เปิดลงขันพัฒนาสนามบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661302

 

นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยถึงแผนการบริหารจัดการท่าอากาศยานภูมิภาค 28 แห่ง ว่า กำลังทบทวนผลการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 3 เดือน เบื้องต้นจะพิจารณาแนวทางเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบของพีพีพี ท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าจะนำสนามบินกระบี่ซึ่งเป็น 1 ใน 28 แห่งของสนามบินที่กรมท่าอากาศยานกำกับดูแลมานำร่อง เพราะมีศักยภาพสูงสุด คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในอีก 10 ปีข้างหน้า ส่วนสนามบินที่เหลืออีก 27 แห่ง อยู่ระหว่างวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยจ้างการศึกษาก่อนหน้านี้ เช่น อุบลราชธานี อุดรธานี และขอนแก่น เป็นต้น จะพิจารณาวางแผนการพัฒนาสนามบินเหล่านี้ ส่วนกลุ่มที่มีปริมาณเที่ยวบินน้อย จะกำหนดให้เป็นท่าอากาศยานเพื่อให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เน้นใช้เงินงบประมาณในการพัฒนาและปรับปรุง ส่วนรายละเอียดที่ชัดเจนจะสรุปผลอีกครั้ง

“ผมมั่นในว่าสนามบินกระบี่จะมีเอกชนสนใจเข้ามาร่วมลงทุน เพราะเป็นสนามบินที่มีศักยภาพและคุ้มค่าการลงทุนมากสุด ขณะที่กรมท่าอากาศยานจะทำหน้าที่การกำกับดูแลและควบคุมเรื่องมาตรการของสนามบิน”.

ททท.ระทึก 2 ปัจจัยเสี่ยง ลดรายได้ไทยเที่ยวไทย 9.5 แสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661299

 

เผย “คลัง” จ่อเสนอ ครม.ลดหย่อนภาษีค่ารับประทานอาหาร ซื้อสินค้าโอทอป ในช่วงวันหยุด 12 ส.ค.นี้ ขณะที่บอร์ด ททท.ไม่กล้าเสี่ยง อนุมัติ ให้ปรับลดรายได้คนไทยเที่ยวในประเทศจาก 1 ล้านล้านบาท ลงเหลือ 9.5 แสนล้านบาท เพราะมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (บอร์ด ททท.) ได้มีมติให้ ททท.ปรับลดเป้าหมายการทำงาน การกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศปี 2560 ที่นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เสนอในระหว่างการประชุม เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการหรือแผนการตลาด ททท.ปี 2560 ที่จะให้เป็นปีแรกที่เป้าหมายรายได้ จากคนไทยเที่ยวในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย มีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ให้ลงมาเหลือ 950,000 ล้านบาท เนื่องจากกังวลว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่สามารถทำได้ จากปัจจัย 2 เรื่อง คือ เศรษฐกิจในประเทศ และด้านการเมืองที่ปี 2560 อาจมีความไม่แน่นอน หลังมีการเลือกตั้ง

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า บอร์ด ททท.ได้แนะนำให้การจัดทำแผนเน้นความสำคัญของการปรับโครงสร้างนักท่องเที่ยวให้เป็นกลุ่มคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ ททท.เตรียมเปิดโครงการ “ท้าเที่ยวข้ามภาค” โดยการ “ขอท้า” ให้คนไทยออกไปเที่ยวข้ามภาค ไปสัมผัสกับความแตกต่างของแต่ละท้องถิ่น เจาะตลาดนักท่องเที่ยว 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่ม GEN Y คือการท้าลุยข้ามภาค ไปท้าพิสูจน์ของดีของเด็ดในภาคต่างๆ หรือท้าคนฝั่งทะเลข้ามมาปีนภูเขา ท้าเด็กดอยไปโต้คลื่นทะเลที่ภาคใต้ กลุ่ม Women คือท้าให้เที่ยวข้ามภาค ออกไปใช้เวลาคุณภาพกับตัวเอง เที่ยวข้ามพื้นที่ไปช็อปใช้ชีวิตซิคๆเก๋ๆไม่เหมือนใคร กลุ่ม Silver Age คือท้าก๊วนรุ่นใหญ่ หัวใจวัยสะรุ่น ใช้ชวนเดอะแก๊งออกไปซิ่ง ข้ามภาคยกก๊วน ก๊วนบุญ ก๊วนกอล์ฟ เรียกว่าเที่ยวจนลืมวัย โดยทุกกลุ่มของตลาดในประเทศ การวัดผลด้านการท่องเที่ยว และการทำตลาด จะดูจากจำนวนวันพำนัก และกิจกรรมต่างๆ เพื่อทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ 950,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปี 2560 ททท.จะต่อยอดความสำเร็จกับ 2 โครงการจากปี 2559 กับโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด พลัส และขอท้าคนไทยให้เที่ยวข้ามภาค ไปเที่ยวในวันธรรมดาน่าเที่ยว พลิกวันว่างให้เป็นวันเศรษฐกิจ โดยร่วมจับมือกับพันธมิตร ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เสนอขายแพ็กเกจราคาพิเศษในวันธรรมดา สำหรับการทำตลาดต่างประเทศ ปี 2560 ททท.มองว่ายังคงเติบโตได้ดี ตั้งเป้าให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 1.89 ล้านล้านบาท รวมทั้งสิ้นปี 2560 มีรายได้ด้านการท่องเที่ยวรวม 2.84 ล้านล้านบาท

“ผมทราบมาว่าในปีนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี ออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นในช่วงวันหยุด 12 ส.ค.นี้ โดยให้นำใบเสร็จที่เป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ใช้รับประทานอาหารในร้านอาหาร มาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มเติมเรื่องการใช้จ่ายสินค้าโอทอปด้วย”.

22 บริษัทโรดโชว์สิงคโปร์-สหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661297

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง 6 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 19.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละ 11,758 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยของทั้งตลาด ที่วันละ 46,669 ล้านบาท คิดเป็น 25.2% หรือเพิ่มจาก 22.2% ของปีที่ผ่านมา มูลค่าซื้อขายสะสมของนักลงทุนต่างประเทศ ครึ่งปีแรกเป็นการซื้อรวม 35,978 ล้านบาท และเมื่อครึ่งปีแรกตลาดหุ้นไทยก็สามารถให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในเอเชีย

ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงจะจัดเดินสายจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพ มีโอกาสนำเสนอข้อมูลและพบนักลงทุนต่างประเทศ โดยการไปโรดโชว์ฮ่องกงและญี่ปุ่นเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีมาก เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่มีผลประกอบการในระดับที่ดี
สำหรับแผนโรดโชว์เดือน ก.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส จำกัด (ประเทศไทย) จัดงาน “Thailand Corporate Access Day” พบผู้ลงทุนสถาบันที่ประเทศสิงคโปร์ วันที่ 12 ก.ค.นี้ เพื่อนำเสนอข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย และศักยภาพการเติบโต ในการดำเนินธุรกิจของ 11 บจ.ขนาดกลาง รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด รวมกัน 570,000 ล้านบาท และวันที่ 18-21 ก.ค.ได้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง จำกัด (ประเทศไทย) จัดงาน “SET US Roadshow: Thailand Conference 2016” พบผู้ลงทุนสถาบันที่สหรัฐฯ เพื่อนำ บจ.ไทย 11 บริษัท ที่มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโต ไปโรดโชว์.

หุ้นสหรัฐฯ ขยับขึ้นตามตลาดโลก ‘S&P’ ทำนิวไฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661374

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันจันทร์ ตามตลาดทั่วโลก โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดทุบสถิติใหม่ โดยได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากรายงานจ้างงานสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 11 ก.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 80.19 จุด หรือ 0.44% ปิดที่ 18226.93 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 7.26 จุด หรือ 0.34% ปิดที่ 2137.16 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 31.88 จุด หรือ 0.64% ปิดที่ 4988.64 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดในวันจันทร์เป็นผลต่อเนื่องจากรายงานจ้างงานสหรัฐฯ ประจำเดือน มิ.ย. ซึ่งประกาศในวันศุกร์ที่ผ่านมา และปรากฏว่าตัวเลขดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าญี่ปุ่นจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังพรรคของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ชนะเลือกตั้งรัฐสภา

รากฐานความสำเร็จ 42 ปี ไทยโอบายาชิและก้าวใหม่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์กับ FYI Center

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 12 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656314

 

สำหรับ คุณสมพงษ์ จินตวงศ์วานิช กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของตึกระฟ้าหลายตึก รวมถึงโครงการล่าสุดอย่าง FYI Center มองว่าความสำเร็จของทุกสิ่งล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากการวางรากฐานที่ดีเป็นสำคัญ อาคารจะสำเร็จได้ ฐานรากก็ต้องแข็งแกร่ง องค์กรจะเติบโตได้ ก็ต้องอาศัยทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเป็นรากฐานที่มั่นคง

“ความสำเร็จของการเป็นผู้นำขององค์กรสำหรับผม คือการสามารถนำพาบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงในทุกสภาพการณ์ของเศรษฐกิจ ผมให้ความสำคัญเรื่องการสร้างผลงานที่มีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่เลือกวัสดุที่จะส่งผลต่อคุณภาพงาน เวลาในการส่งมอบ ไปจนถึงเรื่องงบประมาณที่ต้องอยู่ในงบประมาณซึ่งตกลงกันไว้ ไม่ลดคุณภาพงานเพื่อกำไร และที่สำคัญหากจะสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนแก่องค์กร ก็ต้องสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพราะคุณภาพของคนหมายถึงคุณภาพของงาน ซึ่งเป็นรากฐานของความสำเร็จในทุกด้าน”




กว่า 40 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่องค์กรด้วยการพัฒนาคุณภาพบุคลากร สะท้อนผ่านผลงานที่ประสบความสำเร็จมากมายของบริษัท รวมถึง FYI Center อาคารสำนักงานรูปแบบใหม่ ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นด้วยแนวคิดที่แข็งแกร่ง ผสานกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีทันสมัย


“ปกติแล้วอุปสรรคมักเป็นส่วนหนึ่งของงานก่อสร้าง แต่สำหรับโครงการ FYI Center กลับเป็นโครงการที่แทบจะไม่พบอุปสรรคเลย ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าของโครงการ (Owner) ให้ความสนใจและร่วมมืออย่างเต็มที่ เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นก็เข้ามาร่วมตัดสินใจว่าจะเดินไปในทิศทางใด สำหรับงานก่อสร้างนั้น สิ่งที่จำเป็นไม่น้อยไปกว่าแนวคิดและการออกแบบ ก็คือ ฐานรากที่แข็งแรง สำหรับอาคาร FYI Center เราให้ความสำคัญกับโครงสร้างหลักเป็นอย่างมาก โดยให้ความไว้วางใจกับสินค้าเอสซีจี (SCG) เนื่องจากมีคุณภาพดี ที่ผ่านมากว่า 99.9% ของโครงการที่เราสร้าง ก็ใช้คอนกรีตผสมเสร็จซีแพค (CPAC) เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพมาโดยตลอด ผมมองว่าสำหรับอาคารแล้ว ไม่ว่าจะออกแบบมาดีแค่ไหน ถ้าฐานรากไม่ดีก็ไม่ใช่อาคารที่ดี”


FYI Center จึงเป็นโครงการที่มีความโดดเด่นหลากหลายด้าน ทั้งการก่อสร้างที่ให้ความสำคัญกับฐานรากที่แข็งแกร่ง ไปจนถึงการเป็นอาคารยุคใหม่ที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการประหยัดพลังงาน และความปรารถนาที่จะเป็นพื้นที่ทำงานรูปแบบใหม่ที่ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ภายใต้แนวคิด For Your Inspiration


“ในฐานะผู้ที่รับผิดชอบในการก่อสร้าง ไทยโอบายาชิตั้งใจอย่างมากที่จะทำหน้าที่ในการถ่ายทอดแนวคิด และการออกแบบของ FYI Center ที่ต้องการเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานสำหรับผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่นี้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม เราจึงใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่การวางแผนออกแบบ ไปจนถึงงานก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกวัสดุและก่อสร้างฐานรากที่แข็งแกร่ง โดยเราเลือกใช้ปูนซีเมนต์งานโครงสร้าง เอสซีจี เพื่อให้มั่นใจว่า FYI Center เป็นตึกที่มีโครงสร้างแข็งแรง เป็นพื้นฐานในการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากการออกแบบสู่การเป็นอาคารทำงานสมัยใหม่ ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง


นอกจากนี้ FYI Center ยังเป็นโครงการที่สร้างมูลค่าให้กับทำเลในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของพื้นที่ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีและโดดเด่นขึ้น คนที่เข้ามาทำงานในอาคารนี้จึงรู้สึกได้ถึงความเป็น First Class Office Building รวมถึงการเข้าถึงได้สะดวก เนื่องจากติดกับ MRT และทางด่วน ทำให้โครงการได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ความโดดเด่นอีกประการของตัวอาคารก็คือ การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์พลังงาน FYI Center คือความมุ่งมั่นที่จะทำให้อาคารมีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ในระดับ LEED Gold ที่นอกจากจะให้ความสำคัญกับการออกแบบและวัสดุในการก่อสร้างแล้ว ก็ยังต้องเป็นอาคารที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ใช้อาคารด้วย

และแน่นอนว่าโครงการนี้จะทำให้คนที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจและมีความสุข นั่นเพราะเป็นการสร้างโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้เช่าเป็นสำคัญ ผมเชื่อว่าที่นี่จะกลายเป็นอีกย่านธุรกิจหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ย่านอื่นในกรุงเทพมหานคร”

ทำประกันรถชั้น 1 บริษัทไหนดี? เปรียบเทียบกันชัดๆ ที่ไหนประหยัด ที่ไหนคุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 12 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658431

 

ใครใช้รถยนต์มาสักระยะหนึ่ง คงจะเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า การตัดสินใจเลือกประกันรถยนต์นั้นยากขนาดไหน เพราะทุกคนต่างก็ต้องการประกันที่คุ้มค่ามากที่สุด และเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้งานของตนมากที่สุด แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้หลายๆ คนต้องเลือกแล้วเลือกอีก วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขออาสาเปรียบเทียบความคุ้มค่าของประกันรถยนต์ชั้น 1 ประจำปี 2559 ว่ามีเจ้าไหนที่น่าสนใจ และเหมาะสมกับพวกเรา ที่ต้องการประกันคุ้มค่าแต่ยังคุ้มครองอย่างเต็มที่ มาให้พิจารณากัน

แต่ก่อนที่ดูตารางเปรียบเทียบ มาทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ในการเลือกประกันรถยนต์กันก่อน เริ่มจากราคาหรือค่าเบี้ยประกัน ที่ต้องการันตีความคุ้มค่า ต่อมาคือไลฟ์สไตล์การใช้รถ เช่น ขับรถตลอดทั้งวัน หรือขับแค่ไปกลับที่ทำงาน สภาพของรถเองก็ต้องคำนึงถึงเช่นกัน เพราะจะมีผลต่อค่าเบี้ยประกัน รวมถึงความเสี่ยงในการใช้รถ เช่น เสี่ยงต่อการโจรกรรมหรืออยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดไฟไหม้หรือไม่ ในส่วนของประเภทประกันนั้น ใครที่ต้องการความคุ้มครองสูงสุด ครอบคลุมถึงกรณีรถหายไฟไหม้ และการเฉี่ยวชนโดยไม่มีคู่กรณี ก็เลือกใช้ประกันรถยนต์ชั้น 1 ได้เลยครับ

เมื่อเข้าใจปัจจัยต่างๆ แล้ว ตอนนี้มาดูกันว่า ประกันรถยนต์ชั้น 1 ของแต่ละบริษัท จะมีข้อดีหรือข้อเสียแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยเราขอเลือกเปรียบเทียบจากรถรุ่นยอดฮิต อย่าง Honda City รุ่น V+ ผลิตปี 2557 โดยกำหนดทุนประกันที่ 400,000 บาท ที่แต่ละเจ้ามีเป็นหลักซึ่งที่เราเลือกทุนประกันในจำนวนนี้ เพราะถือว่าเป็นทุนประกันที่ไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป

แต่ละเจ้านั้นจะคุ้มขนาดไหนดูจากตารางที่เรานำมาเปรียบเทียบกันได้เลยครับ


ตารางเปรียบเทียบราคาประกันชั้น 1 สำหรับรถฮอนด้าซิตี้ V+ รุ่นปี 2557
โดยสอบถามราคาจากคอลเซ็นเตอร์ของแต่ละบริษัท

จากตารางจะเห็นได้ว่า ประกันรถยนต์ของแต่ละบริษัทนั้นมีข้อดีแตกต่างกันไป แต่ถ้าจะเน้นเรื่องราคาเบี้ยประกัน ประกันรถเติมเงินไทยวิวัฒน์ นั้น โดดเด่นเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยเบี้ยประกันโดยเฉลี่ยที่ 11,000 บาทต่อปีเท่านั้น และยังให้ความคุ้มครองทุกด้านอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะอุบัติเหตุส่วนบุคคลและค่ารักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก ในกรณีชนกับยานพาหนะทางบกอีกด้วย

นอกจากเบี้ยประกันจะน่าสนใจแล้ว ประกันรถเติมเงินไทยวิวัฒน์ ยังเป็นประกันรถยนต์แนวคิดใหม่จากไทยวิวัฒน์ โดยออกแบบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถทุกคนที่ต้องการความคุ้มค่า และความยุติธรรมในการคุ้มครอง โดยระบบเติมเงินนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่การให้เจ้าของกรมธรรม์สามารถเลือกเปิดปิดความคุ้มครองได้ด้วยตัวเองผ่านแอพพลิเคชั่น เพียงเลื่อนปุ่มซ้ายขวาเพื่อเปิดหรือปิดง่ายๆ และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถแจ้งจุดเกิดเหตุ ผ่านระบบ GPS เพื่อให้การช่วยเหลือสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกดีๆ สำหรับคนชอบความคุ้มค่า และความสะดวกสบายเลยครับ

แต่ไม่ว่าประกันรถยนต์จะคุ้มค่า และถูกใจผู้ใช้รถยนต์อย่างเราแค่ไหน ก็อย่าลืมใส่ใจกับวินัยจราจรและมีสติทุกครั้งที่ขับรถกันด้วยนะครับ ที่สำคัญเลยเมาไม่ขับนะครับทุกคน 🙂

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ไทยวิวัฒน์ (www.thaivivat.co.th/campaign/prepaid) , (http://www.thaivivat.co.th)
วิริยะประกันภัย (http://www.viriyah.co.th/th)
ธนชาติประกันภัย (http://www.thanachartinsurance.co.th)
AXA (https://www.axa.co.th)
สินมั่นคงประกันภัย (http://www.smk.co.th)
กรุงเทพประกันภัย (http://www.bangkokinsurance.com)
Direct Asia (http://www.directasia.co.th)

ดัชนีเชื่อมั่นตลาดหุ้นเดือน ก.ย.พุ่งฉิว นักลงทุนไทย-ต่างชาติมั่นใจ กิจการรับเหมาก่อสร้างเด่นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661294

 

นายคเณศ วังส์ไพจิตร ผู้อำนวยการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า หรือในเดือน ก.ย.นี้ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 104.46 หรือเพิ่มขึ้น 11.75% เมื่อเปรียบเทียบจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนบุคคลและต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น 29% จากมุมมองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น ส่วนปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่น จะมาจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ ความผันผวนของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซน สำหรับ หมวดอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด คือ บริการรับเหมาก่อสร้าง ส่วนหมวดแฟชั่นเป็นอุตสาหกรรม ที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักร ในการออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ ของสหภาพยุโรปและทั่วโลกอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบของค่าเงินที่ผันผวนสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปที่เป็นคู่ค้าสำคัญๆของอังกฤษ ทำให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินลงทุน ไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ทองคำ

“ดังกล่าวส่งผลดีต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน โดยพบว่าเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมีปริมาณการซื้อและขาย ประมาณ 253,000 ล้านบาท และหากนับตั้งแต่เดือน เม.ย.ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. มีปริมาณการซื้อและขายอยู่ที่ 670,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติมีปริมาณการซื้อขายหุ้นไทยมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน คือประเทศไทยยังมีปัจจัยการเมืองที่สำคัญ คือการลงประชามติรัฐธรรมนูญในเดือน ส.ค. นี้ ขณะที่ยังต้องระมัดระวังความผันผวนของตลาดเงินโลกหลังจากนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยได้เปิดเผยผลการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในปีนี้ พบว่า ผลคะแนนเฉลี่ยของทุกบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 91.62 คะแนน ลดลงจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 92.68 คะแนน คิดเป็นการลดลง 0.18% เนื่องจากได้เพิ่มความเข้มข้นในการประเมิน เช่น ด้านการเปิดเผยข้อมูลเรื่องการเพิ่มทุน การไม่กีดกันผู้ถือหุ้น และการแถลงผลการดำเนินการในวันประชุมผู้ถือหุ้น.

กสท.สั่งปรับเงิน “จีเอ็มเอ็ม25”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661292

 

นายภักดี มะนะเวช รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติสั่งปรับบริษัท จีเอ็มเอ็ม ชาแนล จำกัด ผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอล ช่อง 25 วงเงิน 50,000 บาท เนื่องจากการออกอากาศละคร “คลับฟายด์เดย์ ตอน เพื่อนรักเพื่อนร้าย” ฉากข่มขืน และฉากที่นำใบหน้าของผู้หญิงไปแนบกับท่อไอเสียรถจักรยานยนต์จนทำให้ใบหน้าเสียโฉม ถือเป็นฉากที่แสดงถึงความรุนแรงขัดต่อศีลธรรม เข้าข่ายผิดมาตรา 37 พระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 และให้เปลี่ยนเวลาออกอากาศประเภท“ท” ที่รับชมได้ทุกวัย เป็น “น 18” รวมถึงหากจะนำมาออกอากาศซ้ำ (รีรัน) อีกครั้ง ให้ตัดฉากดังกล่าวออก

นอกจากนี้ ยังมีมติให้สำนักงาน กสทช.ทำหนังสือถึงบริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัด ให้ปรับเปลี่ยนสัญญาณการออกอากาศทีวีดิจิตอลจากหมวด “เอสดี” เป็น “เอชดี” ให้เสร็จภายใน 30 วัน.

ลาขาดมนุษย์เงินเดือน ปั้นธุรกิจขายน้ำ ‘ริมสวน’ รับเฉียดร้อยล้าน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/653086

 

เชื่อว่า พนักงานออฟฟิศมนุษย์เงินเดือนหลายคน คิดและใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจของตัวเอง แต่จะมีสักกี่คนกล้าจะตัดสินใจทิ้งเงินเดือนมาสานฝันให้เป็นจริง และที่สำคัญคือ ธุรกิจประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนอีก

ดังนั้น ในวันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ “มะลิวรรณ อำพล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหาทรัพย์โปรดักส์ชั่น จำกัด เจ้าของเครื่องดื่มทั้งน้ำเฉาก๊วย น้ำใบเตย และน้ำตาลสด แบรนด์ “ริมสวน” อดีตพนักงานประจำที่หันหลังให้ชีวิตเงินเดือนออกมาสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ เป็นเอสเอ็มอีที่มียอดขาย 60 ล้านบาท และมีแน้วโน้มจะแตะหลักร้อยล้านบาทในไม่ช้า

อะไรทำให้อดีตมนุษย์เงินเดือนหญิงท่านนี้ ประสบความสำเร็จในธุรกิจของตัวเอง เชิญอ่านกัน


“มะลิวรรณ อำพล” เจ้าของเครื่องดื่ม “ริมสวน”

สานฝันมีธุรกิจเอง จุดเริ่มต้น “ริมสวน”

จบการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หลังจากเรียนจบเริ่มทำงานตามสาขาที่เรียนมาในบริษัทเกี่ยวกับอาหารแห่งหนึ่ง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2547 เป็นเหมือนคนทั่วไปที่ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

ต้นทุนธุรกิจ เงิน 2 หมื่น กับคน 5 คน

เริ่มแรก เริ่มต้นด้วยเงินทุน 20,000 บาท กับคนเพียง 5 คน ทำธุรกิจผลิตเครื่องดื่มเล็กๆ ซึ่งซื้อกิจการต่อจากเจ้าของเดิม และนำมาบริหารการจัดการเอง ชื่อผลิตภัณฑ์ “ริมสวน” มาจากเจ้าของคนเก่า แต่เลือกใช้ชื่อต่อเพราะค่อนข้างสะดุดกับชื่อนี้ และเป็นแบรนด์ที่จำง่ายตรงกับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์


หญิงเก่งผู้ทิ้งชีวิตสาวออฟฟิศ สานฝันมีธุรกิจของตัวเอง

ปรัชญาธุรกิจคุณภาพ-ความปลอดภัย

การทำธุรกิจนั้น จะเน้นการผลิตสินค้าให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค และมีการปรับปรุงคุณภาพมาอย่างต่อเนื่องจนผ่านการรับรองมาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร หรือ GMP กับมาตรฐานการผลิตที่มีมาตรการป้องกันอันตราย ที่ผู้บริโภคอาจได้รับจากการบริโภคอาหาร หรือ HACCP ยกระดับจากสินค้าของเราจากโอทอปสู่ร้านสะดวกซื้อ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ออกมา สิ่งที่ยึดถือมาตลอดก็คือ สิ่งที่ทำออกมาครอบครัวของเราเป็นผู้บริโภค ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณภาพและความปลอดภัย

ก้าวที่สองนำสินค้าวางขายในเซเว่นฯ

หลังจากเริ่มทดลองตลาดผลตอบรับดีก็มองหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อทำตลาด จึงได้เริ่มส่งสินค้าเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพ สามารถกระจายสินค้าไปถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้นำน้ำเฉาก๊วยวางขายครั้งแรกในเซเว่นฯ เขตภาคตะวันออก ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก จึงต่อยอดด้วยเครื่องดื่มน้ำใบเตยลูกชิด น้ำตาลสดผสมวุ้นมะพร้าว และเฉาก๊วยนมสด เพื่อออกวางขายทั่วประเทศ ล่าสุด มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คือ น้ำตาลสดผสมลูกตาล


สินค้าได้รับมาตรฐานความปลอดภัยมีขายในเซเว่นฯ

ปัจจุบัน บริษัทฯ เริ่มขยายตัวมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้จากจุดเริ่มต้นแค่ 5 คน ขณะนี้มีพนักงานกว่า 30 คน กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 30,000 ขวดต่อวัน

ทำงานใกล้ชิดกับเซเว่นฯ เพื่อคุณภาพ

การทำงานร่วมกับเซเว่นฯ นั้น เซเว่นฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยสนับสนุนและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำด้านการพัฒนาสูตรเพื่อผลิตสินค้าตัวใหม่ให้แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ เพราะผู้บริโภคมีความต้องการหลากหลาย สำหรับมาตรฐาน GMP และ HACCP ก็ได้เซเว่นฯ มาช่วยอบรมเพื่อให้สินค้ามีคุณภาพ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค


กระบวนการผลิตสะอาด-ได้มาตรฐาน

ซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรกระจายรายได้

สำหรับวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตสินค้าแบรนด์ริมสวน รับซื้อมาจากเกษตรกร ไล่ตั้งแต่ใบเตย รวมไปถึงลูกตาล ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้จะไม่ใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกๆ ปีเราจะเข้าไปตรวจสอบเรื่องการใช้สารเคมีเพื่อควบคุมมาตรฐาน ส่งเสริมให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อขาประจำ มีรายได้สม่ำเสมอ

เชื่อเครื่องดื่มขายได้เรื่อยๆ ไม่ขึ้นราคา

ขณะนี้ ผลิตภัณฑ์ของริมสวนมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ น้ำเฉาก๊วย น้ำใบเตยลูกชิด น้ำตาลสดผสมวุ้นมะพร้าว น้ำเฉาก๊วยนมสด และน้ำตาลสดผสมลูกตาล ราคาอยู่ที่ขวดละ 10 บาท โดยยังไม่คิดขึ้นราคาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากมองว่าตัวเลขราคาดังกล่าวค่อนข้างขายง่าย อีกทั้งยังมองว่า ไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร เครื่องดื่มก็ยังคงขายได้


เครื่องดื่มแบรนด์ “ริมสวน” เลือกซื้อหาได้ตามชอบ

ผลิตด้วยระบบพาสเจอร์ไรส์ทำให้สดใหม่

เครื่องดื่มริมสวนได้ใช้วิธีการผลิตระบบพาสเจอร์ไรส์ คือ ใช้อุณหภูมิไม่สูงมากในการผลิต จึงยืดอายุผลิตภัณฑ์ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเราต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีความสดใหม่มากที่สุด อายุการเก็บเลยสั้น หากเก็บในอุณหภูมิปกติไม่มีความเย็น จะมีอายุอยู่แค่ 1 วัน ดังนั้น หากผู้บริโภคจะซื้อรับประทาน ควรซื้อแล้วดื่มให้หมดเพื่อได้รับรสชาติของความสดใหม่ ไม่ควรจะเก็บไว้นาน

ปัญหา-อุปสรรค มี แต่รับมือ-จัดการได้

การทำเครื่องดื่มริมสวน ปัญหาและอุปสรรคมีหลายอย่าง ตั้งแต่การผลิต การเพิ่มยอดการผลิตให้สูงขึ้น เพราะต้องส่งไปขายกับเซเว่นฯ ทั่วประเทศ การขยายโรงงาน พร้อมกับรักษามาตรฐานด้านคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับ มองว่าทุกๆ อย่างคือปัญหาที่สามารถรับมือและจัดการได้ แต่ต้องอาศัยเวลาไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว


รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรช่วยกระจายรายได้

สร้างเงินหลักสิบล้านจากน้ำขวด 10 บ.

เมื่อปี พ.ศ. 2558 มียอดขาย 60 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ เติบโต 5-10% และในอนาคตวางแผนจะพัฒนาการยืดอายุของสินค้าให้นานยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การจัดส่งเครื่องดื่มไปขายในจำนวนมากขึ้น และเตรียมจะส่งสินค้าออกไปขายในกลุ่มประเทศเออีซีอีกด้วย

มีวันนี้เพราะครอบครัวหนุน ลูกค้าตอบรับ

หากพูดถึงเรื่องนี้ มีปัจจัยหลายส่วน ตั้งแต่ครอบครัวสนับสนุนมาโดยตลอด พนักงานในโรงงาน และสิ่งสุดท้ายคือ ลูกค้า ที่ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ริมสวน ซึ่งเราเป็นบริษัทเล็กๆ ทุกอย่างก็เลยสำคัญหมด.


พร้อมโกอินเตอร์ ส่งขายกลุ่มประเทศเออีซี

เรื่องเล่าความสำเร็จ

ดัชนีเศรษฐกิจ 12/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661249