นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้

นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้

นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้ จี้โรงกลั่นให้เร่งผลิตเพิ่ม เชื่อเดือนเม.ย.เข้าสู่ปกติ จับดีเซลเถื่อนส่งเมียนมา

พิพัฒน์” ถกศบก. ขานรับบัญชานายกฯ ดูดน้ำมันสำรองมาใช้ ล้อมคอกห้ามปั๊มแห้ง ห้ามกักตุน ทั้งกล่อมโรงกลั่นผลิตเพิ่ม ด้านปลัดพลังงาน โวน้ำมันไทยถูกที่สุดในอาเซียน ทั้งตรึงราคาดีเซล-เบนซินอยู่หมัด ขณะที่ตำรวจแม่สอดจับดีเซล 2 หมื่นลิตร ซุ่มส่งไปเมียนมา ส่วนที่อ่างทองดำเนินคดีคลังน้ำมันกักตุน 3.3 แสนลิตร

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ. ศบก. เป็นประธานการประชุมโดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

โดยนายพิพัฒน์ แจ้งที่ประชุมว่าจากการประชุม ศบก. เมื่อวันที่ 19 มี.ค. รัฐบาลได้มีมาตรการเร่งด่วน 3 เรื่อง เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอหน้าสถานีบริการน้ำมัน คือ 1. การผ่อนผันการผ่อนปรนการสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ เพื่อรองรับความต้องการส่วนเกินที่ผิดปกติในช่วงนี้ 2. การผ่อนผัน การเดินรถของรถบรรทุกน้ำมันให้เดินรถได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถขนส่งน้ำมันได้มากขึ้น 3. การเข้มงวดการป้องกันการกักตุน โดยเมื่อวันที่ 21 มี.ค. รัฐบาลออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4 / 2569 เพื่ออนุญาตให้ผู้ประกอบการน้ำมัน สามารถนำน้ำมันสำรองตามกฎหมาย ออกมาให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ห้ามปั้มนำมันแห้ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ จึงเป็นการติดตามความก้าวหน้า การดำเนินการตามมาตรการขั้นต้น โดยเฉพาะการนำน้ำมันสำรองมาใช้บริการแก่ประชาชน และสามารถเริ่มต้นได้เมื่อไหร่ และมีปริมาณเท่าไหร่ในแต่ละวัน เพื่อให้ชี้ขาดสถานการณ์ให้กับคืนสภาวะปกติโดยเร็ว และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า น้ำมันจะถูกกระจายอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาข้อมูลของการประชุมทุกครั้ง ขอความร่วมมือจากทุกท่านให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความถูกต้องแม่นยำ เรามิได้มีเจตนาปิดบังข้อมูล แต่ในสถานการณ์ที่หลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และไม่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนได้

พิพัฒน์”ถกผู้ค้าน้ำมัน

ต่อมาเวลา เมื่อเวลา 14.50 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม แถลงยอมรับว่ามีความโกลาหนในการไปเติมน้ำมัน เพราะมีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ เกือบ 10,000 สถานีบริการ จากอดีตที่เคยเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการ และก็ผู้ใช้ต่างๆ ประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ในช่วงระยะนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณซัก 82 – 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอสำหรับคนใช้หรือผู้ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายกฯ ได้มีการลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการ หรือให้งดการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 รวมถึงโรงกลั่นในวันที่ 31 มี.ค. เพิ่มขึ้นอีก 0.5 % แล้วในวันที่ 30 เม.ย. เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ถ้ารวมกับทั้งหมดก็จะมีการน้ำมันสำรองถึง 3% เราก็จะขอชะลอออกไป ให้คงไว้ซึ่งน้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิมจากก่อนหน้าที่จะมีสงครามเกิดขึ้น

ต้องปล่อยน้ำมันให้มากสุด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการหารือกันว่า จะทำอย่างไรในการที่จะทำให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อให้พอกับความต้องการของผู้ใช้ โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์ จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ได้หารือกันก็รับทราบ และก็จะพยายามปฏิบัติตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ซึ่งจากการหารือก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัท โดยทางโรงกลั่นก็พยายามที่จะให้ได้ค่าการกลั่นที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจจะกันเกินกว่า 100% และพยามที่จะปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา7 เพื่อให้ไปบรรเทาให้กับผู้ใช้ได้ใช้อย่างเพียงพอ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้สุดสัปดาห์นี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัทบาง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูตร B 20 ให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยจำหน่ายผ่านจ็อบเบอร์ (Jobber) ซึ่งจุดจ่ายในพื้นที่ภาคใต้คือ จ. สงขลาและสุราษฎร์ธานี พื้นที่ภาคกลางคือ จ. พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และชลบุรี ทั้งนี้นายกฯ ได้อนุโลม ให้สมาคมประมงได้ใช้น้ำมัน B 20 ไปพลางก่อน

กำชับห้ามไอ้โม่งกักตุน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ขณะนี้พบมีไอ้โม่งกลุ่มไหน ที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน และราคาเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่หน่วยเฉพาะกิจที่นายกฯ ตั้งขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำชับให้นายอำเภอตรวจสถานีบริการทุกสถานี และตรวจสอบผู้ค้าตามมาตรา 7 และจ็อบเบอร์ว่า มีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ โดยขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบที่อื่น โดยกรณีที่ จ.อ่างทองนั้น เป็นการพยายามส่งน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 2 หมื่นลิตร ซึ่งจากนี้จะมีการตรวจสอบต่อไป

“ก็ไม่กล้ายืนยันว่า ณ เวลานี้ ว่าจะมีไอ้โม่งหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่เราจะตรวจสอบโดยชุดเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้หากประชาชนคิดว่าตรงไหนมีปัญหา หรือจุดไหนมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ขอให้แจ้งที่ศูนย์เฉพาะกิจหรือ ศบก. เพื่อตรวจสอบต่อไป“ นายพิพัฒน์ กล่าว

ปลัดพลังงานแถลงข่าว

ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงว่า สิ่งที่ภาครัฐทำ คือพยายามจัดระบบและสร้างความโปร่งใส เพื่อที่จะไม่เกิดการตั้งคำถามว่าน้ำมันไปไหน ซึ่งหากจัดสรรเช่นนี้ก็จะสามารถรองรับความต้องการได้ ในระดับหนึ่งหากไม่มีนำไปใช้ผิดประเภท หรือ กักตุน ก็จะเกิดการกระจายน้ำมันได้ทั่วถึง

ส่วนนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลง ว่า กระทรวงพลังงานติดตามตัวเลขการผลิตและการใช้น้ำมันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การผลิตจากทั้ง 6 โรงกลั่น ณ วันนี้ ผลิตนํ้ามันดีเซลได้ทั้งหมด 80 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม อยู่ที่ 84 ล้านลิตรต่อวัน บางวันกระโดดไปถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน จึงต้องมีการดึงสต็อกเก่ามาใช้

ขณะเดียวกัน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ส่งข้อมูลมารายงานทุกวันในเวลา 18.00 น.นั้น ยํ้าว่าหากผู้ค้าไม่ส่งข้อมูล จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า จะต้องมีการปรับตัวเลขนํ้ามันสำรอง จากเดิมที่ 103 วันหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เราต้องติดตามว่าตัวเลขการใช้นํ้ามันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอาจเกิดความตะหนกในช่วงแรก แต่สุดท้ายตัวเลขอาจจะกลับมาเหมือนเดิม ดังนั้นต้องดูไปอีกสักระยะ อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ต้องห่วง ถึงจะปรับตัวเลขอย่างไร ก็อยู่ที่ 90-100 วัน

มั่นใจปั้มน้ำมันไม่แห้ง

เมื่อถามว่าหากตัวเลขความต้องการดีเซลอยู่ที่ 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ผลิตได้ 80 ล้านลิตร จะมั่นใจได้อย่างไรว่าภายในสัปดาห์นี้ปั๊มน้ำมันจะมีปริมาณน้ำมันที่เพียงพอให้การบริการประชาชน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ตลอดเดือนที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งมีปริมาณการใช้มากกว่าที่ผลิตได้ในทุกวัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเอกชนก็นำสต๊อกสำรองออกมาใช้ และกระจายไปยังพื้นที่ และจะพยายามกระจายให้เร็วกว่านี้ ขณะที่ภาครัฐก็มีการผ่อนผันในการสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายที่เพิ่มมากขึ้น

ส่วนที่บอกโควตาหมด และต้องรอน้ำมันใหม่ 1 เมษายน มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากที่กันจากที่ได้สอบถามผู้ค้า หรือบางจาก ที่บอกว่าน้ำมันรอบต่อไปจะมาช่วงต้นเดือนเมษายน ณ เวลานี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันต่อวันพุ่งสูงเกินกว่าที่เคยทำมาในช่วงเวลาปกติ ทำให้โควต้าน้ำมันในเดือนนั้นของผู้ประกอบการเต็ม ประกอบกับช่วงนั้นยังไม่ได้มีการผ่อนคลาย ตัวสำรองน้ำมันที่ให้เพิ่มขึ้น 0.5% แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการผ่อนคลายแล้วและทางบางจากก็สามารถที่จะนำน้ำมัน ส่งไปยังผู้ค้าที่เป็นสถานีบริการ ที่ระบุว่ารอบต่อไปเป็นเมษายน เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ภาครัฐจะต้องติดตามดูว่า จริงแล้วเกินเหตุการณ์แบบนี้โดยที่สถานีบริการเหล่านั้น บอกไว้หรือไม่

ยันตรึงดีเซลเบนซินอยู่หมัด

ก่อนหน้านี้เวลา 11.00 น.นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศกลุ่มอาเซียน กระทรวงพลังงานได้ติดตามเรื่องของราคาจำหน่ายปลีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้มีการทยอยปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบนซินและดีเซล เช่นประเทศมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์

นายวัชรินทร์ กล่าวต่อว่า มีข้อสังเกตที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 31.14 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซีย น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 38-39 บาทต่อลิตรแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยถือว่ามีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แต่ก็ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันประหยัดพลังงาน

พาณิชย์คุมสินค้า 59 รายการ

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงว่าปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 59 รายการที่เราดูแลราคาอย่างใกล้ชิด โดยใน 59 รายการมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ถูกกำกับดูแลอย่างเคร่งครัดให้เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน เช่น อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมพร้อมดื่มเฉพาะนมจืด นมผงซึ่งเป็นสารอาหารของเด็กเล็ก ปุ๋ยเคมีและอาหารสัตว์ซึ่งสำคัญต่อการประกอบอาชีพการเกษตร ฉะนั้นผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ประสงค์จะปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มนี้ จะต้องขออนุญาตกับกระทรวงพาณิชย์ก่อน โดยกระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาถึงโครงสร้างและต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนให้อนุญาต

ส่วนสินค้าอีกกลุ่มนึงที่ถูกกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดคือกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน กระดาษชำระ ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ โดยหากจะปรับราคาขึ้นไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์ทราบก่อน ทั้งจะยังจะเปิดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดช่วยประชาชนอีกทางหนึ่ง

มหาดไทยคุมเข้มชายแดน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ได้มีข้อสั่งการด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ แจ้งปลัดจังหวัดและนายอำเภอ ให้ดำเนินการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน ผู้ค้าคนกลาง (Jobber) รวมถึงคลังเก็บน้ำมันในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน กำชับนายอำเภอ บูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพิ่มความเข้มงวดในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และจุดผ่านแดนทุกช่องทาง ทั้งเส้นทางหลักและช่องทางธรรมชาติ หากตรวจพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมรายงานผลการดำเนินงานให้กรมการปกครองทราบโดยทันที

แจ้งจับบริษัทน้ำมัน

เวลา 08.45 น. ที่สภ.เมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง นายก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัดอ่างทองเดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง พร้อมนำเอกสารเพื่อแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กรณี บริษัท วี เอออยล์ จำกัด ไม่ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันมาให้กับบริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด อ.เมือง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นคลังน้ำมันที่ตั้งใน จ.อ่างทอง และถูก ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กองบัญชาการสอบสวนกลาง เข้าตรวจสอบ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569

ทั้งนี้จากหลักฐานที่ตำรวจ ปคบ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รวบรวมไว้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 พบว่า บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ซื้อน้ำมันจากคลังน้ำมัน (IRPC) ไอ อาร์ พีซี รวม 7 ครั้ง และจะต้องนำน้ำมันทั้งหมดลงไว้ที่ บ. วี เอ ออยล์ จำกัด ที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร หรือหากจะไปลงที่ใดต้องแจ้งปลายทางในใบกำกับการขนส่งให้ชัดเจน

แม่สอดจับดีเซล2หมื่นลิตร

ที่บ้านท่าอาจ ต.ท่าสาย อ.แม่สอด จ.ตาก ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร พร้อมด้วยนายอำเภอแม่สอด ตำรวจ สภ.แม่สอด และเจ้าหน้าที่ศุลกากร บุกเข้าจับกุมรถขนน้ำมันต้องสงสัยคันหนึ่ง ซึ่งพบว่าลักลอบขนน้ำมันดีเซล จำนวน 20,000 ลิตร โดยไม่สามารถนำเอกสารการเคลื่อนย้ายน้ำมันมาแสดงได้ ซึ่งคาดว่ากำลังลักลอบขนน้ำมัน ข้ามฝั่งไปขายยังประเทศเมียนมา

และจากการตรวจค้นโกดังบริเวณใกล้เคียง พบถังน้ำมันขนาด 4,500 ลิตร 2 ถัง มีน้ำมันอยู่ 300 ลิตร และพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 101 ถัง ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร จำนวน 85 ถัง ซึ่งคาดว่าเตรียมเอาไว้บรรจุน้ำมัน ในการลักลอบขนผ่านช่องทางธรรมชาติ

ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวนายสิทธิ์ สัญชาติไทย และนายหน่าย สัญชาติเมียนมา ไปทำการสอบสวนขยายผล และเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมยึดรถบรรทุกน้ำมัน น้ำมัน 20,000 ลิตร และถังน้ำมันทั้งหมด ไว้เป็นของกลางก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ลุ้นค่าไฟแตะ 4.59บาทต่อหน่วย

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)เปิดเผยว่าในการประชุมบอร์ด กกพ.วันที่ 25มีนาคมนี้ จะมีการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดใหม่ เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 หลังจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลกระทบของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ เบื้องต้น กกพ.ได้คำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1คำนวณตามสูตรค่า Ft โดยรวมการชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 ไม่รวมการชำระหนี้ของ กฟผ. จะทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย และ กรณีที่ 3 ไม่รวมการชำระหนี้ กฟผ. และนำเงิน Claw Back ที่มีอยู่ประมาณ 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งยังสูงกว่าค่าไฟฟ้างวดปัจจุบันที่อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐต้องการตรึงค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเดิม จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เนื่องจากต้นทุนก๊าซ LNG ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยราคา Spot LNG ปัจจุบันปรับขึ้นไปอยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากเดิมที่อยู่เพียง 11 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

สว.’ชงยื่นญัตติแก้วิกฤติพลังงาน

เมื่อเวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เสนอญัตติด่วน ให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาผลกระทบต่อประเทศไทยจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

จากนั้นสว.หลายคนอภิปรายไปแนวทางเดียวกัน เป็นห่วงวิกฤติพลังานในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหลายด้าน โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันที่กำลังสร้างผลกระทบไปภาคการเกษตรที่ต้องใช้น้ำมันทำการเกษตร มีผลให้ราคาปุ๋ย อาหารสัตว์แพงขึ้น และยังกระทบไปถึงค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องเผชิญราคาสินค้าแพงขึ้น

นายธวัช สุระบาล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปราย เชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมันจนทำให้ของแพง

เปิดโผ35เก้าอี้เขย่าลงตัว ปกรณ์ส้มหล่น จ่อเสียบแทน‘บวรศักดิ์’

เปิดโผ35เก้าอี้เขย่าลงตัว ปกรณ์ส้มหล่น จ่อเสียบแทน‘บวรศักดิ์’

เปิดโผ35เก้าอี้เขย่าลงตัว ปกรณ์ส้มหล่น จ่อเสียบแทน‘บวรศักดิ์’

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดโผ35เก้าอี้เขย่าลงตัว ปกรณ์ส้มหล่น จ่อเสียบแทน‘บวรศักดิ์’ ว่าที่รมต.แห่ส่งประวัติ พปชร.ช็อกหลุดยกแผง

เปิด 35 ชื่อ ครม.อนุทิน 2”ไร้เงา พปชร.” รอลุ้นอีก 1 ชื่อยังไม่เคาะ เผยเหตุ บวรศักดิ์ไม่ได้ไปต่อ มติ กก.บห.ภูมิใจไทย” ไม่ได้เสนอชื่อ ด้านปกรณ์” เลขาฯกฤษฎีกายื่นเอกสารแล้วว่าที่รมต.ทยอยส่งเอกสารตรวจคุณสมบัติคึกคัก โดยให้ตัวแทนไปยื่นปิยะรัฐชย์ดอดเข้าก.เกษตรฯส่งเลขาส่วนตัวดูห้องทำงาน

เมื่อวันที่ 23มีนาคม2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล ‘อนุทิน2’ว่า รายชื่อลงตัวทั้ง 35คน ประกอบด้วย 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย 2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี3.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี4.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม5.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง6.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม8.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์9.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 10.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เปิดโผรายชื่อครม.ใหม่35ตำแหน่ง

11.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี12.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี13.พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม14.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา15.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์16.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ 17.นายวัชรพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์18.น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์19.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม20.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม21.นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม 22. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 23.น.ส.แนนบุญย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 24.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 25.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน 26.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย 27.นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย 28.นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย 29.พลตำรวจตรี รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม 30.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน 31.น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม3 2.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ33.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์รมช.ศึกษาธิการ 34.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์รมว.สาธารณสุข 35.นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมทั้งนี้ ว่าที่รัฐมนตรีได้ทยอยส่งประวัติตรวจสอบ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้ว ซึ่งหากใครไม่ผ่าน ก็มีรายชื่อสำรอง ส่งไปตรวจสอบประวัติแล้วด้วย

ยังเหลืออีก1เก้าอี้รอหาคนเหมาะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากจำนวนสัดส่วนรัฐมนตรีที่จะมีได้ทั้งหมด 36คน ยังเหลืออีก 1 ตำแหน่งที่รอเคาะและรอความชัดเจนว่าจะมีหรือไม่ เพราะมีการเสนอรายชื่อไปเกินจำนวนแล้วอย่างไรก็ตามกรณี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มีชื่อนั้น เกิดจากเมื่อวันที่ 21มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้พิจารณาเสนอบุคคลไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามข้อบังคับของพรรค ซึ่งไม่ปรากฏชื่อนายบวรศักดิ์และพรรคได้แจ้งไปยัง นายบวรศักดิ์ให้ทราบแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21มี.ค.นี้

พท.ทยอยส่งประวัติให้ตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณอาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นสถานที่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 2 นำเอกสารมายื่นเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยบรรดาว่าที่รัฐมนตรีตามโผ ครม.อนุทิน2 ทยอยเข้ายื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว โดยเมื่อเวลา09.00น.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าจะได้เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ตัวแทนนำเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติมาส่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบประวัติจากนั้นเวลา09.45น.นายประเสริฐจันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยได้ให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารมายื่นให้ตรวจสอบเช่นกันเวลา 11.27น.ทีมงานนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยและทีมงานนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้มายื่นเอกสาร เพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิหารคณะรัฐมนตรี

บวรศักดิ์ไม่ได้ไปต่อ-หาคนนั่งแทน

รายงานข่าวภายในพรรคภูมิใจไทย ภายหลังแกนนำ มอบเอกสารให้ว่าที่รัฐมนตรีกรอกประวัติ นำมาส่งกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันนี้ 23 มี.ค. 2569 ปรากฏชัดเจนว่า ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ไม่มีชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แต่อย่างใด ก่อนจะมีข่าวว่า เจ้าตัวได้ปฏิเสธกับนายอนุทิน ไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯและตำแหน่งอื่นทั้งหมด

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ในครม.อนุทิน2 จะมีนักกฎหมายมือฉมัง ที่อาจไขก๊อก ลาออกจากราชการ มาร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลอนุทิน โดยมีรายงานข่าว ปรากฏชื่อของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 และนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ส่งตรวจคุณสมบัติ

ปกรณ์เลขาฯกฤษฎีกายื่นเอกสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ภายหลังมีข่าวก่อนหน้านี้ว่า นายปกรณ์ มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 2 โดยจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลด้านกฎหมาย แทน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ที่ แสดงความประสงค์ไม่ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน2

ส่งทีมงานเก็บข้าวของที่ทำเนียบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีข่าวว่า นายบวรศักดิ์ ไม่ได้ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน2 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุด เวลาประมาณ 15.30น.ได้มีรถบริษัทขนย้ายสิ่งของเอกชนมาขนของภายในห้องทำงานของนายบวรศักดิ์ ที่ชั้น3 บนตึกบัญชาการ1 ภายในทำเนียบรัฐบาลขณะที่ นายบวรศักดิ์ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ร่วมการประชุมว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตและความซื่อสัตย์ระดับโลก (OECD) ปี 2026 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเจ้าตัวกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆว่าขอไม่ให้สัมภาษณ์

ตัวแทนพท.-ภท.ส่งชื่อตรวจคึกคัก

เวลา 13.15น.คณะทำงานของ นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้มาส่งเอกสารที่ ตึก สลค.จากนั้น ทีมงานของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อนั่ง รมช.คมนาคม ได้มาส่งประวัติเช่นกันเวลา 13.40น.นายวราวุธศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อนั่ง รมว.อุตสาหกรรมและนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ที่มีชื่อนั่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้ส่งทีมงานมายื่นเอกสารนอกจากนี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อนั่ง รมช.คมนาคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ที่มีชื่อนั่ง รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรวมถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ส่งทีมงานมาส่งเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกัน

ปิยะรัฐชย์ดอดดูห้องที่ก.เกษตรฯ

เวลา 12.45น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ว่าที่รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมทีมงาน ได้เดินทางเข้ามาที่กระทรวงเกษตรฯเพื่อดูห้องทำงาน โดยได้มีเข้าขอดูห้องทำงานของรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรสหกรณ์ทั้งหมด โดยนางสาวปิยะรัฐชย์ ได้ให้เลขาส่วนตัว ไปสำรวจห้องทำงานต่างๆแทนโดยเจ้าตัวนั่งคอยอยู่ภายในรถโฟสส่วนตัว หมายเลขทะเบียน ฬน.11กรุงเทพฯโดยในการเดินทางเข้ามาตรวจสอบในครั้งนี้เป็นการเตรียมพร้อมในการที่จะจัดวางตำแหน่งห้องทำงานในการทำงานของรัฐมนตรีใหม่ทั้งสามคนจากพรรคเพื่อไทย โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานรัฐมนตรีพาเดินชมห้องทำงานต่างๆทั้งหมดผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเดินทางเข้ากระทรวงเกษตรฯในครั้งนี้ นางสาวปิยะรัฐชย์ไม่ได้ลงจากรถ แต่มอบหมายให้ทีมงานเป็นผู้ขึ้นมาประสานงานแทนเท่านั้น โดยใช้เวลาประมาณ 25 -30 นาทีก่อนเดินทางออกไป

มนพรยันไม่มีใครไม่พอใจโผครม.

ด้าน นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคเพื่อไทยว่า เป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ซึ่งกก.บห.ได้มอบหมายให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคและนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า สส.ในพรรคเพื่อไทยไม่พอใจกับรายชื่อรัฐมนตรีนั้น นางมนพร ปฏิเสธว่า ไม่มี มีแต่ข่าวลือจากสื่อเท่านั้นเอง แต่ภายในพรรคเพื่อไทยไม่มีเหตุการณ์แบบนั้น ซึ่งวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมพรรค และมีการสัมมนา ส.ส.

โอ๊ค-ภรรยาพร้อมทนายเยี่ยมแม้ว

วันเดียวกัน ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊คและ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊กภรรยา พร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาคอยให้กำลังใจ ซึ่งหลังจากใช้เวลาเข้าเยี่ยมในเรือนจำฯ ประมาณ 30 นาที นายพานทองแท้ กล่าวว่า ได้พูดคุยกับคุณพ่อ โดยคุณพ่อยังสุขภาพแข็งแรงดี ตนมองว่ายังเหลือเวลาอีก 49 วัน ที่คุณพ่อจะได้รับอิสรภาพ เราก็นับถอยหลังกันอยู่ ยอมรับว่าตื่นเต้น อยากให้ถึงเร็วๆเมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่า สส.พรรคเพื่อไทย บางส่วนไม่พอใจที่นายน้อยหญิงจัดตั้งรัฐมนตรีโดยเอาคนใกล้ชิด เรื่องนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกฯ มีความเห็นบ้างหรือไม่นายพานทองแท้ ตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กันเลย และการคุยกับคุณพ่อเมื่อสักครู่นี้ ก็ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันคุยแต่เรื่องหลานและสุขภาพทั่วไป

เตรียมขอพักโทษ-ปล่อยตัว11พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า การพิจารณาเรื่องพักการลงโทษสำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาด มีรายงานว่าเรือนจำกลางคลองเปรม โดยคณะกรรมการพิจารณาพักโทษระดับชั้นเรือนจำ มีกำหนดกรอบเวลาประชุมหารือถึงรายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์จะได้รับการพักการลงโทษ โดยจะประชุมหารือกันในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ก่อนเสนอชื่อผู้ต้องขังที่ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะกรรมการระดับชั้นกรมราชทัณฑ์และคณะกรรมการระดับชั้นกระทรวงยุติธรรม พิจารณาเห็นชอบต่อไป มีรายงานว่า จำนวนผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับการพิจารณาพักโทษรอบนี้มีประมาณ 500รายและหนึ่งในนั้น คือนายทักษิณ ที่จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่11พฤษภาคม2569 ขณะที่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ อยู่ระหว่างสืบเสาะสถานที่พักโทษ ผู้อุปการะการพักโทษ ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ ความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของสถานที่และชุมชนโดยรอบ ขณะนี้จึงเป็นการนับเวลาถอยหลังอีก49วัน ที่นายทักษิณ จะได้รับอิสรภาพอีกครั้ง หลังจากเข้ารับโทษในเรือนจำฯ

สส. 1 ปี บำนาญตลอดชีพ? หมอวรงค์ ลั่นต้องยกเลิก อย่าเบียดเบียนภาษี

สส. 1 ปี บำนาญตลอดชีพ? หมอวรงค์ ลั่นต้องยกเลิก อย่าเบียดเบียนภาษี

สส. 1 ปี บำนาญตลอดชีพ? หมอวรงค์ ลั่นต้องยกเลิก อย่าเบียดเบียนภาษี

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.40 น.

23 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ยกเลิกบำนาญนักการเมือง

เงินบำนาญของส.ส. ไม่ได้เรียกว่าเงินบำนาญ แต่เขาเรียกว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ แต่รูปแบบการจ่าย จ่ายเป็นรายเดือน เหมือนเงินบำนาญ

โดยส.ส.จ่ายเงินเข้ากองทุน เดือนละ 3,500 บาท ถ้าเป็นส.ส.ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จะได้รับบำนาญตลอดชีพ เดือนละประมาณ 21,300 บาท และเงินบำนาญจะเพิ่ม ตามระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สูงสุดจะได้รับประมาณ 42,700 บาท

ถ้าใครเป็นสสไม่ถึง1ปี หากมีการยุบสภาก่อน จะได้รับบำนาญ 4 เท่า ของระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เช่น เป็นส.ส.10 เดือนแล้วยุบสภา จะได้รับประมาณ 40 เดือน โดยได้รับเดือนละ 21,300 บาท

นอกจากได้รับบำนาญแล้ว ยังมีสวัสดิการแถมเพิ่มอีก 4 สวัสดิการ

1.ค่ารักษาพยาบาล หรือใช้สิทธิ์ในการตรวจร่างกาย ปีละ 130,000 บาท

2.เบิกค่าการศึกษาบุตร 2คน อายุไม่เกิน 25 ปี

3.กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเพิ่มอีกเดือนละ 15,000 บาท

4.เสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลืออีก 200,000 บาท

นี่คือสิทธิประโยชน์ ที่มากเกินความจำเป็น และถือว่าเป็นการเบียดเบียน ภาษีของประชาชน มาดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามา แต่กลับต้องให้ประชาชนมาดูแล โดยเฉพาะเงินบำนาญ

หมายเหตุ กองทุนนี้ตั้งมา ตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 ถึงปี 2569 ใช้เงินภาษีของประชาชน มาดูแลสวัสดิการนักการเมืองแล้ว 3,821 ล้านบาท

สธ.สั่งจับตาสต็อกยา ป้องกันฉวยโอกาสกักตุนช่วงวิกฤตราคาพุ่ง

สธ.สั่งจับตาสต็อกยา ป้องกันฉวยโอกาสกักตุนช่วงวิกฤตราคาพุ่ง

สธ.สั่งจับตาสต็อกยา ป้องกันฉวยโอกาสกักตุนช่วงวิกฤตราคาพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.21 น.

สธ.คลอดแผนจัดการยา เวชภัณฑ์ ชี้ราคาสูงขึ้นแน่ ห่วง“ยาต้านการแข็งตัวของเลือด”ต้องนำเข้าจากอิสราเอล มอบ อย.ขึ้นทะเบียนยาสำรอง พร้อมวางระบบสกัดการกักตุน คาดสงกรานต์คนอาจเดินทางน้อย ปัญหาสุขภาพอาจลดลง

23 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคายา เวชภัณฑ์ และระบบบริการในสถานพยาบาลว่า สธ.ได้ประเมินผลกระทบระยะกลาง เรื่องยาและเวชภัณฑ์ ในภาพรวมสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้หารือกับบริษัทยา ยืนยันว่ามีสต็อกที่เพียงพอใช้ได้ 3 – 4 เดือน ส่วนผลกระทบที่คาดว่าเกิดขึ้นแน่นอนคือ ราคายาที่ปรับสูงขึ้น ส่วนยาที่คาดว่าอาจจะเป็นปัญหา ได้แก่ 1.กลุ่มยาวาร์ฟารีน ใช้สำหรับการต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีการนำเข้าจากประเทศอิสราเอล ขณะนี้ยังไม่ขาด แต่หากการสู้รบยืดเยื้อก็ต้องสำรองการนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น อินเดีย จีน ยุโรป เป็นต้น โดยจะมีการปรับการขึ้นทะเบียนยาจากประเทศที่สำรองให้รวดเร็วขึ้น

2.น้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ที่ต้องใช้พลาสติกเกรดพิเศษในการทำภาชนะซึ่งต้องนำเข้านั้น ทาง อย.ได้ไปประสานเรื่องการนำเข้าแล้ว และ 3. น้ำยาล้างฟอกไต แบบแกลลอน อยู่ระหว่างหารือว่าจะนำแกลลอนกลับมาใช้หมุนเวียนได้หรือไม่ รวมถึงเวชภัณฑ์อื่นๆ ที่อาจต้องใช้บรรจุภัณฑ์อื่นมาทดแทน ส่วนด้านระบบริการผู้ป่วยนั้น จะกระตุ้นให้โรงพยาบาลเพิ่มการใช้ระบบแพทย์ทางไกล (เทเลเมดิซีน) ในกลุ่มผู้ป่วยนอกให้มากขึ้น ปรับการจ่ายยาจาก 4 เดือน ให้เหลือ 1 – 2 เดือน และใช้บริการจัดส่งยาแทน ส่วนสถานบริการต่างๆ จะเน้นการลดการใช้พลังงาน ติดตั้งโซล่าร์เซลล์ให้มากขึ้น ลดการใช้กระดาษ

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกังวลผลกระทบระบบสุขภาพในช่วงสงกรานต์นั้น ตนมองว่า ด้วยสถานการณ์ช่วงนี้อาจจะทำให้มีการลดการเดินทางลง ดังนั้น ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาสุขภาพในช่วงดังกล่าวก็อาจจะลดลงด้วย อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการติดตามต่อเนื่อง

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประมาณ 1 – 2 วันนี้ จะมีมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการยา เรื่องพลังงาน เรื่องระบบบริการ และระบบเทเลเมดิซีน เพิ่มเติมออกมา โดยในส่วนของการบริหารจัดการยานั้น ตนได้มีการพูดคุยกับ อย.ได้รับรายงานว่า ขณะที่อยู่ระหว่างร่างมาตรการรับมือสถานากรณ์ที่ยาจะขาด หรือยามีราคาแพง เพื่อให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงนาม โดยในระยะสั้นคือ ราวๆ 3 – 4 เดือน การควบคุมการใช้ยาสมเหตุผล เรื่องการเจรจาราคากลางก็ได้มีการคุยในที่ประชุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่าจะมีการใช้อำนาจต่อรองราคาซื้อในระดับเขต หรือแม้กระทั้งระดับประเทศ หากมีความจำเป็น เรื่องการควบคุมราคาไม่ให้แพงเกินไป และให้มีการใช้ยาในบัญชียาหลักที่มีข้อมูลบ่งชี้ ลดการใช้ยานอกบัญชียาหลักที่มาราคาแพงเกินไป รวมถึงการใช้ยาทดแทน

ส่วนระยะกลาง 6 เดือนขึ้นไป คือโครงการหนึ่งเขตสุขภาพ หนึ่งจังหวัด หนึ่งโรงพยาบาล (One Province one hospital) ถ้าได้ผลดีก็จะสามารถแบ่งปันทรัพยากรในจังหวัดและเขตสุขภาพได้ เรื่องเทเลเมดิซีนที่สามารถเอามาใช้ในการจัดการยา การบริหารสต็อกยา และระยะยาว 12 เดือนขึ้นไป ทาง อย.จะมีการสนับสนุนการผลิตยาในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพายานำเข้า การทำสัญญาในระยะยาว ลดความผันผวนของราคายา นอกจากนี้ มีการจัดทำแดชบอร์ดติดตามราคายา สต็อกยา เพื่อให้ผู้บริหารตัดสินใจ เพื่อป้องกันการกักตุนยา ซึ่งเราหวังว่าจะไม่เกิดการกักตุนในในระยะยาวขึ้น ยืนยันว่า ทั้งหมดไม่ได้เป็นการลดคุณภาพการบริหารประชาชน แต่เป็นการรักษาทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ

วุฒิสภาไฟเขียว กมธ.การเมือง สูตรเฟ้น 200 สสร.ร่าง รธน.ใหม่ ชง ครม.ตัดสินใจ

วุฒิสภาไฟเขียว กมธ.การเมือง สูตรเฟ้น 200 สสร.ร่าง รธน.ใหม่ ชง ครม.ตัดสินใจ

วุฒิสภาไฟเขียว กมธ.การเมือง สูตรเฟ้น 200 สสร.ร่าง รธน.ใหม่ ชง ครม.ตัดสินใจ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

23 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษา เรื่อง รายงานศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และการศึกษารูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนนร่วมของประชาชนน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานของ กมธ.ที่เสนอต่อที่ประชุม ระบุโมเดลของที่มา สสร.จำนวน 200 คน โดยกระบวนการได้มา จะเป็นสูตร ก้าวเดิน 2 ขา บันได 2 ขั้น ได้แก่ บันได 2 ขั้น คือ ขั้นแรก แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 100 คน โดยมีรายละเอียดให้ประชาชน ใน 77 จังหวัด เลือกตั้ง มาจังหวัดละ 2 คน รวมเป็น 154 คน ส่วนผู้ที่รับเลือกซึ่งได้รับคะแนนอันดับ 3 – 5 ให้นำคะแนนเรียงลำดับกันเพื่อหาลำดับสูงสุด จำนวน 46 คน ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก รวมเป็น 200 คน จากนั้นส่งชื่อให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเลือกให้เหลือ 100 คน ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเลือกได้คนละ 5 คะแนน โดยให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดของแต่ละจังหวัดได้รับเลือก 77 คน ส่วนอีก 23 คน ให้มาจากการเรียงลำดับคะแนน 2 – 5 เพื่อหาคนที่ได้คะแนนสูงสุด ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก

รายงานของ กมธ.ระบุด้วยว่า นอกจากนั้นกำหนดให้ สสร.มีที่มาจากการเลือกแบบบัญชีรายชื่อ ทีมละไม่เกิน 200 คน ให้ประชาชนเลือกตั้ง ทั้งนี้ การคำนวณเพื่อหา สสร.ให้ใช้คะแนนพึงมีตามสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้ได้ผู้รับเลือก 200 คน ตามลำดับ ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก จากนั้นส่งให้สมาชิกรัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานของ กมธ.ยังมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นควรทำเนื้อหาที่เป็นฉันทามติขอสังคม ที่ทุกกลุ่มยอมรับการอยู่ร่วมกันได้ โดยการแก้ไขต้องไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคเท่านั้นแต่ต้องวางรากฐานประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน

“รัฐธรรมนูญควรเป็นสัญญาทางการเมืองที่เชื่อมโยงผู้คนกับสถาบันการเมือง และสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายเป็นเจ้าของ หากกระบวนการออกแบบที่มาและอำนาจของ สสร.โปร่งใส ครอบคลุมและตรวจสอบได้ จะช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง สร้างทุนทางสังคม ได้รับความไว้วางใจและ เลี่ยงวงจรซ้ำซากของการเขียนและล้มกติกา” รายงานของ กมธ.ระบุ

อย่างไรก็ดี ในการอภิปรายรายงานดังกล่าวนั้น พบว่า มีทั้งที่สนับสนุน กมธ.และคัดค้าน พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ อภิปรายไม่เห็นด้วยกับรายงานของ กมธ. ทั้งนี้ สนับสนุนให้สมาชิกรัฐสภา หารือต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่ามีความชอบธรรมเพราะเป็นตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ

“ขอให้เอาความจริงมาพูดเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการเมืองอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทั้งนี้ ไม่เห็นด้วยที่จะใช้เงินหมื่นล้านบาทละลายทิ้งเพื่อประทับคำว่าประชาชน ขอถามว่า สส.และ สว.ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนตรงไหน ทำไมต้องเอาสิ่งที่ซับซ้อน วันก่อนมี 20 หยิบ 1 วันนี้ 2 ขา บันได 2 ขั้น แม้ว่าอาจจะมีถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนงง หรือหลงลืมอะไรบางอย่าง หรือประดิษฐ์คำอะไรขึ้นมา แต่สาระสำคัญคือแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร แก้ให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจให้ดีขึ้น คนที่ใช้คือ นักการเมือง ดังนั้น ไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนนักการเมืองผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอยู่แล้ว จะไปหา สสร.อีก แม้ร่างจนเสร็จ แต่ปลายทางถูกโต้แย้งคัดค้านเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามต้องกลับไปร่างใหม่” น.ส.รัชนีกร อภิปราย

ขณะที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ฐานะ กมธ.ชี้แจงว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างในรัฐสภา ไม่ถือว่าตกไป เพราะจากนี้ยังมีเวลาถึงกลางเดือน พ.ค.ที่รอให้รัฐบาลใหม่ยืนยัน ซึ่งตนหวังว่า ครม.ใหม่ จะเห็นตรงกับคำวินิจฉัยของประชาชน ที่ผ่านกระบวนการและผลการทำประชามติ

ทางด้าน นายนรเศรษฐ์ ชี้แจงว่า กรณีที่ให้นักการเมืองมาทำกติการ่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ความน่าเชื่อถือของการจัดทำรัฐธรรมนูญลดน้อยลง ดังนั้น ผู้ร่างต้องไม่เกี่ยวข้องกับกติกา ในข้อกำหนด สสร.ที่ทำรัฐธรรมนูญต้องเว้นวรรคทางการเมือง ขณะที่ประเด็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสิ้นเปลือง เพราะใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท แต่การทำประชามติ 3 ครั้งนั้น ถูกกำหนดมาโดยศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มี สว.อภิปราย และ กมธ.ชี้แจงแล้วเสร็จ ทาง สว.จะรวบรวมความเห็นและรายงานของ กมธ.เสนอต่อ ครม.ต่อไป

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“มาดามหน่อย”นายก อบจ.โคราช เตรียมเข้าพบ DSI 30 เม.ย.นี้ รับทราบข้อหารุกที่หาดสวนยา จ.อุบลราชธานี ปมขุดบ่อน้ำใช้โรงงานแป้งมัน ส่วน”สส.สุดาวรรณ”จ่อเข้าพบดีเอสไอหลังปิดสมัยประชุมสภาฯ ด้าน พงส.ยันข้อเท็จจริงแน่น ปม”หวังศุภกิจโกศล”บริษัทแป้งมันเอี่ยมอีสานฯรุกที่เกินโฉนด พร้อมเปิดภาพถ่ายทางอากาศเทียบไทม์ไลน์ปี 57 , 59 , 60 , 68 หลักฐานขุดบ่อน้ำ-บุกที่ดินรัฐ

จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 กรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ “หาดสวนยา” ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยออกหมายเรียก 4 ผู้ต้องหา ได้แก่ 1.นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ (บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 2.นางยลดา หวังศุภกิจโกศล หรือ เจ๊หน่อย นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยาของนายวีรศักดิ์ (มารดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 3.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 4.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายที่ดิน โดยนัดหมายให้เข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเป็นคนแรก และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส่งเอกสารขอเลื่อนพนักงานสอบสวน

ล่าสุดวันนี้ (23 มีนาคม 2569) แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 ซึ่งได้ดำเนินการสอบสวนแยกมาจากคดีพิเศษที่ 154/2562 และคดีพิเศษที่ 119/2566 พร้อมพนักงานอัยการสอบสวนร่วม ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 จำนวน 2 ราย คือ 1.บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด โดย น.ส.วีรียา หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริษัท ในฐานะนิติบุคคล ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ในฐานะส่วนตัว ผู้ต้องหาที่ 4 ในฐานความผิด ดังนี้ 1.ความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 72 ตรี ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

2.ความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

3.ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา 360 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 4.ความผิดฐานร่วมกันกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหาย หรือเสียหาย แก่ทรัพยากร ธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทําลาย สูญหาย หรือเสียหายไป ตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกรณีของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 2 ได้ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หลังสิ้นสุดสมัยประชุมรัฐสภา ส่วน นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 3 ได้มีหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นวันที่ 30 เม.ย.69 ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย โดยเกี่ยวข้องกับบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด และสมาชิกครอบครัวหวังศุภกิจโกศล ซึ่งจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จากการออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา มีเพียงนายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ที่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ฉะนั้น สำนวนคดีพิเศษที่ 156/2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการคดีพิเศษก็ต่อเมื่อดำเนินการสอบสวนและทางผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเสร็จสิ้นแล้ว

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า กรณีที่คนสงสัยว่าเหตุใดสำนวนคดีดังกล่าวนี้ ดีเอสไอจึงไม่ส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงแทน เพราะผู้ถูกกล่าวหามีทั้งกำนัน อดีตรัฐมนตรีว่าการฯ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ ก็เนื่องด้วยพฤติกรรมการกระทำความผิดที่พบนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ทั้งหมดยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือการไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการกระทำดังกล่าวในช่วงเวลาเกิกเหตุ แต่เป็นการใช้ตำแหน่งกรรมการของบริษัทฯ (บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด) ในการกระทำแทน จึงทำให้ทั้งหมดถูกดีเอสไอเรียกรับทราบข้อกล่าวหา แม้ภายหลังจะมีการลาออกจากกรรมการ/ผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่ ณ วันเกิดเหตุ ทั้งหมดยังเป็นกรรมการของบริษัทฯ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุด้วยว่า ในการเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ทางคณะพนักงานสอบสวนจะต้องมีการสอบถามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ทางคดี ซึ่งในส่วนของนางยลดา และ น.ส.สุดาวรรณ ทางคณะพนักงานสอบสวนจะสอบถามในหลายประเด็น อาทิ ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทฯ ในวันเกิดเหตุ มีมติที่ประชุมของกรรมการบริษัทฯ ในการซื้อที่ดินอย่างไรบ้าง ความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับ นายธรรมรงค์ ทองแดง (คนขายที่ดิน) ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับศาลเป็นอย่างไร มีการติดต่อซื้อขายที่ดินกันอย่างไร หรือ นายธรรมรงค์ เป็นผู้เสนอขายที่ดินมายังบริษัทฯ หรือไม่ เป็นต้น ส่วนกรณีที่ นายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ได้ชี้แจงสื่อมวลชนว่า “ได้ซื้อที่ดินทุกแปลงมาโดยมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย” เรื่องนี้ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมองว่า ในข้อเท็จจริง บางแปลงมีโฉนด แต่พฤติการณ์ยึดถือครอบครองที่เกิดขึ้นในคดีนั้น มีการรุกที่เกินกว่าโฉนด จำนวน 16 ไร่ และส่วนเกินดังกล่าวนี้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หลวง ฉะนั้น การบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ที่ไม่มีโฉนด จึงเป็นพฤติการณ์ทางคดีที่ทำให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่มีเอกสารสิทธิและยังขุดบ่อใช้น้ำสำหรับการอุตสาหกรรมโรงงานแป้งมัน

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม ระบุถึงภาพถ่ายทางอากาศ ไทม์ไลน์ห้วงวันที่ 9 ก.พ.2551 วันที่ 24 พ.ค.2557 วันที่ 24 ก.ค.2559 วันที่ 22 พ.ย.2560 และวันที่ 8 ม.ค.2568 บริเวณแถวพื้นที่บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ว่า ตามไทม์ไลน์มีคลองสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในพื้นที่ของบริษัทฯ ไม่มีบ่อ จึงได้ทำการขยายโรงงาน เพราะการจะใช้น้ำในบ่อคลองได้ จะต้องขุดบ่อใกล้คลอง จึงจะชักน้ำมาใช้ได้ และเมื่อใช้เสร็จแล้วก็ปล่อยออกได้ ฉะนั้น ข้อสังเกตตามภาพถ่ายทางอากาศ จะพบว่ามีคลองบริเวณด้านล่างของภาพ ซึ่งสำหรับนำน้ำเข้ามาใช้ในโรงงานแป้งมัน และยังเป็นทางระบายน้ำออกอีกด้วย

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

กกต.ลุยถอดบทเรียนเลือกตั้ง-ประชามติ สัมมนาใหญ่ 25-27 มี.ค.นี้ แบ่ง 5 กลุ่มย่อย สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่อง เตรียมรับมือการเลือกตั้งครั้งต่อไป

23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมจัดประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ โดยมีกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนางาน ยกระดับมาตรฐานการทำงานและการบริหารจัดการภายใน ระหว่างวันที่ 25 – 27 มี.ค.ที่โรงแรมเดอะเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้ง กกต. เลขาธิการ กกต. ผู้บริหารจากทั้งสำนักงาน กกต.ส่วนกลาง สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด และกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่ 3 – 5

ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากประธาน กกต.และ กกต. เลขาธิการ กกต. จะมีการมอบข้อสังเกต แนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนางานเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานการบริหารจัดการภายในสำนักงาน กกต.แล้ว ยังจะมีการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ ที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยบูรพา รวมทั้งจะมีการแบ่งกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม โดยมีรองเลขาธิการ กกต.เป็นหัวหน้าแต่ละกลุ่ม และให้ผู้บริหารสำนักงานเข้าร่วมตามกลุ่มที่สนใจ เพื่อสรุปปัญหาอุปสรรคในการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่เกิดความผิดพลาด บกพร่อง เพื่อพัฒนา การปฏิบัติงานให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและเป็นการเตรียมรับมือสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โดย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 กลุ่มการบริหารจัดการเลือกตั้งเกี่ยวข้องกับการทำงานของกรรมการประจำหน่วย การยุบรวมหีบบัตรเลือกตั้ง การรายงานผลคะแนน กลุ่มที่ 2 กลุ่มการสืบสวน การหาข่าว ชุดเคลื่อนที่เร็ว การหาเสียง กลุ่มที่ 3 กลุ่มงานจัดส่งเอกสารถึงเจ้าบ้าน การจัดเวทีปราศรัยหาเสียง กลุ่มที่ 4 กลุ่มงานสื่อสารองค์กรและการสร้างเครือข่าย และกลุ่มที่ 5 กลุ่มงานโครงสร้าง และระบบบริหารองค์กร โดยหลังการประชุมแต่ละกลุ่มต้องจัดทำรายงานเมื่อกลับมาภายใน 15 วัน แล้วจะเสนอ กกต.พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในไปประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งนี้ สำนักงานฯ ยังจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ (CSR) ณ วัดห้วยปลากั้ง จ.เชียงราย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วย

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่มีรายชื่อตามโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ยื่นเอกสารเพื่อยืนยันคุณสมบัติและประวัติเกือบครบทั้ง 35 คนแล้ว ขณะที่รายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดที่นายกรัฐมนตรีส่งมานั้น ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งให้ 8 หน่วยงานตรวจสอบแล้ว ได้แก่ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 2.สำนักงานศาลยุติธรรม 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4.สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 5.กรมบังคับคดี ​6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​7.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และ 8.สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ส่วนรายชื่อใดที่ส่งไปตรวจสอบหากบุคคลใดมีแจ้งกลับมาว่ามีปัญหา ทาง สลค.จะสอบถามไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ทั้งนี้ ขั้นตอนทั้งหมดจะพยายามให้แล้วเสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ว่าจะเป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ส่งทีมงานมายื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกัน

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน ม.7 พร้อมร่วมมือตามคำขอนายกฯ อัดน้ำมันดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มจะไม่มีปั๊มไหนอ้างน้ำมันหมด พร้อมกล่อมโรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต เผยสุดสัปดาห์นี้ขาย B20 พร้อมอนุโลมให้กรมประมง ไม่ยืนยันมีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ ด้าน”ดนุชา”เผยสถานการณ์ขาดน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวดีขึ้น บางโรงกลั่นเร่งกำลังการผลิตถึง 110%

23 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.แถลงว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อทำความเข้าใจ เป็นการซักซ้อมและหารือกับผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัทและโรงกลั่น ซึ่งจากภาพข่าวในแต่ละวันที่อาจจะเป็นความโกลาหล หรือความตื่นตระหนกตามสถานีบริการต่างๆ ที่เมื่อประชาชนเข้าไปเติมน้ำมันแล้วไม่มีน้ำมันจ่ายให้ ก็ขอแจ้งให้กับประชาชนรับทราบว่า ในแต่ละวันทางโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้มีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ เกือบ 10,000 สถานีบริการ จากอดีตที่เคยเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการ และก็ผู้ใช้ต่างๆ ประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ในช่วงระยะนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณซัก 82 – 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอสำหรับคนใช้หรือผู้ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ได้มีการลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการ หรือให้งดการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 รวมถึงโรงกลั่นในวันที่ 31 มี.ค.เพิ่มขึ้นอีก 0.5% แล้วในวันที่ 30 เม.ย.เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ถ้ารวมกับทั้งหมดก็จะมีการน้ำมันสำรองถึง 3% เราก็จะขอชะลอออกไป ให้คงไว้ซึ่งน้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิมจากก่อนหน้าที่จะมีสงครามเกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการหารือกันว่าจะทำอย่างไรในการที่จะทำให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อให้พอกับความต้องการของผู้ใช้ โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์ จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ได้หารือกันก็รับทราบ และก็จะพยายามปฏิบัติตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ซึ่งจากการหารือก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัท โดยทางโรงกลั่นก็พยายามที่จะให้ได้ค่าการกลั่นที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจจะกันเกินกว่า 100% และพยามที่จะปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา 7 เพื่อให้ไปบรรเทาให้กับผู้ใช้ได้ใช้อย่างเพียงพอ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สุดสัปดาห์นี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูตร B20 ให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยจำหน่ายผ่านจ็อบเบอร์ ซึ่งจุดจ่ายในพื้นที่ภาคใต้ คือ จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ภาคกลาง คือ จ.พระนครศรีอยุธยา , จ.สระบุรี และ จ.ชลบุรี ทั้งนี้ นายกฯ ได้อนุโลมให้สมาคมประมงได้ใช้น้ำมัน B20 ไปพลางก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ขณะนี้พบมีไอ้โม่งกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน และราคาเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่หน่วยเฉพาะกิจที่นายกฯ ตั้งขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำชับให้นายอำเภอตรวจสถานีบริการทุกสถานี และตรวจสอบผู้ค้าตามมาตรา 7 และจ็อบเบอร์ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ โดยขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบที่อื่น โดยกรณีที่ จ.อ่างทอง นั้น เป็นการพยายามส่งน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 2 หมื่นลิตร ซึ่งจากนี้จะมีการตรวจสอบต่อไป

“ก็ไม่กล้ายืนยันว่า ณ เวลานี้ ว่าจะมีไอ้โม่งหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่เราจะตรวจสอบโดยชุดเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากประชาชนคิดว่าตรงไหนมีปัญหา หรือจุดไหนมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ขอให้แจ้งที่ศูนย์เฉพาะกิจหรือ ศบก.เพื่อตรวจสอบต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า จากที่หน่วยงานกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงตรวจคลังน้ำมันทั้งหมด 8 จุด ทั้งหมดไม่ได้มีความผิดปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นประชาชนได้เห็นภาพของน้ำมันในสถานีบริการต่างๆ ที่อาจมีขาดอยู่ เรียนว่าระบบการส่งน้ำมันจากคลังออกไปยังสถานีบริการต่างๆ จะมี 2 – 3 เรื่องด้วยกัน คือการส่งทางท่อไปที่คลังน้ำมันปลายทางและไปรับที่ปลายทางด้วยรถขนน้ำมัน และอีกทางคือมีรถขนน้ำมันด้วย และทางเรือไปภาคใต้

นายดนุชา กล่าวว่า ยกตัวอย่างการส่งน้ำมันลงท่อที่ไม่สามารถส่งทุกชนิดได้ โดยจะมีปฏิทินการส่ง ซึ่งทำให้ในช่วงเวลาที่มีการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันสูงมากกว่าช่วงเวลาปกติ อาจทำให้การส่งน้ำมันจากคลังไปสถานีบริการทำได้ล่าช้าสักนิด แต่โดยรวมขณะนี้จากรายงานสถานการณ์ในปั๊มที่ขาดน้ำมันปรับตัวดีขึ้น หลังจากให้ขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง ตัวอย่างบางจากเดิมมี 400 กว่าสถานีบริการที่ขาดน้ำมัน ตอนนี้ตั้งเป้าให้ลดลง ซึ่งคาดว่าจะลดลงมาเหลือประมาณไม่ถึง 200 ปั๊ม ในเวลาไม่เกิน 1 – 2 วันนี้ ทั้งนี้เกิดจากการเติมน้ำมันที่มากกว่าปกติในช่วงที่ผ่านมา

“ขอยืนยันน้ำมันมี ซึ่งตัวเลขที่เช็คจากกรมศุลกากรมีน้ำมันดิบวิ่งเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่ 1 – 20 มีนาคม น้ำมันดิบเข้าประเทศ 3,400 กว่าล้านลิตร ปริมาณเข้ามาเพียงพอที่จะกลั่นใช้ในประเทศ เพียงแต่น้ำมันดิบที่เรากลั่นมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศจะมีกำลังการกลั่น 175 ล้านลิตร ทั้งนี้ทางโรงกลั่นพยายามเพิ่มกำลังการผลิตแต่เพิ่มได้ไม่มากนัก บางโรงกลั่นใช้กำลังการผลิตจากเดิม 100% เพิ่มมาถึง 110%” นายดนุชา กล่าว

นายดนุชา กล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งของกรมการปกครองที่ตรวจสถานีบริการทั่วประเทศ 9,387 แห่ง พบว่าประมาณ 8,000 แห่ง มีปัญหาด้านการขนส่ง คือน้ำมันถูกเติมไปจนหมดปั๊มและต้องรอให้ขนส่งเข้ามาส่ง ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันที่ได้รับต่อวันอยู่ในตัวเลข 82 ล้านลิตร ซึ่งในเชิงปริมาณมีความเพียงพอให้กับประชาชนได้

เมื่อถามว่า หลายปั๊มให้ข้อมูลว่าโควตาหมด แล้วจะรับน้ำมันใหม่อีกที่ 1 เมษายน ในระหว่างนี้จะมีการแก้ไขอย่างไรก่อนจะถึงวันที่ 1 เมษายน หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันพุ่งสูงเกินกว่าที่เคยทำมาในช่วงเวลาปกติ ทำให้โควตาน้ำมันในเดือนนั้นของเขาเต็มแล้ว ประกอบกับช่วงนั้นเรายังไม่มีการผ่อนคลายการสำรองน้ำมันที่ให้เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการผ่อนคลายแล้ว ทางบางจากเองสามารถเอาน้ำมันส่งไปยังผู้ค้าที่เป็นสถานีบริการ ที่บอกว่ารอบถัดไปในรอบเดือนเมษายน ณ ตอนนี้สามารถส่งไปให้ได้แล้ว ซึ่งทางบางจากได้แจ้งเองในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ภาครัฐจะติดตามดูน้ำมันที่จะส่งไปที่สถานีบริการเหล่านั้นตามที่บอกไว้หรือไม่ โดยกระทรวงมหาดไทยจะส่งคนไปตรวจ

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

23 มีนาคม 2569 ภายหลังจากที่มีข่าวว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน 2 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุด เวลาประมาณ 15.30 น.ได้มีรถบริษัทขนย้ายสิ่งของเอกชนมาขนของภายในห้องทำงานของนายบวรศักดิ์ ชั้น 3 บนตึกบัญชาการ 1 ภายในทำเนียบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า บุคคลที่จะมาทำงานทางด้านกฎหมายของรัฐบาลอนุทิน 2 แทนนายบวรศักดิ์ นั้น คือ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้นี้ได้ยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้นายบวรศักดิ์ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ร่วมการประชุมว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตและความซื่อสัตย์ระดับโลก (OECD) ปี 2026 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเจ้าตัวกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า ขอไม่ให้สัมภาษณ์

– 006