กฟผ. รับมอบรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง จากโครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกับ สวทช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 13 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658652

 

พร้อมทดสอบการใช้งานจริง และจัดแสดง ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ในอนาคต

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เป็นประธานในพิธีรับมอบรถยนต์ไฟฟ้าจากการดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วจากโครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ. และ สวทช. โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ส่งมอบในนามของ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหารและสื่อมวลชนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ บริเวณด้านข้างอาคาร ท.101 สำนักงานใหญ่ กฟผ.


นายวราวุธ ศิริผล ผู้ช่วยผู้ว่าการนโยบาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้กล่าวถึงความเป็นมาว่า รถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบคันนี้ เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย โครงการวิจัยนี้เกิดจากแนวความคิดที่จะดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนรถยนต์เก่าของตนเองให้รองรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต ซึ่งโครงการได้แล้วเสร็จและพร้อมนำองค์ความรู้อันเกิดจากผลการวิจัยนี้ไปขยายผลให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนต่อไป

นายวราวุธ กล่าวต่อไปอีกว่า รถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงคันนี้จะนำมาใช้งานจริง โดยนำไปไว้ที่ฝ่ายบริการ (อบก.) เพื่อให้บริการแก่ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ในการจะออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ที่มีระยะทางไม่เกิน 100 กิโลเมตร ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ กฟผ. และแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีอนาคตและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนโยบายการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา


ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวถึงผลการร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ สวทช. ว่า เมื่อปี 2553 กฟผ. ได้มีแนวคิดริเริ่มการพัฒนารถยนต์นั่งเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้นยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่นิยม และผู้ว่าการ กฟผ. ได้เล็งเห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่จะมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศ จึงได้ให้เกียรติกับ สวทช. โดยการสนับสนุนทุนวิจัยให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อดัดแปลงรถไฟฟ้า โดยการดำเนินการดัดแปลงรถมี 2 รุ่น คือ Honda Jazz และ Toyota Vios ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้าถือว่าเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลที่อยู่ในแผนของประเทศ โดยบรรจุอยู่ในอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ คือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

“อย่างไรก็ดี รถที่มีอายุการใช้งานมากแล้วจะเป็นเป้าหมายในการดัดแปลงให้เป็นรถไฟฟ้า สวทช. ได้ดำเนินการดัดแปลงชิ้นส่วนสำคัญเช่น การวางแบตเตอรี่ ระบบระบายอากาศ ระบบจัดการแบตเตอรี่ ดัดแปลงตัวถังจากบางอุปกรณ์ รวมถึงจัดตั้งอุปกรณ์ติดตามข้อมูล เป็นต้น ทำให้สามารถใช้ในการขับเคลื่อนได้จริง นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถไฟฟ้าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งดัดแปลงจากรถยนต์ Honda Jazz ให้กับ กฟผ. เพื่อนำไปใช้งานจริง และทาง สวทช. ได้เก็บข้อมูลเพื่อนำผลทดสอบมาปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าความสำเร็จจากความร่วมมือกันในครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงประโยชน์จากการวิจัยที่นำไปใช้งานได้จริงในภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงกระตุ้นให้มีส่วนช่วยในการลดมลภาวะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ดร. ทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้เล็งเห็นถึงบทบาทรถไฟฟ้าในอนาคตที่จะมีความสำคัญ อีกทั้งยังเห็นความสำคัญของรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ซึ่งอาจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กฟผ. จึงมีแนวคิดที่จะนำรถเก่ามาดัดแปลงให้เป็นรถที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเชื่อว่าคนไทยมีความสามารถ ซึ่งการดำเนินโครงการครั้งนี้ประสบความสำเร็จและสามารถนำรถไปใช้งานได้จริง โดยได้รับความร่วมมือจาก สวทช. และในอนาคตอาจจะต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น


“ขอขอบคุณ สวทช. ที่ได้ผลักดันการดำเนินโครงการดัดแปลงรถไฟฟ้านี้ได้สำเร็จและส่งมอบให้กับ กฟผ. ในการนำไปใช้งานจริง พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์ที่ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้า” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ด้วยความตั้งใจของ กฟผ. ที่เล็งเห็นถึงอนาคตข้างหน้า จึงดำเนินโครงการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกับ สวทช. จนประสบความสำเร็จ ซึ่งในอนาคตจะนำรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงคันนี้ ไปแสดงที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์ที่ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้าถึงกระบวนการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งเป็นผลงานของคนไทยและเกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง กฟผ. และ สวทช. ถือเป็นความภาคภูมิใจและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. นอกจากนี้จะมีการจัดแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในด้านอื่นๆ อีกด้วย


สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงคันนี้ มีความจุแบตเตอรี่ระบบไฟฟ้าอยู่ด้านหลัง และมีกำลังถึง 19.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ซึ่งมีกำลังไม่ต่างจากรถยนต์ทั่วไปที่มีความจุอยู่ 24 kWh โดยจะใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ประมาณ 4 ชั่วโมง โดยแท่นชาร์จจะทำงานเมื่อนำการ์ด RFID สแกนที่ตัวแท่นชาร์จ จะทำให้วิ่งได้ในระยะทางไม่เกิน 130 กิโลเมตร โดยอัตราความเร็ว 70-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

www.egat.co.th

แรงงานภาคอุตสาหกรรมวูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662367

 

เทคโนโลยีเข้ามาแทนคนหาย 1.2 แสน

เผย 5 เดือนแรกแรงงานไทยในภาคอุตสาหกรรมหายไปแล้ว 1.2 แสนคน เหตุเจอเทคโนโลยีเข้ามาแทน ขณะที่ภาคเกษตรหาย 5.1 แสนคน แต่เชื่อจะกลับมาในหน้าฝน เปิดโผ 8 ธุรกิจสุ่มเสี่ยงจากเบร็กซิทเศรษฐกิจโลกชะลอ เนื่องจากพึ่งพาตลาดยุโรปสูง

น.ส.ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนาทิศทางค่าเงินไตรมาสที่สามและจับตาภาวะเศรษฐกิจโลกว่า ธนาคารได้จับตา 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ประหยัดพลังงาน อัญมณีและเครื่องประดับ รถจักรยานยนต์ ไก่ปรุงสุก วงจรไฟฟ้า รถกระบะและเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการส่งออก หลังจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงผลกระทบด้านการนำเข้าของสหภาพยุโรป (อียู) และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีความไม่แน่นอนจากการที่สหราชอาณาจักรทำประชามติออกจากอียูหรือเบร็กซิท

“ทั้ง 8 อุตสาหกรรมมีการส่งออกไปยุโรปค่อนข้างสูง และน่าจะได้รับผลกระทบในการส่งออกไปยุโรปไม่ต่ำกว่า 2 ปี เพราะต้องรอการเจรจาถอนตัวของสหราชอาณาจักรจากอียูก่อน หากได้ข้อสรุปไปในทางที่ดี ยังสามารถเคลื่อนย้ายแรงงาน สินค้าได้อย่างเสรี ก็น่าจะทำให้ตลาดส่งออกมีทิศทางดีขึ้นได้ อย่างไรก็ดีขอแนะนำให้ผู้ส่งออกสินค้าทั้ง 8 กลุ่ม ปรับตัวหาตลาดส่งออกใหม่ ทดแทนกำลังซื้อในยุโรป ที่อาจชะลอตัวระยะยาวไปอีกนับสิบปี”

สำหรับสถานการณ์แรงงานในไทย มีความเป็นห่วงแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะปรับลดได้อีก หลังแนวโน้มใน 5 เดือนแรก แรงงานภาคการผลิตลดลงไปแล้ว 122,000 คน เนื่องจากการส่งออกยังไม่ดี ประกอบกับผู้ผลิตในไทยมีการปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้แทนภาคแรงงานเพิ่ม เช่นเดียวกับกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานในไทยน้อยลงและหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทน หลังจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้ปรับการให้สิทธิประโยชน์ในกลุ่มเทคโนโลยีชั้นสูงเป็นหลัก

ขณะที่แรงงานในภาคอื่นๆ แม้ 5 เดือนแรก ภาคการเกษตรและประมงจะปรับลดลงไป 519,000 คน เพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่เชื่อว่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว เพราะในครึ่งปีหลังเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและสินค้าเกษตรเริ่มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน น่าจะทำแรงงานภาคการเกษตรปรับเพิ่มได้ ส่วนแรงงานภาคบริการและท่องเที่ยว ยังเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การค้า และรับเหมาก่อสร้าง ที่เพิ่มได้ดีในครึ่งปีแรกและน่าจะขยายตัวต่อไปตามการเติบโตของการท่องเที่ยว และการลงทุนของภาครัฐ ที่มีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ด้านนายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 3% โดยมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ จะกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ในช่วงการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งหากการลงมติผ่านพ้นไปด้วยดีจะเป็นปัจจัยบวกเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติได้ โดยเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่หากไม่เป็นไปตามคาดหมาย จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง การบริโภคในประเทศซบเซากว่าเดิม.

แห่ออกหุ้นกู้ทะลัก 6 แสนล้าน ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่ากู้แบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662362

 

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าปีนี้มูลค่าการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนจะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 600,000 ล้านบาท จากครึ่งแรกของปี 2559 มีมูลค่าที่ออกหุ้นกู้แล้ว 311,747 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54% จากปีที่แล้วทั้งปีมีมูลค่าการออกหุ้นกู้ทั้งสิ้น 579,085 ล้านบาท เนื่องจากยังมีบริษัทเอกชนที่ต้องออกหุ้นกู้ทดแทนหุ้นกู้เดิมที่หมดอายุ ขณะที่มีบริษัททั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้เงินเพื่อเข้าซื้อกิจการ รวมทั้งธุรกิจสื่อสารและพลังงานทดแทนที่ต้องการเงินทุนเพื่อมาลงทุนในกิจการเพิ่มเติม โดยการออกหุ้นกู้ในช่วงนี้ มีต้นทุนที่ถูกกว่าการกู้เงินธนาคาร ที่มีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ประมาณ 7% ขณะที่การออกหุ้นกู้เรทติ้ง BBB จะอยู่ที่ 3.86%

น.ส.อริยายังกล่าวต่อถึงกระแสเงินทุนต่างประเทศว่า ในช่วงครึ่งปีแรกมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ทั้งสิ้น 113,218 ล้านบาท ส่วนใหญ่เข้ามาซื้อในตราสารหนี้ระยะสั้นมากถึง 74,714 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนมองว่าผลตอบแทนเฉลี่ยตราสารหนี้ระยะสั้นไม่ต่างจากระยะยาวมากนัก แต่เชื่อว่าเงินที่เข้ามาในตราสารหนี้ระยะสั้นเมื่อหมดอายุหรือขายออก จะไม่กระทบต่อค่าเงินบาทไทยเพราะจำนวนการถือครองทั้งหมดยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต หรือมีอยู่เพียง 710,000 ล้านบาท จากช่วงปี 2556 ที่อยู่ในระดับ 850,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าหลังจากนี้ เงินทุนจะไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับค่าเงินบาท ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงเป็นบวก ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งจากการออกไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่การเลือกตั้งจะมีกองทุนเข้ามาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในไทยมากขึ้น.

เอกชนอ้อนรัฐภาษี 0% บัสไฟฟ้า แลกเสนอแผนลงทุนผลิตในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662359

 

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยหลังการหารือกับกรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ ว่าผู้ประกอบการได้เสนอขอนำเข้ารถบัสไฟฟ้า เพื่อนำร่องทดลองตลาดจำหน่ายในประเทศไทย โดยขอให้กระทรวงการคลังยกเว้นภาษีนำเข้าให้เหลือ 0% แลกกับการที่ผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้า จะได้เสนอแผนการลงทุนผลิตรถบัสไฟฟ้าในประเทศไทย โดยคาดว่าแต่ละค่ายรถยนต์ที่ต้องการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ดังกล่าว จะใช้เงินลงทุนขั้นต่ำรายละ 10,000 ล้านบาท ซึ่ง สศอ.จะเสนอเรื่องดังกล่าวให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป

นายศิริรุจกล่าวว่า ผู้ประกอบการได้ยืนยันว่า หากกระทรวงการคลังเห็นชอบตามข้อเสนอก็จะทำให้ประเทศไทยมีรถบัสไฟฟ้า ที่จะนำมาเป็นรถโดยสารสาธารณะได้ตามกำหนดเวลาที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นภายในเดือน พ.ย.นี้ โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กำลังจัดทำรายละเอียดการจัดซื้อรถบัสไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้งานเป็นรถเมล์ของ ขสมก. ขณะที่ผู้แทนของกระทรวงพลังงาน ได้แจ้งให้ทราบว่า ปตท.จะใช้งบประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อจัดทำสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ดังกล่าว คาดว่าจะก่อสร้างได้จำนวน 20 แห่ง.

ดัชนีเศรษฐกิจ 13/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662289

 

เคลียร์ดราม่า “พร้อมเพย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662357

 

นางฤชุกร สิริโยธิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คัดค้านระบบพร้อมเพย์ว่า ธปท.ได้เข้าพบนายบวรศักดิ์แล้ว ซึ่งท่านเข้าใจแล้วว่าระบบพร้อมเพย์ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นทางเลือกหนึ่งในการรับหรือโอนเงิน อีกทั้งมีพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 154 กำหนดบทลงโทษพนักงานนำข้อมูลลูกค้าเปิดเผย อย่างไรก็ตาม นายบวรศักดิ์ฝากว่าถ้ามีโอกาสควรผลักดันกฎหมายดูแลข้อมูลส่วนบุคคล (Data privacy law) เพื่อเป็นประโยชน์ดูแลข้อมูลครอบคลุมทุกภาคส่วนด้วย

“ธปท.ไม่ได้หนักใจเรื่องนี้ เข้าใจว่าเป็นช่วงวิวัฒนาการของระบบชำระเงิน ถือเป็นการเดินหน้านโยบายระบบชำระเงิน จึงอาจมีคำถาม ข้อสงสัย และความไม่เคยชินต่างๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าเรื่องที่ทำอยู่เป็นประโยชน์พร้อมจะผลักดันต่อไป”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปริมาณธุรกรรมบริการทางการเงินผ่านมือถือ (Mobile Banking) เติบโตค่อนข้างมาก จึงมองว่าบริการพร้อมเพย์จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งช่วยคนโอนเงินได้ค่าธรรมเนียมถูกลง ซึ่งค่าใช้จ่ายโอนเงินระหว่างบุคคลสูงสุดไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ และไม่ได้จำกัดจำนวนครั้งการโอน ขณะที่ผู้ที่ได้รับเงินก็มีความสะดวกมากขึ้นไม่ต้องทำธุรกรรมผ่านสาขาธนาคาร ปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนใช้บริการพร้อมเพย์ทั้งสิ้น 9.7 ล้านราย ซึ่งจำนวน 8.1 ล้านรายเป็นการลงทะเบียนใช้บัตรประชาชน และที่เหลืออีก 1.6 ล้านรายใช้หมายเลขโทรศัพท์ผูกกับบัญชีเงินฝาก.

ปลดล็อกTIER3 ประมงไทยสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661559

 

ปี 2557 ประเทศไทยถูกลดระดับ อยู่บัญชี 3 หรือ TIER3 ด้วยสถานการณ์ค้ามนุษย์ที่ย่ำแย่ทั้งเป็นต้นทาง ปลายทาง และทางผ่าน หนำซ้ำยังไม่มีความพยายามพอในการแก้ไข

วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้กลางปี 2559 เราได้ถูกปลดล็อกจากระดับต่ำสุด …จริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) บอกว่า ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเราถูกปรับมาเป็นระดับที่ดีขึ้น

หมายถึงว่า…ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการจัดการแก้ไขปัญหาการต่อต้านการ “ค้ามนุษย์” ในสายตาของโลกถือว่าเราได้พยายาม แก้ไขปัญหาดีขึ้น

“ตลาดอเมริกา” ของอุตสาหกรรมประมงไทยใหญ่กว่า “ตลาดอียู” …ช่วงก่อนปี 2553 เราเป็นผู้นำการส่งออกอุตสาหกรรมประมงไทยไปอเมริกาเป็นที่หนึ่ง…สัดส่วนสูงมาก พอเราถูกรายงานและปรับมาเป็นระดับของ TIER2 เฝ้าระวังฯ ตั้งแต่ปี 2553-2556 ก็มีการส่งออกได้น้อยลง …ปี 2557-2558 เราปรับมาเป็น TIER3 ยิ่งลดลง เป็นปัจจัยกระทบภายนอกที่กระทบต่อเนื่องเป็นแรงบวกเสริมกับปัจจัยภายใน

“อย่าลืมว่าช่วงปี 2553 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเองค่อยๆซบเซาลง ช่วงสี่…ห้าปีค่อยๆซบเซาแล้วก็ค่อยๆฟื้นตัวช้าๆ แต่สินค้าอุตสาหกรรมประมงเป็นสินค้าที่เป็นผู้บริโภคระดับรายได้สูง พอเศรษฐกิจโลก…เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าอย่างอเมริกามีปัญหา ความต้องการบริโภคก็ลดลง”

ประเด็นถัดมา…พอติดปัญหารายงานการค้ามนุษย์จัดลำดับประเทศไทย ทำให้ในสายตาผู้บริโภคประเทศอเมริกาอาจจะมองว่าประเทศไทยผลิตสินค้าประมงที่ใช้แรงงานทาส แรงงานเด็ก ขัดกับสิทธิเสรีภาพ

ต้องยอมรับว่า…นี่คือปัจจัยกระทบที่สำคัญ เมื่อบวกกับปัจจัยภายในของเราเอง อุตสาหกรรมประมงเจอปัญหา “โรคตายด่วน” ก็ยิ่งกระทบหนัก …ไม่มีผลผลิตเพียงพอที่จะป้อนตลาดโลก

จริยา บอกว่า อุตสาหกรรมประมงที่เราส่งออกมี 2 สินค้าหลัก คือ สินค้ากุ้ง…ผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูป ทั้งกุ้งปรุงแต่ง แช่เย็น แช่แข็ง กับทูน่ากระป๋อง ตลาดอเมริกาสัดส่วนใกล้เคียงกันมาก…กุ้งแปรรูปอยู่ที่ 52% ทูน่าอยู่ที่ประมาณ 48% แต่ที่โดดเด่นคือกุ้งแปรรูป ทั้งแช่เย็น แช่แข็ง และปรุงแต่ง เพราะเป็นตลาดที่เราบุกเบิกมานาน

เงื่อนปัญหาใหญ่ IUU Fishing…การทำประมงผิดกฎหมาย ไร้การควบคุม กระทบกระบวนการผลิตในประเทศ ทั้งการจับ การเพาะเลี้ยงในประเทศ กระบวนการจับก็คือจับโดยผ่านเรือประมง แต่กระบวนการเลี้ยงก็คือการเพาะเลี้ยงซึ่งต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัญหาทั้งภายใน…ภายนอกบวกกันทำให้ปริมาณการส่งออกเราลดลง

คำถามมีว่า…นับต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ระดับถูกปรับดีขึ้น ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าอาจถูกลดอีก?

จริยา มองว่า ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจไทยที่ทำอุตสาหกรรมประมงมีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เรามีธุรกิจประมงซึ่งทำธุรกิจประมงทั้งนอกน่านน้ำ ธุรกิจประมงเพาะเลี้ยงในประเทศและเพาะเลี้ยงในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม เราก็ลงทุนในเรื่องของการเพาะเลี้ยงกุ้ง

“เราค่อนข้างจะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงก็ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย แถมยังเป็นเกษตรที่มีทักษะสูง ตั้งแต่โรงเพาะฟักกุ้ง…ในกระบวนการผลิตสินค้ากุ้ง 94 เปอร์เซ็นต์ คือกุ้งขาวแวนนาไม และ 6 เปอร์เซ็นต์คือกุ้งกุลาดำ สัดส่วนบริโภคในประเทศ 10 เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกทั้งเป็นวัตถุดิบ…แปรรูป”

ศักยภาพภาคการผลิต กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามจะแก้ปัญหาโดยร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องของศูนย์พัฒนาวิจัยพันธุ์กุ้งขาว มีโครงการรวมพลังยับยั้งโรคตายด่วนของกุ้ง…ร่วมกันทำระบบการจัดการเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดระบบการเลี้ยงใหม่ ตั้งแต่การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้ง…ไปจนถึงตลาดกุ้ง

จุดสำคัญ…คือ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อตอบโจทย์เรื่องของมาตรฐาน ตั้งแต่ปลายทาง ผู้บริโภคต่างประเทศตรวจย้อนกลับมาได้ผ่านคิวอาร์โค้ด จะรู้เลยว่ามาจากฟาร์ม…โรงเพาะเลี้ยงไหน

“ถ้าเราก้าวขึ้นจากเทียร์สาม ซึ่งต่ำสุดแล้วไปเทียร์สอง…เฝ้าระวัง ก็น่าจะเพิ่มโอกาสมากขึ้นในปี 2559…ปี 2560 ผลผลิตประมงไทยจะกลับไปที่อเมริกาอีกประมาณสักหนึ่งแสนตัน มูลค่าราวสองหมื่นล้าน”

ปกติแล้วก่อนที่จะเป็น TIER3 อุตสาหกรรมประมงไทยส่งไปอเมริกาเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2553-2556 อยู่ที่ 3.3 แสนตัน มูลค่า 6.5 หมื่นพันล้านบาท …เป็นที่หนึ่งมีสัดส่วนเกือบ 20% จากความต้องการ 2 ล้านตัน ตอนนี้…ค่อยๆลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ เหลือประมาณสัก 1.6 ล้านตัน

ปี 2558 ไทยส่งออกเหลือ 13% ขณะที่อินเดียมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาก็คืออินโดนีเซีย อันดับสามคือเอกวาดอร์ อันดับสี่คือเวียดนาม อันดับห้าคือไทย เมื่อปลดล็อกแล้วก็หวังว่าน่าจะเป็นอันดับที่ 4, 3, 2 ต่อไปในอนาคต…ถ้าแก้ปัญหาทั้งสองเรื่องได้ ทั้งตลาดอียูและอเมริกาขยับกลับไปลำดับที่ 1 คงไม่ไกลเกินเอื้อม

ทำความเข้าใจอีกสักครั้งกับการจัดระดับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking In Persons Report: TIP …ระดับ TIER1 ก็คือประเทศที่ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของสหรัฐฯ…ระดับ TIER2 ก็คือประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายสหรัฐฯ

ซึ่งจะแยกย่อยไปอีก ระดับ TIER2 เฝ้าระวัง…ก็คือไม่ดำเนินการตามมาตรฐานขั้นต่ำแล้วก็ยังมีเหยื่อค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น โดยไม่มีหลักฐานในการพยายามแก้ไข

แล้วก็มาถึงระดับต่ำสุด TIER3 ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของสหรัฐฯ และสหรัฐฯอาจพิจารณาระงับการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ

อย่างที่บอกไปแล้วว่า “ตลาดประมงสหรัฐฯ” สำคัญกับอุตสาหกรรมประมงไทยไม่น้อย เป็นตลาดหลักเก่าแก่ดั้งเดิมมานาน มีกลุ่มผู้บริโภคประมาณ 500-600 ล้านคน…คงไม่ต้องถามว่าสำคัญไหม?

“อเมริกาคือตลาดใหญ่ของเราในอดีต และ…ปัจจุบันก็เป็นตลาดใหญ่อันดับหนึ่ง รองลงมาคือสหภาพยุโรป แล้วก็ตะวันออกกลาง ถ้าเราปลดล็อกตลาดใหญ่ซึ่งเป็นตลาดที่มีอำนาจ มาตรฐานสูงได้ เท่ากับว่าเราเปิดทางไปยังตลาดอื่นๆทั่วโลกได้หมดเลย เหมือนกับว่า…เราก้าวข้ามที่สูงไปแล้ว”

เพราะฉะนั้นการตอบโจทย์อเมริกาได้เท่ากับว่าเราตอบโจทย์ประเทศอื่นๆทั่วโลกได้หมดเลย…ในการส่งออกอุตสาหกรรมประมงไทย

ปัญหาเรื่องของการจัดระดับ TIER หรือ IUU Fishing เป็นปัญหาภายนอกประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีมาตรฐานของเขาเอง…เป็นเรื่องที่เราต้องปรับตัว เพราะไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิด เราต้องค้าขายกับต่างประเทศ ที่สำคัญคือ…เรื่องของการพัฒนาศักยภาพของกระบวนการผลิตในประเทศเราเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

หมายความว่า…ไม่ต้องมีคนอื่นมาฟ้องร้องเรา แต่ให้เราผลิตในกระบวนการมาตรฐานของเราเองอย่างน้อยคนในประเทศปลอดภัย เรื่องของการบริโภคหรือกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม…ต้องบริโภคที่ไหนก็ได้กับคนไหนก็ได้ คนในประเทศไทยบริโภคก็ปลอดภัย คนต่างประเทศก็ปลอดภัย มาตรฐานเดียวกัน

เรื่องต่อมา…ถ้าเจอปัญหาก็เป็นกรณีเฉพาะรายไปที่ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าเกิดจากการกระทำที่คลาดเคลื่อนหรือระบบผิดพลาดของหน่วยใด ธุรกิจใด ฟาร์มใด เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ถึงต้นตอไม่ให้ลุกลามบานปลาย…ถ้าระบบดีแล้ว ทุกปัญหาย่อมจัดการได้ จริยา สุทธิไชยา รองเลขาฯ สศก.ฝากว่า

“อุตสาหกรรมประมง” หรือ “อุตสาหกรรมเกษตร” ประเทศไทยจะสดใส ต้องพัฒนาศักยภาพไปเรื่อยๆ…พยายามกระจายตลาดเท่าที่จะมากได้ ไม่พึ่งตลาดใดตลาดหนึ่งเพราะมีความเสี่ยง.

ตลท.จับมือ ‘SPCG-โฮมโปร’ ชวน ปชช.ติดตั้งโซลาร์รูฟเสรี ช่วยโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 02:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662264

 

ตลท.จับมือ “SPCG-โฮมโปร” ชวน ปชช.ติดตั้งโซลาร์รูฟเสรี เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นเครื่องผลิตเงิน ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ช่วยชาติมั่นคงพลังงาน และช่วยลดโลกร้อน…

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียนอินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บริษัทเอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) และบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนา “ลดรายจ่ายฝ่าวิกฤติ กับโซลาร์ รูฟ เสรี” เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน ในการเตรียมตัวผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟท็อป) แบบเสรี 100 เมกะวัตต์ พร้อมขายให้กับรัฐบาลทันทีที่ประกาศเริ่มโครงการ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมสัมมนาอย่างคับคั่ง

นายอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 2 บริษัทร่วมมือกันจัดงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทเอสพีซีจี ทำธุรกิจโซลาร์ฟาร์มจนประสบความสำเร็จ ส่วนโฮมโปร เป็นบริษัทจดทะเบียนหลักทรัพย์มานาน มีผลประกอบการดีเด่นติดท็อป 50 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งสินค้าที่สองบริษัทนำมาเสนอต่อลูกค้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและทำประโยชน์ให้สูงสุด เราอยากชวนประชาชนให้เปลี่ยนหลังคาบ้าน จากเดิมแค่กันฝนกันแดด มาเป็นทรัพย์สินที่มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถรับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วสร้างพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในอนาคต เพราะในอีก 5 ปีการใช้พลังงานฟอสซิลจะลดลงเรื่อยๆ


สัมมนา

ด้าน น.ส.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการใหญ่บริษัท เอสพีซีจี กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเป็นโมเดลของโลก เพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจึงสามารถผลิตพลังงานได้มากที่สุด เราต้องเอาความได้เปรียบตรงนี้มาทำประโยชน์มากที่สุด หากใครเข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถประหยัดเงินในกระเป๋า และมีรายได้เพิ่มจากการขายไฟให้กับรัฐด้วย ทั้งนี้ นโยบายโซลาร์รูฟเสรี โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้อนุมัติหลักการรับซื้อไฟนำร่องเพื่อทดลอง 100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 50 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 50 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าแต่ละแห่งจะรับซื้อไฟฟ้าจากที่อยู่อาศัย 10 เมกะวัตต์ รายละไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ และอาคาร 40 เมกะวัตต์ รายละไม่เกิน 1,000 กิโลวัตต์ ประชาชนสามารถขอผลิตไฟและส่งเข้าร่วมกับการไฟฟ้าได้ทันที

น.ส.วันดี กล่าวว่า บริษัท เอสพีซีจีใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทเคียวเซร่าจากญี่ปุ่น เพราะคุณภาพยอดเยี่ยม รับประกันการใช้งาน 25 ปี และหากมีปัญหาสามารถเคลมได้ ซึ่งเราต้องเตรียมพร้อมเพราะมีจำนวนจำกัดคือไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ และต้องเป็นผู้ใช้ไฟประเภทที่ 1 คือบ้าน โดยสิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมพร้อมคือ สถานที่ต้องมีหลังคาที่เหมาะสมแข็งแรงไม่มีเงา บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน โฉนดที่ดิน ภาพถ่ายบ้าน 3D และภาพที่เป็นจริง โดยเรามีทีมงานจัดเตรียมให้ลูกค้าครบถ้วนเพื่อสะดวกต่อการยื่นต่อรัฐทันทีที่ประกาศใช้โครงการ คาดว่าจะเปิดให้ผู้สนใจยื่นเสนอขายได้ในเร็วๆ นี้ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกที่ลงนามในสัญญาแล้วจะต้องเชื่อมต่อระบบภายในเวลาที่กำหนดแต่ไม่เกินวันที่ 31 ม.ค. 2560


คนสนใจร่วมฟังจำนวนมาก

ด้าน นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ โฮมโปรฯ กล่าวว่า ปัจจุบันโฮมโปรมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อใช้ไฟฟ้าเอง 11 สาขาที่ขายให้กับรัฐบาล โดยล่าสุดสาขาชัยพฤกษ์ผลิตใช้เองได้ไฟเดือนละ 36,000 กิโลวัตต์ ประหยัดค่าไฟเดือนละ 1.4 แสนบาท สามารถคืนทุนได้ภายใน 7 ปี ยังไม่คิดที่รัฐบาลช่วยหักค่าใช้จ่าย 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม โฮมโปรได้ติดตั้งแผงจากหลายบริษัท แล้วเห็นว่าแผงของเคียวเซร่าผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากที่สุดคือ 268.7 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตร 1 แผงผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริง 4.16 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ดีกว่ายี่ห้ออื่น 14 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเลือกใช้ยี่ห้อนี้ขายให้กับประชาชนโดยเลือกแผงที่อายุยาว และความเชื่อมั่นเป็นหลัก และได้มีโอกาสไปดูการผลิตถึงโรงงานที่ญี่ปุ่น เห็นกระบวนการผลิตแล้วยิ่งมีความเชื่อมั่น และเตรียมติดตั้งเพื่อใช้ไปเองอีก 10 สาขาในปีนี้

‘นครชัยแอร์’ เสริมรถวันละ 380 เที่ยว ช่วงหยุดยาวเข้าพรรษา กระตุ้น ศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 00:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662259

 

“นครชัยแอร์” หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาวเทศกาลเข้าพรรษา จัดเสริมรถ เพิ่มเที่ยววิ่งวันละ 380 เที่ยวต่อวัน รวมช่องทางการจองตั๋ว ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของนักเดินทาง…

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน นครชัยแอร์ มีรถโดยสารทั้งหมด 389 คัน เปิดให้บริการเดินรถ 34 เส้นทาง โดยบริษัทฯ ได้เตรียมอำนวยความสะดวก และสร้างความปลอดภัยในการเดินทางแก่ลูกค้าประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาไปร่วมทำบุญกับครอบครัว และออกไปท่องเที่ยวตามจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ที่ทางรัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันหยุดพิเศษช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 16–20 ก.ค.59

ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย และในช่วงปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศตั้งแต่ต้นปี ทำให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่อาจเพิ่มขึ้น บริษัทฯ เพิ่มเที่ยววิ่งจากปกติ 340 เที่ยว เป็น 380 เที่ยวต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 รองรับผู้ใช้บริการเฉลี่ย 10,000 คนต่อวัน

สำหรับลูกค้าสามารถเลือกทำรายการจองตั๋วล่วงหน้าก่อนการเดินทางได้ที่ในช่องทางต่างๆ ของนครชัยแอร์ เช่น ผ่านบริการ “NCA Social Booking” (Line@ และ Facebook), แอพพลิเคชั่น “NCA Mobile”, เว็บไซต์นครชัยแอร์, เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วทุกสาขาหรือช่องทางอื่นๆ ของนครชัยแอร์ได้ตามปกติ และเพื่อเป็นการคืนกำไรให้ลูกค้า บริษัทฯ เปิดให้สมัครสมาชิก Go card ฟรี ผ่านแอพพลิเคชั่น “NCA Mobile” ถึงวันที่ 31 ธ.ค.59

นางเครือวัลย์ ยังกล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการแบ่งเบาความหนาแน่นของจราจรในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา นครชัยแอร์ ได้จัดเตรียมพื้นที่การรับส่งผู้โดยสาร ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ ถนนกำแพงเพชร 2 แทนสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิตที่มักมีความแออัด โดยบริษัทฯ ได้จัดคิวรถ Taxi, รถตู้เชื่อมต่อไปยังที่ต่างๆ เป็นการอำนวยความสะดวกของลูกค้าอีกทาง.

พาณิชย์พบบริษัทเข้าข่ายนอมินีอีก 15 ราย ใน 9 จว. จ่อลงดาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2559 22:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662226

 

พาณิชย์ พบบริษัทเข้าข่ายนอมินีอีก 15 ราย เตรียมลงดาบ ขณะที่ยอดขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่เดือน มิ.ย.เฉียด 6,000 ราย คาดครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้นอีก หลัง ก.ม.หลักประกันทางธุรกิจมีผลบังคับใช้ ทำให้ SME-สตาร์ตอัพมีเงินทำธุรกิจมากขึ้น

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนธุรกิจเดือน มิ.ย.59 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจมายื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ทั่วประเทศรวม 5,916 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 36% ส่วนในช่วงครึ่งปีแรก (เดือน ม.ค.-มิ.ย.) อยู่ที่ 31,792 ราย เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขายส่งเครื่องจักร ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ

ขณะที่นิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกในเดือน มิ.ย.59 มีจำนวน 1,392 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 43% โดยกิจการที่เลิกสูงสุดคือ ธุรกิจค้าสลากที่มีจำนวน 139 ราย หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั้งหมดในเดือน มิ.ย. ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เลิกเนื่องจากธุรกิจไม่ได้ประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะเพิ่มมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) และผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (สตาร์ตอัพ) ขอสินเชื่อทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยสามารถนำทรัพย์สิน เครื่องจักร สินค้าคงคลัง ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น มาเป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ และขณะนี้ กรมฯ ได้เปิดให้สถาบันการเงินนำสัญญาขอสินเชื่อ โดยใช้หลักประกันทางธุรกิจมาจดทะเบียนแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นด้วย

“ตั้งแต่วันที่ 4-11 ก.ค.59 มีผู้มายื่นขอจดทะเบียนหลักประกันธุรกิจแล้ว 38,200 คำขอ ยอดเงินกู้รวม 162,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ 96% เอาสมุดบัญชีธนาคาร (Book Bank) มาเป็นหลักประกันเงินกู้ ที่เหลืออีก 4% เป็นสินค้าคงคลัง มูลค่า 3,241 ล้านบาท เครื่องจักร 3,115 ล้านบาท รถยนต์ 3,318 ล้านบาท และลูกหนี้ 38 ล้านบาท”

นางสาวผ่องพรรณ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ค.59 กรมฯ ได้เพิกถอนทะเบียนบริษัทอีก 2 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท เนเชอรัล เบย์ รีสอร์ท จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ต ที่ จ.พังงา 2.บริษัท เซียนชาบู ชาบู จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับภัตตาคารและร้านอาหาร ที่ จ.ภูเก็ต จากก่อนหน้านี้ได้เพิกถอนไปแล้ว 13 บริษัท รวมเป็น 15 บริษัท จากทั้งหมด 17 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัท ทรานลี่ ทราเวิล จำกัด โดยทั้ง 2 บริษัทใหม่นี้ มีนายกฤชกร รุ่งมงคลนาม ซึ่งสวมสิทธิ์บัตรประชาชนคนไทย ทั้งที่ตนเองไม่ได้มีสัญชาติไทย เป็นผู้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยนายกฤชกร ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีแล้วหลายข้อหา ทั้งใช้บัตรประชาชนปลอม เป็นคนต่างด้าวทำธุรกิจต้องห้ามในไทย เป็นต้น

“ตั้งแต่ปี 58 กรมฯ มีแผนตรวจสอบนอมินี หรือกรณีคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อให้ประกอบธุรกิจต้องห้าม หรือธุรกิจที่ต้องขออนุญาตโดยไม่ต้องขออนุญาต ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ใน 10 จังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดตรวจไปแล้ว 9 จังหวัด รวม 327 ราย พบว่า เข้าข่ายนอมินี 15 ราย แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหาร 11 ราย ท่องเที่ยว 2 ราย ขายของที่ระลึก 1 ราย และเช่ารถ 1 ราย ซึ่งในเดือน ก.ค.นี้ จะประสานกับตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบในกรุงเทพฯ”.