คลังดีเดย์ลงทะเบียนคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663332

 

มั่นใจประชาชน 5 ล้านแห่รับสวัสดิการรัฐ

คลังพร้อมเปิดลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อยตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.–15 ส.ค.นี้ มั่นใจประชาชนกว่า 5 ล้านคน พร้อมลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการจากรัฐบาล พร้อมแจงข้อมูลไม่รั่วไหลและไม่ใช่การลงทะเบียนเพื่อเสียภาษี “อภิศักดิ์” ย้ำลงทะเบียนวันนี้ รอรับสวัสดิการเพิ่มเติมในอนาคต

รัฐบาลเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่า 1 แสนบาท ลงทะเบียนรับสิทธิ์สวัสดิการรัฐ ผ่านธนาคารออมสิน กรุงไทย และ ธ.ก.ส. ตั้งแต่ 15 ก.ค.-15 ส.ค.นี้ ยันข้อมูลไม่รั่วไหลและไม่ใช่การลงทะเบียนผู้เสียภาษี แต่จะเป็นฐานข้อมูลเพื่อจัดสวัสดิการรัฐได้อย่างเหมาะสมและตรงเป้าหมาย

นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะ รัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2559 มีมติรับทราบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้อง และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค.นี้

สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน คือ 1.มีสัญชาติไทย 2.อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดย ต้องเกิดก่อนวันที่ 16 ส.ค.2541 3.ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทในปี 2558 ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนจะต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตน เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สินหนี้สินที่คงค้าง เป็นต้น เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลสำหรับนำไปใช้ในการจัดทำสวัสดิการของรัฐ โดยหลักฐานที่ต้องใช้ในการลงทะเบียนคือ บัตรประจำตัวประชาชน ส่วนสถานที่ลงทะเบียนคือ สาขาของธนาคารเฉพาะกิจ 3 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารใดธนาคารหนึ่งเท่านั้น

ส่วนวิธีการลงทะเบียน มี 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 คือ การกรอกแบบลงทะเบียน ณ ธนาคาร โดยยื่น บัตรประชาชนให้แก่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร รับแบบ ลงทะเบียนจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วกรอกแบบลงทะเบียน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อด้วยตนเอง หลัง จากนั้นเจ้าหน้าที่ธนาคารจะให้เอกสารเป็นหางตั๋วแผ่นเล็กๆ ให้ผู้ลงทะเบียนเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานการลงทะเบียน ส่วนวิธีที่ 2 คือ การกรอกแบบลงทะเบียนจากสถานที่อื่น แล้วจึงนำมายื่นที่ธนาคาร โดยให้ดาวน์โหลดแบบลงทะเบียนจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน หรือธนาคารกรุงไทย จากนั้นกรอกแบบลงทะเบียนพร้อมทั้งลงลายมือชื่อด้วยตนเองและติดต่อที่สาขาของธนาคาร โดยยื่นบัตรประชาชนพร้อมทั้งแบบลงทะเบียนให้แก่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคารจะให้เอกสารเป็นหางตั๋วแผ่นเล็กๆให้ผู้ลงทะเบียนเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานการลงทะเบียน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 เป็นต้นไป

ผู้ลงทะเบียนสามารถเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของกรม สรรพากรแล้วกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตนเอง โดยระบบจะแจ้งผลการลงทะเบียนให้ทราบว่าได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วหรือไม่

นายพรชัยกล่าวยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการรั่วไหล และจะไม่เป็นข้อมูลสำหรับการลงทะเบียนผู้เสียภาษี แต่จะถูกจัดเก็บเพื่อให้รัฐประเมินเรื่องการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อย หากผู้ใดยังไม่มาลงทะเบียนสามารถลงทะเบียนได้ในครั้งต่อไป โดยกระทรวงการคลังจะเปิดให้มีการลงทะเบียนปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ สศค.คาดว่าจะมีผู้ที่มาลงทะเบียนราว 50% หรือ 5 คนล้าน จากบุคคลที่ได้รับสวัสดิการรัฐในขณะนี้ 10 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ได้รับสวัสดิการเรื่องเบี้ยยังชีพประมาณ 8 ล้านคน

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยที่จะมาทำนโยบายเพื่อช่วยเหลือยกตัวอย่างเช่น การทำอีเพย์เมนต์เรื่องเบี้ยยังชีพ ปรากฏพบว่ามีผู้เสียชีวิตแต่ยังได้รับเบี้ยยังชีพอยู่จำนวนหนึ่งหรือราว 100,000 ราย ทำให้งบ ประมาณไม่ได้ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ดังนั้น การทำข้อมูลครั้งนี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การจัดสรรงบประมาณตามนโยบายตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น”

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลคาดหวังว่าจะมีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนกับธนาคารเฉพาะกิจทั้ง 3 แห่ง เพราะการลงทะเบียนดังกล่าวจะทำให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยสามารถรับสวัสดิการของรัฐบาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะเพิ่มเติมในอนาคตได้อย่างถูกฝาถูกตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากและยังทำให้รัฐบาลไม่ต้องใช้มาตรการเหวี่ยงแหอีกต่อไป ทำให้ประหยัดเงินงบประมาณและลดการทุจริตได้ด้วย.

 

ท่องเที่ยวหนุนเกินดุลบัญชีสะพัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663329

 

“มูดี้ส์” ชี้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง รัฐรักษาวินัยการเงิน-คลังเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ออกรายงาน โดยระบุว่า เศรษฐกิจของไทยเติบโตต่ำกว่าแนวโน้มในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าประเทศกำลังเผชิญกับความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ซึ่งส่งผล กระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในระยะยาว และยังส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ Baa1 แนวโน้มมีเสถียรภาพนั้น เนื่องจากฐานะการคลังที่แข็งแกร่งและมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกน้อย ขณะที่การจัดหาแหล่งเงินทุนอยู่ในสภาวะที่ดี ดังเห็นได้จากภาระหนี้ของรัฐบาลที่อยู่ในระดับต่ำและความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ที่อยู่ในวงจำกัด ส่งผลให้การบริหารนโยบายการเงินและหนี้สินเป็นไปในเชิงรุกและน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ รายงานของมูดี้ส์ยังระบุว่า ตัวชี้วัดทางการคลังของไทยหลายตัวยังคงแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน แม้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย จะทำให้ระดับหนี้สูงขึ้นก็ตาม โดยอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและราคานำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงเป็นปัจจัยสนับสนุนดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยบวก ซึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากนี้เองได้ทำหน้าที่เป็นกันชนการไหลเวียนของเงินทุนที่ผันผวน

นอกจากนี้ การใช้จ่ายสาธารณะที่เพิ่มขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้ายังเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย ท่ามกลางอุปสงค์ที่ซบเซาในต่างประเทศ และกิจกรรมในภาคเอกชนที่อ่อนแอ สำหรับการส่งออกสินค้าที่ลดลงนั้น ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สอดคล้องกับการชะลอตัวของการค้าทั่วเอเชียแปซิฟิก แต่การส่งออกบริการของไทยยังคงแข็งแกร่งโดยได้แรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีน

แต่ปัจจัยภายในประเทศในเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองเกี่ยวกับ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ถือเป็น ปัจจัยถ่วงการขยายตัวเช่นกัน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2559 และ 2560 มูดี้ส์คาดว่าไทยจะมีอัตราการขยายตัวของจีดีพีในระดับเดียวกับปี 2558 โดยมูดี้ส์ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.8% ในปี 2559 และ 3.0% ในปี 2560.

 

นักช็อปออนไลน์กรี๊ดลั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663327

 

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กร มหาชน) หรือเอ็ตด้า เปิดเผยว่า ได้จัดงาน “ไทยแลนด์ออนไลน์ เมกา เซลล์ 2559” ระหว่างวันที่ 1-9 ก.ย.59 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการค้าขายผ่านออนไลน์ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น โดยจะมีสินค้าเข้าร่วมกว่า 10,000 ราย จากร้านค้าออนไลน์ 800 ร้านค้า ได้แก่ CentralOnline, iTrueMart, Lazada, Zalora, Homepro, Shopat24, Sephora, Konvy, Cdiscount, Weloveshopping มาลดราคา 20-30% ซึ่งคาดว่าจะมียอดซื้อทะลุ 450 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมสินค้าออนไลน์ผ่าน http://www.thailandmegasale.com มากกว่า 1 ล้านราย โดยทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จะเป็นผู้จัดส่งสินค้าให้ มีให้เลือก 3 บริการคือ บริการส่งด่วนอีเอ็มเอส บริการไปรษณีย์ลงทะเบียน ส่งประหยัด และบริการกล่องพร้อมส่งในราคาเหมาจ่าย ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับสินค้าอย่างแน่นอน

“ในเร็วๆนี้จะเปิดเผยผลสำรวจมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 58 ว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ 2.11 ล้านบาทหรือไม่ ส่วนปี 59 คาดว่าจะมีมูลค่า 2.2-2.3 ล้านบาท”

นางรัตนา เธียรวิศิษฏ์สกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนพาณิชย์ (DBD Registered) แล้ว 18,391 ร้านค้า และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ตามกระแสการเปลี่ยนของโลก ประกอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามุ่งเน้นที่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) มีศักยภาพในการแข่งขันและสามารถปรับตัวรองรับต่อการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

 

หวั่นราคาสัตว์ปีกขึ้นยกแผง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663322

 

9สมาคมฯออกโรงค้านกฎหมายควบคุมการฆ่า

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย เปิดเผยว่า 9 สมาคมสัตว์ปีกได้ยื่นหนังสือร้องเรียนและเสนอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกเก็บค่าอากรการฆ่า และค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายเนื้อไก่ เป็ด ห่าน ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อจำหน่ายเนื้อสัตว์ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยขอให้คงไว้ตามเดิมตามประกาศกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี 52 ที่ให้ยกเว้นจัดเก็บอากรการฆ่าอัตรา 10 สตางค์/ตัว เพราะ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม การรับรองฯ เป็น 2 บาท/ตัว และเก็บค่าอากรการฆ่า 2 บาท/ตัว ซึ่งจะกระทบต่อผู้บริโภค เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก และลดขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

สำหรับในส่วนผลกระทบต่อผู้บริโภค จะทำให้รับภาระราคาเนื้อสัตว์ปีกสูงขึ้นจากราคาเดิม เช่น เดิมไก่เนื้อ 65 บาท/ กิโลกรัม (กก.) ถ้าใช้อัตราใหม่ราคาขายจะเพิ่มอีก 3.20-3.50 บาท/กก. นำไปชำแหละจะเหลือเนื้อไก่ 65% เท่ากับราคาจะเพิ่มอีก 4-5 บาท/กก. หรือเพิ่มอีก 8% แต่รายได้จากเก็บค่าอากรและค่าธรรมเนียมฯจะตกเป็นรายได้ของจังหวัด โดยมีโรงงานชำแหละเพียง 16 จังหวัดเท่านั้น ขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น จนอาจขาดทุนและทำลายอาชีพการเลี้ยงไก่ เป็ดของเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะรายย่อยที่มีกว่า 30,000 ราย ส่วนด้านส่งออกจะลดขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะเทียบกับประเทศส่งออกสำคัญ เช่น บราซิล สหรัฐฯ จีน มาเลเซีย เป็นต้น

“9 สมาคมฯไม่ได้คัดค้านการออก พ.ร.บ.นี้ ที่มีเจตนารมณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค มุ่งลดการใช้โรงฆ่าสัตว์เถื่อน และส่งเสริมมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ในประเทศให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อการบริโภคในประเทศและรองรับการส่งออก แต่ขอให้พิจารณายกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมฯและอากร ที่จะเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นและกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ”.

 

ฉลองครบรอบ 84 พรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663319

 

ธปท.เตรียมออกธนบัตรที่ระลึกพระราชินี

“ธปท.” เตรียมเปิดตัวธนบัตรที่ระลึกครบรอบวันเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ หรือ 84 พรรษา พระราชินี ชนิดราคา 500 บาท ต้นเดือน ส.ค.นี้ ชี้เป็นธนบัตรที่มีความสวยงาม และทรงคุณค่าอย่างยิ่ง จ่ายแลกผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ขณะที่เตรียมนำเงินส่วนต่างที่ได้จากการออกธนบัตรที่ระลึกในหลวงครองราชย์ 70 ปี 600 ล้านบาท ขึ้นทูลเกล้าฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกธนบัตรที่ระลึกเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวาระครบรอบวันเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบหรือ 84 พรรษาในวันที่ 12 ส.ค.2559 ที่จะถึงนี้ โดยเป็นธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 500 บาท แลกซื้อในราคาเดียวกัน โดยจะจัดพิมพ์ในจำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย ซึ่ง ธปท.จะเปิดตัวธนบัตรที่ระลึกในช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ และเปิดให้ประชาชนแลกซื้อในวันที่ 12 ส.ค.ที่จะถึงนี้
ทั้งนี้ ฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธปท.เปิดเผยว่า การออกธนบัตรดังกล่าวดำเนินการเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 84 พรรษา หรือ 7 รอบ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญในความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ โดยรูปแบบของธนบัตรที่ระลึกจะจัดพิมพ์ให้มีความสวยงามเป็นพิเศษ และสื่อถึงพระราชกรณียกิจซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงทำเพื่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน เพิ่มรูปแบบในการต่อต้านการปลอมแปลงในลักษณะพิเศษต่างๆ แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดรูปแบบได้ เพราะต้องรอการลงในราชกิจจานุเบกษาก่อน แต่เชื่อว่า หากประชาชนเห็นธนบัตรที่ระลึกของจริงในวันเปิดตัว จะต้องรู้สึกถึงความสวยงาม และทรงคุณค่าอย่างแน่นอน

โดยในขณะนี้ ธปท.อยู่ในกระบวนการจัดพิมพ์ธนบัตรที่ระลึกสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 84 พรรษา และจัดเตรียมแผ่นพับ และซองพลาสติก ซึ่งมีรูปแบบสวยงามเช่นกัน และเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นจะกระจายธนบัตรที่ระลึกดังกล่าวไปยังธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ตามโควตาที่แต่ละธนาคารได้รับ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจ่ายแลกให้ประชาชนที่มีความต้องการสะสม โดยประชาชนจะสามารถแลกซื้อธนบัตรที่ระลึกดังกล่าวได้ที่สาขาของธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทุกสาขาทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงการจ่ายแลกธนบัตรที่ระลึกเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นธนบัตรที่ระลึกราคา 70 บาท จ่ายแลกในราคา 100 บาทนั้น ฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธปท. ระบุว่า ได้จ่าย แลกให้กับประชาชนผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐครบทั้งจำนวนที่จัดพิมพ์ 20 ล้านฉบับแล้ว โดย ธปท.จะนำส่วนต่างของราคาจ่ายแลกและราคาธนบัตรในอัตรา 30 บาทต่อฉบับ หรือประมาณ 600 ล้านบาท นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

ส่วนกรณีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีกระแสข่าวต่อเนื่องว่า มีการให้โควตาพิเศษ หรือ มีพนักงานของธนาคารพาณิชย์นำธนบัตรที่ระลึกฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจำนวนมากมาขายต่อในโลกโซเชียลนั้น ฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธปท.เปิดเผยว่า ได้มีการหารือเรื่องดังกล่าวกับธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ รวมทั้งได้กำชับให้ธนาคารพาณิชย์มีแนวทางการบริหารจัดการการจ่ายแลกธนบัตรที่ระลึกอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม และพยายามให้มากที่สุดที่จะกระจายธนบัตรที่ระลึกฯ ในทุกเทศกาลที่จะออกให้ถึงมือประชาชนให้ได้มากที่สุด ไม่กระจุกตัวอยู่ที่สาขาใดสาขาหนึ่ง รวมทั้งกระจายไปยังสาขาในต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง.

 

ต่างชาติแห่เข้าตลาดหุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663316

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิด เผยว่า ขณะนี้กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนไทยมีการเติบโตสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการขนส่ง (logistics) และสื่อสาร รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่มีโอกาสเติบโตสูง หลังจากไตรมาสแรกจีดีพีขยายตัวที่ 3.2% สูงกว่าทั้งปี 58 ซึ่งขยายตัวที่ 2.8% อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 ด้วย

สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% เมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อน หรือคิดเป็น สัดส่วน 25% ของมูลค่าการซื้อขายรวม เพิ่มขึ้นจาก 20-22% โดยต่างชาติ มียอดซื้อสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 42,000 ล้านบาท สะท้อนทิศทางเชิงบวกค่อน ข้างมาก นอกจากนี้ กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future fund) เริ่มมีความคืบหน้าชัดเจนถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะทำให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากขึ้น โดยหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหนึ่งในคณะทำงานดูแลเรื่องกฎเกณฑ์ของกองทุนนี้ด้วย ส่วนกรณีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตลาดหลักทรัพย์ไม่ขอออกความเห็น.

 

สนช.ขานรับกฎหมายผู้บริโภค! คุ้มครองข้อมูลหลังใช้พร้อมเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663314

 

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเรื่อง พร้อมเพย์ เข้าใจ ว่า สนช.พร้อมพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบพร้อมเพย์ หากมีการเสนอเข้ามาก็ต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลทั้งข้อดีข้อเสีย เพราะยังมีหลายฝ่ายกังวลเรื่องการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขประจำตัวประชาชน เลขบัญชีเงินฝาก เป็นต้น โดยการพิจารณากฎหมายนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยเสนอไว้ เพื่อทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่า การใช้เทคโนโลยีใหม่จะปลอดภัยจากมิจฉาชีพ

พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช. กล่าวว่า กระทรวงหลัก 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับระบบพร้อมเพย์ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงมหาดไทย ควรหาทางออกร่วมกันในการดูแลพร้อมเพย์ และหากเป็นไปได้ควรร่างกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและป้องกันการรั่วไหลข้อมูลของผู้ใช้ ขณะเดียวกัน หากกรณีเกิดปัญหาระบบไอทีของธนาคารล่มหรือเกิดความผิดพลาดจากธนาคาร เบื้องต้นธนาคารควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

ด้านนายยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ที่จริงการเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ ไม่ได้มีการขอข้อมูลจากผู้ใช้บริการเพิ่ม โดยทั้งหมดเป็นข้อมูลเก่าที่ธนาคารเจ้าของบัญชีมีอยู่แล้ว เพียงแต่ในขั้นตอนการผูกบัญชีกับพร้อมเพย์ต้องมีการขออนุญาตให้ผู้ใช้เลือกบัญชีว่าจะผูกบัญชีอะไรของธนาคารใดเป็นหลัก พร้อมทั้งยืนยันว่าระบบพร้อมเพย์มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่าโอนเงินแบบเดิม เพราะอย่างระบบเดิมใช้ทั้งชื่อ เลขบัญชี ธนาคาร หรือหมายเลขโทรศัพท์ด้วย แต่พร้อมเพย์ใช้แค่หมายเลขโทรศัพท์และชื่อผู้รับเท่านั้น.

 

“บอร์ดไข่” กางแผนเพิ่มโปรตีน! รณรงค์กิน 300 ฟองต่อคนต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663309

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่, สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ร่วมกันเปิดตัว “โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง” ตามแผนยุทธศาสตร์ไข่ไก่ พ.ศ.2557-2561 ที่ต้องการเพิ่มปริมาณการบริโภคไข่ไก่ของคนไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 220 ฟองต่อคนต่อปี และยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น จีน 340 ฟอง, ญี่ปุ่น 330 ฟอง, มาเลเซีย 300 ฟอง และสหรัฐฯ 290 ฟอง เป็นต้น

ด้านนายอรรณพ อัครนิธิยานนท์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า หากมีการบริโภคเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย 300 ฟอง น่าจะทำให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีการผลิตไข่ไก่เฉลี่ยประมาณปีละ 15,500 ล้านฟอง ขณะที่การบริโภคของคนไทยย้อนหลัง 10 ปี มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 4% เท่านั้น เมื่อเทียบกับการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้ประสิทธิภาพของไทยดี ผลผลิตออกมาจำนวนมากและทำให้ประสบปัญหาราคาผันผวนมาโดยตลอด ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกภาระการขาดทุน บางรายถึงต้องเลิกอาชีพไป.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 14/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663247

 

สั่ง “สศอ.” ร่ายแผนก้าวสู่ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663304

 

รองรับผลกระทบแรงงานไทยโดนหุ่นยนต์แย่งงาน

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ไปจัดทำแผนและยุทธศาสตร์เพื่อรองรับภาคแรงงานไทย ที่จะได้รับผลกระทบจากการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมให้ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีการใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีมาจัดการกระบวนการผลิตและการค้า ที่มากขึ้น โดยเฉพาะใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คาดว่าจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ จากนั้นจะนำมากำหนดรายละเอียดของแผนปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายสมชายกล่าวว่า ในระยะแรกของการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 แรงงานที่จะได้รับผลกระทบก่อนคงเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งแรงงานส่วนนี้ค่อนข้างมีทักษะไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องมาดูว่าจะโยกย้ายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆได้อย่างไร เช่น อุตสาหกรรมบริการด้านซ่อมบำรุง เครื่องจักร การอบรมเพิ่มเติมให้กับอุตสาหกรรมใหม่ๆ

สำหรับแผนและยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะวางกรอบดำเนินงานระยะแรก 5 ปี (ปี 2560-2565) และจะสอดรับกับยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม 20 ปี โดยมุ่งตอบโจทย์ที่สำคัญคือการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 คนไทยจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยกระดับสิ่งแวดล้อม และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งนี้ ได้ประเมินแนวโน้มการลงทุนในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 5 ปี (ปี 2559-2563) ที่ คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุน 550,000 ล้านบาทใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีคาดจะมีเม็ดเงิน 360,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์ 80,000 ล้านบาท เป็นต้น

นายสุรพล ชามาตย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า คาดว่าแผนที่ สศอ.จัดทำจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ค.นี้ โดยกรอบจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ที่จะมุ่งตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายโดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ หลังจากนั้นจะมาลงรายละเอียดของแต่ละสาขา ว่าการปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 จะกระทบแรงงานสาขาใดและจะต้องปรับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างไร.