บางกอกแอร์เวย์ส คว้าสายการบินระดับภูมิภาคดีที่สุดในโลก-เอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 15:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662811

 

บางกอกแอร์เวย์สสุดภาคภูมิใจ ได้รับรางวัลเป็นสายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก และดีที่สุดในเอเชีย จากสกายแทร็กซ์ ประจำปี 2559

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หรือ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลสายการบินระดับภูมิภาคยอดเยี่ยมของโลก และรางวัลสายการบินระดับภูมิภาคยอดเยี่ยมของเอเชีย จากการประกาศรางวัลการสำรวจสายการบินระดับโลก ประจำปี 2559 ของสกายแทร็กซ์ โดยมีกัปตันพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เข้ารับมอบรางวัล ณ งานอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์โชว์ 2016 ลอนดอน สหราชอาณาจักร

กัปตันพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เป็นสายการบินสัญชาติไทย เรารู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ในปีนี้ได้รับรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมสองรางวัลจากสกายแทร็กซ์ คือรางวัลสายการบินระดับภูมิภาคยอดเยี่ยมของโลก และรางวัลสายการบินระดับภูมิภาคยอดเยี่ยมของเอเชีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เรายังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการอย่างดีเลิศ อีกทั้งความประทับใจและความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เรารักษาคุณภาพ และมาตรฐานของการให้บริการไว้ตลอดไป”

“กระผมในนามของฝ่ายบริหาร และพนักงานบางกอกแอร์เวยส์ทุกท่าน ขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุน และความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารทุกๆ ท่าน และที่สำคัญการอุทิศตนของพนักงานที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อการให้บริการอย่างเต็มที่ สมกับคำขวัญของเรา ‘ความประทับใจแห่งเอเชีย หรือ ASIA’S BOUTIQUE AIRLINE'” กัปตันพุฒิพงศ์ กล่าวเสริม

สายการบินบางกอกแอร์เวย์สได้รับรางวัล สายการบินระดับภูมิภาคยอดเยี่ยมของโลกครั้งแรกในปี 2557 และล่าสุดในปี 2559 ถือเป็นครั้งที่สองที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นอกจากนี้ บางกอกแอร์เวย์ยังได้รับสายการบินภูมิภาคยอดเยี่ยมของเอเชีย มาตั้งแต่ปี 2547 ปี 2548 ปี 2551 ปี 2552 ปี 2557 และล่าสุด ปี 2559 รวมทั้งได้รางวัล สายการบินภูมิภาคยอดเยี่ยมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2549 และ ปี 2550

ทั้งนี้ สกายแทร็กซ์ เวิลด์ แอร์ไลน์ อวอร์ดส เป็นการประกาศรางวัลจากผลสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าที่ใหญ่ที่สุด และทรงคุณค่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมการบิน โดยผู้โดยสารทั่วโลกจะเป็นผู้ให้คะแนนจากการที่ใช้บริการสายการบินต่างๆ ทั่วโลก เป็นประจำทุกปี

คมนาคม เดินหน้ามอเตอร์เวย์ 21 สาย 6.6 พันกิโลฯ ทุ่มงบ 2.1 ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 14:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662712

 

รมว.คมนาคม ยืนยัน พร้อมเดินหน้าก่อสร้างมอเตอร์เวย์ นครปฐม-ชะอำ ขณะแผนแม่บทกรมทางหลวง มีโครงการมอเตอร์เวย์ 21 สายทาง กว่า 6,000 กม. เตรียมพัฒนาเชื่อมต่อตะวันออก – อีสาน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานงานสัมมนา “เปิดมุมมอง อนาคต การพัฒนามอเตอร์เวย์ไทย” โครงการศึกษาจัดทำแผนกลยุทธ์การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องบูรณาการระบบคมนาคมขนส่งของไทย เชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง

นายอาคม ระบุว่า แผนแม่บทพัฒนาโครงการมอเตอร์เวย์ 21 สาย ระยะทางรวม 6,612 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 2.1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมระยะเวลา 20 ปี โดยในปี 60 กระทรวงคมนาคม จะเร่งรัดการก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์สาย นครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 120 กม. วงเงินลงทุน 80,000 ล้านบาท โดยเป็นการรับช่วงต่อจากโครงการทางด่วนสายพระราม 3 – ดาวคะนอง ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยกรมทางหลวง จะเริ่มพัฒนาโครงการมอเตอร์เวย์นครปฐม – ชะอำ โดยมีจุดเริ่มต้นที่บริเวณแยกวังมะนาว

นอกจากนี้ จะพิจารณาภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ รองรับอีสเทิร์นซีบอร์ด เบื้องต้นวางแผนให้เอกชนลงทุนทั้งก่อสร้างและบริหาร โดยต้องดูผลการศึกษาก่อน สำหรับแผนให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุง (O&M) นั้น เบื้องต้นจะใช้ในเส้นทางมอเตอร์เวย์สาย 6 บางปะอิน – นครราชสีมา และสาย 81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

ส่วนกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบรายละเอียดจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลัง ดำเนินการจัดตั้งภายในเดือนกรกฎาคมนี้ วงเงินเริ่มต้น 10,000 ล้านบาท และจะเสนอขายหน่วยลงทุนที่เหลืออีก 90,000 ล้านบาท ให้นักลงทุนภายในและต่างประเทศภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยมองว่าจะมีการนำโครงการมอเตอร์เวย์สาย 7 (บางนา – ชลบุรี) และสาย 9 (บางปะอิน – บางนา) เข้าระดมทุนเพื่อนำเงินมาใช้ก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์สายใหม่ โดยวางแผนจะใช้เงินจากกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ มาดำเนินการสร้างมอเตอร์เวย์สายศรีนครินทร์ – สุวรรณภูมิ ระยะทาง 12 – 14 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ.

การบินไทย คว้ารางวัล สายการบินปรับปรุงคุณภาพบริการดีขึ้นมากสุด ปี2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 12:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662702

 

การบินไทย รับรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมของโลกจากสกายแทรกซ์ ปี 2016 ถึง2 รางวัล ได้แก่ สายการบินที่มีการปรับปรุงคุณภาพการบริการดีขึ้นมากที่สุด และสายการบินที่ให้บริการสปาเลาจน์ยอดเยี่ยม…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รับมอบรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมของโลกจากสกายแทรกซ์ ประจำปี 2016 โดยการบินไทย ได้รับ 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลอันดับที่ 1 ประเภทสายการบินที่มีการปรับปรุงคุณภาพการบริการดีขึ้นมากที่สุด (World’s Most Improved Airline) และอันดับที่ 1 ประเภทสายการบินที่ให้บริการสปาเลาจน์ยอดเยี่ยม (World’s Best Airline Lounge Spa)

นอกจากนี้ สายการบินไทย ยังได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 สายการบินที่ให้บริการยอดเยี่ยม ได้แก่ สายการบินที่ให้บริการอาหารสำหรับชั้นประหยัดยอดเยี่ยม (Best Economy Class Onboard Catering) สายการบินที่มีพนักงานให้บริการยอดเยี่ยมของเอเชีย (Best Airline Staff Service in Asia) และสายการบินที่ให้บริการภาคพื้นที่สนามบินยอดเยี่ยม (World’s Best Airport Services) โดยมี นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี และนางภัครา เรืองสิรเดโช รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น บริษัท การบินไทยฯ ร่วมรับมอบรางวัล ณ เมืองฟาร์นโบโรห์ สหราชอาณาจักร

นายจรัมพร โชติกเสถียร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2558 การบินไทยได้เริ่มดำเนินการตามแผนปฏิรูป และในปี 2559 บริษัทได้เข้าสู่ระยะที่ 2 ของแผนปฏิรูปองค์กร คือ “สร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน” ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์นั้น คือการสร้างความเป็นเลิศในการบริการลูกค้า โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และการบริการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับบริการที่ดีที่สุดในทุกๆ ด้าน รางวัลนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำงานอย่างทุ่มเทของผู้บริหาร และพนักงานการบินไทยทุกคน ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการให้บริการเพื่อให้ผู้โดยสารมีความพึงพอใจอย่างสูงสุด นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ในปีนี้ การบินไทยได้รับรางวัลอันดับ 1 สายการบินยอดเยี่ยมถึง 2 รางวัลจากสกายแทรกซ์ (Skytrax Award 2016) ได้แก่ สายการบินที่มีการปรับปรุงคุณภาพการบริการดีขึ้นมากที่สุด (World’s Most Improved Airline) ทั้งด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การให้บริการภาคพื้น และการให้บริการบนเครื่องบิน และรางวัลอันดับที่ 1 สายการบินที่ให้บริการสปาเลาจน์ยอดเยี่ยม (World’s Best Airline Lounge Spa) โดยการบินไทยได้รับรางวัลนี้เป็นอันดับที่ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ซึ่งสปาเลาจน์ของการบินไทยให้บริการแก่ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และชั้นธุรกิจในเส้นทางบินระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ การบินไทยยังได้รับการจัดอันดับจากสกายแทรกซ์ ให้เป็น 1 ใน 3 ของสายการบินที่ให้บริการยอดเยี่ยมอีก 3 ประเภท ได้แก่ สายการบินที่ให้บริการอาหารสำหรับชั้นประหยัดยอดเยี่ยม (Best Economy Class Onboard Catering) สายการบินที่มีพนักงานให้บริการยอดเยี่ยมของเอเชีย (Best Airline Staff Service in Asia) และสายการบินที่ให้บริการภาคพื้นที่สนามบินยอดเยี่ยม (World’s Best Airport Services)

สำหรับรางวัลที่การบินไทยได้รับจากสกายแทรกซ์ครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการบินไทยยังคงรักษามาตรฐานการให้บริการดีเลิศระดับพรีเมียมในทุกจุดบริการ สร้างความภาคภูมิใจ และเป็นขวัญกำลังใจแก่พนักงานการบินไทยทุกคนที่จะมุ่งมั่นรักษา และพัฒนาการบริการเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความพึงพอใจสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ สกายแทรกซ์ เริ่มจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เพื่อทำการสำรวจความคิดเห็น และความพึงพอใจจากนักเดินทางทั่วโลก โดยครั้งนี้ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นระหว่างเดือนสิงหาคม 2558 ถึงเดือนพฤษภาคม 2559 ของนักเดินทางกว่า 19.2 ล้านคน จากสายการบินกว่า 280 สายการบิน และนำมารวบรวมประเมินผลมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการบริการของสายการบินต่างๆ ที่มีความเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน เริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบินจนถึงการบริการบนเครื่องบิน อาทิ การให้บริการเช็กอิน ความสะดวกสบายของที่นั่ง และภายในห้องโดยสาร การให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม การให้บริการของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบิน เป็นต้น

ทองเปิดตลาด ปรับลด 300 รูปพรรณขายบาทละ 22,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 09:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662521

 

ราคาทองวันที่ 13 ก.ค. 59 เปิดตลาดลดลง 300 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,150 ขายออกบาทละ 22,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,754.60 ขายออกบาทละ 22,750 บาท…

วันที่ 13 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ลดลง 300 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,150.00 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,754.60 บาท ขายออกบาทละ 22,750.00 บาท.

“ช็อปช่วยชุมชน” ลดภาษีหมื่นห้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662394

 

ครม.เพิ่มรายได้ชนบท-จ่ออีกแพ็กเกจช่วยคนชรา

ครม.ชอบมาก! จัดเหมือนเดิมคราวนี้ “ช็อปช่วยชุมชน” ลดหย่อนภาษี 15,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าโอทอป 1–31 ส.ค.นี้ ขณะที่ รมว.คลัง เตรียมจัดหนักแพ็กเกจ 4 มาตรการช่วยผู้สูงอายุ จ้างงานต่อ–เอาบ้านกู้เงินกองทุนบำนาญ–บ้านคนชรา ส.ค.นี้ เสนอ ครม.อนุมัติ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วานนี้ (12 ก.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นไทยหรือเรียกว่า มาตรการช็อปช่วยชุมชน โดยกำหนดให้ผู้ที่ซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือโอทอป ระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค.2559 สามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ จะต้องเป็นสินค้าโอทอปที่ได้รับการรับรองและลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนและต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ด้วย และต้องให้ทางร้านออกใบกำกับภาษีให้ สำหรับนำไปยื่นขอลดหย่อนภาษี

“เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้น แต่เมื่อดูไส้ในพบว่า มาจากการลงทุนภาครัฐเป็นสำคัญ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย กระทรวงการคลังจึงเสนอมาตรการช็อปช่วยชุมชนเพื่อช่วยเหลือชุมชนให้สามารถจำหน่ายสินค้าโอทอปได้มากขึ้น กระจายรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นและชุมชน และยังเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น แม้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีไปจำนวนหนึ่ง แต่ทางคลังคาดว่าจะเกิดการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าโอทอปประมาณ 10,000 ล้านบาท ใน เดือน ส.ค.ที่มาตรการมีผลบังคับใช้”

วันเดียวกัน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายในเดือน ส.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอแพ็กเกจช่วยเหลือผู้สูงอายุใน 4 มาตรการที่สำคัญเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. มาตรการที่ 1 การลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการจ้างงาน ซึ่งกรมสรรพากรได้ศึกษาเสร็จเรียบร้อย โดยได้เสนอมาตรการจูงใจให้บริษัทเอกชนที่จ้างงานผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ให้บริษัทเอกชนสามารถนำเงินเดือนของผู้สูงอายุมาหักค่าใช้จ่ายหักได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างแรงงานทั้งหมด และกำหนดเงินเดือนผู้สูงอายุไม่เกินคนละ 15,000 บาทต่อเดือน

มาตรการที่ 2 มาตรการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ซึ่งมาตรการนี้กำลังรอผลการศึกษาของ สศค. โดยมาตรการจะมีลักษณะเพิ่มแรงจูงให้ผู้ประกอบการสร้างบ้านสำหรับคนชรามากขึ้น มาตรการที่ 3 การจัดตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งได้ข้อสรุปแล้ว โดยในหลักการจะให้ลูกจ้างที่ทำงานในบริษัท และเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมเดิมอยู่แล้ว ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ กบช.แบบภาคบังคับอีก 1 กองทุน เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับแรงงานที่ทำงานอยู่ในระบบอีกช่องทางหนึ่ง

“กองทุนประกันสังคมฯ จะทำหน้าที่ดูแลคนที่อยู่ในวัยทำงาน เช่น ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ป่วยหรือคลอดบุตร เป็นต้น โดยไม่ได้เน้นดูแลแรงงานที่เกษียณไปแล้ว บางบริษัทก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดูแลคนเกษียณแต่ก็เป็นภาคสมัครใจ ส่วนแรงงานนอกระบบก็มีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นผู้ดูแล ส่วนการจ่ายเงินสมทบเข้า กบช.นั้น ได้ให้นโยบายว่า ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบจำนวนมากๆ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อรายได้ในแต่ละเดือน”

สำหรับมาตรการสุดท้าย มาตรการที่ 4 รมว.คลังกล่าวว่า คือ การออกสินเชื่อรูปแบบ Reverse Mortgage หรือการปล่อยกู้ให้กับผู้เกษียณอายุที่ไม่มีผู้เลี้ยง หรือไม่ได้ต้องการรับเงินช่วยเหลือจากบุตรหลาน แต่มีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อให้คนชราเหล่านี้มีรายได้จากการนำบ้านไปจำนองกับธนาคารพาณิชย์มาใช้จ่าย โดยธนาคารพาณิชย์จะจ่ายเงินกู้ให้กับผู้รับบำนาญเป็นรายเดือน อย่างไร ก็ตาม สำหรับโครงการนี้ตนมีข้อหารือบางประเด็นสั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษา เพิ่มเติม เพราะคาดว่าหากทำไม่ดีจะมีปัญหาในอนาคตตามมาอย่างแน่นอน

นายอภิศักดิ์กล่าวเพิ่มเติม การออกโครงการนี้เราต้องศึกษาและมองอนาคตให้ชัดเจนว่า หากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ Reverse Mortgage ไปแล้ว เมื่อเจ้าของบ้านเสียชีวิต และลูกหลานก็ไม่อยากอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม ทรัพย์สินทั้งที่ดินและบ้านที่ตกมาอยู่ในมือของธนาคารจะทำอย่างไรถึงจะขายออกไปได้ เพราะปัจจุบันคนไม่นิยมซื้อบ้านมือสองหรือมือสาม แม้ว่าจะมีราคาถูกกว่าบ้าน ใหม่ แตกต่างจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯตลาดบ้าน มือสองมีขนาดใหญ่กว่าบ้านใหม่ 2-3 เท่าตัว โดย หากธนาคารขายทรัพย์สินเหล่านี้ไม่ได้ก็กลายเป็นภาระต้นทุนและยังทำให้โครงการล้มเหลวไปเลยก็ได้ โดยตนสั่งให้ สศค.ไปศึกษาเพื่อหาทางเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดบ้านมือสอง และเพิ่มแรงจูงใจให้คนหันมาซื้อบ้านมือสองเพิ่มขึ้น ซึ่งในสหรัฐฯหรือญี่ปุ่น จะมีมาตรการที่ส่งเสริม เช่น หากขายบ้านหลังเดิมภายในเวลา 3-4 เดือนแล้วซื้อบ้านมือสองเป็นบ้านหลังใหม่จะได้รับการลดอัตราภาษีลง 10-15% เป็นต้น.

สำนักบริหารอ้อยยันน้ำตาลไม่ขาดตลาด เร่งระบายเพิ่มโควตา ก. เพิ่มล้านกระสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662381

 

นายบุญถิ่น โคตรศิริ ผู้อำนวยการสำนักบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย ว่า หลังจากที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) มีมติเห็นชอบการจัดสรรปริมาณน้ำตาลทรายบริโภค ภายในประเทศ (โควตา ก.) เพิ่มเป็น 26 ล้านกระสอบ หรือ 2.6 ล้านตัน จากเดิม 25 ล้านกระสอบ หรือ 2.5 ล้านตัน ทำให้สัปดาห์นี้สำนักบริหารฯได้มีการจัดสรรปริมาณน้ำตาลทรายเพื่อจำหน่ายส่งผ่านไปยังผู้บริโภค เพิ่มขึ้นแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าปริมาณดังกล่าวจะเพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศไม่มีปัญหาการขาดแคลน

นายบุญถิ่นกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ยอมรับว่ามีความต้องการน้ำตาลทรายภายในประเทศเพิ่มขึ้น จนเกิดการตึงตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีอากาศร้อนทำให้เกิดการใช้น้ำตาลเพื่ออุตสาหกรรมน้ำอัดลม น้ำหวาน ชาเขียว น้ำผลไม้จำนวนมาก ทำให้ต้องมีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลโควตา ก. เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังด่านชายแดนทั่วประเทศ ก็พบว่าไม่ได้มีการลักลอบส่งออกน้ำตาลที่ผิดปกติ ส่วนน้ำตาล ถุงบรรจุ 1 กิโลกรัม (กก.) ที่โรงงานน้ำตาลบางแห่งนำมาบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดต่างๆนั้น ทางผู้ผลิตที่ทำตลาดอยู่ 3-4 ราย ไม่ได้ขยายการผลิตเพิ่ม ขณะที่ห้างร้านสะดวกซื้อ เพิ่มสาขาจำนวนมาก จึงอาจเกิดขาดแคลนในบางแห่งทำให้ผู้บริโภคมองว่าน้ำตาลขาดแคลน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำตาลช่วงที่ผ่านมามีภาวะตึงตัวจริง แต่เมื่อรัฐกำหนดเพิ่มโควตา ก.อีก 1 ล้านกระสอบ ปัญหาคงผ่อนคลายลง ขณะที่น้ำตาลถุง 1 กก. ที่จำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรดอาจตึงตัวเนื่องจากจำนวนห้างต่างๆและร้านสะดวกซื้อขยายตัวสูงมาก แต่ผู้ค้าหลักที่จำหน่ายน้ำตาลถุง 1 กก. ไม่มีนโยบายจำหน่ายเพิ่มขึ้นเพราะกระทรวงพาณิชย์คิดค่าบรรจุภัณฑ์ให้เพียง 0.75 บาทต่อถุงไม่คุ้มค่ากับการลงทุนทำน้ำตาลบรรจุถุงขนาด 1 กก.

ครม.ไฟเขียวฟื้นออกสลากการกุศล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662384

 

เห็นชอบตั้งกรรมการกลั่นกรอง 33 หน่วยงานรอรับการสนับสนุน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอหลักเกณฑ์การออก สลากการกุศล เพื่อให้มีการพิจารณาที่รอบคอบ มีรายละเอียดเพียงพอและมีระบบการติดตามโครงการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเห็นควรให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการสลากการกุศล เพื่อกำหนดแนวทางการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นรองประธาน มีหน้าที่กำหนดแนวทางการพิจารณาและการกลั่นกรองโครงการ เพื่อขอรับการสนับสนุนออกสลากการกุศลก่อนเสนอ ครม.รวมทั้งกำหนดแนวทางกำกับการดำเนินโครงการของหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรการออกสลากการกุศลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

โดยแนวทางพิจารณาการออกสลากการกุศล ประกอบด้วย หน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนต้องเป็นส่วนราชการ มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหากำไร และโครงการที่ขอรับการสนับสนุนต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาด้านสาธารณสุขหรือลดความเหลื่อมล้ำด้านสังคม เช่น กลุ่มผู้พิการ ผู้ด้อย โอกาส เด็ก ผู้สูงอายุ และไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ ไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการขอรับเงินงบประมาณอื่น และไม่เคยออกสลากการกุศล

ทั้งนี้ การพิมพ์สลากการกุศลจะพิมพ์ได้ไม่เกินงวดละ 11 ล้านฉบับคู่ หรือ 22 ล้านฉบับ วงเงินสนับสนุนโครงการต้องไม่เกินโครงการละ 1,000 ล้านบาท และการพิจารณาสนับสนุนโครงการที่ขอออกสลากการกุศลในแต่ละครั้งต้องมีวงเงินรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 25 งวด เนื่องจากในแต่ละงวด หน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนจะได้รับ
ส่วนแบ่ง 22.5%ของรายได้หรือประมาณ 400 ล้านบาท

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำนักงานสลากฯได้จัดพิมพ์จำหน่าย และจ่ายเงินสนับสนุนโครงการสลากการกุศลให้หน่วยงานต่างๆตามมติ ครม. 10 หน่วยงาน วงเงิน 12,999 ล้านบาท เสร็จสิ้นไปเมื่องวด 16 ส.ค.2558 และนับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ออกใหม่ โดยมี 33 หน่วยงาน ขอรับการสนับสนุนการออกสลากการกุศล 40 โครงการ วงเงิน 59,130.40 ล้านบาท ซึ่งต้องนำเรื่องกลับไปทำรายละเอียดใหม่ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ด้วย.

รัฐเปิดเสรีธุรกิจบริการเพิ่ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662379

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบให้เปิดเสรีการประกอบธุรกิจบริการของต่างประเทศในไทยเพิ่มเติมอีก 6 กลุ่ม 17 รายการย่อย จากเดิมได้เปิดเสรีทางการเงินแล้ว 6 ธุรกิจ เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการที่คนไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้และช่วยอำนวยความสะดวก เอื้อต่อการค้าการลงทุน และลดความซ้ำซ้อนในการกำกับดูแล เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะและมาตรการเฉพาะกำกับดูแลที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้เมื่อกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศบังคับใช้ต่อไป รวมทั้งยังเป็นธุรกิจที่จำกัดการให้บริการซึ่งไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่เปิดใหม่ ประกอบด้วย ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจการบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน ธุรกิจบริการเป็นสำนักภูมิภาค ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ และคู่สัญญารัฐวิสาหกิจ รวมทั้งมีธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ 12 รายการ เช่น การให้บริการทางการเงินตามหลักชาลิอะฮ์ การแต่งตั้งตัวแทนของสถาบันการเงิน การบริการรับฝากเงินที่มีเงื่อนไขการเบิกถอนเงินจากบัญชีตามคำสั่งลูกค้าและ กิจการดูแลผลประโยชน์ การเป็นตัวแทนรับคำขอและเรียกเก็บเบี้ยประกันหรือ ค่าบริการ การประกัน การส่งออก และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ลูกค้า เป็นต้น.

ครม.ฉลุยกองทุนแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662377

 

ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการันตีขั้นต่ำ 2-3%

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบรายละเอียดกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือทีเอฟเอฟ ที่มีมูลค่ากองทุน 100,000 ล้านบาท โดยระยะแรกให้กระทรวง การคลังเป็นผู้ลงทุนรายเดียวตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และเห็นชอบกลไกการรับประกันผลตอบแทนที่ให้มีการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน โดยให้ตราเป็น พ.ร.บ.เพื่อรักษาระดับผลตอบแทนของกองทุน รวมถึงสร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า กองทุนทีเอฟเอฟ จะเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โดยเป็นกองทุนปิดและไม่กำหนดอายุโครงการ ระยะแรกให้กระทรวงคลังลงทุนประเดิม 10,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้เลือกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย และ บลจ.เอ็มเอฟซี เป็นผู้จัดการกองทุน คาดว่าจะเสนอ ก.ล.ต.เพื่อจดทะเบียนและตั้งกองทุนได้สิ้นเดือนนี้ ในส่วนของการการันตีผลตอบแทนนั้น ได้กำหนดที่ 2-3% ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ครม.ยังให้กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงการคลังเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อนำโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพตามที่กระทรวงคมนาคมได้รายงาน คือทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง, ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนน วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครของกรมทางหลวง และโครงการของ กทพ.รวมทั้งโครงการอื่นๆเข้าสู่กองทุนรวมฯโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างจ้างคณะที่ปรึกษาคือที่ปรึกษาการเงินทั้งในและต่างประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายและผู้จัดการการจัดจำหน่าย เพื่อจัดทำรายละเอียดเพื่อนำโครงการที่มีศักยภาพเข้าสู่กองทุน เพื่อให้สามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จ ธ.ค.นี้.

หุ้นสหรัฐฯ บวกต่อเนื่อง ‘ดาวโจนส์-S&P’ ทำนิวไฮอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662437

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันอังคาร จากความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เข้มแข็งขึ้น ส่งดาวโจนส์และเอสแอนด์พีทำนิวไฮ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ก.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 120.74 จุด หรือ 0.66% ปิดที่ 18347.67 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 14.98 จุด หรือ 0.70% ปิดที่ 2152.14 จุด ส่วนดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 34.18 จุด หรือ 0.69% ปิดที่ 5022.82 จุด

หุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างโดยเฉพาะในบริษัทกลุ่ม การเงิน, เทคโนโลยี, พลังงาน และอุตสาหกรรม โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น หลังกระทรวงแรงงานเผยตัวเลขจ้างงานอันแข็งแกร่งในเดือน มิ.ย. กอปรกับความมั่นใจว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในเร็วๆ นี้