รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.08 น.

รัฐบาล ย้ำสิทธิ “บัตรทอง” ครอบคลุม “แพทย์แผนไทย” นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด เผยปีงบประมาณ 69 จัดสรรงบฯ เพิ่มขึ้น มุ่งดูแลให้ ปชช.เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างครอบคลุม

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.69นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งพัฒนาสิทธิประโยชน์บริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดสรรงบประมาณรองรับ โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2568 จาก 31.9 บาทต่อประชากร เป็น 63.24 บาทต่อประชากร  

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบันการให้บริการการแพทย์แผนไทยในระบบบัตรทอง เป็นไปตาม “ประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พ.ศ. 2568” ซึ่งกำหนดสิทธิประโยชน์ไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสมและมีมาตรฐาน ทั้งนี้ ในส่วนบริการการแพทย์แผนไทย ครอบคลุมบริการนวดไทย บริการประคบ บริการนวดและประคบ บริการอบสมุนไพร บริการพอกเข่า การฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด และการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ขณะที่บริการการแพทย์ทางเลือก ครอบคลุมบริการฝังเข็ม หรือฝังเข็มร่วมกับการกระตุ้นไฟฟ้า สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ภายใต้สิทธิประโยชน์ยังมีบริการฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด ซึ่งจะให้บริการตามแนวเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทย เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของร่างกายมารดาหลังคลอด ลดอาการอ่อนล้า และช่วยให้กลับมามีสุขภาวะที่สมบูรณ์ได้เร็วขึ้น

“บริการแพทย์แผนไทยภายใต้ระบบบัตรทอง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกในการรักษา แต่เป็นการผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่ครอบคลุมทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่งเสริมสุขภาพอย่างเหมาะสม ทั้ง ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ประสงค์เข้ารับบริการ สามารถติดต่อหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หรือหน่วยบริการในระบบ สปสช. ที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อรับการประเมินและเข้าสู่กระบวนการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่อไป โดยในปีงบประมาณ 2568 มีประชาชนเข้ารับบริการจำนวน 4.05 ล้านครั้ง ส่วนบริการใช้ยาสมุนไพรจะเป็นไปตามข้อบ่งใช้ของบัญชียาหลักแห่งชาติ และอยู่ภายใต้การพิจารณาของผู้ประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาการ มีจำนวนรับบริการ 13.20 ล้านครั้ง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว.  จี้กกต.ส่งศาล

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล อ้างมีหลักฐานมัดแน่น ขู่เปิดแผลโครงการAI

“พริษฐ์” ตามขุดปมพิรุธคดีฮั้วสว.กาง 4 เหตุผล กกต.ควรส่งคดีฮั้วสว.ไปที่ศาล อ้างหลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่เคยทำมาทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด ดักคอถ้ายกคำร้องอาจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง ด้านวุฒิฯออกโรงโต้ทันควันหลักฐานแค่นี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ยืนยันผ่านคัดเลือกถูกต้อง  ขณะที่ พท.นัดประชุมพรรค 16 มิ.ย.เล็งรื้อที่ส.ส.ร.ไม่ให้เสี่ยงขัดคำวินิจฉัย ศาลรธน. ลั่นไม่แคร์ภูมิใจไทย ไม่ร่วมลงชื่อ มั่นใจมีเสียงสส.พรรคอื่นสนับสนุน ด้านพรรคส้มเตรียมเปิดแผลทีโออาร์โครงการTH-AI

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต. )ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. โดยระบุว่าเวลานี้ กกต. ทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าคดีฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ

‘ไอติม’ไล่ขุดปมพิรุธคดีฮั้วสว.

หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คณะกรรมการไต่สวนก็มีมติเห็นว่ามีบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดอย่างน้อย 229 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 138 คนที่เป็น สว. และอีกอย่างน้อย 91 คนที่เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีหลายคนเป็น สส. รวมถึงบุคคลใน ครม. ด้วย

โดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมีมติเห็นควรให้ กกต. มีมติดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เมื่อมีการสรุปเช่นนี้ออกมาเมื่อกลางปี 2568กกต. จึงมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ คณะอนุวินิจฉัยฯ กลับมีมติสวนทางกัน ว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. 7 คนยกคำร้อง

จับตา7กกต.จะชี้ชะตาอย่างไร

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้จึงอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะเห็นอย่างไร ในเมื่อมีมติสวนทางกันระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ทางเลือกของ กกต. มี 3 ความเป็นไปได้ คือ 1) เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล 2) เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้ง 229 คน และ 3) ฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องหลายคน ซึ่งอาจถูก มองว่าเป็นการสละบางคนเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนกันยายน 2569 ตามกรอบเวลา 90 วัน หลังจากที่ กกต.7คน เริ่มพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กาง4เหตุผลกกต.ควรส่งให้ศาล

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า เหตุที่ตนเห็นว่าทำไม กกต. ควรส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล มีอยู่ 4 เหตุผลด้วยกัน คือ1) หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว

จากการสำรวจรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ หรือที่มีการยื่นมาจากผู้ร้องหรือผู้ให้การกับคณะไต่สวน เป็นที่คาดการณ์ได้อย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่าหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถิติในการลงคะแนนในวันเลือก สว. ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหากไม่มีการจัดตั้งให้มีการเลือกตามโพย ตัวเลขการลงคะแนนในบัตรที่สอดคล้องกับหลักฐานโพยที่มีการเก็บและเผยแพร่ให้สาธารณะได้เห็น

ยันมีหลักฐานชัดยันคลิปเสียง

นอกจากนั้นเข้าใจว่าในสำนวนยังมีหลักฐานเรื่องการนัดหมายของกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่โรงแรมต่างๆก่อนวันเลือก มีพยานที่ระบุได้ว่ามีการพูดคุยกันอย่างไรในที่ประชุมดังกล่าว มีหลักฐานเรื่องการเดินทางที่มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับกลุ่มคนในเครือข่ายดังกล่าวเพื่อเดินทางมาประชุมก่อนวันเลือก รวมถึงอุปกรณ์หรือเสื้อสีเดียวกันที่มีการแจก ตลอดจนคลิปเสียงที่ระบุถึงการนัดหมาย หรือการเสนอทั้งเรื่องเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้มีการลงคะแนนให้กันและกัน และที่ชัดเจนที่สุดก็คือเส้นทางการเงิน

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอที่ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลได้ ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีการพิจารณาคดีการเลือก สว. หลายคดีที่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล โดยที่หลักฐานยังเบากว่าหลักฐานที่อยู่ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ด้วยซ้ำ (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) และ คดี ลต.สว. 47/2568 (ชลบุรี) ที่มีเพียงหลักฐานที่เป็นข้อความสนทนาทาง LINE เพื่อขอคะแนนให้แก่กัน โดยไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คดีที่มีหลักฐานทั้งเรื่องของโพย การนัดหมาย การเดินทาง คลิปเสียง เส้นทางการเงิน ฯลฯ จะไม่หนักแน่นเพียงเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลได้ หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็จะถูกตั้งคำถามว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่ระหว่างคดีก่อนหน้าและคดีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ซัดคณะอนุฯที่36เครื่องมือฟอกขาว

2) คณะอนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 ที่มีมติว่าควรยกคำร้องทั้งสอง 229 คน เป็นคณะที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเพียงเครื่องมือในการฟอกขาว

ในกระบวนการพิจารณาของ กกต. จะมีคณะอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งโดยปกติ กกต. จะใช้วิธีการสุ่มว่าคดีไหนจะถูกกลั่นกรองโดยคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่เท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรู้ก่อนล่วงหน้าว่าใครจะรับผิดชอบคดีใด แต่ในคดีการฮั้ว สว. นี้ กกต. ไม่ได้ใช้คณะอนุวินิจฉัยฯ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว แต่กลับตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ

นายพริษฐ์ยังระบุว่านอกจากนั้นในกระบวนการพิจารณา ทางตัวแทนจากดีเอสไอได้ให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่เคยมีการเรียกตัวแทนจากดีเอสไอหรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปชี้แจงข้อเท็จจริง และยังมีกรณีที่อนุกรรมการบางคนถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องความเกี่ยวพันกับคดีการทุจริต (เช่น คดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม) และเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง

กกต.ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

3) กกต. ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ 4 ใน 7 คนถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่ตอนนี้อยู่ในสำนวน

เมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 4 คนอาจถูกตั้งคำถามหรือข้อครหาเป็นพิเศษหากมีการตัดสินใจใดที่เป็นการค้านสายตาของสังคม หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นออกจากข้อหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน วิธีการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลเป็นฝ่ายพิจารณา ว่าใน 229 คน ใครผิดหรือไม่ผิดอย่างไร

โยงคลิปเดินเก็บโพยจากผู้สมัครสว.

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 4) กกต. ถูกตั้งคำถาม ถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือก สว.ซึ่งในการดำเนินการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ผ่านมา กกต. มีการกระทำหรือการละเว้นการกระทำในบางกรณี ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามว่ากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยหลักฐานล่าสุดก็คือคลิปที่ตนได้นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ไปเมื่อวานนี้ ซึ่งตนได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่มายื่นหลักฐานให้กับวิปฝ่ายค้านที่สภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. พร้อมตักเตือนผู้สมัคร

จี้กกต.ตอบ4คำถามให้กับสังคม

แม้ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการชี้แจงจาก กกต. ว่าการที่ผู้สมัครอาจจะมีการจดบันทึกตัวเลขผู้สมัครเพื่อกันลืมเวลาเดินเข้าคูหาไม่ได้ผิดโดยตัวการกระทำนั้นเอง แต่การชี้แจงเท่านี้ยังตอบคำถามของสังคมไม่ได้ เพราะสังคมยังมีคำถามอย่างน้อยดังต่อไปนี้

1) กรรมการ กกต. ที่มาตรวจมีการทิ้งท้ายว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นต้องเห็นอะไรที่ดูไม่สุจริตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องเก็บโพยดังกล่าวและตักเตือน – คำถามคือกรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มองว่าอาจเป็นเลือกที่ไม่สุจริต?

2) หลังจากเหตุการณ์ในคลิปผ่านไปและทาง กกต. ได้เก็บโพยไปแล้ว กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อในวันดังกล่าว? ได้มีการเรียกประชุม กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ว่าหลักฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วควรดำเนินการต่ออย่างไร? เพราะตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 59 เปิดช่องไว้ว่าหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม คณะกรรมการ กกต. มีอำนาจในการ “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือก หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่”

3) เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและมีการประกาศผลการเลือก สว. แล้ว โพยดังกล่าวถูกตรวจสอบต่อหรือไม่ว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นที่อยู่ในสำนวน เช่น มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในโพย เชื่อมโยงกับตัวเลขของผู้สมัครที่อยู่ในหลักฐานการนัดหมาย การเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการหรือไม่?

4) โพยเหล่านี้ที่เก็บไปตอนนี้อยู่ที่ไหน? อยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่และจะมีการชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่?

ดักคอถ้าไม่ส่งศาลถือว่าละเว้นฯ

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าหาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจนได้ แล้วสุดท้ายมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็อาจถูกมองได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว. หรือไม่ หรือกระทั่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการการโกง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือ 4 เหตุผลที่ทำไม กกต. ควรต้องส่งเรื่องและคำร้องของทั้ง 229 คนไปที่ศาลตามมติหรือข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26

ส.ว.โต้ทนควันคลิปพิสูจน์ไม่ได้มีฮั้ว

ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ออกมากล่าวตอบโต้ทันควันว่า ในฐานะพนักงานสอบสวนเก่า ตนขอตั้งข้อสังเกตคลิปดังกล่าวว่าหากกกต.หรือเจ้าหน้าที่กกต.พบเห็นหลักฐานผู้สมัครกระทำผิด นำเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับใบสว.3 หรือใบแนะนำตัวผู้สมัครเข้าคูหาลงคะแนน เหตุใดจึงไม่ดำเนินการเอาผิดทันที เพราะต้องเชิญตัวผู้กระทำผิดไปพบผอ.กกต. แจ้งข้อหากระทำผิด เพื่อให้ดำเนินการจบเป็นคนๆ ไป ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ แล้วมากล่าวหาเหมารวมทั้งหมดภายหลังว่า มีการฮั้วเลือกสว.

ส่วนคำพูดของกกต.ที่ระบุว่าจะเป็นสว.แล้วขอให้เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะนั้น พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวว่า ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการฮั้วเลือกสว.เกิดขึ้นจริง กกต.รู้ได้อย่างไรว่า ใครจะได้รับเลือกเป็นสว.ในตอนนั้น ฉะนั้น จึงไม่สามารถนำมากล่าวหาได้ว่าทุกคนทุจริตหมด ซึ่งส่วนตัวไม่หนักใจคลิปดังกล่าว และมั่นใจว่าผ่านกระบวนการคัดเลือกมาอย่างถูกต้อง

พท.ประชุม16มิ.ย.แก้ไขร่างรธน.

ทางด้านความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองนั้น นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเตรียมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังนำไปปรับปรุงเนื้อหาใหม่ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย ถอนการร่วมลงชื่อไปในรอบที่แล้วว่า พรรคเพื่อไทย ยืนยันเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ตามจุดยืนและแนวทางของพรรค จะหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมพรรค วันที่ 16 มิถุนายน

“ ทราบว่า มีการนำร่างเดิมไปแก้ไขเนื้อหามาเล็กน้อยให้เนื้อหาไม่หมิ่นเหม่กับการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนญ แต่ไม่ทิ้งจุดยืนเดิม เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนเนื้อหาที่ปรับปรุงใหม่เป็นอย่างไร ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะนำมาให้ที่ประชุมพรรคร่วมพิจารณาวันดังกล่าว”นายประยุทธ์กล่าว

วัดใจภท.จะลงชื่อหนุนหรือไม่

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า เนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคนำไปแก้ไขใหม่ จะได้รับการร่วมลงชื่อจากพรรคภูมิใจไทยในรอบนี้ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดในประเด็นนี้ เป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทย แต่มั่นใจว่า เรามีจุดยืนของเรา มุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการให้ ประชาชน มีส่วนร่วม แต่อาจมีทางเบี่ยงไม่ให้ขัดคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไปหาข้อยุติ ในที่ประชุมพรรค วันที่ 16 มิถุนายน นี้

เมื่อถามว่า หาก พรรคภูมิใจไทย ยืนยันไม่ร่วมลงชื่อให้ จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น

บอกยังมีพรรคอื่นพร้อมหนุน

“ไม่ได้หมายความว่า ถ้า พรรคภูมิใจไทย ไม่ร่วมลงชื่อให้แล้ว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย จะตกไป เพราะหากมีพรรคอื่นร่วมลงชื่อให้ ก็จะมีเสียงเพียงพอ 1 ใน 5 ในการยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เชื่อว่า พรรคอื่นๆ พร้อมให้ความร่วมมือ หากรวบรวมรายชื่อแล้วได้เสียงเกิน 1 ใน 5 พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้ายื่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แน่นอน”นายประยุทธ์ กล่าว

ปชน.จัดขุนพลถล่มงบฯ70

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวจากพรรคฝ่ายค้านสำหรับเตรียมความพร้อมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 ที่จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

โดยเรื่องนี้นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าววาระที่ 1 คาดว่า น่าจะเป็นสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หรือต้นเดือนกรกฎาคม โดยพรรคประชาชนชน ได้มีการเตรียมประเด็นและคัดเลือกผู้อภิปรายไว้แล้ว เพื่อให้ครอบคลุมการตรวจสอบงบประมาณของทุกภารกิจทุกกระทรวง

เตรียมจัดหนักพ.ร.บ.โอนงบฯ-กู้เงิน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นวาระที่สำคัญที่รัฐบาลจะเป็นคนเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งรัฐบาลเคยอ้างว่าสามารถโยกงบประมาณที่ไม่จำเป็นในปี 2569 มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น จึงต้องดูปริมาณที่รัฐบาลสามารถโอนได้จริงว่าอยู่ที่เท่าไหร่ซึ่งตนคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ในช่วงเดือนเดียวกัน โดยพรรคประชาชนจะต้องเตรียมความพร้อมทั้ง 2 วาระ ขณะเดียวกันในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก็มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมา เพื่อตรวจสอบการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว ซึ่งเป็นการทำงานควบคู่กัน

เมื่อถามถึง เนื้อหาสาระที่จะอภิปรายนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูตัวร่างที่จะออกมาก่อน แต่ในส่วนของหัวข้อ เราพยายามที่จะทำให้ครอบคลุมทุกกระทรวง แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ถูกใช้กับโครงการหรือกิจกรรมที่มีความคุ้มค่า ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง และดำเนินการด้วยความโปร่งใส

15มิ.ย.เปิดแผลโครงการTH-AI

เมื่อถามถึง การตรวจสอบงบประมาณในโครงการ TH-AI Passport ที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกตินั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชน ยังยืนยัน ให้มีการทบทวน และยุติการเดินหน้าโครงการดังกล่าว จากข้อพิรุธที่สังเกตเห็น ทั้งเรื่องกระบวนการในการดำเนินงานที่ผ่านมา และข้อกังวลที่มีต่อเนื้อหาในทีโออาร์ โดยในวันที่ 15 มิถุนายน พรรคประชาชนจะมีการแถลงอย่างละเอียด

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราพบข้อพิรุธ ในทีโออาร์ของโครงการนี้ เริ่มเห็นจาก ทีโออาร์ โครงการอื่นเช่นกัน เช่น โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ที่เคยมีการอนุมัติสมัยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นคนของ พรรคภูมิใจไทย และผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 มาแล้ว ตนเคยตรวจสอบและอภิปรายทักท้วงในชั้น กมธ.และวาระที่ 2 แต่เสียงข้างมาก ณ เวลานั้นก็อนุมัติ

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า จากการติดตามสอบถาม กมธ.ศึกษา และติดตามการจัดทำงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมา ได้ทราบว่า รัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้สั่งให้มีการรื้อทีโออาร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อประเด็นที่หลายคนทักท้วง ซึ่งหวังว่า ข้อกังวลที่เราได้ทักท้วงไปต่อทีโออาร์ในเวอร์ชันก่อนหน้านี้ จะถูกแก้ไขและไม่ปรากฏในทีโออาร์ตัวใหม่

พบข้อพิรุธทีโออาร์ในยุคภท.

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นข้อตอกย้ำกรณีที่เราพบข้อพิรุธทีโออาร์ในโครงการ TH-AI Passport ว่า อาจจะไม่ได้มีอยู่เพียงแค่โครงการเดียว ซึ่งหลายโครงการมักจะเป็นโครงการที่ถูกตั้งขึ้นมาในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีของ พรรคภูมิใจไทย แต่อย่างน้อย กระทรวง อว.ที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็ได้ปรับเปลี่ยนหลังจากที่มีการพบข้อพิรุธ ทั้งนี้ ตนหวังว่า โครงการที่มีข้อพิรุธในลักษณะเดียวกันจะถูกชะลอและทบทวน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อกลุ่มเอกชน

เมื่อถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยนี้ น่าจะไม่ทันแล้วใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า จะไปอยู่ในสมัยประชุมถัดไป เนื่องจากสมัยนี้ จะมีการปิดประชุมสภาฯ ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม แต่จะเป็นช่วงเวลาไหนนั้น ต้องขอหารือกับ ภายในพรรคฝ่ายค้านก่อน

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว พรรคส้มไล่ตามมาที่2 ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว  พรรคส้มไล่ตามมาที่2  ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว พรรคส้มไล่ตามมาที่2 ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 ผลเหมือนเดิม “ชัชชาติ” ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน เป็นพลังทางเลือกลงหาเสียงตลาดการค้าหนองแขม-ชุมชนสงวนคำ พร้อมทีม “กรุงเทพฯทำงาน” ด้าน “มัลลิกา” ลุยตลาดวังหลัง ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง ฟื้นสตรีทฟู้ดค่า 3 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569 ผลการส ารวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ร้อยละ60.08 รองลงมาคือ ชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ร้อยละ 13.17 สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กลุ่มตัวอย่างระบุว่าจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 35.39 รองลงมาคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 28.88 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือกผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือก ชัชชาติสิทธิพันธุ์ระบุว่าจะยังคงเลือกชัชชาติสิทธิพันธุ์ร้อยละ 73.72 และจะเลือกชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร ร้อยละ 10.32 ขณะที่ผู้ที่เคยเลือกวิโรจน์ลักขณาอดิศร ระบุว่าจะเลือกชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 44.12 และ จะเลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 24.12 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือก ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือกพรรคประชาชน ระบุว่าจะเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ร้อยละ 52.88 และจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ33.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพล 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล โดยฐานเสียงเดิมของก้าวไกลเดิมและพรรคประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้เคลื่อนมาสนับสนุนโจ-ชัยวัฒน์ อย่างเบ็ดเสร็จ สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติและการยอมรับในตัวผู้สมัครยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับ “ผลงานและตัวบุคคล” มากกว่าการเมืองแบบพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการสนับสนุนสูงถึงร้อยละ 60.08 ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับสองอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมืองยังคงอยู่ในระดับสูง ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือการเคลื่อนตัวของฐานเสียงทางการเมืองที่สะท้อนแนวโน้มของ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” (Performance-based Politics) มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์หรือพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองยังคงพร้อมสนับสนุนผู้สมัครที่พิสูจน์ผลงานได้จริง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สมัครอิสระยังได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯและ ส.ก. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ กำลังส่งสัญญาณว่าคุณภาพผู้น าและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือแบรนด์พรรคการเมือง ในมิติทางรัฐศาสตร์ ผลโพลครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นทิศทางสสำคัญของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00น.วันที่ 14มิถุนายน2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เดินทางมาถึงบริเวณชุมชนสงวนคำ โดยการเดินเท้าจากตลาดการค้าหนองแขม พร้อมด้วยทีมอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, นางสาวทวิดา กมลเวชช และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รวมถึงนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนฯ กทม.ระหว่างทางได้เดินหาเสียง พบปะประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น รายล้อมไปด้วยประชาชนที่ออกมาต้อนรับ หลายคนเข้ามาทักทาย พูดคุย และขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่นายชัชชาติได้เดินจับมือสอบถามสารทุกข์สุกดิบ รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง พร้อมแจกแผ่นพับแนะนำนโยบาย 250+ นโยบาย

โดยในตอนหนึ่ง นายชัชชาติเข้าหาเสียงที่ร้านทำผม สตรีสูงวัยโผเข้าหา กล่าวว่า ‘ขอกอดหน่อย รักมาก รักอาจารย์จริงๆ’ และกล่าวด้วยว่า ‘ได้อยู่แล้ว’ โดยนายชัชชาติเหลือบเห็นภาพถ่ายเก่าขณะสตรีดังกล่าวเต้นแอโรบิก จึงหยิบกรอบรูปมาชมว่า ‘เท่เลย’

จากนั้น นายชัชชาติ เดินหาเสียงต่อไป ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายแนวทางจัดการขยะ ว่า หนองแขมเป็นเขตสำคัญ มีโรงขยะขนาดใหญ่ ซึ่งกรุงเทพฯ มีโรงขยะขนาดใหญ่ 3 พื้นที่ คือ หนองแขม อ่อนนุช และสายไหม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย สำหรับชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม เป็นชุมชนต้นแบบ อนาคตเรื่องขยะเป็นเรื่องสำคัญของเมือง ปัจจุบัน กทม.มีขยะประมาณ 10,000 ตันต่อวัน จึงต้องมีการแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ที่ผ่านมาขยะของเราไปฝังกลบประมาณ 50% ปีที่แล้วเราก็แยกขยะ ขยะเปียก ขยะแห้ง เพื่อนำเอาขยะแห้งกลับมาใช้ได้ใหม่ ก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เป็นนโยบายที่จะผลักดันต่อไปในอนาคตด้วย เรามีชุมชนทั้งหมดประมาณ 3 ล้านครัวเรือน ที่ต้องแยกขยะ ตอนนี้เรามีการแยกขยะแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน อนาคตเราก็จะขยายผล และขยะที่เหลือสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ชุมชนสงวนคำ มีการคัดแยกขยะที่ละเอียด ขยะเปียกเอาไปทำปุ๋ย ขยะแห้งที่เหลือก็เอาไปทำรีไซเคิล อนาคตจะมีโครงการที่ให้ประชาชนมาช่วยคัดแยกขยะ มีอาสาสมัครแยกขยะ ก็ช่วยลดภาระของ กทม. รถขยะรับขยะ เพราะขยะที่รับมาเยอะ ต้นทุนเยอะ ก็เปลี่ยนมาให้ประชาชนช่วยคัดแยกเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อนาคตจะมีการชักลากขยะ เพราะขยะปัจจุบันมีจำนวนมาก บางครั้งคนงานไปเก็บตามหมู่บ้านไม่ได้ ก็จะจ้างคนในชุมชนช่วยชักลาก ซึ่งเป็นการสร้างให้ชุมชนในพื้นที่ด้วย

“หนองแขมเองสถานการณ์กลิ่นก็ไม่ได้รุนแรงอะไร เพราะเราขนไปฝังกลบประมาณ 3,000 ตัน และขนไปทำการแยก เรียกว่าตัวคอมแพคเตอร์ อีก 1,000 ตัน ที่เหลือเอาไปเผาประมาณ 300 ตัน แล้วก็จะมีตัวเผาที่จะเปิดทำงาน น่าจะปีหน้าอีก 1,000 ตัน โรงงานนี้ก็มีการดูแลตลอด ท่านจักกพันธุ์ ผิวงาม (อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.) ลงมา 26หน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผมเองก็ลง 5หน กทม.มีการปรับปรุงคุณภาพของโรงขยะให้ดีขึ้น มีการติดตั้งกล่องที่ใช้กรองกลิ่นซึ่งอยู่นอกเหลือ TOR ก็ทำให้กลิ่นถือว่าไม่รุนแรงมาก ขยะต่อไปก็จะเป็นทรัพย์สินสำคัญ หลังจากได้ชุมชนร่วมกัน และจะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน เพราะศูนย์แยกขยะทำให้มีรายได้มาสู่ชุมชนได้ อาจจะเก็บพวกขวดพลาสติกต่างๆ ทำให้ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 12 พรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า มีนโยบายจะให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจ่ายเงินค่าเหยียบแผ่นดินเข้ากรุงเทพฯ 100 บาทนั้นไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการจูงใจด้วย แอพพลิเคชั่น เช็คอินแบงคอก (Check In Bangkok) ที่จะประชาสัมพันธ์ตั้งแต่สนามบิน และตามแหล่งท่องเที่ยว ให้โหลดและจ่ายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในโลกที่มีแนวคิดเก็บค่าเข้า เช่น อิตาลี ที่เวนิซ มีค่าเข้าเมือง (Access Fee) โรมมี Tourist Accommodation Tax เก็บกันต่อคืนด้วยซ้ำ, สเปน ที่บาร์เซโลนา มี Tourist Tax, เอเชีย ตัวอย่างที่ชัดก็ญี่ปุ่น เช่น เกียวโต โอซาก้า จะเข้าพักก็มีภาษีพิเศษ งบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาบริการสาธารณะและสวัสดิการที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะการดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางในเมือง เช่น การเพิ่มศูนย์ดูแลเด็ก การสนับสนุนบริการผู้สูงอายุในชุมชน การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับผู้พิการ ตลอดจนยกระดับความสะอาด ความปลอดภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองกรุงเทพฯต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30ล้านคนต่อปี หากจัดเก็บค่าพัฒนาเมืองเพียงคนละ 100 บาท จะสร้างรายได้เพิ่มให้กรุงเทพมหานครกว่า 3,000ล้านบาทต่อปี โดยไม่เพิ่มภาระให้คนกรุงเทพฯ

เวลา 14.00น.ที่ตลาดวังหลัง เขตบางกอกน้อย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข14 ลงพื้นที่พบประชาชน ผู้ค้า ร้านอาหาร วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ขับรถตุ๊กตุ๊ก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่ขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง

ตลาดวังหลังซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญและจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ กลับสะท้อนปัญหาปากท้องอย่างชัดเจน ผู้ค้าหลายรายระบุว่า รายได้ลดลง การจับจ่ายซบเซา และต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและคนขับตุ๊กตุ๊กได้เข้าร้องเรียนว่า รายได้หายไปกว่าครึ่งมานานแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทางเชื่อมต่อไม่คึกคักเหมือนเดิม จึงอยากให้มีนโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า เสียงสะท้อนจากตลาดวังหลังคือภาพจริงของเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพฯ ต้องไม่ใช่เมืองที่ประชาชนถูกจำกัดโอกาสทำกิน แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดระเบียบแล้วค้าขายได้ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เพื่อให้เงินหมุนเวียนถึงมือผู้ค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และครอบครัวคนทำมาหากินอย่างแท้จริง กรุงเทพฯ ต้องกลับมาเป็นเมืองที่คนค้าขายได้ คนเดินทางสะดวก นักท่องเที่ยวอยากมา และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น หากอ้างอิงข้อมูลวิจัยและรายงานด้านเศรษฐกิจเมืองของกรุงเทพฯ ก่อนการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่จะพบว่า“สตรีทฟู้ด”ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอาหาร แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก กรุงเทพมหานครเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็น“เมืองสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก” ติดต่อกันหลายปี และเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เสน่ห์นั้นกลับหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจ จำนวนผู้ค้า กรุงเทพฯ มีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยประมาณ 300,000 ราย (เป็นผู้ค้าประเภทอาหารประมาณ37% หรือ111,000ราย) มูลค่าทางเศรษฐกิจ ภาคสตรีทฟู้ดสร้างมูลค่ากว่า 271,000ล้านบาทต่อปีและมีสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดอาหารบริการของประเทศ การจับจ่ายของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายด้านอาหารประมาณ20%ของงบประมาณการเดินทางทั้งหมด

ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 8 ล้าน

ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 8 ล้าน

ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 8 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.57 น.

ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลาง 44 กล่อง มูลค่ากว่า 8 ล้าน

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรจังหวัดจันทบุรี สรรพสามิตอำเภอโป่งน้ำร้อน และตำรวจ สภ.บ้านแปลง เข้าสกัดกั้นการลักลอบขนบุหรี่ต่างประเทศที่มิได้เสียภาษีอากร บริเวณบ้านบึงชนังล่าง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดบุหรี่เถื่อน 23 กล่อง รถยนต์ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และอุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง หรือ GPS Tracking อีก 1 เครื่อง

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลสัญชาติกัมพูชา ให้ลำเลียงบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้าจากฝั่งกัมพูชาไปส่งต่อในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขยายผลและตรวจยึดบุหรี่เถื่อนเพิ่มเติมอีก 21 กล่อง ซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ในพื้นที่ป่าตามแนวชายแดน

ทั้งนี้ เมื่อรวมของกลางทั้งหมดพบว่ามีบุหรี่เถื่อนจำนวน 44 กล่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางภาษีต่อรัฐมากกว่า 8 ล้านบาท

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ผลการจับกุมครั้งนี้ทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนและการปิดจุดผ่านแดนอย่างเข้มงวด แม้กลุ่มผู้กระทำผิดจะพยายามใช้ช่องทางธรรมชาติในการลักลอบลำเลียงสินค้าเข้าประเทศ แต่ด้วยการบูรณาการด้านการข่าว การลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ทำให้สามารถสกัดกั้นการกระทำผิดได้อย่างต่อเนื่อง

“กองทัพเรือยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนและปิดจุดผ่านแดนในความรับผิดชอบอย่างเข้มงวด 100% ควบคู่กับการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มกำลัง” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

หมูหน้าฟาร์มปรับขึ้นอีก 2 บาท 3 ครั้งต่อเนื่อง อ้างผู้เลี้ยงหวังดันราคาเข้าใกล้ต้นทุนส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66-70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่ปัจจุบันอยู่ที่ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรแจ้งปรับราคาแนะนำสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม มีผลวันพระที่ 14 มิถุนายน 2569 จากฐานราคาเดิม ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขยับขึ้นมาอยู่ในช่วง 66-70 บาทต่อกิโลกรัมตามแต่ละภูมิภาค​

การปรับราคาครั้งนี้นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้ว 2 ครั้ง ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นรวม 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ขยับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุว่า ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในทุกภูมิภาคเริ่มปรับตัวดีขึ้นและขยับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตมากขึ้น จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตอย่างต่อเนื่อง หลังผู้เลี้ยงสุกรเผชิญภาวะขาดทุนมาเป็นเวลานานขณะที่ปริมาณผลผลิตสุกรบางส่วนยังได้รับผลกระทบจากการกลับมาของโรค PED หรือโรคท้องร่วงติดต่อในสุกรในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อจำนวนสุกรเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ กิจกรรมตัดวงจรการผลิตลูกสุกรเพื่อทำหมูหันที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตออกจากระบบ

สำหรับต้นทุนการผลิตสุกรในปัจจุบัน สำนัก​งานเศรษฐ​กิจ​การเกษตร​ประเมิน​ว่า​ อยู่ที่ประมาณ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังต่ำกว่าต้นทุนการผลิตโดยการปรับราคาในระยะต่อไปยังต้องพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภคและภาวะตลาดควบคู่กันไป โดยผู้เลี้ยงคาดหวังให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มปรับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนต้นทุนการผลิตมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง หลังเผชิญภาวะขาดทุนติดต่อกันหลายเดือน

ปิดอ่าวไทย ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

ปิดอ่าวไทย  ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

ปิดอ่าวไทย ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว “ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่มวันที่ 15 มิถุนายนนี้ มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ช่วงฤดูวางไข่ และให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประมง ได้ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ประจำปี2569 ใน 2ช่วงระยะเวลา แบ่งเป็นช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15สิงหาคม2569 พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก ให้มีความเหมาะสมและเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ

ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ

นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังจากมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูพื้นที่อ่าวไทยตอนในปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69

จากข้อมูลที่กล่าวทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นในปี 2569 กรมประมงจึงยังเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สิ้นสุดที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

ช่วงที่2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจาก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และสิ้นสุดที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

ทั้งนี้ อนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้ 1.อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2.อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน 3.อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก 4.อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

6.ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5นิ้วขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 7.ลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 10.อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก12.เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง และ 13.เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯB : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืน

ดีป้า ยกระดับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์ เปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มุ่งสร้างฐานข้อมูลคอนเทนต์ไทย ปูทางสู่เวทีโลก

ดีป้า ยกระดับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์ เปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มุ่งสร้างฐานข้อมูลคอนเทนต์ไทย ปูทางสู่เวทีโลก

ดีป้า ยกระดับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์ เปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มุ่งสร้างฐานข้อมูลคอนเทนต์ไทย ปูทางสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ดีป้า ประกาศยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยครั้งสำคัญในงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND รุกเปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์แบบครบวงจร เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ พร้อมเชิญชวนผู้ผลิต ผู้พัฒนา และผู้ให้บริการร่วมขึ้นทะเบียน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND เวทีขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่การเติบโตระดับสากลผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของระบบนิเวศเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแสดงศักยภาพเพื่อเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจ ภายใต้แนวคิด ‘From Local Talent to Global Content’ โดยมี ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดงาน และได้รับเกียรติจากบุคคลในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว 10

ดร.ศุภกร กล่าวว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 50,609 ล้านบาท โดยในปี 2567 มีอัตราการเติบโตถึง 14% (อ้างอิงข้อมูลผลสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ปี 2567) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นของคนไทย แต่ที่ผ่านมา ข้อมูลผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยยังคงกระจัดกระจาย และขาดฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ดีป้า จึงจัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์แบบครบวงจร เพื่อรวบรวม จัดกลุ่ม และจัดทำภาพรวมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ อีกทั้งให้สอดคล้องกับบริบทระดับสากล และขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในอุตสาหกรรมขึ้นทะเบียนผ่านระบบ เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลาง พร้อมแสดงศักยภาพของตนเองผ่าน Portfolio เชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจกับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ศุภกร กล่าวต่อว่า การมีฐานข้อมูลกลาง และระบบขึ้นทะเบียนที่ได้มาตรฐานจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเข้มแข็ง ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าผู้ประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปในภาคอุตสาหกรรมได้แสดงศักยภาพสู่สายตานักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปูทางการเติบโตจาก Local Talent สู่ Global Content และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันนี้ ภาครัฐยังสามารถกำหนดทิศทางนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND ที่จัดขึ้นในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย โดย ดีป้า ต้องการเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ อีกทั้งร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง และพร้อมก้าวไปสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

“ดีป้า มุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเหตุนี้ การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจทัลคอนเทนต์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดเก็บข้อมูล แต่เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงศักยภาพของคนไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจระดับโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าว ดีป้า ได้จำแนกกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ออกเป็น 6 สาขาหลักที่มีศักยภาพสูง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ประกอบด้วย เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ อีสปอร์ต คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ก โดยผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่เข้ามาลงทะเบียนในระบบจะสามารถสร้าง Portfolio เพื่อแสดงผลงานตนเอง ซึ่งภายในฟีเจอร์สดังกล่าวจะทำหน้าที่เสมือนหน้าร้านออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาค้นหาผลงาน ซี่งถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่

ภายในงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND ยังมีเวทีเสวนา ที่รวมเหล่ากูรูจากแต่ละสาขามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) คุณจิรยศ เทพพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร eArena คุณสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย (DCAT) คุณกิตติพงศ์ พฤกษอรุณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) คุณกฤษณ์ ณ ลำเลียง นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) และ คุณกวิตา พุกสาย ผู้เชี่ยวชาญในวงการหนังสือ บรรณาธิการ และอดีตผู้บริหารแพลตฟอร์มอีบุ๊ก พร้อมการบรรยายให้ความรู้ในประเด็นภาษีดิจิทัลคอนเทนต์ กิจกรรม Inspiration Showcase ที่เปิดเวทีที่ให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้นำเสนอผลงาน และกิจกรรม Networking เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักพัฒนา และนักลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์สามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ไทย พร้อมจัดทำ Portfolio เพื่อแสดงผลงานได้แล้ววันนี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและขั้นตอนการลงทะเบียนได้ที่ https://digitalcontent.depa.or.th/

นักศึกษา อก.มช. สร้างชื่อระดับประเทศ คว้าแชมป์ 2 ปีซ้อน คว้าถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ ในเวที Food Innovation Contest 2026

นักศึกษา อก.มช. สร้างชื่อระดับประเทศ คว้าแชมป์ 2 ปีซ้อน คว้าถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ ในเวที Food Innovation Contest 2026

นักศึกษา อก.มช. สร้างชื่อระดับประเทศ คว้าแชมป์ 2 ปีซ้อน คว้าถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ ในเวที Food Innovation Contest 2026

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

นักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีการแข่งขันนวัตกรรมอาหารระดับประเทศ “Food Innovation Contest 2026” โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมกวาดรางวัลสำคัญอีกหลายรายการ ตอกย้ำศักยภาพด้านการพัฒนานวัตกรรมอาหารและความเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการผลิตบัณฑิตที่มีความคิดสร้างสรรค์และตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

การแข่งขันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยทีม Ache-V จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้สำเร็จ นับเป็นการครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของนักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานที่ได้รับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานช็อกโกแลต พัฒนาจาก “เมล็ดกระบก” พืชพื้นบ้านไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดีต่อสุขภาพ และไม่เติมน้ำตาล ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาทางเลือกใหม่ของผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต

สมาชิกทีม Ache-V ประกอบด้วย นางสาวณัฐกฤตา วงศ์คำพา นางสาวพิชชาพร พรรณรายน์ และนางสาวพิทยาภรณ์ จินะเป็งกาศ นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัฒน์ พงษ์ไทย และอาจารย์ ดร.พิพรรธ ตั้งใจดี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา พร้อมได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท กานเวลา ช็อกโกแลต จำกัด

นอกจากนี้ นักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากผลงานของทีม Vega-Nest ซึ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันที่อุดมด้วยพรีไบโอติกจากหอมหัวใหญ่ โดยใช้เทคนิคพิเศษในการขึ้นรูปให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายรังนก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรและตอบรับกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ

ทีม Vega-Nest ประกอบด้วย นางสาวณัฐณิชา เสียงดัง นางสาววริศรา เพียศรีวิชัย นางสาวฟ้าใส ทองสุก และนางสาวกานต์ศุภางค์ แก้วแดง นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัฒน์ พงษ์ไทย และอาจารย์ ดร.พิพรรธ ตั้งใจดี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด และ FIN

อีกหนึ่งความสำเร็จคือรางวัล Popular Vote ที่ทีม Happy Tummies จากสาขาเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รับจากผลงาน Ice Cream Sandwich ที่ผสานอัตลักษณ์วัตถุดิบและรสชาติของภาคเหนือเข้ากับแนวคิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารสมัยใหม่ พร้อมคุณประโยชน์ทางโภชนาการที่หลากหลาย จนได้รับความนิยมและเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงาน

สมาชิกทีม Happy Tummies ประกอบด้วย นางสาวพรวิมล วิเชียรสมุทร นายภาคินัย บุตรโสภา นางสาวสุภาวดี แซ่ตั้ง นางสาวอัจฉรียา เจดีย์แปง นางสาวณัฐธินันท์ คงอยู่ และนางสาวอรภัคนภา ปิ่นแก้ว นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวรรณา เดชะรัตนางกูร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิตาพัณณ์ ใบงิ้ว เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัย และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

EnCo จับมือ ทันตแพทยศาสตร์ มศว. สานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ปีที่ 5

EnCo จับมือ ทันตแพทยศาสตร์ มศว. สานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ปีที่ 5

EnCo จับมือ ทันตแพทยศาสตร์ มศว. สานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ปีที่ 5

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.59 น.

บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “ฟันดี ฟรีเดย์” ครั้งที่ 5 เปิดให้บริการทันตกรรมพื้นฐานแก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและลดปัญหาสุขภาพช่องปากที่เกิดขึ้นในคนไทย ภายใต้ความร่วมมือกับ คณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ได้ร่วมสนับสนุนหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกให้บริการรักษาทันตกรรม โดยมีทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด และให้คำแนะนำการดูแลฟันอย่างเหมาะสมให้ประชาชนกว่า 400 คน ในพื้นที่ชุมชนอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง พร้อมร่วมมอบเงินสนับสนุนการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่แก่คณะทันตแพทยศาสตร์ มศว เพื่อใช้ในการดำเนินภารกิจด้านบริการสาธารณสุข สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ EnCo ในการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) เปิดเผยว่า “สุขภาพช่องปากถือเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพโดยรวมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย จากผลสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยยังคงเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยผู้ใหญ่และวัยทำงาน ซึ่งมีอัตราการสูญเสียฟันสูงถึง 84% และมีปัญหาฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษาสูงถึง 53% สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านทันตสุขภาพอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมที่ได้มาตรฐาน ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าว บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) จึงเดินหน้าสานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทันตกรรมพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการส่งทีมทันตแพทย์จิตอาสาเข้าร่วมให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด และให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข และร่วมสร้างรอยยิ้มที่แข็งแรงให้กับประชาชนและชุมชน โดยการลงพื้นที่ของหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ในโครงการนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การรักษา แต่ยังเน้นการให้ความรู้เชิงรุกเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขอนามัยที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนอีกด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์ ณัฐวุธ แก้วสุทธา คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพช่องปากของประชาชนควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านการบริการสังคมให้แก่บุคลากรและนักศึกษา การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางทันตกรรมไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการให้บริการตรวจรักษาและให้คำแนะนำด้านสุขภาพช่องปากอย่างถูกต้อง โดยหวังว่าจะช่วยสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว”

ศิริกาญจน์ ปองนาน ตัวแทนผู้รับบริการ เผยว่า “รู้สึกดีใจและประทับใจมากที่มีโครงการดี ๆ แบบนี้ เพราะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทันตกรรมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย วันนี้ได้รับทั้งการตรวจสุขภาพช่องปากและคำแนะนำในการดูแลฟันที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ทำให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากมากขึ้น ขอขอบคุณ EnCo และทีมทันตแพทย์จิตอาสาทุกท่านที่ร่วมกันมอบโอกาสและสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชน”

กิจกรรม “ฟันดี ฟรีเดย์” หนึ่งในโครงการเพื่อสังคมที่ EnCo ยึดมั่นและจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมุ่งเน้นการสร้างสุขจากรากฐาน ผ่านการดูแลสุขภาพที่เข้าถึงได้จริง ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมที่มีคุณภาพให้กับประชาชนรวมแล้วเกือบ 2,000 ราย ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการช่วยลดช่องว่างด้านสาธารณสุขให้กับกลุ่มผู้มีข้อจำกัดในพื้นที่ห่างไกล และช่วยส่งเสริความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับชุมชน และแสดงออกถึงบทบาทของ EnCo ในการเป็นองค์กรที่เติบโตควบคู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมจาก EnCo เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.energycomplex.co.th  หรือเฟซบุ๊ก Energy Complex (EnCo)

ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดอก ช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น

ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดอก ช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น

ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดอก ช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.46 น.

ถ้าพูดถึงการผ่าตัดหัวใจ หลายคนคงภาพจำคือการ “ผ่าเปิดกลางหน้าอก” ที่ต้องตัดกระดูก พักฟื้นนาน และทิ้งรอยแผลเป็นยาวไว้เป็นที่ระลึก แต่วันนี้เทคโนโลยีไปไกลกว่านั้นมากด้วยเทคนิคการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS

ผศ.นพ.บุลวัชร์ หอมวิเศษ (ว.25288) ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและทรวงอก ศูนย์โรคหัวใจ และทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงสาเหตุและอาการ ข้อดี ขั้นตอนการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS รวมทั้งแนะนำการฟื้นฟูสุขภาพหลังการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล

ผศ.นพ.บุลวัชร์ หอมวิเศษ 

“ลิ้นหัวใจไมทรัล” คือ ประตูกั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายกับห้องล่างซ้าย  มีหน้าที่หลักเปิดให้เลือดแดง (ที่มีออกซิเจนสูง) ไหลลงสู่หัวใจห้องล่างเพื่อไปเลี้ยงร่างกาย และ “ปิดสนิท” เพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับขึ้นไปที่ปอด เปรียบเทียบเหมือน “วาล์วทางเดียว” ถ้าวาล์วนี้รั่วหรือตีบ หัวใจจะทำงานหนักจนเหนื่อยง่าย หอบ หรือน้ำท่วมปอดได้ รูปร่างมีลักษณะคล้าย “หมวกของพระสังฆราช” (Mitre) จึงเป็นที่มาของชื่อ Mitral นั่นเอง

สาเหตุและอาการของโรคลิ้นหัวใจไมทรัล โรคลิ้นหัวใจไมทรัลที่พบบ่อย แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

1. ลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว (Mitral Regurgitation) เปรียบเทียบเหมือน “ประตูที่ปิดไม่สนิท” สาเหตุเกิดจากความเสื่อมตามวัย, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือเอ็นยึดลิ้นหัวใจฉีกขาด อาการคือ เลือดไหลย้อนกลับไปที่ปอด ทำให้เหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง, นอนราบไม่ได้ (แน่นหน้าอก) และมีอาการบวมที่เท้าหรือข้อเท้า

2. ลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (Mitral Stenosis) เปรียบเทียบเหมือน “ประตูที่ฝืดและเปิดไม่ออก” สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ “ไข้รูมาติก” ในอดีต ทำให้มีหินปูนเกาะจนลิ้นแข็งตัว อาการคือ  เลือดจากหัวใจห้องบนลงข้างล่างได้ยาก ทำให้ ใจสั่น (หัวใจเต้นผิดจังหวะ), เหนื่อยหอบง่าย และในรายที่รุนแรงอาจไอออกมาเป็นเลือดได้ง

การผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS คือ การผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS (Minimally Invasive Mitral Valve Surgery) เป็นการผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมทรัลแบบส่องกล้องแผลเล็ก ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นลง

เทคนิค MIMVS ทำอย่างไร?

เปิดแผลขนาดเล็ก : ศัลยแพทย์จะเปิดแผลขนาดประมาณ 4–5 เซนติเมตร บริเวณใต้ราวนมหรือข้างลำตัวด้านขวา (Right Mini-Thoracotomy)

ใช้กล้องและเครื่องมือพิเศษ : แพทย์จะสอดกล้องความละเอียดสูง (บางที่ใช้กล้อง 3 มิติ) และเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กเรียวยาวเข้าไปเพื่อทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมทรัล โดยมองภาพผ่านจอมอนิเตอร์

ต่อเครื่องหัวใจและปอดเทียม : ยังคงต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมช่วยพยุงระบบไหลเวียนโลหิตระหว่างผ่าตัด แต่จะเชื่อมต่อผ่านเส้นเลือดบริเวณขาหนีบแทนการต่อตรงที่หน้าอก

ใครบ้างที่เหมาะกับเทคนิค MIMVS?

เทคนิคนี้เหมาะมากสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหา ลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว (Mitral Regurgitation) หรือ ลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (Mitral Stenosis) รวมถึงผู้สูงอายุที่ร่างกายอาจรับความบอบช้ำจากการผ่าตัดใหญ่ไม่ไหว

ข้อจำกัด : ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะทำได้ หากผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดที่ขาหนีบตีบตันอย่างรุนแรง, หน้าอกผิดรูป, เป็นโรคปอดขั้นรุนแรง หรือต้องผ่าตัดทำบายพาสเส้นเลือดหัวใจ (CABG) ร่วมด้วยหลายเส้น แพทย์อาจพิจารณาว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอกปกติจะปลอดภัยกว่า

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์โรคหัวใจ และทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej