เบี้ยผิดนัด 7.5% มหาโหด!ล้าสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662597

 

“เบี้ยผิดนัด” อัตราร้อยละ 7.5 ตามภาษา

นักกฎหมาย ทนายความ เกิดขึ้นหลังจากศาลพิจารณาตัดสินคดีแพ่งฯแล้ว…ถือว่าอยู่ในระดับมหาโหด หากเอาไปเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สถาบันการเงินที่ต่ำเตี้ยติดดิน เกือบจะ 0 เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว

สันติ ปิยะทัต ทนายความ ประสบการณ์กว่า 30 ปี บอกว่า อัตราดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ กำหนดไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บอกว่า กรณีบุคคลไปทำละเมิดเขาหรือว่าผิดนัด

ซึ่งตรงนี้ถ้าไม่ได้กำหนดกันไว้ ก็จะให้คิดอยู่ที่ 7.5 เปอร์เซ็นต์

“หมายความว่า…มาตรฐานของกฎหมายของเราใช้ตัวตั้งอยู่ที่ 7.5 เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการไปทำละเมิดเขา หรือว่าผิดนัด หรือว่าไม่ได้กำหนดกันไว้เลย สมมติว่ามีนิติกรรมต่อกันก็อยู่ที่เท่านี้”

ปัญหามีว่า…สมัยก่อนถ้าเราไปเทียบกับ “ดอกเบี้ยเงินฝาก” คนมีเงินฝากก็ได้ดอกเบี้ยกิน เป็นข้าราชการ เกษียณแล้วก็เอาเงินไปฝากธนาคารก็ยังได้เงิน “รายได้”

ปัจจุบันธนาคารเองอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแทบจะเป็น 0 เปอร์เซ็นต์…บางแห่งก็ 50 สตางค์ 25 สตางค์ ตรงนี้…เปลี่ยนไปในทางลดลง แต่กฎหมายแพ่งไม่ได้ปรับปรุง ยัง 7.5 เหมือนเดิม

พูดกันตามหลักการโดยทั่วไป…ฉะนั้น ถ้าผิดนัด เราก็ยังโดนปรับ 7.5 เปอร์เซ็นต์

ถามว่า “แพง” ไปไหม? สันติ มองแยกออกเป็น 2 ส่วน…ส่วนหนึ่งกรณีของเงินฝาก 0 เปอร์เซ็นต์ ต้องมองในระบบของเงินฝาก ถ้าให้ 0 เปอร์เซ็นต์ “เงินกู้”…ที่คุณปล่อยให้เขากู้ก็ควรจะลดลงมาด้วย

สมมติว่าวันนี้มีคนไปกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือซื้ออะไรต่างๆ ก็ยังเสียดอกเบี้ยในอัตราที่แทบจะเหมือนเดิม 4%…5%…6% ก็แล้วแต่ประเภทเงินกู้

เท่ากับว่า “ธนาคาร”…ไม่มีต้นทุนเรื่องเงินฝาก แต่ยังมีต้นทุนค่าบริหารอยู่ เพราะฉะนั้นเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 หากเรามาเทียบว่าประชาชนถ้ามีเหตุที่จะต้องเสียค่าปรับขึ้นมา ก็กลายเป็นว่า “ประชาชนไม่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก ถ้าเทียบกับรายจ่ายที่มาจากค่าปรับ…”

ควรน่าจะปรับลดสัดส่วนลงมาบ้าง ให้สมดุล สมเหตุสมผลกัน…เพื่อความเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ถ้าเรามาดูอีกข้อในแง่ความสัมพันธ์ของประชาชนกับธนาคาร เหมือนสมมติว่าเรามีเงินฝากธนาคารเราได้ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราผิดนัดธนาคารเราโดนดอกเบี้ยปรับ…ไม่ใช่ 7.5% นะครับ

“เราโดนดอกเบี้ยปรับมโหฬาร เท่าที่เข้าใจถ้าเป็นบัตรเครดิตยังจะเป็น 20 กว่าเปอร์เซ็นต์นั่นเชียว ซึ่งสังเกตไหมว่าเราเองถ้าเป็นภาพเก่า เราฝากเงินเรายังได้ดอกเบี้ยจาก 3%…4% ขณะที่ผิดนัดดอกอยู่ที่ 18%

แต่วันนี้ ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 0% แต่ดอกเบี้ยปรับผิดนัดก็ยังอยู่ที่ 18% เหมือนเดิม มันไม่ได้สัดส่วน ต้องลงมา…เงินกู้ก็เช่นเดียวกัน เราฝาก 0% แต่เรายังเสียดอกเงินกู้ สมมติว่าอยู่ที่ 4-5% อยู่อย่างนี้ ควรปรับลดลงด้วย”

สันติย้ำว่า ต้นทุนธนาคารลดลง…ควรที่จะต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะเงินฝากไม่มี ส่วนในเรื่องอัตรา…“ค่าปรับเบี้ยผิดนัด” เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ก็คงต้องฝากให้ผู้มีอำนาจ ผู้บริหารในคณะรัฐบาลปัจจุบัน น่าจะต้องพิจารณาทบทวน ปรับปรุง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ผู้บริโภค

ควรมีความจำเป็น…ต้องพิจารณาในจุดสำคัญนี้ด้วย

เบี้ยผิดนัด ร้อยละ 7.5 เป็นกฎหมายที่ไม่ทันสถานการณ์ เท่าที่จำความได้ สมัยสันติเรียนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ฯ ปี 2531…เกือบ 30 ปีมาแล้ว ปีนี้ 2559 ก็เนิ่นนานแล้วยังอยู่เหมือนเดิม

“คิดดูเอาเองว่าล้าสมัยหรือเปล่า…และก่อนหน้านี้ก็ยังอยู่ที่ 7.5 มาก่อน ฉะนั้นในเมื่อภาวะต่างๆเปลี่ยนไปตั้งเยอะ สมัยก่อนเงินฝาก เงินกู้ก็ไม่อยู่ในตัวเลขอย่างในวันนี้ แต่เบี้ยผิดนัดก็ยังเป็น 7.5

วันนี้…เงินฝากปรับตัวใกล้เป็น 0 เปอร์เซ็นต์แล้ว เผลอๆต่อไปไม่แน่ว่าประเทศไทยอาจจะมีสถานการณ์เหมือนในต่างประเทศหรือเปล่า คนเอาเงินไปฝากธนาคารต้องเสียค่าฝากด้วย จ้างธนาคารฝากเงิน…จะต้องเสียค่าฝากให้ธนาคาร ช่วยรักษาเงินของเราด้วย”

7.5 ดอกเบี้ยผิดนัด หรือ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพง สันติฟันธงว่า ไม่ได้สัดส่วน น่าจะต้องมีการทบทวน พิจารณาตามสภาวะความเป็นจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภค คนไทยทั่วประเทศ

หมายถึงว่า “เบี้ยผิดนัด” กรณีเป็นคดีความที่ฟ้องร้องกันยาวๆ ถ้ายัง 7.5 อยู่ก็มีผลดีต่อผู้ชนะคดีที่ฟ้องร้องกันนานๆเป็นเรื่องของการเยียวยาค่าเสียเวลาที่ผ่านมา

ค้ำประกันซื้อรถยนต์ เจ้าของสัญญาหนีไม่จ่ายหนี้ แต่คนค้ำประกันโดนบังคับคดี โดนจ่ายเงินที่ค้างเบี้ยปรับ พร้อมพ่วงเบี้ยผิดนัดเข้ามาด้วย ก็กลับกลายเป็นเรื่องซวยซ้ำซวยซ้อน “ดอกเบี้ย”…ปรับเท่าทวีคูณ

ในมุมนี้มองได้ 2 ด้าน ก็คือ “ด้านผู้ได้” กับ “ด้านผู้เสีย”

แต่ตอนนี้การปรับปรุงในส่วนนี้ เรากำลังมองถึง “ต้นทุน” ก็คือ “รายได้” ของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เรากำลังพูดว่า “ในเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับสถาบันการเงินอยู่ที่ 0 เปอร์เซ็นต์ แล้วดอกเบี้ยในส่วนอื่นที่ผู้บริโภคคนเดียวกันต้องเสียให้กับสถาบันการเงิน ควรที่จะอยู่สัดส่วนกันแบบไหน”

สันติ ย้ำว่า เราต้องแยกเป็นสองส่วน กฎหมายระบุอัตราเบี้ยผิดนัดอยู่ที่ 7.5 เป็นอย่างน้อย ไม่ได้หมายว่าใช้อัตรา 7.5 ตลอดนะ… เป็นกรณีละเมิดหรือไม่ได้ตกลงกันเท่านั้น แต่ถ้าตกลงกันอาจจะ
มากกว่า

ระบุชัดในสัญญาไม่ใช่เท่านี้แน่นอน อาจจะพุ่งไปถึง 15 เปอร์เซ็นต์ …อย่างพวกบัตรเครดิตก็ดอกเบี้ยไกลไปถึง 18 เปอร์เซ็นต์

คำถามสำคัญมีว่า…ดอกเบี้ยผิดนัด 7.5 ควรที่จะปรับลดลงเหลือสักเท่าไหร่?

“ในขณะนี้มีการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับที่ สนช. หรือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเรื่องของหลักการที่พูดถึงผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ซึ่งกฎหมายพยายามที่จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองที่ว่า…คนที่ไปค้ำประกันคือคนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการกู้ยืมเงินนั้นๆ เขาจึงไม่ควรที่จะรับภาระหนักเกินไป”

ควรรับภาระแต่เฉพาะที่เขาตั้งใจไปค้ำ ไม่ใช่รับภาระไม่จำกัดจำนวน…เหมือนกับเป็นตัวผู้กู้ ซึ่งตรงนี้ก็หมายรวมถึง…“ดอกเบี้ย” ที่จะตามมาด้วย

สันติอยากให้มองเป็น 2 มิติ…หนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับสถาบันการเงิน ว่าถ้าเหมือนเราๆท่านๆไปฝากเงินเราได้ดอกเบี้ย 0 บาท แต่ว่าสถาบันการเงินคิดเงินกู้ที่เราไปกู้เงินเขา ไปทำบัตรเครดิต ถ้าต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ยังแพงเหมือนเดิม…ไม่ได้ลดลงเลย

“สัดส่วนตรงนี้น่าจะมีการพิจารณาปรับปรุงโดยผู้ที่เกี่ยวข้องให้ได้สัดส่วนลงไปอีกนิดนึง ในเมื่อให้ดอกเงินฝากเป็นศูนย์ ดอกเงินกู้ก็ควรจะลดลงมาหน่อย ถึงจะสมเหตุสมผล”

ส่วนอีกมิติหนึ่ง ดอกเบี้ยผิดนัด 7.5 เปอร์เซ็นต์…มีความเกี่ยวข้องกับ “บุคคลทั่วไป” กับ “สถาบันการเงิน” บางส่วนด้วย “ถามว่าใช้มานานหรือยัง…ต้องตอบว่านานมาแล้ว กฎหมายไม่ได้ผิด แก้ไขกันได้”

ยิ่งถ้ามองเกณฑ์เทียบกับรายได้ ว่าเราไปฝากธนาคารแล้วไม่มีรายได้เลย ดอกเบี้ยแทบจะเป็น 0 เปอร์เซ็นต์…ขณะที่เราไปทำผิดอะไรแล้วเราจะต้องโดนเบี้ยปรับในทำนองนี้ 7.5 เปอร์เซ็นต์…

ก็ควรจะลดลง เพื่อความเป็นธรรม เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน.

 

เอไอเอส มอบ 3G-ไฟฟ้า นำร่อง เปิดห้องเรียนต้นแบบไอซีทีชุมชนชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 02:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663206

 

เอไอเอส ย้ำผู้นำนวัตกรรมของไทย ส่งมอบ 3G-ไฟฟ้า พร้อมเปิดห้องเรียนต้นแบบไอซีทีชุมชนชายขอบ นำร่องบ้านคีรีล้อม จ.ประจวบคีรีขันธ์ หนุนนโยบายรัฐ ขับเคลื่อนศก. ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล…

วันที่ 13 ก.ค.59 นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยระหว่างการเปิดโครงการระบบไอซีที และพลังงานทดแทนแบบบูรณาการสำหรับชุมชนชายขอบ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวณชายแดน บ้านคีรีล้อม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า เป็นการตอกย้ำเป้าหมายของบริษัท ที่ต้องการปรับองค์กรจากการเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สู่การเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลและผู้นำนวัตกรรมของไทยโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการใช้ชีวิตของลูกค้า สอดคล้องนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล


นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส

ดังนั้น เอไอเอสจึงได้ร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, กองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน, เนคเทค และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวณชายแดน บ้านคีรีล้อม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปัจจุบันทำการสอนตั้งแต่ระดับก่อนประถมจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมีนักเรียนทั้งสิ้น 105 คน โดยเอไอเอสได้ทำหน้าที่นำระบบไอซีทีมาเชื่อมโยงการสื่อสารด้วยการจัดทำห้องเรียนต้นแบบด้านการเรียนรู้สำหรับเยาวชนติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สายและระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G


ห้องเรียนต้นแบบด้านการเรียนรู้สำหรับเยาวชน

สำหรับการดำเนินงานนั้น เริ่มตั้งแต่การผลิตพลังงานไฟฟ้า เพราะบริเวณชุมชนบ้านคีรีล้อมอยู่ในพื้นที่ห่างไกลยังไม่มีระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสารเข้าไม่ถึงจึงร่วมกับเนคเทคออกแบบ พัฒนา และติดตั้งระบบพลังงานทดแทนแบบบูรณาการที่ใช้ระบบการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างพลังงานจากเซลแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ พร้อมระบบตรวจวัดข้อมูลสังเกตุการณ์ระยะไกลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ และเข้ามาแก้ไขได้รวดเร็ว


ระบบการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างพลังงานจากเซลแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ

นอกจากนี้ ยังร่วมกันจัดตั้งสถานีเก็บประจุไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนนำตะเกียงมาชาร์จไฟไปใช้งานที่บ้านได้อีกด้วย


ตะเกียงที่ชาวบ้านนำมาชาร์จไฟ จากสถานีเก็บประจุไฟฟ้า

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้ชีวิตคนไทยในทุกด้าน ทั้งสาธารณสุข การเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิตและการเกษตร ที่ผ่านมาเอไอเอสนำเทคโนโลยีเข้าไปยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสาธารณสุข เช่น แอปพลิเคชั่น “อสม.ออนไลน์” ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารสำหรับการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขชุมชนเชิงรุกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบอลปัจจุบันมีโรงพยาบาลเริ่มใช้แล้ว 50 แห่งในพื้นที่ต่างๆ ทุกภูมิภาค และจะขยายต่อเนื่องครอบคลุมทั่วประเทศ


มอบของที่ระลึกให้น้องๆ ในศูนย์การเรียนตำรวจตระเวณชายแดน บ้านคีรีล้อม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก
 

ขาช้อปพร้อมคลิก! Thailand Online Mega Sale 1-9 ก.ย. ลดสูงสุด 80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663189

 

พาณิชย์ จับมือเอ็ตด้า ส.ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เตรียมเปิดฉากงาน Thailand Online Mega Sale 2016 ขนสินค้าจากผู้ประกอบการ ลด 30-80% เริ่ม 1-9 ก.ย. นี้ คาดผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่าล้านคน เงินสะพัด 450 ล้าน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 น.ส.รัตนา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ทางกรมฯ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็ตด้า และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย จัดงาน Thailand Online Mega Sale 2016 วันที่ 1-9 ก.ย. 2559 ผ่านเว็บไซต์ www.thailandmegasale.com ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 แต่ปีนี้จะจัดยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “ลดเวอร์ ท้าหน้าฝน” โดยมีสินค้ากว่า 10,000 รายการ ลดราคาสูงสุดถึง 30-80% จากร้านค้าออนไลน์ที่เข้าร่วมโครงการกว่า 800 ร้านค้า เพิ่มจากปีที่ผ่านมากว่าเท่าตัว คาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และจะมีเงินสะพัดกว่า 450 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน DBD Registered ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองจากกรมฯ เข้าร่วมกิจกรรมจำหน่ายสินค้าด้วย เพื่อช่วยสร้างความเชื่อถือว่าร้านค้ามีตัวตนจริง สามารถติดตามได้กรณีที่เกิดปัญหา ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

นายรัฐศาสตร์ กรสูต ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักส่งเสริมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เอ็ตด้า กล่าวว่า สินค้าและบริการที่ร่วมโครงการในปีนี้ ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อ มีทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอที โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ภายในบ้าน เสื้อผ้าและแฟชั่น ธุรกิจท่องเที่ยว สินค้าแม่และเด็ก เครื่องสำอาง อาหารและสุขภาพ รวมถึงสินค้าพรีเมี่ยมไลฟ์สไตล์แบรนด์ต่างๆ มั่นใจว่าการจัดงานปีนี้จะมีการซื้อขายเพิ่มขึ้น และมีนักช้อปออนไลน์เพิ่มขึ้น หลังจากที่ภาครัฐกระตุ้นให้มีการซื้อขายสินค้าออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่จะจัดโปรโมชั่นลดราคาครั้งใหญ่ที่สุด เช่น Central Online, iTrueMart, Lazada, Zalora, Homepro, Shopat24, Sephora, Konvy, Cdiscount, Weloveshopping ส่วนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้ร้านค้าที่ลงทะเบียน 300 ร้านค้าแรก ส่งฟรีรายละ 10 ชิ้น และสถาบันการเงินมีส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่ช้อปสินค้าออนไลน์ในโครงการ รวมถึงผู้ให้บริการชำระเงิน ร่วมมอบส่วนลดพิเศษค่าธรรมเนียมแก่ร้านค้าด้วย

ด้าน นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการเอ็ตด้า กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีทางด้านธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ ทั้งรายใหญ่และรายเล็ก เพราะตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยถือเป็นตลาดใหญ่ จากผลสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยของเอ็ตด้า มีมูลค่าสูงถึง 2.03 ล้านล้านบาท ในปี 57 ซึ่งเป็นมูลค่าที่รวมทั้งมูลค่าขายจาก B2B, B2C และ B2G (มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐ) และในปี 58 มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยคาดว่าว่าจะมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 3.65% รวมมูลค่าประมาณ 2.11 ล้านล้านบาท.

 

ทุ่ม 150 ล้าน สร้างถนน นม.3060 รับ ศก.วังน้ำเขียว ขยายตัว ใช้ได้ปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 01:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663181

 

ทางหลวงชนบท ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมเศรษฐกิจ อ.วังน้ำเขียว สร้างถนนสาย นม.3060 แยกทางหลวงหมายเลข 304 – บ้านซับพลู ระยะทาง 22 กิโลเมตร ทุ่มงบประมาณ 153 ล้าน ใช้งานได้ปี 61

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ส่วนราชการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่วถึงเพื่อให้เกิดความสุขอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จ.นครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ มีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก ประกอบกับเป็นที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และสถานีขนส่งรถโดยสารขนาดใหญ่ใน อ.วังน้ำเขียว

ดังนั้น ทช. จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย นม.3060 แยกทางหลวงหมายเลข 304 – บ้านซับพลู อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ระยะทาง 22.939 กิโลเมตร เพื่อรองรับการเจริญเติบโต เพิ่มศักยภาพการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การขนส่ง ปรับปรุงยกระดับมาตรฐานโครงข่ายทางให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวกปลอดภัย สามารถเชื่อมระหว่างถนนมิตรภาพ ที่ อ.ปากช่อง ไปยังถนนทางหลวงหมายเลข 304 รองรับการขยายตัวของเขตเมือง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ทั้งนี้ ในโครงการก่อสร้างดังกล่าวจะมีจุดเริ่มต้นการก่อสร้างกิโลเมตรที่ 0+000 ไปสิ้นสุดการก่อสร้างกิโลเมตรที่ 23+000 ก่อสร้างถนนเป็นผิวจราจรคอนกรีต ช่วงกิโลเมตรที่ 0+000 ถึงกิโลเมตรที่ 0+050 และก่อสร้างถนนเป็นผิวจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต ช่วงกิโลเมตรที่ 0+050 ถึงกิโลเมตรที่ 23+000 ขนาด 2 ช่องจราจร ซึ่งเป็นงบผูกพันระยะเวลา 3 ปี งบประมาณรวม 153 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2561.

 

บขส.ยกเครื่องบริการรถทัวร์ ชูธุรกิจยุคดิจิตอล สู้ศึกโลว์คอสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 01:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663144

 

บขส.ประกาศยกเครื่องบริการ ชูธุรกิจยุคดิจิตอลสู้ศึกโลว์คอสต์ ทั้งหารถใหม่ นำระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์ให้บริการผู้โดยสาร พร้อมกลยุทธ์กระจายสถานีขนส่งทุกมุมเมือง เพื่อการเข้าถึงผู้โดยสาร

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2559 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน วันสถาปนาบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ครบรอบ 86 ปี และยังนำรถโดยสาร ขนาดความยาว 15 เมตร ที่จัดเช่าใหม่ 100 คัน นำมาเปิดตัวให้บริการว่า การที่ บขส.นำรถรุ่นใหม่มาให้บริการผู้โดยสาร รวมถึงการนำกลยุทธ์การตลาดใหม่ ๆ ที่จะนำมาใช้ในการเข้าถึงประชาชนผู้ใช้เชื่อว่า แม้ปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากการเติบโตของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ ทำให้ผู้โดยสารลดลง หากปรับตัวได้ตามแนวทางดังกล่าว เชื่อว่า ระยะยาวจะสามารถแข่งขันได้ โดยรถรุ่นใหม่ที่นำมาเปิดตัวจะมาพร้อมบริการเต็มรูปแบบทั้งเบาะ รูปทรงแคปซูล ทีวีขนาดใหญ่ และที่สำคัญมีบริการฟรีไวไฟบนรถ โดยจะนำมาวิ่ง 4 เส้นทางหลัก เส้นทางละ 2 คัน คือ กรุงเทพฯ-แม่สอด กรุงเทพฯ-ภูเก็ต กรุงเทพฯ-นครพนม และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่


เบาะ รูปทรงแคปซูล พร้อมระบบนวด

ด้าน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานกรรมการ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. กล่าวว่า การแข่งขันกับโลว์คอสแอร์ไลน์ บขส.จะชูยุทธศาสตร์สำคัญ คือ บขส.เข้าสู่ยุคดิจิตอลเพื่อแข่งขันกับโลว์คอสแอร์ไลน์ โดยกลยุทธ์แรกลดต้นทุนดำเนินงาน โดยเฉพาะการจัดหารถใหม่ที่จะมีการเช่ารถ รวมทั้งสิ้น 400 คัน ขยายระยะเวลาการเช่าจาก 3 ปี เป็น 4 ปี รวมทั้งเปิดกว้างจากเดิมที่ บขส. เคยเช่ารถจากยุโรปเท่านั้น ก็พร้อมเช่าจากทุกประเทศผู้ผลิต ซึ่งรถใหม่ที่รับมอบรวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่ลดลงในปัจจุบัน ดูแลให้พนักงานอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยพนักงานเกษียณจะไม่รับเพิ่ม เชื่อว่า กลยุทธ์การลดต้นทุนเหล่านี้ภายใน 4 ปี บขส.จะสามารถลดต้นทุนได้กว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนการยกเครื่องบริการให้มีความทันสมัยนั้น ผู้ใช้บริการจะด้รับบริการบนรถโดยสารที่ทันสมัย เช่น บริการเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ได้แก่ หนังที่ออกจากโรงจะสามารถดูได้บนรถ บขส. รวมถึงรายการกีฬาใหม่ ๆ ที่กำลังติดต่อ


บรรยากาศภายในรถทัวร์รุ่นใหม่ของ บขส.ใช้วิ่งให้บริการ กรุงเทพฯ-แม่สอด

ขณะที่ยุทธศาสตร์สถานีโดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 บขส.ต้องย้ายออกจากพื้นที่ แต่จะใช้กลยุทธ์ สถานีกระจายทุกมุมเมืองเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวก แห่งแรก จะมีการก่อสร้างบริเวณที่จอดรถ ขสมก.เดิม เนื้อที่ 16 ไร่ มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร ที่รถสามารถขึ้นไปจอดได้ลักษณะ 3 ชั้น เช่นเดียวกับ สถานีรถโดยสารของเมืองนิวยอร์ก และสถานีชินจูกุ ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ จะมีสถานีรถตู้เชื่อมต่อบริเวณพื้นที่หมอชิต 1 เป็นที่จอดรถบีทีเอสในปัจจุบัน ส่วนด้านอื่น ๆ จะมีสถานีขนส่งที่รังสิต สำหรับผู้โดยสารทิศเหนือ สถานีสายใต้ ที่จะย้ายจากเอกมัยไปบางนา และสถานีที่จรัญ ย้ายจากบรมราชนนีเดิม นอกจากนี้ จะมีการพิจารณานำรถโดยสารไปวิ่งเชื่อมกับสถานีรถไฟฟ้าจุดสำคัญ เพื่อให้บริการ บขส.เข้าถึงผู้ใช้บริการมากที่สุด เชื่อว่าด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ จะสามารถแข่งขันได้ เบื้องต้นกำหนดเป้าหมาย ว่า บขส. จะเป็นผู้นำด้านบริการรถโดยสาร เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ.

 

ก.คลัง เตรียมลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยผ่าน 3แบงก์รัฐ คาดปชช.แห่กว่า 5ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 22:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663082

 

กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียน ผู้มีรายได้น้อยผ่าน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ในวัน 15 กรกฎาคม นี้ คาดว่าจะมีประชาชนมาลงทะเบียน 5 ล้านคน …

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า การเปิดลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อย ใน “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” ล่าสุดระบบธนาคารมีความพร้อม ที่จะรองรับการลงทะเบียนเพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสม เบื้องต้น คาดว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียน 3-5  ล้านคน จากจำนวนผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด  20  ล้านคน และมีผู้ที่ได้รับสวัสดิการของภาครัฐอยู่แล้ว 10 ล้านคน

สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ”  จะต้องมีสัญญาชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป หรือเกิดก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2541 เป็นผู้ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปีในตั้งแต่ปี 2558  และจะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น รายได้ การถือครองทรัพย์สิน หนี้สินคงค้าง แต่หากเป็นผู้ป่วย หรือเป็นผู้สูงอายุเกินกว่า 70 ปี หรือผู้พิการ จนไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนด้วยตนเองได้ สามารถมอบอำนาจให้ไปลงทะเบียนแทนได้ แต่ต้องแสดงหลักฐาน

การลงทะบียนให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปลงทะเบียนที่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธนาคารกรุงไทย  ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคมถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ซึ่งยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

 

ขสมก. จัดทัพรับอาสาฬหะ-เข้าพรรษา เพิ่มเที่ยวบริการอำนวยความสะดวก ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 21:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663061

 

ขสมก.จัดแผนการเดินรถรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงวันหยุดต่อเนื่อง วันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา เพิ่มเที่ยวรถช่วง 15-21 ก.ค. พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก สั่งเข้มความปลอดภัยผู้ใช้บริการ

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ที่จะถึงนี้ เพื่ออำนวยความสะดวก ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการ ระหว่างวันที่ 15-21 ก.ค. 59 ขสมก. มีการเพิ่มจำนวนรถ เที่ยววิ่ง และการเปลี่ยนกะของพนักงานประจำรถทั้งเช้า บ่าย และกะสว่าง จำนวน 114 เส้นทาง อีกทั้ง เปิดเดินรถเชื่อมต่อสถานีขนส่งจำนวน 4 สถานี รวม 37 เส้นทาง โดยจัดแยกช่วงการเดินรถขาออกช่วงวันที่ 15-16 ก.ค. 59 และขาเข้าช่วงวันที่ 20 -21 ก.ค. 59

สถานีขนส่งกรุงเทพ (จตุจักร) ขสมก. เปิดเดินรถเชื่อมสถานีจำนวน 13 เส้นทาง ได้แก่ สาย 3, 16, 26, 49, 77, 96, 134, 136, 138, 145, 509, 517, และ 536
สถานีขนส่งกรุงเทพ (เอกมัย) จำนวน 8 เส้นทาง ได้แก่ สาย 2, 23, 25, 71, 72, 501, 508, และ 511
สถานีขนส่งกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) ขสมก.เปิดเดินรถเชื่อมสถานีจำนวน 6 เส้นทาง ได้แก่สาย 66, 79, 511, 515, 516, และ 556
สถานีรถไฟหัวลำโพง เปิดรถเชื่อมต่อขนส่งจำนวน 10 เส้นทาง ได้แก่ 4, 7, 21, 25, 29, 34, 73, 73ก, 75, และ 501

นอกจากนี้ ขสมก. ได้จัดเดินรถ AIRPORT BUS เพื่อเชื่อมต่อท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 2 เส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 15-21 ก.ค. 59 ได้แก่ สาย A1 ท่าอากาศยานดอนเมือง-สถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร เฉลี่ยวันละ 6 คัน ส่วนสาย A2 ท่าอากาศยานดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เฉลี่ยวันละ 8 คัน และยังจัดรถเฉพาะกิจ Shuttle Bus รถเมล์ฟรี จำนวน 2 เส้นทาง ให้บริการเฉพาะวันที่ 15 ก.ค. 59 ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. และวันที่ 21 ก.ค. 59 ตั้งแต่เวลา 05.00-08.00 น. ดังนี้

เส้นทางวงกลมอู่หมอชิต 2 สถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร ส่วน เส้นทางอู่หมอชิต 2-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเพื่อเพิ่มความสะดวกและส่งเสริมการทำบุญในช่วงเทศกาลจัดเดินรถไหว้พระ 9 วัด รอบเกาะรัตนโกสินทร์ โดยจัดรถเมล์ฟรี 20 คัน ให้บริการจากท่าต้นทางบริเวณอู่หมอชิต 2 ผ่านวัดต่างๆ ได้แก่ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร, วัดสามพระยา วรวิหาร, วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร, วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร, วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชมหาวิหาร (วัดโพธิ์), วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว), วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 18-20 ก.ค. 59 คันแรกออกจากต้นทางอู่หมอชิต 2 เวลา 08.00 น. และคันสุดท้ายเวลา 17.00 น.

ส่วนมาตรการความปลอดภัย มีการเตรียมความพร้อมของรถโดยสาร ขสมก. เข้มงวดตรวจการซ่อมบำรุงให้เป็นไปตามแผนและระเบียบปฏิบัติ โดยให้หัวหน้างานคอยย้ำเตือนพนักงานประจำรถ ให้ตรวจสอบสภาพรถ พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก่อนนำรถออกวิ่งให้บริการ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ การติดตั้งเครื่องดับเพลิง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขสมก. มีการเตรียมความพร้อมของพนักงานประจำรถ จัดหัวหน้างาน ตรวจความพร้อมร่างกายของพนักงานประจำรถ ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ตรวจใบ อนุญาตขับขี่ก่อนขึ้นปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ตักเตือนพนักงานขับรถให้เปิดประตูอัตโนมัติเมื่อรถจอดสนิท และปิดประตูก่อนนำรถออกจากป้าย ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด ไม่ขับปาดซ้ายปาดขวาหรือขับแข่งแซงกัน ไม่จอดแช่ป้าย เพื่อป้องกันการจราจรติดขัด และให้ระวังผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน รวมถึงให้พนักงานเก็บค่าโดยสาร ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการขึ้น-ลงรถเมล์แก่ผู้ใช้บริการเป็นกรณีพิเศษ จัดพนักงานสายตรวจพิเศษ นายตรวจ ช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรบริเวณวัดที่รถวิ่งผ่าน และตามป้ายหยุดรถที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น

ทั้งนี้ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเดินรถช่วงวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ปี 59 ได้แก่ ศูนย์วิทยุรัชดา ศูนย์วิทยุเขตการเดินรถที่ 1-8 ให้เป็นหน่วยประสานงานหน่วยงานภายในและภายนอก พร้อมทั้งแจ้งปัญหาเสนอผู้เกี่ยวข้องแก้ไข ตั้งแต่วันที่ 15-21 ก.ค. 59 และจัดเจ้าหน้าที่ Call Center 1348 ให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารในการเดินรถอีกด้วย.

 

‘สมคิด’ เตรียมติดตามงาน ก.พาณิชย์ สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 19:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662947

 

รองนายกฯ “สมคิด” เตรียมไปติดตามงานกระทรวงพาณิชย์ 14 ก.ค. ทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายใน ท่าทีเข้าร่วมทีพีพี และแผนงานผลักดันการส่งออก…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วันที่ 14 ก.ค.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมประชุมกับ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์
เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ (สตาร์ตอัพ) การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการจัดตั้งตลาดต้องชม ตลาดชุมชน
การผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ใช้การค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังจะติดตามความคืบหน้าการเปิดรับฟังความคิดเห็นการเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) รวมถึงจะติดตามสถานการณ์และแผนงานการผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากได้รับงบกลางปีจากรัฐบาล เพื่อผลักดันให้การมูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวตามเป้าหมายที่ 5% จากปีก่อน แม้จะมีปัจจัยกดดันทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าที่ยังชะลอตัว

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ เตรียมรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน โดยเฉพาะการผลักดันการเปิดตลาดต้องชม ที่จะเปิดได้ครบ 77 แห่งใน 77 จังหวัด ภายในเดือน ส.ค.นี้ การจัดทำหมู่บ้านทำมาค้าขายที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้คนในชุมชนสามารถทำมาค้าขายเป็น
และจะเปิดนำร่องให้ได้ 10 แห่งภายในปีนี้ การขยายตลาดสินค้าอินทรีย์ สินค้าโอทอป

ส่วนการดูแลราคาสินค้า ขณะนี้สถานการณ์ราคาทรงตัว ไม่มีสินค้ารายการใดปรับขึ้นราคา ขณะที่การดูแลราคาอาหารปรุงสำเร็จ ได้ขยายจำนวนร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการหนูณิชย์พาชิม โดยขายอาหารปรุงสำเร็จไม่เกินจาน/ชาม/ถุงละ 35 บาท แล้วกว่า 11,000 ร้านทั่วประเทศ และยังได้ขยายเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย.

 

ตรวจสังฆภัณฑ์รับวันอาสาฯ-เข้าพรรษา เข้มติดราคา-ชนิดสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 17:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662936

 

อธิบดีกรมการค้าภายสั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร้านสังฆภัณฑ์รับช่วงวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา กำชับปิดป้ายราคาและแยกแสดงรายการสินค้า…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการตรวจสอบสถานการณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ตลาดบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ว่า ราคาผักสดและอาหารสดส่วนใหญ่ทรงตัวและเริ่มลดลง เช่น ผักกาดขาว กิโลกรัมละ 35 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 35 บาท ส่วนพริกแดง ขีดละ 7 บาท ส่วนราคาไข่ไก่ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยฟองละ 10 สตางค์ มาอยู่ที่ฟองละ 3.60-4.40 บาท เพราะแม่พันธุ์อยู่ระหว่างการเปลี่ยนรุ่นใหม่ ทำให้ผลผลิตลดลงและบางขนาดขาดตลาด โดยราคาเฉลี่ยของไข่คละอยู่ที่ฟองละ 2.90-3.00 บาท ซึ่งกรมฯ จะติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ปรับราคาสูงเกินจริง

สำหรับราคาเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ยังทรงตัว ส่วนสินค้าอื่นๆ เช่น นม น้ำมันพืช เหล็ก จากที่ติดตามแนวโน้ม พบว่า ราคาลดลงแล้วจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านราคายังรุนแรง ทำให้ราคาขายปลีกไม่ปรับขึ้น ซึ่งกรมฯ ได้กำชับให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคาราคาสินค้า และน้ำหนักอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ

“ส่วนในช่วงใกล้ถึงเทศกาลเข้าพรรษา และอาสาฬหบูชาสัปดาห์หน้านั้น กรมฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการจำหน่ายสังฆภัณฑ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับให้ทุกร้านค้าต้องปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย และแยกแสดงรายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุและราคาของสินค้าให้ครบถ้วน รวมถึงค่าภาชนะบรรจุ หากไม่ดำเนินการตามที่กำหนด จะถูกปรับครั้งละ 10,000 บาท แต่ในเบื้องต้น ยังไม่พบความผิดปกติ และปรับขี้นราคาจำหน่าย” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า การที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ซื้อสินค้าโอทอปในช่วงวันที่ 1-30 ส.ค.59 สามารถนำใบเสร็จหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นให้คนไทยซื้อสินค้าโอทอปมากขึ้น และจะช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตสู่ระบบ และจดทะเบียนธุรกิจมากขึ้น.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 2.69 จุด มูลค่าซื้อขาย 76,143.57 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663014

 

หุ้นไทยปิดตลาด 2.69 จุด ที่ระดับ 1,477.61 จุด มูลค่าการซื้อขาย 76,143.57 ล้านบาท…

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 13 ก.ค. 59 ปิดตลาดที่ 1,477.61 จุด เพิ่มขึ้น 2.69 จุด หรือคิดเป็น 0.18% โดยมีมูลค่าการซื้อขายตลอดทั้งวันอยู่ที่ 76,143.57 ล้านบาท

สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ 1.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) 3.บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)