา วุฒิ ประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ ตอนปลายสายสามัญ หรือ วุฒิที่ กพส. กำหนดว่าใช้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้ได้ มีความรู้ความสามารถเหมาะสมในการปฏิบัติงานในหน้าที่ มีทักษะในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกตำแหน่งมีระยะเวลาการจ้าง นับตั้งแต่วันทำสัญญาจ้าง ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 สมัครที่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ชั้น 6 สถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราวของสถาบันโรคผิวหนัง อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร. 09-5207-2840 ถึง 15 ก.ค.นี้

วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ประจำโครงการจีนศึกษา 2 อัตรา, อาจารย์ประจำโครงการไทยศึกษา 1 อัตรา และ อาจารย์ประจำโครงการอินเดียศึกษา 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางด้าน สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง สนใจติดต่อที่ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อาคารอเนกประสงค์ 3 ชั้น 1 โทร. 0-2613-3701 รับถึง 22 ก.ค.นี้

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป (ผู้จัดการ) 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท, เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 2 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี สนใจสมัครทางเว็บไซต์ของคณะพาณิชย์ฯ ที่ www.tbs.tu.ac.th กรอกรายละเอียดการสมัครงานในหัวข้อ Apply Online หรือ TBS Job เลือกหัวข้อ สมัครงาน Online สอบถามโทร. 0-2612-2253 รับถึง 24 ก.ค.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รับ พนักงานรายวัน ตำแหน่ง ผู้ปฏิบัติงานบริหาร สังกัดศูนย์การแพทย์ฯ 1 อัตรา ปฏิบัติงานสำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์ วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา มีความสามารถในการเขียนโครงการ ดำเนินโครงการตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น สามารถจัดประชุม เขียนวาระการประชุมและสรุปผลการประชุม มีความคิดสร้างสรรค์ มีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีความสามารถในการติดต่อประสานงาน มีมนุษยสัมพันธ์และมีจิตใจในการให้บริการ มีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภท Microsoft Word, Excel, Power Point และสามารถใช้ Internet ได้ สามารถปฏิบัติงานนอกเวลาราชการได้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (หากมีประสบการณ์ในงานด้านกิจกรรมนิสิต นักศึกษา หรือเป็นนักกิจกรรมนิสิตนักศึกษาขณะศึกษาในมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นพิเศษ) สามารถปฏิบัติงานได้ทั้งงานพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี-นครินทรวิโรฒ ซอยสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ และงานพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก สมัครที่ งานทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก โทร. 0-3739-5451 (-5) ต่อ 60224, 60225 หรือ 0-2649-5000 ต่อ 27979 ต่อ 20207 (-8) ถึง 25 ก.ค.นี้

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รับ เภสัชกรปฏิบัติการ สังกัดกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ 8 อัตรา, สังกัดกองควบคุมวัตถุเสพติด 3 อัตรา, สังกัดกองแผนงานและวิชาการ 3 อัตรา, สังกัดกองส่งเสริมงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น 5 อัตรา, สังกัดสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย 10 อัตรา, สังกัดด่านอาหารและยา 5 อัตรา, สังกัดสำนักยา 22 อัตรา และ สังกัดสำนักอาหาร 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชา เภสัชศาสตร์ ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาเภสัชกรรมชั้นหนึ่ง หรือได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม จากสภาเภสัชกรรม สนใจสมัครทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา http://www.fda. moph.go.th หัวข้อ “รับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ” ถึง 25 ก.ค.นี้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สังกัดภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก สาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ สาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง เน้นการทำวิจัยสาขาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ หรือวิศวกรรมซอฟต์แวร์, อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก สาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ เอกเหมืองข้อมูล ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง, อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก สาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง ทุกตำแหน่งต้องมีผลคะแนนภาษาอังกฤษได้แก่ TOEFL (PBL) ขั้นต่ำ 600 คะแนน หรือเทียบเท่า หรือหากคะแนน TOEFL (PBL) ตั้งแต่ 500 คะแนน แต่ไม่ถึง 600 คะแนน ต้องเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการเรียนการสอน ตามที่สถาบันกำหนด สอบถามและสมัครที่ งานบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนสนับสนุนวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 โทร. 0-2329-8000 (-99) ต่อ 3589 หรือ 0-2329-8400 (-11) ต่อ 208 ถึง 26 ก.ค.นี้

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายเวลารับ ลูกจ้างเหมาจ่าย ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) 1 อัตรา ปฏิบัติหน้าที่ประจำกลุ่มงานกิจการนานาชาติ วุฒิ ปริญญาตรี ต้องเป็นปริญญาและสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป โดยเฉพาะ Microsoft Office และเครือข่าย Internet สามารถพิมพ์ดีดได้อย่างดี มีความรู้ความสามารถในการติดต่อประสานงานอย่างดี สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ สมัครที่ หน่วยบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฝ่ายบริหาร ชั้น 3 อาคารเทพทวารวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 0-2218-2017 ต่อ 325 ถึง 29 ก.ค.นี้

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ขยายเวลารับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทาง วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สมัครที่ หน่วยการเจ้าหน้าที่ งานบริหารและธุรการ สำนักงานเลขานุการคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชั้น 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร. 0-2564-3001 (-9) ต่อ 3242, 3240, 3010 ถึง 29 ก.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม วุฒิ ปริญญาเอก ทางด้าน อักษรศาสตร์ หรือ มนุษยศาสตร์ สาขาวิชา วรรณคดีฝรั่งเศส ภาษาศาสตร์ การสอนภาษาฝรั่งเศสในฐานะเป็นภาษาต่างประเทศ ฝรั่งเศสศึกษา หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ต้องมีคะแนนสอบความสามารถภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกำหนด ดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.pd.su.ac.th สมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี (ตลิ่งชัน) มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนบรมราชชนนี กรุงเทพฯ โทร. 0-2849-7500 ต่อ 31704 หรือที่งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร. 0-3425-3840 (-4) ต่อ 22142 หรือที่ สำนักงานเลขานุการ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม โทร. 0-3425-5097 รับถึง 31 ก.ค.นี้

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายเวลารับ อาจารย์ 3 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ ปริญญาเอก ทางด้าน วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมยานยนต์ หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สนใจติดต่อที่ หน่วยการเจ้าหน้าที่ งานบริหารและธุรการ สำนักงานเลขานุการคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชั้น 2 มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร. 0-2564-3001 (-9) ต่อ 3242, 3240, 3010 ถึง 31 ก.ค.นี้.

หมึกเขียว

 

ปรับเบี้ยแก้ผิดนัด ยุคนี้ทำได้เดี๋ยวนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663546

 

สมัยก่อนเคยมีหลายท่านบอกว่า “เงิน” หมายถึง “เหรียญกษาปณ์” ต้องทำเหรียญที่มีมูลค่าเล็กๆบ้าง เหรียญ 25 สตางค์ เหรียญ 50 สตางค์ เพราะเวลาสินค้าจะเพิ่มขึ้น ก็จะได้เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย เพราะมีเหรียญที่ใช้

สมมติว่าไข่ไก่ จากฟองละ 1 บาท ก็จะขึ้นเป็น 1.25 บาทก่อน แล้วก็ขยับเป็น 1.50 บาทค่อยๆขึ้น กลับกัน ถ้าไม่มีเหรียญ 25 สตางค์ 50 สตางค์ ก็จะขยับไปทันทีฟองละ 2 บาท

ถูกไหม? เพราะสินค้าไม่รู้จะเพิ่มยังไง เพิ่มง่ายๆก็เพิ่มจากมูลค่าเหรียญเล็กที่สุดที่มีอยู่ในตลาด ไปง่ายกว่า…ขยับง่ายกว่า

ฉะนั้นต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ วิธีคิดเป็นเช่นนี้ “ดอกเบี้ย” ก็เช่นกัน 1 เปอร์เซ็นต์…2 เปอร์เซ็นต์ จึงมีความหมายมาก

“วันนี้…ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากไม่ 0 เปอร์เซ็นต์ ยังอยู่ 1 เปอร์เซ็นต์หรือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ คนก็ยังเฉยอยู่ เพราะเราก็เฉยมานานแล้วกับตัวเลขนี้อยู่นานหลายปี…

แต่พอจะขยับลงมาอยู่ที่ 0 เปอร์เซ็นต์ นึกภาพตามนะห่างกันแค่ 1 เท่านั้น คนยังโวยขนาดไหน เสียขวัญ รู้สึกทันทีว่าไม่มีรายได้”

สันติ ปิยะทัต ทนายความ ประสบการณ์กว่า 30 ปี บอกว่า ฉะนั้นการที่คุณจะใช้ดอกเบี้ยผิดนัด 7.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 8 เปอร์เซ็นต์ หรือลดลงเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ มีความหมายมากอย่างยิ่ง

บุคคลทั่วไปปกติแล้วถ้าสัมพันธ์กับสถาบันการเงินมักจะมีสัดส่วนที่ระบุในสัญญาอยู่แล้ว ว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไหร่ ผิดนัดเท่าไหร่ ซึ่งไม่ใช่ 7.5 แต่จะกลายเป็น 15…20…10 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย

แต่ “เบี้ยผิดนัด” อัตราร้อยละ 7.5 เป็นเรื่องของว่าบุคคลทั่วไปที่มีนิติสัมพันธ์กัน เช่นไปทำละเมิดเขา ขับรถชนเขา ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย ก็จะถูกบวกดอกเบี้ยมาอีก 7.5 หรือมีนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน มีสัญญากันแต่ไม่ได้ตกลงกันว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ กฎหมายก็เลยบอก ก็ให้ไปคิดที่ 7.5 เปอร์เซ็นต์แล้วกัน

ทีนี้ ถ้าเรามองอย่างนี้ เอาเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด 7.5 ไปเทียบกับเรื่องดอกเบี้ยเงินฝากสถาบันการเงิน อยากให้มองเป็นสองทาง แต่ 7.5 เปอร์เซ็นต์นี้ ถามว่าใช้มานานหรือยัง…ต้องตอบว่านานมาแล้ว

ถ้าวันนี้ ในแง่สังคมมองว่า นานเกินไปแล้ว และอีกอย่างก็คือความเหมาะสม มากน้อยแค่ไหน เป็นธรรมหรือไม่?

“ยิ่งถ้ามองเกณฑ์เทียบกับรายได้ ว่าเราไปฝากธนาคารแล้วไม่มีรายได้เลย ดอก 0% ขณะที่เราไปทำผิดอะไรแล้วเราจะต้องโดนเบี้ยปรับในทำนองนี้ 7.5 เปอร์เซ็นต์…ก็ควรจะลดลง เพื่อความเป็นธรรม เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน”

ถามต่อไปอีกว่า…ปรับเปลี่ยนยากง่ายมากน้อยแค่ไหน? ถามคนในแวดวงนักกฎหมายต้องบอกว่า “ไม่ยากหรอกครับ” สันติ ว่า “ถ้าจะเป็นธรรม หนึ่งปัจจุบัน สนช. ค่อนข้างทำงานได้รวดเร็ว แล้วก็มีผู้มีความรู้ ความชำนาญในแต่ละด้าน แต่ละแผนก บางท่านก็รู้จักมักคุ้นกันอยู่ ก็สามารถแก้ไขได้รวดเร็วอยู่แล้ว ง่ายกว่าในสมัยอื่นๆอยู่แล้ว”

แก้แล้ว…จะเป็นธรรม ถ้านักวิชาการหรือผู้รู้พิจารณาแล้วว่า ประเด็นนี้ไม่เป็นธรรมก็แก้ได้เลย แต่ก็มีอีกวิธีหนึ่งก็คือ ถ้าเราจะทำวิจัย… ลองใช้วิธีวิจัยภาคสนามหรือสัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า สถานการณ์ดอกเบี้ยผิดนัด ณ ปัจจุบันนี้ควรจะอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์

แล้วก็ไปเทียบหลักเกณฑ์ว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 0 เปอร์เซ็นต์นะ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ควรจะลดลงไหม ถ้าลดควรจะลดลงไปที่เท่าไหร่

นับรวมไปถึงดอกเบี้ยผิดนัด ร้อยละ 7.5 ที่เป็นอดีตมายาวนานเก่าคร่ำครึ ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่

ยืนยันว่า…ดอกเบี้ยผิดนัดกับสถาบันการเงินที่ทำสัญญากันเอาไว้ ลองผิดนัดกันดู คุณจะรู้ว่าไม่ได้อยู่ที่ 7.5 แน่นอน กระอักเลือดกันเลยทีเดียว

ตรงนี้ควรลงมาด้วยไหม? แล้วที่ต้องไม่ลืมก็คือ “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” ก็เป็นความสัมพันธ์ในแง่ของภาคการเงินรายได้ของคนลดลง ควรต้องคำนึงถึง

คิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญที่จะต้องมองเรื่อง “รายได้” ของประชาชนคนไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ทุกวันนี้…คนไม่มีรายได้จากการฝากเงินในสถาบันการเงินแล้ว…อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สถาบันการเงินที่ต่ำเตี้ยติดดิน เกือบจะ 0 เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว

คนจะต้องหารายได้จากภาคอื่นแทน ต้องไปลงทุนในเรื่องของหุ้น กองทุน ฯลฯ หรือเป็นการฝากระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ กติกาที่รัดกุมของสถาบันการเงินที่รับฝาก

หรือแม้แต่ “การออม” ให้ดอกเบี้ยงอกเงยในรูปแบบการประกันภัยต่างๆ ประกันออมทรัพย์ แต่ว่าในเรื่องของเงินกู้ เงินฝากไม่มีแล้ว

ถึงตรงนี้ต้องถามย้ำว่า กฎหมายปรับปรุงยากไหม สันติตอบเลยว่า…ไม่ยากแน่นอน ปรับได้ ทำได้ นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า จะมองเป็นเรื่องสำคัญหรือเปล่า? จริงๆแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ดอกเบี้ยปรับผิดนัด 7.5 เรื่องของ…“ดอกเบี้ย” เรื่องของ…“การเงิน” สำคัญทั้งหมด

น่าจะต้องปรับปรุงเพื่อความเป็นธรรมอย่างแน่นอน เพราะรายได้ของประชาชนโดยฐานทั่วไปลดลงแล้ว พูดตรงๆว่า…คนทั้งประเทศตอนนี้ที่มีเงินฝากในธนาคารทุกคนไม่ได้เงิน ไม่ได้ดอกเบี้ยแล้ว

ยกเว้นไปฝากบางประเภทที่มีข้อกำหนดตายตัว

“แน่นอน…คนเหล่านี้ทั้ง 60 ล้านคน เวลาไปทำอะไรก็โดนดอกเบี้ยปรับ 7.5 แต่ถ้ามองที่รายได้…ไม่มีรายได้เลย เป็นอีกภาพหนึ่งเลยนะ เมื่อเทียบกับสมัยเก่าก่อนที่คนยังมีรายได้กับดอกเบี้ยเงินฝาก”

สมมติว่า…มีคนมีเงินฝากอยู่ 40 ล้านคน…มีรายได้ทุกคน การที่จะไปกระทำผิดนัด อะไรเล็กๆน้อยๆก็จ่ายได้ ไม่มีปัญหาเพราะเขามีรายได้ เราๆท่านๆต่างก็มีเงินฝาก แต่มาผิดสัญญากัน โดนปรับเบี้ยผิดนัด 7.5 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่กลัวมีจ่าย แต่…สถานการณ์วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ถ้าต้องมาโดนปรับ 7.5 เปอร์เซ็นต์ จะรู้สึกอย่างไร? เป็นธรรมไหม? เวลาถูกฟ้อง…ต้นทุนไม่มีเลย ไม่มีรายได้

ถ้าเราหลับตาคิดแบบนี้เมื่อไหร่ เราจะเห็นภาพเลยว่า ดอกเบี้ยผิดนัด ร้อยละ 7.5 จะแพงมหาโหดเลยทีเดียว…ยิ่งมาเทียบกับดอกเบี้ยธนาคารที่ต่ำเตี้ยติดดินด้วยแล้ว

“ทุกคน…ที่เดินอยู่ในประเทศนี้ไม่มีรายได้จากการฝากเงินสถาบันการเงิน แต่ว่าโทษที่ลงโทษก็ยังโดนอยู่…พูดง่ายๆอีกว่า เรียกว่า…ทำดีไม่ได้ตังค์ แต่ว่ามาสายยังถูกตีเท่าเดิมอีก…ไปโรงเรียนตามเวลาไม่ได้ตังค์ ไม่ได้คะแนนบวกเลย แต่วันนี้ ถ้ามาสายโดนเท่าเดิม ทำโทษเท่าเดิม…”

คณะรัฐบาลปัจจุบันพยายามปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับให้มีความทันสมัย ให้ใช้บังคับได้อย่างแท้จริงในหลายๆเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี กรณี “เบี้ยผิดนัด” อัตราร้อยละ 7.5 จะทำอย่างไร…ให้เกิดความเป็นธรรม ในแง่ประโยชน์ประชาชน.

 

เปิด Too Fast To Sleep@KU แหล่งระดมสมอง – สติปัญญาสุด Hip

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664147

 

เพียง 2–3 ชั่วโมงหลังจาก ผศ.ดร.รัชด ชมภูนิช คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และรักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความลงบน facebook ของมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของนิสิต และบรรดาคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยก็มีนิสิตจำนวนมากถึง 8,000 คนกด like ให้กับการตัดสินใจเปิด Too Fast To Sleep@KU พื้นที่อ่านหนังสือสุด Hip ของคนมหาวิทยาลัยเจนใหม่ที่โด่งดังมาจากสถานที่ตั้งแห่งแรกตรงข้ามกับตึกจามจุรีสแควร์ ขณะที่มียอด viewers จากนิสิต และคณาจารย์ มากกว่า 2-3 แสนรายเข้าไปดูข่าวนี้


ผศ.รัชด ในฐานะรักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ และสื่อสารองค์กรของ ม.เกษตรฯ เล่าให้ฟังว่า ก่อนตัดสินใจจับมือกับ คุณเอนก จงเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทเฉลิมศรี สุนทร จำกัด (เจ้าของ M-WRAP และผู้ก่อตั้งพื้นที่อ่านหนังสือฟรี 24 ชม.) มหาวิทยาลัยพยายามทำทุกทางที่จะหาพื้นที่อ่านหนังสือที่เหมาะสมให้แก่นิสิตที่มีจำนวนมากกว่า 50,000 ราย รวมคณาจารย์ด้วยอีก 16,000 ราย ด้วยเอาโมเดลของ Too Fast มาใช้

เริ่มตั้งแต่ นำพื้นที่ของฝ่ายทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยมาใช้ แต่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงขออนุมัติอธิการบดี ใช้ห้องอาหารของมหาวิทยาลัยตอนเย็นเพื่อเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแก่นิสิต เป็นโครงการที่เปิดขึ้นตามคำร้องขอของนิสิต ภายใต้โครงการที่เรียกว่า KU Night Eat and Read เพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสุข University of Happiness เป็นการตอบสนอง lifestyle ของคนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย


โครงการนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และคับคั่งไปด้วยนิสิต และคณาจารย์ ที่ต้องการพื้นที่อ่านหนังสือ ติวข้อสอบ และทำงานกลุ่มแบบ Co–Working Space กัน จนกระทั่งมีร้านอาหารแบบ fastfood และ Co–
Working Space มาให้บริการกระนั้นก็ตาม อาหารและน้ำดื่ม มหาวิทยาลัยได้ขอรับการสนับสนุนจากนิสิตรุ่นพี่ที่จบการศึกษา และออกไปทำงานกันหมดแล้ว นำอาหารและเครื่องดื่มมาให้น้องๆนิสิตได้รับประทานกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย และพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยเปิดให้ใช้นี้ มีนิสิตมาสุมหัวระดมสมองกันมาก โดยเฉพาะในช่วงใกล้สอบ
กระทั่งที่สุด ก็จำเป็นต้องของบประมาณของมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปใช้ในการสร้างอาคารเฉพาะแก่นิสิตในการให้บริการการอ่านหนังสือ และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาของนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง อาคารนี้ใช้งบประมาณลงทุนราว 70-80 ล้านบาท มีพื้นที่สำหรับใช้งานจริง 2,417 ตร.เมตร จากพื้นที่โปร่งโล่งสบาย เพื่อให้นิสิตสามารถจัดกิจกรรมต่างๆได้ทั้งสิ้น 3,014 ตร.เมตร ตั้งอยู่ในเขตของมหาวิทยาลัย และหอพักจำนวนมากที่รายล้อมอยู่ทางด้านซอยพหลโยธิน 45 บางเขน

“เราพยายามจะบริหารจัดการเองในอาคารที่เราตั้งชื่อว่า KU VILLE แต่ก็หาผู้ที่เชี่ยวชาญไม่ได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจคุยกับคุณเอนก ซึ่งมีความตั้งใจตรงกันว่า เราจะร่วมกันสร้างคนเก่ง และมันสมองของชาติด้วยกัน โดยให้โอกาสที่ดีแก่เขา ทั้งสถานที่ที่สะดวกสบายในการอ่านหนังสือ และการศึกษาหาความรู้ต่างๆตลอด 24 ชม. ซึ่งต้องเป็นสถานที่ที่มีมาตรฐาน มีอินเตอร์เน็ต wi-fi ฟรี ที่มีสำหรับให้เขานั่ง หรือเอนหลังได้” ผศ.รัชดกล่าว
ขณะที่คุณเอนกกล่าวถึงเส้นทางของการมุ่งสู่การสร้างพื้นที่อ่านหนังสือสุด Hip ของเขาว่า เขาจะตั้งใจเปิด Too Fast เพิ่มขึ้นตามความต้องการของนิสิต นักศึกษา และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีแนวคิดตรงกันคือ ทำทุกอย่างเพื่อการสร้างคนไทยรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ


“ถ้าถามผมว่า ผมได้อะไร ผมได้ความสุขที่มีโอกาสทำคุณประโยชน์ให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ แต่ถ้าถามผมว่า มหาวิทยาลัยจะได้อะไร ผมขอตอบแทนว่า ได้นิสิต นักศึกษา และคนที่มีคุณภาพออกไปทำประโยชน์แก่สังคมไงครับ…นี่ คือการลงทุนที่ไม่เห็นเม็ดเงินตอบแทน แต่จะเห็นผลตามมาอีกมากมายมหาศาลเมื่อนิสิตนักศึกษาของคุณเรียนจบออกไป แล้วช่วยกันทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า”


คุณเอนกว่า เขายังจะนำเอาผลิตภัณฑ์ต่างๆของมหาวิทยาลัย เช่น นมสด ที่ผ่านการวิเคราะห์วิจัย เป็นนมจืด นมมะลิ นมกล้วย และนมรสชาติต่างๆ รวมถึงโยเกิร์ต ไปจำหน่ายให้นิสิตและบุคลากรมหาวิทยาลัยในสนนราคาที่ย่อมเยาด้วย

ปัจจุบัน Too Fast To Sleep เปิดให้บริการแก่นิสิตนักศึกษาทั่วไปที่อาคารตรงข้ามจามจุรีสแควร์ และที่ศาลายา โดย Too Fast To Sleep @ KU ศูนย์รวมมันสมองและสติปัญญาแห่งนี้ มีกำหนดจะเสร็จสิ้น และเปิดให้บริการได้ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ แน่นอน.

 

พณ. ปูพรมตรวจสังฆทาน ยังไร้ร้านค้าทำผิด หวั่น ปชช. ถูกเอาเปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ค. 2559 02:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664002

 

รมว.พาณิชย์ เผย ส่งทีมปูพรมตรวจสอบการขายสังฆทานทั่วประเทศ หวั่นผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ลั่น ยังไม่พบร้านค้าทำผิด ฝากประชาชน พบเห็นการเอารัดเอาเปรียบ ร้องสายด่วน 1569 หากพบปิดดำเนินการตามกฎหมายทันที

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านจำหน่ายชุดไทยธรรม หรือสังฆทาน ในช่วงก่อนวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ซึ่งได้รับรายงานว่า กรมการค้าภายใน ได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจ 10 สาย ตรวจสอบในเขตพื้นที่รับผิดชอบตั้งแต่วันที่ 13-15 ก.ค. 59 และจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า ผู้ค้าให้ความร่วมมือปิดป้ายแสดงราคา และราคาจำหน่ายยังคงทรงตัว เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาเครื่องสังฆภัณฑ์นั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดมาตรการให้ผู้ประกอบการ ต้องปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีก พร้อมทั้งแสดงรายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุ และราคาของสินค้าแต่ละรายการที่บรรจุในชุดสังฆทาน รวมทั้งค่าภาชนะบรรจุด้วย โดยรายการและราคาของสินค้าต้องมีขนาดตัวอักษรและตัวเลข (FONT) ตั้งแต่ขนาด 16 ขึ้นไป หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร มีความผิดตามมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังกำชับไม่ให้ผู้ขายบรรจุสินค้าที่ใกล้หมดอายุลงในชุดสังฆทาน และให้ระบุวัน/เดือน/ปีที่ผลิต หรือวันหมดอายุให้ชัดเจนอีกด้วย

“ขอให้ผู้บริโภคร่วมเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ “ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้” ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย รายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุ และราคาสินค้าแต่ละรายการที่บรรจุในชุดสังฆทาน รวมทั้งค่าภาชนะบรรจุ และตรวจสอบสินค้าที่บรรจุว่าตรงกับรายการสินค้าที่แสดงไว้หรือไม่ เพื่อจะได้มีโอกาสเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หากพบการขายสินค้าและบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ และหากพบผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที”

 

“อธิบดีกรมบัญชีกลาง” มั่นใจระบบ “พร้อมเพย์” สะดวกสบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 22:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664026

 

อธิบดีกรมบัญชีกลาง มั่นใจ ลงทะเบียน “พร้อมเพย์” เป็นระบบรับเงินและโอนเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง ขณะที่ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ แห่ลงทะเบียนแล้ว กว่า 80 %

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายผลักดันแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทาง การเงินของประเทศไทย (National e-Payment) ให้เกิดการบริการโอนเงิน และรับโอนเงินรูปแบบใหม่ หรือ “พร้อมเพย์” เป็นระบบที่ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการทำธุรกรรม รับและจ่ายเงินเท่านั้น โดยส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในระบบพร้อมเพย์ จึงได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์กับทางธนาคารกรุงไทย และเพื่อเป็นการยืนยันว่า ระบบการลงทะเบียนพร้อมเพย์ ด้วยการผูกเลขบัตรประจำตัวประชาชน เป็นเพียงการอ้างอิงข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน เท่านั้น หรือ เบอร์โทรศัพท์กับเลขบัญชีธนาคารนั้น ไม่มีปัญหาอะไร และไม่ได้มีเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน แตกต่างไปจากที่ผ่านมา เพราะการนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนมาใช้ลงทะเบียนนั้น

“ภายหลังจากที่ ธนาคารกรุงไทย ได้มาออกบูธรับลงทะเบียน พร้อมเพย์ ที่กรมบัญชีกลาง วานนี้ (13 ก.ค. 59) พบว่า มีเจ้าหน้าที่และประชาชนที่สนใจ ร่วมลงทะเบียนพร้อมเพย์ จากภาพรวมของกรมบัญชีกลาง มีเจ้าหน้าที่ในส่วนกลาง ประมาณ 1,000 คน ได้สมัครและลงทะเบียนพร้อมเพย์แล้ว กว่า 80% และคาดว่า ส่วนที่เหลือจะเริ่มทยอยกันลงทะเบียนพร้อมเพย์ ซึ่งเชื่อว่า ระบบพร้อมเพย์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่และประชาชนรับเงินและโอนเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้เพียงหมายเลขโทรศัพท์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชน แทนการระบุเลขที่บัญชีเงินฝากของผู้รับเงิน รวมทั้งในอนาคตหน่วยงานภาครัฐจะสามารถโอนเงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ และเงินคืนภาษีให้กับประชาชนผ่านบริการพร้อมเพย์อีกด้วย” อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว.