สุวรรณภูมิ ยกเว้นค่าบริการจอดรถ ช่วงวันหยุด อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 21:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663904

 

สนามบินสุวรรณภูมิ ยกเว้นค่าบริการจอดรถที่ลานจอด ช่วงวันหยุดยาว อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ตั้งแต่ 00.01 น.วันที่ 16 ก.ค. และนำรถออก 00.00 น.วันที่ 20 ก.ค. พร้อมให้บริการรถ Shuttle Bus วิ่งให้บริการ รับ – ส่ง ผู้โดยสารทุก 15 นาที

วันที่ 14 ก.ค. นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เปิดเผยว่า ทสภ. จะยกเว้นค่าบริการจอดรถยนต์ให้แก่ผู้โดยสารที่นำรถมาจอดที่ลานจอดรถระยะยาว โซน C ซึ่งสามารถจอดรถได้จำนวน 718 คัน ในช่วงเทศกาลวันหยุดอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 16 กรกฎาคม 2559 และนำรถออกภายในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม 2559 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ทสภ. ที่จะเดินทาง ในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากบริเวณพื้นที่จอดรถยนต์หน้าอาคารผู้โดยสารในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกัน จะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ทำให้พื้นที่จอดรถไม่เพียงพอ ประกอบกับผู้ใช้บริการที่ลานจอดรถระยะยาว จะได้รับความสะดวกสบาย น้อยกว่าที่อาคารจอดรถยนต์หน้าอาคารผู้โดยสาร ทสภ. จึงยกเว้นค่าบริการจอดรถให้

อย่างไรก็ดี ทสภ. ได้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการลานจอดรถระยะยาว โดยได้จัดเตรียมรถ Shuttle Bus สายพิเศษ สำหรับวิ่งให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างบริเวณลานจอดรถระยะยาว โซน C กับ อาคารผู้โดยสารทุกๆ 15 นาที ซึ่งจุดจอดรถ Shuttle Bus จะอยู่ที่อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ประตู 5 และผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 2 ประตู 5 โดยผู้ใช้บริการรถ Shuttle Bus ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากรถ Shuttle Bus สายพิเศษที่ ทสภ. จัดเตรียมไว้ให้บริการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีรถ Shuttle Bus สายปกติ (สาย A) ที่วิ่งให้บริการรับ- ส่งผู้โดยสารจากศูนย์ขนส่งสาธารณะ (Bus Terminal) มายังลานจอดรถระยะยาว เพื่อรับผู้โดยสารไปส่งยังอาคารผู้โดยสารชั้น 1 ประตู 3 และประตู 8 และชั้น 2 ประตู 5 แล้วกลับมาที่ลานจอดรถระยะยาว โดยในช่วงเวลาเร่งด่วน จะให้บริการทุก 7 นาที และในช่วงเวลาปกติจะให้บริการทุก 10 นาที

นายศิโรตม์ กล่าวปิดท้ายว่า การยกเว้นค่าบริการจอดรถยนต์ที่ลานจอดรถระยะยาว โซน C ในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการ ทสภ. ที่ประสงค์จะนำรถยนต์ส่วนตัวมาจอดเพื่อเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดติดต่อกันดังกล่าว

 

ก.คลัง หนุน ภาษีที่ดินรอบแนวรถไฟฟ้า เว้น ปชช. รอ สปท.พิจารณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 19:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663814

 

ก.คลัง สนับสนุนแนวคิดเก็บภาษีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ หรือ แนวรถไฟฟ้า แต่ยืนยันว่า จะยกเว้นสำหรับประชาชนทั่วไปที่อยู่อาศัย เพื่อไม่เป็นภาระรายได้ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของ สปท. …

จากกรณี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงการคลังและคมนาคม เร่งศึกษาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ริมทางรถไฟฟ้าเพื่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดเก็บภาษีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 นายอภิศักดิ์ ตันติวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า สนับสนุนแนวคิดการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียม จากผู้รับผลประโยชน์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน รถไฟฟ้า จากภาครัฐ เมื่อเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ต่างๆ ให้มีความเจริญขึ้น ทำให้ทำเลบริเวณดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์จึงควรเสียภาษีจากผลพลอยได้การลงทุนภาครัฐด้วย แต่ยืนยันว่า จะจัดเก็บเฉพาะการนำที่ดินมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ หรือ ขายออกเมื่อราคาที่ดินสูงขึ้น เพราะมีรายได้เพิ่มในการประกอบกิจการ และจะยกเว้นสำหรับประชาชนทั่วไป ที่อยู่อาศัย แต่ไม่ได้ปรับปรุงพัฒนาที่ดินครอบครองอยู่ เพราะจะสร้างภาระให้กับประชาชนทั่วไป

โดยขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยยังไม่มีข้อสรุปร่วมกัน จึงเป็นเพียงแนวคิดในการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ริมทางรถไฟฟ้า ซึ่งได้ขยายออกไปยังต่างจังหวัดหลายเส้นทาง เบื้องต้น กระทรวงคมนาคมจะกำหนดจุดสร้างสถานีรถไฟฟ้า เพื่อศึกษาแผนพัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า ทั้งการสร้างเมืองธุรกิจใหม่ การสร้างโกดังเก็บสินค้า สถานที่ขนส่ง เพื่อส่งผลให้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เหมือนกับหลายประเทศซึ่งดำเนินการอยู่ หากรอเพียงรายได้จากค่าโดยสาระจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงต้องหารายได้จากด้านอื่นมาชดเชย.

 

ขนส่ง เข้ม เดินทางช่วงหยุดยาว 5 วัน คุมพฤติกรรมรถผ่าน GPS 24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 18:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663794

 

ขนส่ง เข้ม ความปลอดภัย รองรับการเดินทางช่วงวันหยุดยาวอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา กำชับผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมรถโดยสารและพนักงานขับรถ พร้อมควบคุมกำกับพฤติกรรมการขับรถและการใช้ความเร็วของรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกผ่านศูนย์ GPS ตลอด 24 ชั่วโมง…

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ช่วงวันหยุดยาวติดต่อกัน 5 วัน วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา กรมการขนส่งทางบกได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมพร้อมอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับประชาชนตั้งแต่วันที่ 15–21 กรกฎาคม 2559 โดยให้จัดเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอสำหรับการเดินทางของประชาชน ไม่ล่าช้า และต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร รวมถึงบริหารจัดการการเดินรถภายในจังหวัดเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้โดยสะดวกรวดเร็ว ส่วนมาตรการด้านความปลอดภัยให้เข้มงวดสภาพความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดจอดรถและจุดตรวจความพร้อมบนถนนสายหลัก/สายรอง โดยดำเนินการตรวจการมีใบอนุญาตผู้ประจำรถ ตรวจสารเสพติดและระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจต้องเป็นศูนย์ 100 เปอร์เซ็นต์ สมุดผู้ประจำรถเพื่อตรวจสอบชั่วโมงการทำงานเมื่อขับรถติดต่อกันเกิน 4 ชั่วโมง ต้องหยุดพักไม่น้อยกว่า 30 นาที จึงจะขับรถต่อไปได้อีกไม่เกิน 4 ชั่วโมงติดต่อกัน เป็นต้น ส่วนความปลอดภัยด้านตัวรถ ต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง มีอุปกรณ์ส่วนควบและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยครบถ้วนถูกต้องและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา ควบคู่กับการตรวจสอบการใช้ความเร็วของรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกด้วยกล้องเลเซอร์ในเส้นทางสายหลัก เข้า–ออก กรุงเทพมหานครไปสู่ภูมิภาค พร้อมติดตามพฤติกรรมการขับขี่ของรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกจำนวน 68,650 คัน (ข้อมูลวันที่ 14 ก.ค. 59) ที่ติดตั้ง GPS ผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ต้องเดินทางตลอดช่วงเทศกาล และเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาลงโทษหรือปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูฝนอาจส่งผลให้สภาพถนนและสภาพจราจรเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรวจสอบรถและกำชับพนักงานขับรถให้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถ ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัดจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ตรวจสอบการติดตั้งเข็มขัด ความพร้อมของรถและคนขับ กรณีเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่มีสาเหตุจากสภาพตัวรถหรือการละเลยการปฏิบัติตามเงื่อนไขความปลอดภัยที่กำหนด จะพิจารณาลงโทษผู้กระทำผิดในสถานหนัก และผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบทุกกรณีซึ่งอาจถูกพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วย พร้อมประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหารดูแลความปลอดภัยประจำสถานีขนส่ง ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งห้ามจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถบนทางและในสถานีขนส่งผู้โดยสาร และกวดขันผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง หากพบผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ห้ามทำการออกเดินรถจากสถานีอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้โดยสารพบเห็นการกระทำผิดกฎหมาย รถโดยสารสาธารณะขับเร็ว เกินอัตราที่กำหนด หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ณ กรมการขนส่งทางบก สถานีขนส่งผู้โดยสาร หรือผ่านทุกช่องทางการสื่อสาร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 11.08 จุด มูลค่าซื้อขาย 68,169.15 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663881

 

หุ้นไทยปิดตลาด 11.08 จุด ที่ระดับ 1,488.69 จุด มูลค่าการซื้อขาย 68,169.15 ล้านบาท …

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 14 ก.ค. 59 ปิดตลาดที่ 1,488.69 จุด เพิ่มขึ้น 11.08 จุด หรือคิดเป็น 0.75% โดยมีมูลค่าการซื้อขายตลอดทั้งวันอยู่ที่ 68,169.15 ล้านบาท

สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ 1.บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)

 

คาดเงินสะพัด หมื่นล้าน! หยุดยาวเข้าพรรษา คนเชื่อมั่น ศก.ฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663781

 

ม.หอการค้าไทย เผย เงินสะพัดวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ปีนี้อยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท สูงสุดรอบ 5 ปี เหตุหยุดยาวทำคนเที่ยวเพิ่ม หากรวมค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวอาจสูงถึง 1 หมื่นล้าน สะท้อน ปชช.มั่นใจเศรษฐกิจกำลังฟื้น

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการสำรวจพฤติกรรม และการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา พร้อมทั้งวันหยุดยาว 5 วัน ที่สำรวจจากประชาชนตัวอย่าง 1,217 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2-8 ก.ค. 59 คาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่ายถึง 5,773.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% สูงสุดในรอบ 5 ปี นับเริ่มสำรวจครั้งแรกปี 55 เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว ทำให้คนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งหากรวมการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวด้วย มูลค่าการใช้จ่ายรวมน่าจะสูงถึง 10,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.05% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

อย่างไรก็ตาม แม้เงินสะพัดยังไม่มากนัก แต่นับเป็นสัญญาณที่ดี ที่สะท้อนว่าประชาชนมั่นใจว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวขึ้น จึงพร้อมจับจ่ายใช้สอย แต่ส่วนตัวมองว่า ขณะนี้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ หรือเป็นรูปตัวยูช่วงแอ่งกระทะ และคาดว่าไตรมาส 3 เป็นต้นไป เศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวอย่างเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้ เมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อคน เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 4,571 บาท ส่วนใหญ่เป็นการท่องเที่ยวในประเทศ กลับบ้านต่างจังหวัด ซื้อของตักบาตร ทำบุญ ถวายเทียน เสี่ยงโชค ซื้อสลาก ซื้อหวย เป็นต้น โดยผู้ตอบส่วนใหญ่ 58.2% ใช้เงินเดือน, 34.6% ใช้เงินออม, 5.6% ใช้รายได้พิเศษ และอีก 1.7% ใช้โบนัสและอื่นๆ

“ประชาชนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 แต่ฟื้นอ่อนๆ เข้าไตรมาส 3 มานี้ ความเชื่อมั่นมีมากขึ้น จากภัยแล้งที่คลี่คลาย สินค้าเกษตรราคาดีขึ้น ทั้งข้าว ยางพารา อ้อย มีส่วนทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น กล้าใช้จ่าย ยอดซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น ช่วยหนุนให้บรรยากาศคึกคักขึ้น ขณะที่ การท่องเที่ยวยังดีอยู่ และการเบิกจ่ายภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เริ่มลงไปสู่พื้นที่แล้ว ทำให้เศรษฐกิจท้องที่ดีขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ประชาชนคลายความกังวลเกี่ยวกับเบร็กซิต และการลงประชามติรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นนี้”

นายธนวรรธน์ กล่าวต่ออีกว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ต้องการให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เบิกจ่ายเงินงบประมาณ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นว่ามาตรการเพิ่มวันหยุดยาว มาตรการช็อปช่วยชุมชนนั้น จะมีผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยว มีสินค้าโอทอป น่าจะทำให้เงินสะพัดในพื้นที่ได้มาก 500-1,000 ล้านบาท ในช่วง 1 เดือนนี้ หรือสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เพิ่มขึ้นได้ 0.1-0.3% ของจีดีพีพื้นที่ เช่นเดียวกับมาตรการช็อปช่วยชุมชน พร้อมกันนี้ แนะนำให้ผู้ประกอบการชุมชนติดป้ายว่าสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ พร้อมแสดงใบลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชน เพื่อให้ประชาชนทราบ นอกจากนี้ มาตรการช็อปช่วยชุมชน ยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้นด้วย.

 

ออมสิน เป็น ปธ. เปิดตัว ตู้รถไฟโดยสารรุ่นใหม่ ชูก้าวสำคัญการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663714

 

รมช.คมนาคม เป็นประธานพิธีเปิดตัวตู้รถโดยสารรุ่นใหม่ สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ 39 คัน ชู เป็นก้าวของการเปลี่ยนแปลงบริการครั้งสำคัญของรถไฟ ยัน รัฐพร้อมหนุนพัฒนาระบบรางเต็มที่ ด้านผู้ว่าการรถไฟฯ เตรียมเชิญนายกฯ เปิดเดินรถใหม่ เส้นทางแรก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ส.ค.นี้

วันที่ 14 ก.ค. นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมว.คมนาคม เป็นประธานพิธีเปิดตัวรถโดยสารรุ่นใหม่ สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ รอบแรก 39 คัน จากทั้งหมด 115 คัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่สั่งซื้อจากบริษัท CRRC (China Railway Rolling Stock Corporation) หรือ CNR (China CNR Corporation Limited) พร้อมทั้งมีการเปิดตัวเครื่องแบบใหม่ของพนักงานประจำรถ ที่สถานีรถไฟชุมทางศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้บริหารการรถไฟฯ และสื่อมวลชน


ดูโอ่โถง น่านั่งขึ้นเป็นกอง กับรถไฟยุคใหม่

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การจัดหารถโดยสารใหม่ชุดนี้ ถือเป็นย่างก้าวสำคัญของการรถไฟฯ ในการเปลี่ยนแปลงการให้บริการรถโดยสารให้ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย ตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพัฒนาระบบรางของประเทศให้มีความสมบูรณ์

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า การรับมอบขบวนรถไฟชุดแรกทั้ง 39 คัน ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และภายในเดือนกรกฎาคม การรถไฟฯ จะมีการนำขบวนรถมาทดสอบการเดินรถ ทั้งในระยะสั้นและระยะไกล ก่อนจะนำมาเปิดให้บริการเป็นขบวนรถด่วนพิเศษ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ได้เป็นเส้นทางแรก ในเดือนสิงหาคมนี้

โดยการรถไฟฯ จะเรียนเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการ


ที่นั่งผู้โดยสารของตู้ใหม่ พร้อมให้บริการผู้โดยสาร ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

“หลังจากนั้นการรถไฟฯ จะมีการทยอยรับมอบรถโดยสารรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง จนครบทั้งหมด 115 คัน ภายในสิ้นเดือนกันยายน นี้ และการรถไฟฯ มีแผนนำรถโดยสารชุดใหม่ทั้งหมด ไปเปิดเดินขบวนให้บริการเป็นขบวนรถด่วนพิเศษ 4 เส้นทาง ระหว่างสถานีกรุงเทพฯ–เชียงใหม่, อุบลราชธานี, หนองคาย และหาดใหญ่ ไป-กลับ วันละ 2 ขบวนต่อเส้นทาง รวม 8 ขบวน ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ครบทั้ง 4 เส้นทาง ในปีงบประมาณ 2560” นายวุฒิชาติ กล่าว

ผู้ว่าการการรถไฟฯ กล่าวต่อว่า รถโดยสารรุ่นใหม่ทั้งหมดจะมีระบบการทำงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย โดยในส่วนรถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 (เฟิร์สท์คลาส) ซึ่งมี 24 ที่นั่ง 12 ห้อง ได้มีการติดตั้งจอแอลซีดีสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง และช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อใช้เป็นช่องทางแจ้งข้อมูลข่าวสารของการรถไฟฯ ถึงผู้โดยสาร รวมถึงรวบรวมรายการบันเทิงชั้นนำ เช่น ภาพยนตร์ เพลง เพื่อให้ความบันเทิงตลอดการเดินทาง ขณะเดียวกันผู้โดยสารยังใช้ช่องทางนี้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่บนรถไฟ เช่น สั่งอาหารได้จากที่นั่งทันที

ขณะที่รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 มีการติดตั้งจอแอลซีดีขนาดใหญ่ 4 จอ ใช้แจ้งข้อมูลข่าวสารให้ผู้โดยสาร เช่น การแจ้งเตือนระยะเวลาถึงสถานีปลายทาง ข้อมูลข่าวสารอื่นๆ เช่นเดียวกับป้ายบอกข้างตัวรถได้ทำเป็นระบบดิจิทัลสำหรับบอกชื่อสถานี และที่สำคัญในส่วนของบริการห้องน้ำ การรถไฟฯ ได้นำห้องน้ำระบบปิดสุญญากาศ ซึ่งมีความทันสมัยเท่ากับห้องน้ำบนเครื่องบินมาให้บริการ มีความสะอาด สะดวก ลดปัญหากลิ่นเหม็น และประหยัดน้ำกว่าเดิมนอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันเสียงรบกวนระหว่างการเดินทาง การรถไฟฯ ได้มีการนำระบบรถ Power Car มาใช้จ่ายไฟให้กับรถโดยสารทั้งขบวน ทดแทนระบบเดิมที่จะใช้เครื่องยนต์ ในรถโดยสารทุกคัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์แล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 13% ด้วย

ส่วนรักษาความปลอดภัย ภายในรถโดยสารใหม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดโดยรอบตลอดทั้งคันเพื่อสร้างความอุ่นใจในการเดินทาง รวมถึงมีการติดตั้งระบบห้ามล้อแบบดิสเบรกเอบีเอส ระบบอัตโนมัติแจ้งเตือนการปิดประตูรถไม่สนิทก่อนขบวนออกจากสถานี รวมถึงการทำทางเชื่อมระหว่างตู้โดยสารบนขบวนรถ ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างข้อต่อขบวน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางนอกจากนี้ในรถรุ่นใหม่ยังมีบริการตู้โดยสารสำหรับผู้พิการและผู้สูงวัยเพื่อใช้เดินทางโดยมีลิฟต์สำหรับยกรถวีลแชร์ รวมถึงบริการวีลแชร์สำรอง


หัวรถจักรใหม่

อนึ่ง การจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ทั้ง 115 คัน แบ่งเป็นการจัดหารถพ่วงเป็นรถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่1 (บนอ.ป.) 9 คัน, รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่2 (บนท.ป.) 88 คัน ในจำนวนนี้มีรถสำหรับผู้พิการ 9 คัน, รถโบกี้ขายอาหารปรับอากาศ (บกข.ป.) 9 คัน และรถกำลังไฟฟ้า (Power Car) 9 คัน และในจำนวนทั้งหมดแบ่งเป็นรถสำหรับใช้งาน 104 คัน ส่วนอีก 11 คัน ใช้เป็นรถสำรองรวมทั้งสิ้น 115 คัน

 

แจง 4 จ.ในอีสาน พท.ปลูกนาปีลด สวนทางชัยภูมิ ปลูกสับปะรดเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 12:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663559

 

สศก. แจงการผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2558/59 ในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดอีสาน “นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์” ระบุ เนื้อที่เพาะปลูกลดลง ร้อยละ 1.8 ในขณะที่เนื้อที่เพาะปลูกสับปะรดโรงงาน ปี 2558 ของจังหวัดชัยภูมิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 53 …

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืช ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์วิจัยเมล็ดพันธุ์ข้าว และสำนักชลประทานที่ 5-8 เข้าร่วมเพื่อพิจารณาข้อมูลข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2558/59 และสับปะรดโรงงาน ปี 2558 ในพื้นที่รับผิดชอบของ สศท.5 ซึ่งประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ พบว่า ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2558/59 มีเนื้อที่ปลูกรวมทั้งหมด 10,833,557 ไร่ ลดลงจากปีเพาะปลูกที่ผ่านมา ร้อยละ 1.8 เนื่องจากภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เกษตรกรจึงลดพื้นที่ปลูกลง ในขณะที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งหมด 10,037,454 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5) ผลผลิตรวม 3,739,065 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2) และผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 372 กิโลกรัมต่อไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7)

สับปะรดโรงงาน ปี 2558 ซึ่งมีการเพาะปลูกเฉพาะจังหวัดชัยภูมิ พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกรวม 7,818 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีเพาะปลูกที่ผ่านมาร้อยละ 53 เนื่องจากปีที่ผ่านมาราคาดี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาท/กก. จูงใจให้เกษตรกรเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ส่วนเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งหมด 7,682 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 52) ผลผลิตรวม 37,189 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 65) และผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 4,841 กิโลกรัมต่อไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9) ทั้งนี้ เกษตรกรและท่านที่สนใจ สามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา โทร. 044 465 079 หรือ อีเมล zone5@oae.go.th

 

สะดวกรับ-จ่ายเงิน! จนท.กรมบัญชีกลาง ลงทะเบียน PromptPay แล้วกว่า 80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 12:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663541

 

เจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลางเข้าร่วมลงทะเบียนพร้อมเพย์ แล้วกว่า 80% คาดจะทยอยลงทะเบียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการรับเงิน จ่ายเงิน โอนเงินสะดวกยิ่งขึ้น…

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศไทย (National e-Payment) เพื่อให้เกิดการบริการโอนเงิน และรับโอนเงินรูปแบบใหม่ หรือ พร้อมเพย์ ซึ่งเมื่อวานนี้ (13 ก.ค. 59) ธนาคารกรุงไทย ได้มาออกบูธที่กรมบัญชีกลาง เพื่อเชิญชวนให้เจ้าหน้าที่และประชาชนที่สนใจ ร่วมลงทะเบียนพร้อมเพย์ ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นในระบบพร้อมเพย์ จึงได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์กับธนาคารกรุงไทยในวันนี้

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า ภาพรวมของกรมบัญชีกลางมีเจ้าหน้าที่ในส่วนกลางประมาณ 1,000 คน ซึ่งได้สมัครและลงทะเบียนพร้อมเพย์แล้วจำนวน 800 คน หรือคิดเป็น 80% โดยคาดว่าส่วนที่เหลือจะเริ่มทยอยกันลงทะเบียนพร้อมเพย์ ซึ่งเชื่อว่าระบบพร้อมเพย์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่และประชาชนรับเงินและโอนเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้เพียงหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือเลขประจำตัวประชาชน แทนการระบุเลขที่บัญชีเงินฝากของผู้รับเงิน รวมทั้งในอนาคตหน่วยงานภาครัฐจะสามารถโอนเงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ และเงินคืนภาษีให้กับประชาชนผ่านบริการพร้อมเพย์อีกด้วย

 

ส่งออกพม่าฉลุย! แม่สอดคึกคัก 9 เดือนยอดทะลุ 6 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 11:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663419

 

มูลค่าการส่งออกสินค้าชายแดนด้าน จ.ตาก พุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา 3 ไตรมาส ทะลุกว่า 6 หมื่นล้านแล้ว เผยน้ำมัน-เบียร์ไทย-มือถือ ยังครองสินค้ายอดนิยม คาดสิ้นปี 59 น่าจะเกิน 8 หมื่นล้านบาท…

วันที่ 14 ก.ค. 59 ผู้สื่อข่าวได้ไปสังเกตการณ์บริเวณเชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา บ้านริมเมย ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จ.ตาก พบมีรถบรรทุกสินค้าจอดรอเพื่อทำพิธีการทางศุลกากร ก่อนที่จะนำสินค้าหลากหลายชนิดส่งไปยังเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา นอกจากนี้ ตามท่าเรือต่างๆ ก็มีเรือบรรทุกสินค้าข้ามแดนจำนวนมากเช่นกัน


นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า มูลค่าการค้าชายแดนในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในแต่ละเดือนพบว่ามีมูลค่าการค้าสูงกว่าทุกเดือนในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในปีงบประมาณ 2559 มีมูลค่าการค้าล่าสุด 3 ไตรมาส 9 เดือน นับถึงเดือนมิถุนายน มูลค่ารวม 60,037 ล้านบาทเฉลี่ย 1 ไตรมาสส่งออกมีมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท คาดการณ์ว่าในปีนี้มูลค่าการค้าชายแดน ด้านอำเภอแม่สอด น่าจะขยายตัวมากกว่าปี 2558 ทีมีมูลค่า 64,240 ล้านบาท ในปี 2559 คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท

สำหรับสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง เบียร์ไทย น้ำตาลทราย โทรศัพท์มือถือพร้อมอุปกรณ์ และน้ำอัดลม ตามลำดับ ซึ่งมีปัจจัยทั้งการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลทำให้การค้าในพื้นที่ชายแดนขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง.



ทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 22,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 09:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663426

 

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 ราคาทองเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,250 ขายออกบาทละ 22,350.00 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,845.56 ขายออกบาทละ 22,850 บาท

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,250.00 บาท ขายออกบาทละ 22,350.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,845.56 บาท ขายออกบาทละ 22,850.00 บาท.