พรรคใครพรรคมัน! ‘อนุทิน’ โยนถาม ‘หมอชลน่าน’ เอง หลังมีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:49 น.


อนุทิน โยนถาม ‘ชลน่าน’ ขึ้นเวที ‘ฝ่ายค้าน’ พบมีชื่อ ‘ยิ่งชีพ’ ร่วมวง เผยกำลังสอบสำนวนคดี ‘ฮั้ว สว.’ หลุด หลัง ‘รุทธพล’ ชี้หลุดช่วง ‘รมว.ยุติธรรม’ คนก่อน ย้ำมารยาท ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ ชี้อย่าไปนับแค่ตัวเลขในสภาฯ เมินตัวเลขไม่ถึงครึ่ง

อนุทินโยนถามชลน่าน ขึ้นเวทีฝ่ายค้าน ยกโหวตไร้แตกแถว ผ่านพรก.กู้เงิน มั่นใจไร้ปัญหาเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน หัวข้อ ‘การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น’ วันที่ 29ส.ค.นี้ ซึ่งพบว่ามีชื่อ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่คาดว่าจะมีเรื่องคดีฮั้ว สว. ว่า ไม่ทราบเลย เรื่องฮั้ว สว. จะมาถามตนทำไม ตนไม่เกี่ยว ตนเป็นรัฐบาล ส่วนที่มีชื่อตนอยู่ในสำนวน กกต. เมื่อถึงเวลา ที่เขาต้องการให้ตนชี้แจงหรือไปแถลงอะไร ก็ทำตามกฏหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่มี ซึ่งมีชื่อตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว และออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไป 3 เดือน เพราะฉะนั้นก็แสดงว่า ตนไม่ได้ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไร ที่จะไปเอาชื่อตัวเองออกมา และยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ใครถามมาก็พร้อมที่จะตอบและชี้แจงข้อสงสัยในทุกเรื่อง

เมื่อถามย้ำว่ามีชื่อ นพ.ชลน่าน ขึ้นเวทีด้วย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบ พรรคใครพรรคมัน การเป็นพรรคร่วม คือ เรามาบริหาราชการแผ่นดินร่วมกัน นพ.ชลน่าน ไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลของตน และตนก็ไม่ค่อยได้เจอ นพ.ชลน่าน ซึ่งคงต้องไปถาม นพ.ชลน่าน เอง

เมื่อถามถึงกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมาระบุว่า สำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดช่วง รมว.ยุติธรรม คนก่อน ทำการตรวจสอบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขาให้สอบสวนอยู่ไม่ใช่หรอ ถามว่าหลุดหรือไม่ มันหลุดแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะไปถึงมือประชาชนทั่วไปได้อย่างไร ซึ่งประชาชนก็เช่นเดียวกัน เอกสารทางราชการเอามาเผยแพร่ทางสาธารณะชนไม่ได้ จะมาอ้างเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน ก็แล้วแต่ ใครมีญาติเป็นข้าราชการ แล้วไปขอออกมาได้ ก็เอามาเผยแพร่ มันไม่ใช่ กฎหมายมีอยู่ ทุกคนต้องทำตามกฏหมาย

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว. จะวัดใจพรรคเพื่อไทยในการโหวตให้พรรคภูมิใจไทยในระยะต่อไปหรือไม่ และจะเป็นการต่อรองในอนาคตหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกฎกติกามารยาทอยู่แล้ว ในช่วงที่ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของเขา ก็ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาท สถานะก็เหมือนกัน อย่าไปนับแค่ตัวเลข มันไม่ใช่ ซึ่งไม่ใช่ว่า ถ้าเห็นไม่ตรงกัน เราจะไม่โหวต พอไม่โหวตแล้ว ตัวเลขจะไม่ถึงครึ่ง มันไม่ง่ายอย่างนั้น มีหลายเรื่องประกอบกัน ไม่ต้องไปกังวล ได้ประสานพูดคุยหารือพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเมื่อวาน (26ส.ค.) ก็ชัดเจน อยู่แล้วคะแนนที่โหวต พ.ร.ก.เงินกู้ฯ แสดงถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาลมากๆ ก็จะมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือ เงินทุนต่างประเทศก็ไหลมา ซึ่งต้องย้ำว่าต้องทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ

ชลน่านอนุทินเวทีฝ่ายค้าน

พริษฐ์ ปูดกลางสภา ลากไส้ ‘นภินทร’ เอี่ยวโกงเลือก สว.  ศุภชัย ลุกประท้วงตั้งกระทู้ถามไม่ตรงประเด็น

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

‘มือแฉโกงฮั้ว สว.’ ได้ทีปูดเพิ่มกลางสภาฯโยง ‘นภินทร’ ร่วมเอี่ยวด้วย หลังเรียกผู้สมัครไปดูตัว-ให้เซ็นใบลาออก จี้ตอบต่อสาธารณะให้ชัด ลามขอ ‘ศุภจี’ อย่าให้ใคร ‘พณ.’ ทำเอกสารเท็จเพื่อปกปิดข้อกล่าวหา ด้าน ’ศุภชัย‘ เห็นท่าไม่ดีลุกประท้วงตั้งกระทู้ถามไม่ตรงประเด็น

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสดที่สอง โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว.

ทั้งนี้นายโสภณ แจ้งว่านายนภินทร ติดราชการไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามสดได้ และเปิดโอกาสให้นายพริษฐ์ ได้พูดในประเด็นที่จะฝากถามเล็กน้อย โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลว่าก่อนการเลือก สว. เมื่อ 26 มิ.ย.2567 พบว่าผู้สมัคร สว. นายสมมติ คือ นายเอ ถูกเชิญพบ นายนภินทร สมัยที่ยังเป็น รมช.พาณิชย์ ที่ห้องทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ ถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรก คือ วันที่ 24 มิ.ย.67 เป็นการขอดูตัว และได้พบกับ รมช.พาณิชย์ในห้องทำงานและกล่าวหาว่า ได้พูดว่าถ้าได้เป็นสว.แล้ว ขอสัก 2-3 อย่าง ส่วนครั้งที่สอง วันที่ 25 มิ.ย.67 ถูกเชิญไปห้องทำงานห้องเดิม โดยนำใบลาออกให้นายเอ ลงนามก่อนที่ยื่นให้เจ้าหน้าที่ ลงนามลาออกล่วงหน้า เพื่อใช้ใบลาออกคุมทิศทางได้หากได้เป็นสว.

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนตั้งใจถาม คือ เหตุการณ์ที่ตนพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหากรัฐมนตรีมาตอบจะไม่กล้าปฏิเสธ พร้อมกับยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง แต่จะอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. แต่เป็นหารือปัญหาไก่งวงล้นตลาดที่ จ.ราชบุรี และพบว่ามีการแสดงหนังสือร้องเรียนจากสภาเกษตรกร ราชบุรี แต่สิ่งที่ขอถามคือ เอกสารที่ยื่นมีจริงหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบของระบบราชการกระทรวงพาณิชย์แล้วไม่พบการเลงเลขรับในระบบ ทั้งนี้ในห้องทำงานของรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้ง มีคนอยู่เกือบ 10 คน หากบอกว่าจะให้คนมายืนยัน จะเชื่อได้มากแค่ไหน เพราะกลุ่มคนดังกล่าวมี 3 คนที่กล่าวหาว่าอยู่ในขบวนการโกงสว. อีกส่วนเป็นข้าราชการประจำ และ เป็นคณะทำงานรัฐมนตรี

“ผมขอเรียกร้องให้ตอบให้ชัด เมื่อให้โอกาสที่สภาฯ แล้วไม่มา ขอให้ตอบในที่สาธารณะต่อหน้าประชาชน และขอความร่วมมือ จาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ช่วงปกป้องไม่ให้มีใครสร้างเอกสารเท็จเพื่อปกปิดข้อกล่าวหาย้อนหลัง และฝากไปถึง กกต. ผมขอเป็นกำลังใจ ให้กกต.ทำหน้าที่ตรงไปรงมา อย่ายกคำร้องให้ใครแม้หลักฐานชัด ไม่ปกป้องใครในระบอบสีน้ำเงิน หรือตอบแทนใครที่มีส่วนเลือกเข้ามา” นายพริษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างที่นายพริษฐ์ ได้ฝากคำถามถึงนายนภินทรนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ประท้วงนายโสภณ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุม เพราะเห็นว่า กระทู้ของนายพริษฐ์ ไม่ใช่เรื่องการบริหารราชการของนายนภินทร ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กลับเป็นการถามเรื่องฮั้ว สว. และเมื่อนายนภินทร ไม่มาตอบกระทู้ ก็ควรจะยุติได้แล้ว เพราะกลายเป็นการตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งนายโสภณ ได้พิจารณาแล้ว และอนุญาตให้นายพริษฐ์ ถามกระทู้ได้ เหมือนที่เคยปฏิบัติมาในอดีต

นภินทร ศรีสรรพางค์รัฐสภาฮั้ว สว.

นายกฯ ขึ้น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ตรวจความพร้อมรบ ทร.ชมศักยภาพเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

”นายกฯ อนุทิน“ ขึ้น “เรือหลวงจักรีนฤเบศร“ ตรวจความพร้อมรบ “กองทัพเรือ” กลางทะเลอ่าวไทย ชมศักยภาพกำลังเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม ทดแทนที่ปลดระวาง เสริมความมั่นคงกองทัพ หลังได้โชว์ฝีมือสู้รบไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา อุบบอกจะจัดซื้ออะไร หวังเซอร์ไพรส์เพื่อนบ้าน พร้อมสวมบทเชฟ โชว์ลีลาผัดกะเพราหมูสับ เลี้ยงกำลังพล

วันที่ 27 ส.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมชุด อส.ในฐานะนายกองใหญ่ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือให้การต้อนรับ

โดยนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ จากกรุงเทพฯ มายังกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการอู่ตะเภา อำเภอสัตหีบ เพื่อตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และรับมอบเหรียญเชิดชูเกียรติเครื่องหมายความสามารถผู้ทำการรบพิเศษกิตติมศักดิ์ และนักโดดร่มกองทัพเรือกิตติมศักดิ์ เพื่อแสดงความขอบคุณ เชิดชูเกียรติ และสดุดีในคุณูปการที่มีต่อกองทัพเรือ

จากนั้นได้นั่งเฮลิคอปเตอร์จากสนามบินอู่ตะเภา ไปยังเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเลอ่าวไทย เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ และแนวความคิดการใช้กำลัง ณ ห้องศูนย์ยุทธการ พร้อมรับการเคารพให้การต้อนรับ ด้วยการยิงสลุตจำนวน 19 นัดจากเรือหลวงเจ้าพระยา บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร

จากนั้นนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังหอบังคับการบิน เพื่อชมการสาธิตการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ และอากาศยาน รวมทั้งการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นฐานควบคุมยานไร้คนขับสำหรับภารกิจตรวจการณ์ ชี้เป้า และโจมตี (UXV Carrier) ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) บริเวณดาดฟ้าเก็บอากาศยาน สะท้อนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร และการรักษาความมั่นคงทางทะเล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิมภายหลังที่นายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับชมการฝึกซ้อมทางทะเลแล้วเสร็จ จะเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทองต่อ เพื่อจะไปขึ้นเรือลำเลียงพล มายังฝั่งสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) แต่ด้วยสภาพอากาศที่เกิดฝนตกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับมีคลื่นลมแรง ทำให้ไม่สามารถขึ้นเรือลำเลียงพลได้ จึงได้ยกเลิกการขึ้นเรือดังกล่าว และเปลี่ยนมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร บินมาลงบริเวณหาดยาวแทน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) และชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงหนึ่งระหว่างนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ นายกรัฐมนตรีได้โชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงกำลังพลที่มาฝึกซ้อมในวันนี้ บนรถครัวสนาม โดดได้ทำเมนู “ผัดกะเพราหมูสับ” ซึ่งได้ใส่ผ้ากันเปื้อน หน้าอกปักคำว่า “นายกรัฐมนตรี“ ในการผัดอาหาร

ภายหลังการตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กล่าวว่า วันนี้มาดูความพร้อมของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยตนเองก็จะพยายามไปตรวจเยี่ยมทุกเหล่าทัพ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ และให้การสนับสนุน ด้วยวัตถุประสงค์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ส่วนยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือที่เห็นอยู่ ก็ถือว่า มีความพร้อม แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เพราะที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้บางชนิดก็ใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศก็มีความอ่อนไหวในเรื่องของความมั่นคง และอธิปไตย ซึ่งตนเอง และผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องนั่งหารือกันว่า จะจัดหาสิ่งที่จะมาเสริมความมั่นคงของกองทัพอย่างไร

สำหรับการตรวจการฝึกในวันนี้ ตมมองว่า ศักยภาพของกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ได้วางรากฐานเอาไว้เป็นอย่างดี ฐานทัพเรือต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง และกองทัพเรือยังได้ขยายพื้นที่ในการดูแลประชาชน ไม่ใช่รบทางน้ำอย่างเดียว แต่สามารถทำการยึดทางบกได้ด้วย ช่วยเหลือประชาชนได้ด้วย รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย และป้องกันอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกเหล่าทัพมีความพร้อมเข้มแข็ง มีสันติสุข

เมื่อถามว่า เรือของกองทัพเรือเก่าหมดแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต้องค่อย ๆ ทดแทน พร้อมระบุว่า ที่เคยพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีรบแล้ว แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือก็ต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า เอาเรือธรรมดามารบก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง และแสดงถึงแสนยานุภาพ ซึ่งคำว่า “แสนยานุภาพ” คำนี้มันขลัง ถ้าเรามีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็คงต้องคิดว่า ต้องมาต่อกรหรือไม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่เราทำได้ ซึ่งเราต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน แต่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงจุดนั้น ถ้าเขาทำตาม Joint Statement ด้วย มันก็จะได้นำไปสู่การหารือ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่รู้จะหารืออย่างไร

เมื่อถามว่า มีสิ่งใดจะต้องเสริมแสนยานุภาพให้กองทัพเรืออย่างเร่งด่วน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้สอบถามผู้บัญชาการทหารเรือในรายละเอียด เพราะตนเองไม่รู้ว่า ตรงไหนจะสามารถพูดได้ เราต้องไม่บอกทุกอย่างว่า เรามีอะไร ให้มาถึงก็ “อุ๊ย มีอย่างนี้ด้วยหรือ ?“

สำหรับการฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะ และความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ

อีกทั้งระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัย และพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ในการฝึก ยังมีเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูง และหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบ และโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น

ทั้งนี้การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือ และเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด

อนุทิน ชาญวีรกูลเรือหลวงจักรีนฤเบศร

สภาเดือด! ‘โสภณ-ปกรณ์วุฒิ’ ฟาดปากเรื่องข้อบังคับฯ ประธานลั่น ไม่อยากเอาตำรวจสภามาลากออกไป

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:02 น.

สภาฯเดือด! ‘โสภณ-ปกรณ์วุฒิ’ ฟาดปากวิวาทะข้อบังคับการประชุม ด้าน ‘ประธานสภาฯ’ ลั่นแรงไม่อยากเอาตำรวจสภาฯมาลากออกไป หวั่น ภาพพจน์ไม่ดี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบกระทู้ถามสดด้วยวาจากระทู้แรก เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ก่อนเข้าสู่กระทู้ถามสดที่ 2 นายโสภณ แจ้งนายอภิวิชญญ์ ว่าเหลือเวลาอีก 3 นาที มีคำถามอีกหรือไม่ ซึ่งนายอภิวิชญญ์ ระบุว่าไม่มี และขอขอบคุณรมช.มหาดไทย ที่ตอบคำถามที่เป็นประโยชน์

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นหารือว่าข้อบังคับการประชุมข้อที่ 160 ระบุชัดเจนว่ากระทู้ถามสดกระทู้ละ 30 นาที แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้ามีกระทู้สดไม่ถึง 3 กระทู้ สามารถขยายเวลาได้ ซึ่งประธานฯน่าจะทราบอยู่แล้วว่ากระทู้ที่ 2 เลื่อนตอบ จึงอาจจะสามารถขยายเวลาตามข้อบังคับข้อ 160 ได้ เพื่อประโยชน์ในกระทู้สดครั้งถัดๆไปด้วย

นายโสภณ จึงกล่าวว่าเหมือนท่านมาสอนตน ท่านใช้โอกาสแบบนี้ ถ้าตนไม่ทำตามข้อบังคับ ท่านก็จะบอกว่าตนละเมิดข้อบังคับ ซึ่งไม่เเป็นประโยชน์ ขอให้นั่งลงเพราะไม่มีสาระ ทำให้นายปกรณ์วุฒิ ประท้วงประธานฯจนเกิดวิวาทะกัน กระทั่งนายโสภณ ตนมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมาชิกจะเอาความรู้สึกมาใช้ในที่ประชุมนี้ไม่ได้ อย่าใช้วิธีแบบนี้ สมาชิกมีหน้าที่เคารพการวินิจฉัย ท่านฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุม ท่านประสงค์จะให้ตำรวจมาลากท่านไป ตนก็ไม่อยากให้เกิดภาพพจน์แบบนี้แก่ท่าน และสภาฯแห่งนี้ ดังนั้น ขอให้จบได้แล้ว และขอดำเนินการประชุมต่อ

ปกรณ์วุฒิประธานสภา

เจเศรษฐ์ ยัน มท.พร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งเผชิญเหตุ-ฟื้นฟู-เยียวยา โวช่วยน้ำท่วมน่าน รัฐเข้าถึงพื้นที่ก่อนใคร

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:49 น.

เจเศรษฐ์ ยัน มท.พร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งเผชิญเหตุ-ฟื้นฟู-เยียวยา โวช่วยน้ำท่วมน่าน รัฐเข้าถึงพื้นที่ก่อนใคร


วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัยที่ประชาชนสูญเสียนอกจากทรัพย์สินหรือที่อยู่อาศรัยแล้ว ใครไม่สามารถที่จะขอความช่วยเหลือในการเอาชีวิตรอด ในหลายพื้นที่เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักมักจะเกิดปัญหาต่างๆมากมายจึงทำให้ประชาชนติดต่อหน่วยงานภาครัฐเพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะที่จ.สงขลา และล่าสุดที่จ.น่าน จึงอยากทราบว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลมีการดำเนินการอย่างไรในการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงแทนรมว.มหาดไทยว่า ในทุกๆภัยพิบัติทางกระทรวงมหาดไทย ได้มีการซักซ้อมแผนรับมือทุกรูปแบบในแต่ละพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการเตรียมพร้อมก็ได้เตรียมอุปกรณ์ในทุกรูปแบบ เพื่อบรรเท่าความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู เยียวยา ซึ่งเรามีการเตรียมพร้อมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ยืนยันว่าปัจจุบันด้วยองค์ประกอบ และการบูรณาการของภาครัฐ เรามีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในทุกๆด้านอย่างแน่นอน

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนการเยียวยาและฟื้นฟู ขอยกตัวอย่างจังหวัดน่าน เรื่องของการแจ้งเตือนเรามีการมอนิเตอร์ จากศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งเรดาร์เครื่องมือในการตรวจวัดในเรื่องอุทกภัยเรามีการเฝ้าระวังมาโดยตลอดและได้ออกหนังสือส่งไปยังจังหวัดว่าให้จังหวัดทำศูนย์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เรามีจอเรดาร์ติดตามทุกกลุ่มเมฆฝน แต่อาจจะต้องยกระดับเพิ่มคือการเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากเราอยู่ส่วนกลางเรารู้เรื่องปริมาณน้ำฝนก็จริง แต่ในสภาพของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน จึงต้องอาศัยการโทรไปสอบถามในแต่ละพื้นที่ว่าสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เมื่อพื้นที่ประสานมาว่าจะต้องมีการแจ้งเตือนในระบบ ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ก็พร้อมที่จะตอบกลับแต่ละพื้นที่ โดยจะมีเสียงเตือนทางโทรศัพท์ไปยังประชาชน รวมถึงขอแจ้งเตือนภัยในแต่ละชุมชนด้วย

นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า เราพยายามปรับปรุงและพยามหาเครื่องมือวิเคราะห์ในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมโดยมีการของบประมาณไป แต่โดนอนุคณะกรรมาธิการงบประมาณ ในส่วนของการวิเคราะห์การออกเซลล์บอร์ดแคส เพื่อเจาะจงในแต่ละพื้นที่ออกแต่ก็ไม่เป็นไร ตนได้ให้นายอำเภอทำความเข้าใจในแต่ละพื้นที่เพื่อยกระดับในเรื่องของเซลล์บร์อดแคสต์ให้ได้ครอบคลุมสถานการณ์ในทุกๆภัยพิบัติ ซึ่งน้ำท่วมในจ.น่าน ก็เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐเข้าไปช่วยเหลือก่อนอาสาสมัคร จึงเชื่อว่าไม่มีใครทำได้เร็วขนาดนี้

มหาดไทยรัฐสภาเจเศรษฐ์

ศาลรธน.เดินเผชิญสืบ คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ‘แสวง’มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:28 น.

‘ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’ เดินเผชิญสืบคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ตรวจหลักฐานสถานที่เก็บบัตร สนง.เขตหลักสี่ พร้อม’ผู้ตรวจการแผ่นดิน-กกต.’ ด้าน ‘แสวง’ เผยได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน มั่นใจบาร๋โค้ดลงบนกระดาษ ไม่ขัด รธน.

วันที่ 27 สิงหาคม2569 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนร่วมตรวจสอบกับศาลรัฐธรรมนูญ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วย ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีคู่ความเข้าร่วมตรวจสอบพยานหลักฐาน ประกอบด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต., วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับ สนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.

ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยเช่นกัน

โดยหลังจากใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเสร็จ นายแสวง เปิดเผยว่า การเผชิญสืบในวันนี้เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราให้การต่อหน้าบัลลังก์ เหมือนกับสิ่งที่เราพูดไปหรือไม่ และคาดว่าศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็นจนสิ้นกระแสความ โดยศาลได้เดินดูพร้อมกับที่มีเจ้าหน้าที่อธิบาย ฟังจากที่ท่านพูดก็น่าจะครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังให้โอกาสผู้ร้อง คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่ามีประเด็นอะไรที่จะสอบถามผู้ถูกร้องหรือไม่

เมื่อถามว่าก่อนจะถึงวันนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 28 กันยายนนี้ ศาลได้ให้แนวทางในการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไรอีกหรือไม่ นายแสวงระบุว่า สำหรับทาง กกต. ศาลจะให้ทำคำแถลงปิดคดี ภายในวันที่ 11 กันยายนเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตระหนักอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เราทำว่าเพื่ออะไร

เมื่อถามอีกว่าหลังการเดินเผชิญสืบวันนี้ มีความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า เรามั่นใจตั้งแต่เรานำบาร์โค้ดลงในกระดาษแล้ว

กกตศาลรัฐธรรมนูญแสวง บุญมี

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

27 ส.ค. 2569 13:19 น.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนักงานสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เสียชีวิตแล้ว 2 ราย หลังเกิดการระบาดของโรคไข้มาลาเรียในพนักงานรวม 6 ราย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากยุงพาหะที่ติดมากับเครื่องบินจากต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขประจำเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ร่วมกับ ฟราพอร์ท (Fraport) ผู้บริหารท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเหตุการณ์การเสียชีวิตของพนักงานสนามบิน 2 ราย จากการติดเชื้อไข้มาลาเรีย ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ติดเชื้อในหมู่พนักงานชายรวม 6 ราย จากหลากหลายแผนกที่ล้มป่วยลงแม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงโรคมาลาเรียก็ตาม

ทางการเยอรมนีรายงานว่า การระบาดครั้งนี้ถูกตรวจพบครั้งแรกในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยพนักงาน 4 รายแรกเริ่มแสดงอาการป่วยระหว่างวันที่ 4–6 กรกฎาคม ซึ่งจากการสอบสวนโรคของสถาบันโรแบร์ท โคค (RKI) ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมโรคของเยอรมนี ชี้ว่ายุงพาหะสายพันธุ์ Anopheles น่าจะติดมากับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และบินเข้ามาเพ่นพ่านภายในสนามบินจนก่อให้เกิดการแพร่เชื้อ

เหตุการณ์เสียชีวิตรายแรกเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตแน่ชัด ก่อนที่พนักงานรายที่สองจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่พนักงานอีก 4 รายที่เหลืออาการดีขึ้นและอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

โดยปกติแล้ว โรคมาลาเรียมักแพร่ระบาดในประเทศแถบร้อน และกรณีที่พบในเยอรมนีเกือบทั้งหมดมักเป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แต่กรณี “ไข้มาลาเรียสนามบิน” จะเกิดขึ้นเมื่อยุงพาหะแอบติดมากับเครื่องบินหรือสัมภาระ แล้วไปกัดคนบนเครื่องบิน ในพื้นที่สนามบิน หรือบริเวณโดยรอบ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเคสล่าสุดที่เคียบพบในลักษณะนี้ที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ต้องย้อนไปถึงปี 2023

สถาบัน RKI ระบุว่า ข้อเสียเปรียบของเคสลักษณะนี้คือ “การวินิจฉัยโรคที่ล่าช้า” เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้แพทย์หรือตัวผู้ป่วยเองอาจละเลยและไม่ทันระวังตัว ส่งผลให้อาการโรครุนแรงขึ้นจนอันตรายถึงชีวิต

ด้านนายปีเตอร์ ทินเนอมานน์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเพื่อคลายความกังวลของประชาชน โดยระบุว่า “ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตถือว่าต่ำมากๆ เพราะโรคมาลาเรียแพร่เชื้อผ่านการกัดของยุงเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ และยุงต้นเหตุตัวดังกล่าวน่าจะตายไปแล้ว”

ในขณะนี้ ทางสนามบินได้ทำการติดตั้งกับดักยุงทั่วบริเวณ และส่งยุงที่ดักจับได้ไปวิเคราะห์พันธุกรรมที่สถาบันเวชศาสตร์ตรอกเทศ ณ เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม เพื่อระบุสายพันธุ์และถิ่นกำเนิดที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ทางบริษัทฟราพอร์ทยังได้ออกประกาศเตือนให้พนักงานทุกคนหมั่นสังเกตอาการ และหากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดให้รีบไปพบแพทย์ในทันที.

ที่มา BBC Deutsche Welle

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

27 ส.ค. 2569 12:32 น.

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังเกิดเหตุมวลน้ำและโคลนถล่มรุนแรงจากฝั่งเนปาลลงสู่พื้นที่ด่านจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ข้อมูลจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า ณ เวลา 08.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายพื้นที่ของจีน ทั้งกรุงปักกิ่ง นครเฉิงตู และนครฉงชิ่ง ถูกส่งเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการเขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ซีจ้าง ประกาศใช้มาตรการรับมือและบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติในระดับสูงสุด

หน่วยจัดการเหตุฉุกเฉินของซีจ้างส่งเจ้าหน้าที่ 792 นาย พร้อมยานพาหนะ 152 คัน ขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยส่งเจ้าหน้าที่อีก 431 นาย พร้อมรถ 72 คัน รวมถึงสุนัขค้นหา เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ และเรือเร็ว เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากโคลนและเศษวัสดุ

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังระดมอุปกรณ์และสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย ซึ่งเส้นทางสัญจรไปยังด่านจี๋หลงถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าและการสื่อสารได้รับความเสียหาย โดยสิ่งของที่ส่งเข้าไปแล้วประกอบด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้าย 8,000 ตัว เต็นท์ 2,000 หลัง ผ้าห่ม 3,000 ผืน และเสื่อกันความชื้น 5,000 ผืน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าชุดแรกเดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสารที่ได้รับผลกระทบ

ด้านรัฐบาลกลางจีนเร่งสนับสนุนงบประมาณสำหรับภารกิจกู้ภัยและการฟื้นฟู โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินจัดสรรเงิน 120 ล้านหยวน หรือราว 585 ล้านบาท สำหรับภารกิจกู้ภัยฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์ในซีจ้าง

ขณะที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 100 ล้านหยวน หรือราว 488 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูฉุกเฉินและการก่อสร้างภายหลังภัยพิบัติ

เมื่อรวมสองส่วนดังกล่าว จีนจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางแล้วอย่างน้อย 220 ล้านหยวน หรือกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

ด้าน China Anneng รัฐวิสาหกิจด้านวิศวกรรมและกู้ภัยของจีน ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยชุดแรก 200 นาย พร้อมอุปกรณ์เฉพาะทาง ทั้งโดรนอเนกประสงค์ เครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติ และเครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ เข้าสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีนได้ยกระดับมาตรการรับมือภัยพิบัติทางธรณีวิทยาเป็น ระดับ 2 จากทั้งหมด 4 ระดับ พร้อมส่งคณะทำงานลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำด้านการกู้ภัยและเฝ้าระวังภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

โดยสถานการณ์ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหอสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยาในพื้นที่คาดการณ์ว่า อำเภอจี๋หลงจะยังมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องตามมา ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำสั่งอพยพของทางการ.

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี "Palestine Action" เป็นองค์กรก่อการร้าย

27 ส.ค. 2569 12:17 น.

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรและขึ้นบัญชี “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์จากอังกฤษเป็น “กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ” กล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งโต้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อช่วยชีวิตและเป็นการประท้วงต่อต้านการทำสงคราม

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประกาศกำหนดให้กลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหราชอาณาจักร เป็นองค์กรก่อการร้ายระดับโลกที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของกลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในความดูแลของพลเมืองชาวอเมริกันจะถูกอายัดทันที รวมถึงห้ามไม่ให้บุคคลหรือนิติบุคคลของสหรัฐฯ ทำธุรกรรมใดๆ ร่วมกับกลุ่มนี้

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลงโทษระลอกใหม่ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเป้าจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงซ้ายจัดทั่วโลก พร้อมส่งคำเตือนว่า สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินจนกว่ากลุ่มเหล่านี้จะถูกกำจัดหมดสิ้น เนื่องจาก “การก่อการร้ายทางการเมืองไม่มีที่ยืนในสังคม”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวหากลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ว่าให้การสนับสนุนการกระทำที่เข้าข่ายการก่อการร้ายหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 เช่นการบุกรุกและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศและฐานทัพทหารอังกฤษ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ การทำร้ายเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของอังกฤษจนได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนการข่มขู่ภาคธุรกิจและบีบบังคับรัฐบาลอังกฤษ

ด้าน ฮูดา อัมโมรี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ซึ่งมีเชื้อสายปาเลสไตน์และอิรัก ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้มาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า การที่ประเทศที่เคยทำลายล้างบ้านเกิดของเธอทั้งสองแห่งมาเรียกเธอว่า “ผู้ก่อการร้าย” ถือเป็นพฤติกรรมที่ย้อนย้อนและเสแสร้งอย่างที่สุด พร้อมย้ำว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ผ่านมามีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องชีวิตมนุษย์” ด้วยการขัดขวางกลไกสงครามของอิสราเอล

อัมโมรียังเตือนด้วยว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินตามรอยรัฐบาลอังกฤษในการประกาศให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นกลุ่มก่อการร้าย ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ต่อผู้ที่รักในเสรีภาพการแสดงออกและระเบียบประชาธิปไตย เพราะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลอำนาจนิยมทั่วโลกใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายมาเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง

กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวแบบตรง ที่มุ่งเป้าโจมตีโรงงานผลิตและบริษัทคู่ค้าที่เชื่อมโยงกับ “Elbit Systems” บริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่ของอิสราเอลในสหราชอาณาจักร รวมถึงเคยตกเป็นข่าวฮือฮาจากการบุกรุกและพ่นสีประท้วงใส่สนามกอล์ฟ Turnberry ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสกอตแลนด์

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศให้กลุ่มนี้เป็น “องค์กรต้องห้าม” ภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อังกฤษที่มีการใช้นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้กับกลุ่มประท้วงที่เน้นการทำลายทรัพย์สิน ส่งผลให้มีผู้ร่วมชุมนุมในอังกฤษถูกจับกุมแล้วมากกว่า 2,000 คน และมีสมาชิกกลุ่มบางรายถูกตัดสินจำคุกจากคดีบุกรุกสถานที่ความมั่นคงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มยังคงอยู่ระหว่างการยื่นสู้คดีในชั้นศาลฎีกาสหราชอาณาจักร เพื่อเพิกถอนคำสั่งห้ามดังกล่าว.

ที่มา BBC / Guardian

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

27 ส.ค. 2569 12:07 น.

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

ผู้เชี่ยวชาญชี้หากเกิดเหตุน้ำและโคลนทะลักหลากจากหุบเขาเข้าท่วม แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนกวาดอาคาร รถยนต์ และผู้คนไปในพริบตา ต่อให้พยายามวิ่งหนีก็ไม่สามารถหนีได้ทัน

เหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน กลายเป็นภาพสะเทือนใจ หลังมวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรวดเร็ว จนกวาดบ้านเรือน รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างไปในพริบตา จนเกิดการตั้งคำถามว่า หากเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ผู้ประสบเหตุจะมีหนทางรอดได้อย่างไร และ จะสามารถวิ่งหนีได้ทันหรือไม่?

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโออธิบายว่า เมื่อมองเห็นกระแสโคลนกำลังพุ่งเข้ามา อาจเหลือเวลาไม่มากพอที่จะวิ่งหนีได้

โดยเขาระบุว่าการวิ่งหนีอาจไม่ช่วย เช่นเดียวกับการพยายามขับรถออกจากพื้นที่ เพราะมวลน้ำที่ผสมกับโคลนและเศษซากสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง และมีแรงมหาศาล เปรียบได้กับคอนกรีตเหลว นั่นหมายความว่า การที่เราอยู่บนถนนแล้วพยายามวิ่งหนีไปตามแนวราบ หรือขับรถฝ่ากระแสน้ำ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย

ทางรอดคือ “ขึ้นที่สูง”

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากเกิดน้ำหลากจากดินถล่มหรือกระแสโคลนอย่างฉับพลัน สิ่งสำคัญคือ ต้องรีบออกจากแนวทางน้ำและมุ่งหน้าไปยังพื้นที่สูง

ชารีฟประเมินว่า พื้นที่ปลอดภัยควรสูงขึ้นไปอย่างน้อยประมาณ 6 เมตร หากสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

หลักสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามวิ่งให้เร็วกว่ากระแสน้ำ แต่คือการ เปลี่ยนระดับความสูงให้เร็วที่สุด โดยออกจากพื้นที่ต่ำ หุบเขา และบริเวณใกล้ทางน้ำ

อย่ารอจนเห็นกำแพงโคลน

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ภัยพิบัติประเภทนี้มีอันตรายอย่างมาก ตรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้มีฝนตกหนักนำหน้าเพื่อเตือนภัยเสมอไป

ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เสี่ยง หากทางการออกคำเตือนเรื่องดินถล่ม น้ำป่า หรือระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ควรออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที ไม่ควรรอจนเห็นกระแสน้ำหรือโคลนด้วยตาตัวเอง เพราะเมื่อเห็นมวลโคลนพุ่งเข้ามา อาจหมายความว่า ระยะเวลาสำหรับการหลบหนีเหลือน้อยมากแล้ว

ระยะยาวต้องพัฒนาระบบเตือนภัย

นักวิทยาศาสตร์มองว่า หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดการสูญเสียในอนาคต คือการติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตามแม่น้ำและลำธารในพื้นที่เสี่ยง พร้อมระบบส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังเจ้าหน้าที่

ชารีฟประเมินว่าระบบดังกล่าวอาจช่วยให้ประชาชนได้รับคำเตือนล่วงหน้าประมาณ 20-30 นาที ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญในการอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง

ขณะที่นักวิจัยเตือนว่า พื้นที่ภูเขาและหุบเขาแคบมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะหากดินถล่มหรือหิมะและน้ำแข็งถล่มลงไปปิดแม่น้ำ น้ำสามารถสะสมอย่างรวดเร็ว ก่อนทะลักลงมาเป็นกระแสน้ำที่รุนแรง

พร้อมเตือนข้อควรจำง่ายๆ หากเจอน้ำหลาก-โคลนถล่ม “อย่ารอ — อย่าวิ่งแข่งกับน้ำ — อย่าขับรถฝ่ากระแส — ให้ขึ้นที่สูง” โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ภูเขา ควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และวางแผนเส้นทางไปยังพื้นที่สูงไว้ล่วงหน้า เพราะสำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน การตัดสินใจก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นตัวตัดสินความเป็นความตาย.

ที่มา : AFP