พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้านขนาดนั้น พวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว

ด้วยน้ำพระทัยอันที่ที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ.2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลุเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและพระนคร เป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน  สร้างควมเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งสองพระองค์เสด็จลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเยี่ยมเยียน พระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยเรื่อยมา

“ครั้งแรกที่เราไปเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม ประชาชนมากมายแช่น้ำยืนรอเฝ้า เราได้รับเงิน 20 บาททีเปียกโชกจากชาวบ้าน เขาบอกว่าขอถวายสำหรับช่วยเหลือประชาชน เราก็ถามว่าทำไมไม่เก็บไว้ช่วยเหลือตัวเอง เขาก็ยืนยันคำเดิม นี่จึงเป็น 20 บาทแรกที่เราได้มาสำหรับมูลนิธิฯ”  พระดำรัสของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชนร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติรุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยเหลือผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาของมูลนิธิฯ เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วย “ถุงยังชีพพระราชทาน” ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ รับสั่งเกี่ยวกับถุงยังชีพพระราชทานไว้ว่า “…ของที่บรรจุในถุงยังชีพพระราชทานนั้นเกิดจำนวนที่จัดได้ แต่ห้ามขาด” ด้วยทรงห่วงใยและเข้าพระทัยในวัตถุประสงค์หลังของถุงยังชีพที่พระราชทานแก่ผู้ประสบอุทกภัย

ภายในถุงยังชีพพระราชทานจึงประกอบไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและมีความเหมาะสมกับผู้รับ เช่น ถุงยังชีพสำหรับผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องบรรจุข้าวเหนียวแทนข้าวสาร หรือถุงยังชีพสำหรับพระภิกษุสงฆ์ต้องบรรจุผ้าสบง จีวรไว้ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี บ่อยครั้งที่ทั้งสองพระองค์เป็นผู้คัดเลือกสิ่งของและร่วมบรรจุสิ่งของลงในถุงยังชีพด้วยพระองค์เอง

“…เราทำเองหมดทุกอย่าง ทั้งแพ็คถุง แบกข้าวสาร ทำกับข้าว ทำมามากกว่า 20 ปี เราทั้งสองแม่ลูกสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก ไม่ว่าจะเดิน นั่งเรือ ก็ทำทุกอย่าง ถุงหนักเท่าไรก็ไม่หวั่น ขอแค่ประชาชนดีขึ้น…” จากพระดำรัสของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นี้เอง ถุงยังชีพพระราชทานจึงเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจเพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ

ถุงยังชีพพระราชทานแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.ถุงยังชีพพระราชทานสีม่วงและสีส้ม สำหรับผู้ประสบอุทกภัยทั่วไปในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยแต่ครอบคลุมบริเวณกว้าง ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ถุงยังชีพฯ จำนวนมากในคราวเดียว โดย สีม่วง เป็นสีประจำวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  และสีส้ม เป็นสีประจำวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาตำรับหลวง สบู่ ยาสีฟีน ไฟฉาย ฯลฯ

2.ถุงยังชีพพระราชทานสีน้ำเงิน สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมาก มีน้ำท่วมขังบริเวณกว้างและไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ หรือมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย ภายในบรรจุสิ่งของเพิ่มเติมจากถุงพระราชทานสีส้มและสีม่วง ได้แก่ เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ

3.ถุงพระราชทานสีเหลือง สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย นอกจากอาหารและสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับพระภิกษุสงฆ์ อาทิ ผ้าสบงจีวร ผ้าเช็ดตัวพระ ยาตำราหลวง มุ้ง ฯลฯ

“อาหาร” คือ หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญมากต่อผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะอาหารปรุงสดใหม่ เพราะนอกเหนือจากขวัญและกำลังใจแล้ว การช่วยให้ผู้ประสบอุทกภัยได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ปรุงสดใหม่ยังช่วยเสริมสร้างพลังในการขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปได้ และพร้อมที่จะกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข “โรงครัวพระราชทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” จึงได้เกิดขึ้น เป็นรถทรงสูงที่สามารถนำไปจอดในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ โดยประชาชนทั่วไปมักจะเรียกว่า “รถเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” โดยอาหารสำหรับผู้ประสบอุทภัยจะเป็นเมนูที่ทุกคนสามารถรับประทานได้ อิ่มท้อง ปรุงสุกได้รวดเร็ว และที่สำคัญต้องมีรสชาติอร่อย เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา และข้าวเหนียวไก่ทอดสูตรประทาน ซึ่งทุกครั้งที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พระองค์ทรงประกอบอาหารปรุงสุกด้วยพระองค์เอง เพื่อแจกจ่ายให้ลำเลียงไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีรับสั่งถึงการปรุงอาหารเพื่อผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะเมนู “ไก่ทอดสูตรประทาน” ว่า “…จากประสบการณ์ที่เคยนำรถโรงครัวเคลื่อนที่ เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุต่างๆ นั้น เราผ่านการลองผิดลองถูกในการปรุงอาหารในการแจกคนมาหลายครั้ง และสุดท้ายก็ทำให้รู้ว่าข้าวเหนียวไก่ รับประทานง่ายและเสียยาก อีกทั้ง ไก่เป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และทุกเชื้อชาติศาสนา ที่สำคัญสามารถเก็บไว้ได้นาน…”

ตลอดระยะเวลาแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ ทรงมุ่งมั่นทุ่มเทกำลังพระวรกาย กำลังพระทัย ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติอยู่ตลอดเวลา โดยเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมที่ทำการใหม่ของมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2560 ทรงมีรับสั่งกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ในการทำงานช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อนว่า…

“…ขอให้ช่วยกันทำ รักกัน ทำงานด้วยความสบายใจ แต่ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ งานนี้เป็นส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว เราต้องทำให้รอบคอบ ถ้าเราทะเลาะกันงานก็ล้ม พระองค์หญิงทำมายี่สิบกว่าปี มีไม่กี่คน เวลานี้ก็ดีมาก เราก็แก่แล้ว แต่เรารีไทร์ไม่ได้ ส่วนเราเลอะเลือนก็ต้องอภัยกัน…”

ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 13 กรกฎาคม 2569 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลามัยแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติและประชาชนชาวไทยตลอดกาลนาน เทอญ

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่  ‘Zero Waste - Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.27 น.

ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีความท้าทายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถขนส่งขยะ ไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวด ได้แก่ การห้ามตั้งบ่อขยะ ห้ามนำขยะไปทิ้งในพื้นที่ป่า และห้ามเผาขยะภายในเขตอุทยานโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดมลพิษและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

ชาวบ้านในพื้นที่จำเป็นต้องจัดการขยะครัวเรือนด้วยตนเอง โดยปริมาณขยะในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละกว่า 2 ตัน ประกอบกับปัญหาโขลงช้างป่าที่มักลงมาคุ้ยเขี่ยขยะตามถังและจุดทิ้งขยะเพื่อหาอาหาร ส่งผลให้ขยะตกค้างถูกรื้อกระจัดกระจาย สร้างความสกปรกและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในอดีตชาวบ้านมักใช้วิธีเผาขยะในระบบเปิดภายในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเข้ามาสนับสนุนการจัดการขยะอย่างจริงจัง ภายใต้ “โครงการนำร่องระบบการจัดการขยะและการติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี” โดยมุ่งเน้นการยกระดับการจัดการขยะสู่ระบบดิจิทัลในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสก และโรงเรียนบ้านห้วยกวางจริง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การจัดการขยะในชุมชนและสถานศึกษามีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โรงเรียนป่าเด็งวิทยา เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ตระหนักถึงปัญหาขยะทั้งภายในโรงเรียนและเขตรอบนอก นางจันทร์พร ผาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าเด็งวิทยา ได้กล่าวถึงมาตรการและแผนการดำเนินงานของโรงเรียนว่า โรงเรียนป่าเด็งวิทยาได้ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนปลอดขยะ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้เรียนตามหลัก 3Rs คือ Reduce ลดการใช้ Reuse ใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยแก้ปัญหาจากต้นทาง รณรงค์ให้ครูและนักเรียนลดใช้โฟมและใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ส่งเสริมให้ห่อข้าวใส่กล่องข้าวหรือพกปิ่นโตและขวดน้ำมาเองเพื่อลดปริมาณขยะ มีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่ ขยะอินทรีย์ที่เป็นเศษอาหารนำไปรวมกับเศษใบไม้แห้งและมูลสัตว์ เพื่อทำปุ๋ยหมักและใส่บ่อแก๊สซีวภาพ ขยะรีไซเคิลนำเข้าสู่ระบบธนาคารขยะและขยะแลกแต้มเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นพฤติกรรมเด็กให้มีการทิ้งขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปอย่างถุงขนม นำไปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเหลือใช้ ส่วนขยะอันตรายจะประสานงานกับอบต. เพื่อส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธี ส่วนขยะที่เหลือจะนำไปเผาในเตาเผา ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและทำให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แม้โรงเรียนจะเล็งเห็นถึงปัญหาการจัดการขยะทั้ง 4 ประเภท แต่การเผาขยะยังคงสร้างมลพิษและควัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียนจึงได้หารือร่วมกับชาวบ้านและปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเตาเผาที่สามารถลดมลพิษและลดปริมาณควันจากการเผาขยะ ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำบ่อแก๊สชีวภาพบอลลูนเพื่อรองรับขยะเศษอาหารจากโรงอาหารและจากครู นักเรียนที่พักในหอพัก โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็งในการติดตั้งเตาเผาและบ่อแก๊สชีวภาพดังกล่าว ซึ่งแก๊สที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้สำหรับการหุงต้มในหอพักนักเรียน

“หลังจากที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการของโรงเรียน จนทำให้โรงเรียนป่าเด็งวิทยากลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชน นอกจากการสนับสนุนการคัดแยกขยะต้นทางผ่านกิจกรรมของนักเรียนแล้ว โรงเรียนยังได้บูรณาการเนื้อหาการจัดการขยะเข้าไปในรายวิชาต่างๆ พร้อมจัดทำหลักสูตรเฉพาะด้าน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจเรื่องการแยกและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี สิ่งที่ตามมาคือ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อให้กับครอบครัวและชุมชน จนเกิดแรงกระเพื่อมในระดับครัวเรือนที่ตระหนักถึงการคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเผาให้น้อยที่สุด” ผู้อำนวยการ รร.ป่าเด็งวิทยา กล่าว

ดร.วิมลรัตน์ สีสัน ผู้จัดการฝ่ายดำเนินพันธกิจภาคสนามกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง มูลนิธิศุภนิมิตฯ ระบุถึงแนวคิดการทำงานและเป้าหมายของโครงการว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste – Zero Landfill ร่วมกับชุมชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากควันไฟในการเผาขยะแบบเปิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็กนักเรียนและคนในชุมชน เราสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ โดยเริ่มต้นที่ตัวเด็กนักเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยให้ความรู้และสร้างความตระหนักในการลดปริมาณขยะ รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง เช่น ถังหมักบ่อแก๊สชีวภาพแบบบอลลูน ปิ่นโตห่อข้าว และที่สำคัญคือการสนับสนุนนวัตกรรมเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษให้กับหมู่บ้านและสถานศึกษา รวมถึงจับมือกับพันธมิตรนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการและบันทึกข้อมูลขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อยกระดับสู่ระบบที่สามารถติดตามข้อมูลด้านการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล และยังต่อยอดการเพิ่มมูลค่าขยะเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนอีกด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ อยากเห็นเด็ก ๆ มีความตระหนัก และอยากให้ทุกคน รวมถึงสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของโครงการที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ด้วยการกำจัดขยะ ลดปริมาณขยะ ซึ่งการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงมีแผนขยายโมเดลการทำงานลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย อาทิ เพชรบุรี ราชบุรี อุทัยธานี รวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออก โดยรายละเอียดของการดำเนินการอาจจะต่างไปจากพื้นที่ป่าเด็ง แต่รูปแบบจะยังคงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ชุมชน และภาคเอกชน

ภาคชุมชนเองก็มีการตื่นตัวและจัดการขยะควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ โดย นายโกศล แสงทอง รองนายก อบต.ป่าเด็ง และปราชญ์เกษตร ผู้คิดค้นและทำวิจัยเกี่ยวกับเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ กล่าวว่า  พื้นที่ป่าเด็งติดข้อกฎหมายอุทยานฯ ห้ามเผาขยะแบบเปิดในที่โล่ง ศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายร่วมใจตามรอยพ่อ อบต.ป่าเด็ง จึงได้ศึกษาวิจัยและจดอนุสิทธิบัตร เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ที่ได้รับการรับรองจาก วช. ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดปริมาณควันและฝุ่นละอองที่จะปล่อยสู่อากาศ โดยจะปล่อยมลพิษ 8-10 ppm จากปกติ 1,400 ppm หากชุมชนมีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปที่ส่งมาเผาในเตาจะเหลือเศษขี้เถ้าเพียง 3% เท่านั้น อบต. จึงร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ในการคัดแยกขยะก่อนเผา เพื่อนำขยะบางประเภท เช่น พลาสติก มาสกัดเป็นน้ำมันตามขบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) และนำไปใช้กับเครื่องยนต์บางชนิด เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ

น.ส.หัสถญา อัคนียาน ตัวแทนประชาชนจากชุมชนป่าเด็ง ได้เล่าถึงการขับเคลื่อนระดับครัวเรือนว่า  หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอยู่ประมาณ 60 ครอบครัว ตอนนี้ทุกคนมีความตื่นตัวในเรื่องขยะกันมาก ทางอบต. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการคัดแยกขยะและการเผาขยะ โดยชาวบ้านจะแยกขยะที่ขายได้ออกมา ส่วนขยะอื่นๆจะนำมาเผา ตอนที่ยังไม่มีเตาเผาแต่ละบ้านจะเผาขยะกันเองควันมลพิษก็จะเยอะ แต่เมื่อมูลนิธิศุภนิมิตฯ มาทำเตาเผาให้ ควันที่เกิดตอนเผาขยะก็ลดน้อยลงมาก ทุกคนก็จะรวบรวมขยะที่คัดแยกแล้วของบ้านตนเองมาเผาที่เตาเผานี้ ขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาก็นำมาขุดหลุมฝัง ซึ่งตั้งแต่มีการคัดแยกขยะ และมีเตาเผาสำหรับเผาขยะที่เหลือจากการคัดแยกแล้ว ทำให้ชุมชนสะอาด มองแล้วสบายตามากขึ้น

ความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนป่าเด็งในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความสะอาดของหมู่บ้านหรือการมีเตาเผาขยะชีวมวลที่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศการจัดการขยะที่เติบโตอย่างยั่งยืนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จากนี้ไป พื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์และยกระดับการจัดการข้อมูลขยะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการคาดเดาไปสู่การใช้ฐานข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของการกำจัดขยะปลายทาง

การเดินทางของ “ป่าเด็งโมเดล” ไม่ได้เป็นเพียงการจัดเก็บขยะให้พ้นสายตาในพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ในการติดตาม “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ในระดับสากล ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า แม้ชุมชนจะตั้งอยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตกและต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน แต่ด้วยนวัตกรรมท้องถิ่น การสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และหัวใจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ก็สามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มอบสิ่งแวดล้อมที่ดีและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่เด็กและเยาวชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้อย่างแท้จริง

ร่วมสนับสนุนโครงการดีๆ กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนได้ที่ www.worldvision.or.th

เปิดโฉมแล้ว 60 คนสุดท้าย บัลลังก์หมอลำ ช่อง 7HD ดีกรีไม่ธรรมดา พร้อมชิงฝันสู่หมอลำบอยกรุ๊ป

เปิดโฉมแล้ว 60 คนสุดท้าย บัลลังก์หมอลำ ช่อง 7HD ดีกรีไม่ธรรมดา พร้อมชิงฝันสู่หมอลำบอยกรุ๊ป

เปิดโฉมแล้ว 60 คนสุดท้าย บัลลังก์หมอลำ ช่อง 7HD ดีกรีไม่ธรรมดา พร้อมชิงฝันสู่หมอลำบอยกรุ๊ป

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ช่อง 7HD ทำถึง ! “บัลลังก์หมอลำ” รวมพลหนุ่ม ๆ ผู้เข้ารอบ 60 คนสุดท้าย ถ่ายโปรไฟล์เริ่ด หน้าตา-ความสามารถครบสูตร ทายาทหมอลำ-นักร้องคณะหมอลำชื่อดังร่วมท้าชิง เป็น “หมอลำบอยกรุ๊ป” ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี ศุกร์ เวลา 18.00 น. เริ่ม 6 สิงหาคมนี้

นับถอยหลังสู่การแข่งขันสุดเข้มข้น สำหรับรายการ “บัลลังก์หมอลำ”  โปรเจกต์ใหม่ของ ช่อง 7HD  ที่เตรียมเปิดเวทีเฟ้นหาสุดยอด หมอลำบอยกรุ๊ป โดยล่าสุดได้เปิดโฉมผู้ผ่านการคัดเลือก 60 คนสุดท้าย อย่างเป็นทางการ หลังมีผู้สมัครจากทั่วประเทศส่งใบสมัครเข้ามาอย่างคึกคัก ก่อนจะคัดเหลือผู้ที่โดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ เสน่ห์ ความสามารถ  และศักยภาพครบเครื่อง เพื่อก้าวสู่
การแข่งขันบนเวทีแห่งความฝันบรรยากาศการถ่ายภาพโปรโฟล์เต็มไปด้วยสีสันและความคึกคัก ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนต่างเผยตัวตนและความมั่นใจออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งสายร้อง สายเอนเตอร์เทน และสายการแสดง พร้อมประกาศความพร้อมก่อนลงสนามจริง

ความเข้มข้นของการแข่งขันยังเพิ่มดีกรีขึ้น เมื่อมีทายาทศิลปินหมอลำชื่อดังร่วมลงสนาม อาทิ ไดมอนด์ ลูกชายของ ไหมไทย หัวใจศิลป์ และ พิซซ่า ลูกชายของ ลูกแพร อุไรพร   นอกจากนี้การแข่งขันดูจะดุเดือดเพราะมีหลายคณะหมอลำดังร่วมส่งนักร้องรุ่นใหม่แววดีมาร่วมแข่งขันในครั้งนี้ด้วย อาทิ ระเบียบวาทะศิลป์ ประถมบันเทิงศิลป์ เสียงอิสาน ศิลปินภูไท รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์ ทำให้การชิงชัยครั้งนี้ยิ่งน่าติดตาม เพราะแต่ละคนต่างมีประสบการณ์และความสามารถที่พร้อมขึ้นเวทีพิสูจน์ตัวเองศึกแห่งศักดิ์ศรีกำลังจะเริ่มขึ้น ร่วมลุ้นว่าใครจะฝ่าทุกด่านการแข่งขันและก้าวขึ้นครอง “บัลลังก์หมอลำ” ได้สำเร็จร่วมลุ้นและให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันได้ ทุกวันพฤหัสบดี ศุกร์ เวลา 18.00 น. เริ่ม วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคมนี้ ทางช่อง 7HD กด 35  ติดตามรายละเอียดความเคลื่อนไหวรายการเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: บัลลังก์หมอลำ

ดราม่าพ่นพิษ กองซูปร้าฯ ร่อนจดหมายเบรก อาย กัญญาลักษณ์ เซ่นปมเอกสารหลุด พันธมิตรโลกสั่งเท

ดราม่าพ่นพิษ กองซูปร้าฯ ร่อนจดหมายเบรก อาย กัญญาลักษณ์ เซ่นปมเอกสารหลุด พันธมิตรโลกสั่งเท

ดราม่าพ่นพิษ กองซูปร้าฯ ร่อนจดหมายเบรก อาย กัญญาลักษณ์ เซ่นปมเอกสารหลุด พันธมิตรโลกสั่งเท

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงนางงามทันทีเมื่อเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ Supranational Thailand 2026 โดย บริษัท เจดับบลิว คอลเลคทีฟ จำกัด (JW Collective Co., Ltd.) ในฐานะองค์กรผู้ถือลิขสิทธิ์ Miss & Mister Supranational Thailand 2026 ได้ร่อนแถลงการณ์สำคัญ ประกาศยุติบทบาทของ “อาย-กัญญาลักษณ์ หนูแก้ว” ในฐานะตัวแทนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เปิดสาเหตุการพิจารณาร่วมกับพันธมิตรระดับสากลจากรายละเอียดในแถลงการณ์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่องค์กรได้รับข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ อาย กัญญาลักษณ์ ซึ่งทางกองประกวดได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล รับฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้สนับสนุนหลัก รวมถึงที่ปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน

แม้ว่าทางองค์กรจะพยายามอย่างเต็มที่ในการหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินหน้าต่อไปได้แต่หลังจากพันธมิตรและผู้สนับสนุนหลักได้รับทราบข้อมูลและผลการพิจารณา ได้มีการประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กร มาตรฐานการดำเนินงาน และความร่วมมือทางธุรกิจในระดับนานาชาติ พันธมิตรระดับสากลจึงได้แจ้งจุดยืนว่า ไม่ประสงค์จะดำเนินความร่วมมือภายใต้เงื่อนไขเดิมต่อไปทางองค์กรจึงมีความจำเป็นต้องเคารพมติและข้อสรุปดังกล่าวภายใต้พันธกรณี แม้จะเป็นการตัดสินใจที่ยากยิ่งและไม่ใช่ผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการให้เกิดขึ้นก็ตาม

ทางองค์กรผู้ถือลิขสิทธิ์ได้เน้นย้ำว่า การตัดสินใจยุติบทบาทในครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารองค์กร การปฏิบัติตามพันธกรณีทางธุรกิจ และเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของพันธมิตรทุกฝ่าย มิได้เป็นการตัดสินคุณค่าของบุคคล หรือมีเจตนาชี้นำให้สังคมกล่าวหา หรือตัดสินบุคคลใดในทางกฎหมายนอกจากนี้ สำหรับรายละเอียดของข้อมูล เอกสาร และกระบวนการพิจารณาภายใน ทางกองประกวดขอสงวนสิทธิ์ในการไม่เปิดเผยเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นข้อมูลภายใน ข้อกำหนดด้านความลับทางธุรกิจ และคำแนะนำของที่ปรึกษาทางกฎหมาย

“องค์กรขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่านงดการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน งดการคาดเดาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และเคารพสิทธิรวมถึงศักดิ์ศรีของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย”

ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ ทางองค์กรได้แสดงความขอบคุณ อาย กัญญาลักษณ์ สำหรับความตั้งใจและความทุ่มเทตลอดระยะเวลาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน พร้อมทั้งอวยพรให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางของตนในอนาคต พร้อมขอบคุณพันธมิตร ผู้สนับสนุน ทีมงาน สื่อมวลชน และแฟนตัวจริงทุกคนที่ยังคงให้ความเชื่อมั่นหลังจากนี้ องค์กรผู้ถือลิขสิทธิ์ยืนยันว่าจะยังคงยึดมั่นในหลักความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล เพื่อปฏิบัติภารกิจในการคัดเลือกและส่งตัวแทนประเทศไทยสู่เวที Miss & Mister Supranational อย่างสมเกียรติและได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนต่อไป

ข้างบ้าน ร่วสร้างความประทับใจในงาน Thai Film Festival in Vietnam 2026

ข้างบ้าน ร่วสร้างความประทับใจในงาน Thai Film Festival in Vietnam 2026

ข้างบ้าน ร่วสร้างความประทับใจในงาน Thai Film Festival in Vietnam 2026

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ผ่านพ้นไปอย่างน่าประทับใจ สำหรับภาพยนตร์สยองขวัญไทย ข้างบ้าน หลังได้รับเชิญเข้าฉายในงาน Thai Film Festival in Vietnam 2026 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม นำทีมนักแสดงโดย กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ นักแสดงนำ, ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับภาพยนตร์ เดินทางร่วมเปิดงาน พร้อมพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้ชมชาวเวียดนามอย่างใกล้ชิด ผ่านกิจกรรม Q&A หลังการฉายภาพยนตร์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดการเข้าร่วมงาน

สำหรับ ข้างบ้าน ภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้โปรเจกต์ GHOST LIGHT จากความร่วมมือระหว่าง ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ และ เดอะ โกสท์ เรดิโอ โดยการร่วมฉายในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่ทำให้คอนเทนต์สยองขวัญไทยได้เดินทางไปพบผู้ชมในตลาดอาเซียน ผ่านเรื่องเล่า บรรยากาศ และความกลัวใกล้ตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ไทยทั้งนี้ การเข้าร่วมงาน Thai Film Festival in Vietnam 2026 ยังตอกย้ำบทบาทของ ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ในฐานะผู้สร้างสรรค์และผู้ขับเคลื่อนคอนเทนต์ไทย ที่มุ่งพัฒนาภาพยนตร์ให้มีศักยภาพรอบด้าน ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ภาพยนตร์ไทยได้พบผู้ชมและพันธมิตรใหม่ ๆ และต่อยอดสู่เวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง
Facebook: http://www.facebook.com/shinesaengad.venture
Instagram: http://www.instagram.com/shinesaengad.venture
TikTok: http://www.tiktok.com/@shinesaengadventure
YouTube: http://www.youtube.com/@shinesaengad.venture

#ข้างบ้าน #Ghostlight #TheGhostRadio #ฉายแสงแอดเวนเจอร์ #Shinesaengadventure

เบิร์ด ธงไชย สวมเฝือกแขน ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เนื่องในวันประสูติ

เบิร์ด ธงไชย สวมเฝือกแขน ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เนื่องในวันประสูติ

เบิร์ด ธงไชย สวมเฝือกแขน ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เนื่องในวันประสูติ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมโสมกิติยาภา สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ได้ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง 

โดยไฮไลต์สำคัญของงานในวันนี้คือการปรากฏตัวของซูเปอร์สตาร์เมืองไทย “เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์” ที่เดินทางมาร่วมพิธีแม้จะอยู่ในสภาพสวมเฝือกพยุงแขนด้านขวา แต่เจ้าตัวยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายผู้ร่วมงานอย่างเป็นกันเองสร้างความประทับใจและความอบอุ่นให้แก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก 

สำหรับพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในครั้งนี้ ได้ประกอบพิธีโดยคณะสงฆ์รวม 10 รูป จาก 8 วัด โดยมี สมเด็จมหาวีรวงศ์ จากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในการนี้ ประธานในพิธีพร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้เข้าร่วมงาน ได้ร่วมกันถวายภัตตาหาร ผ้าไตร และจตุปัจจัยไทยธรรม พร้อมทั้งร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์เพื่อส่งมอบความปรารถนาดีและถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ท่าน ทั้งนี้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ (องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ) และมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้มุ่งเน้นภารกิจในการสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงอย่างครบวงจรและยั่งยืน

ตั๊กแตน ชลดา ส่งกำลังใจ ตุ๋น เซกา วิ่งหนีตายไฟไหม้ผับดัง สภาพอุปกรณ์ทำมาหากินวอดเหลือแต่ซาก

ตั๊กแตน ชลดา ส่งกำลังใจ ตุ๋น เซกา วิ่งหนีตายไฟไหม้ผับดัง สภาพอุปกรณ์ทำมาหากินวอดเหลือแต่ซาก

ตั๊กแตน ชลดา ส่งกำลังใจ ตุ๋น เซกา วิ่งหนีตายไฟไหม้ผับดัง สภาพอุปกรณ์ทำมาหากินวอดเหลือแต่ซาก

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

จากกรณีอุบัติเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงชื่อดังย่านลาดพร้าว ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก ล่าสุดนักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง “ตั๊กแตน ชลดา” ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว โพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยและเรียกขวัญให้กับ “ตุ๋น เซกา” นักดนตรีหนุ่มที่ประสบภัยในเหตุการณ์ครั้งนี้โดย ตั๊กแตน ชลดา ได้โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความสุดซึ้งว่าบุญรักษา คุณพระคุ้มครอง เทวดาปกป้อง แคล้วคลาด ปลอดภัยแล้วนะพี่ตุ๋น ขวัญเอยขวัญมา.. 

ในส่วนของรูปภาพที่โพสต์นั้น เผยให้เห็นภาพของ ตุ๋น เซกา ขณะกำลังตรวจสอบความเสียหายของอุปกรณ์ทำมาหากิน ซึ่งสภาพของบอร์ดเอฟเฟกต์กีตาร์และเครื่องดนตรีคู่ใจ ถูกไฟเผาวอดจนกลายเป็นจล ดำเป็นตอตะโก และถูกปกคลุมไปด้วยคราบเขม่าควันกับโฟมดับเพลิงหนาทึบจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแม้ว่าทรัพย์สินและเครื่องมือทำมาหากินจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้ แต่แฟนๆ และเพื่อนพ้องในวงการต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีและปลอบใจ ที่ตัวศิลปินและนักดนตรีสามารถหนีรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย เพราะ “ชีวิตและขวัญกำลังใจ” นั้นสำคัญที่สุด ท่ามกลางเสียงส่งกำลังใจให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนี้ให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยเร็ว

เปิ้ล นาคร ถอดรหัสภัยเงียบไฟไหม้ ชี้ชัดนาทีเพลิงพุ่งแรงคือปรากฏการณ์ Backdraft อันตรายถึงชีวิต

เปิ้ล นาคร ถอดรหัสภัยเงียบไฟไหม้ ชี้ชัดนาทีเพลิงพุ่งแรงคือปรากฏการณ์ Backdraft อันตรายถึงชีวิต

เปิ้ล นาคร ถอดรหัสภัยเงียบไฟไหม้ ชี้ชัดนาทีเพลิงพุ่งแรงคือปรากฏการณ์ Backdraft อันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.18 น.

จากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่กรณีเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่สถานบันเทิงชื่อดัง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ย่านซอยลาดพร้าว 1 เมื่อกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 27 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางความโศกเศร้าและการเร่งหาสาเหตุของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด

ล่าสุด พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง “เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย” ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย โดยการโพสต์คลิปวิดีโอนาทีกลุ่มควันและเปลวไฟพุ่งทะลักออกมาจากตัวอาคารอย่างรุนแรง พร้อมเขียนข้อความให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อเตือนภัยเกี่ยวกับอุบัติภัยในพื้นที่ปิด โดยระบุว่า ปรากฏการณ์ Backdraft (แบคดรัฟท์) คือ การระเบิดของควันไฟที่เกิดจากการขาดออกซิเจนในพื้นที่ปิด เมื่อมีช่องเปิดให้อากาศ (ออกซิเจน) ไหลเข้าไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มก๊าซร้อนและควันไฟจะเกิดการเผาไหม้และระเบิดอย่างรุนแรงพุ่งออกมาจากช่องนั้น…. ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บด้วยครับ….. #ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว”

ปรากฏการณ์ Backdraft (แบคดรัฟท์) หรือ การระเบิดของควันไฟ มักเกิดขึ้นในเหตุการณ์เพลิงไหม้ภายในอาคารหรือพื้นที่ที่ถูกปิดสนิททำให้ออกซิเจนถูกเผาไหม้จนเกือบหมด แต่ยังมีพลังงานความร้อนและกลุ่มก๊าซไวไฟสะสมอยู่จำนวนมากเมื่อใดก็ตามที่มีการเปิดประตู หน้าต่าง หรือเกิดช่องโหว่ให้อากาศภายนอกไหลทะลักเข้าไปอย่างรวดเร็ว ออกซิเจนจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับก๊าซร้อนเหล่านั้นทันทีจนเกิดการลุกไหม้ซ้ำอย่างรุนแรงและระเบิดพุ่งสวนออกมาทางช่องเปิด กลายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทางทีมข่าวขอร่วมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในครั้งนี้และหวังว่าอุทาหรณ์ที่คนบันเทิงร่วมกันแชร์จะช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้กับสังคมต่อไป

สวยจึ้งสะกดทุกสายตา เพี๊ยซ กนกลดา รำถวาย พญาศรีสัตตนาคราช

สวยจึ้งสะกดทุกสายตา เพี๊ยซ กนกลดา รำถวาย พญาศรีสัตตนาคราช

สวยจึ้งสะกดทุกสายตา เพี๊ยซ กนกลดา รำถวาย พญาศรีสัตตนาคราช

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สำหรับ “เพี๊ยซ กนกลดา” นักแสดงจากละคร “บ้านนางรำ” ค่ายปภัสราโปรดักชั่น  ช่อง 7HD ที่ร่วมสืบสานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดนครพนม ด้วยการรำถวายองค์พญาศรีสัตตนาคราช เนื่องในงานประเพณี “7 เดือน 7” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่บริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช ริมแม่น้ำโขง

“เพี๊ยซ”  ปรากฏตัวในชุดไทยอันงดงาม ซึ่งเป็นผ้าไหมยกดอกลูกแก้วสีงาช้าง และ ปักดอกรักทั้งชุด โดยฝีมือ ช่างสกล จากอุดรธานี โดดเด่นด้วยความอ่อนช้อย สง่างามในทุกอิริยาบถ ถ่ายทอดศิลปะการรำไทยด้วยความประณีต จนได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนที่มาร่วมงาน พร้อมเก็บภาพความประทับใจไว้เป็นจำนวนมาก

งานประเพณี “7 เดือน 7” ถือเป็นอีกหนึ่งงานบุญสำคัญของชาวนครพนม ที่จัดขึ้นเพื่อสักการะและขอพรองค์พญาศรีสัตตนาคราช สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง โดยในแต่ละปีจะมีพุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยว และผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว

การร่วมรำถวายในครั้งนี้ของ สาวเพี๊ยซ นอกจากจะสะท้อนถึงความศรัทธาที่มีต่อองค์พญาศรีสัตตนาคราชแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยให้คงอยู่สืบไป ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธา ความงดงาม และความอิ่มเอมใจของผู้ร่วมงานทุกคน

แสดงความยินดี ฉอด สายทิพย์ รับรางวัล เกียรติยศคนทีวี Life Time Achievement Awards

แสดงความยินดี ฉอด สายทิพย์ รับรางวัล เกียรติยศคนทีวี Life Time Achievement Awards

แสดงความยินดี ฉอด สายทิพย์ รับรางวัล เกียรติยศคนทีวี Life Time Achievement Awards

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.15 น.

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับงานประกาศผลรางวัลทีวีที่ยืนหยัดอย่างยาวนานและทรงคุณค่า ชมรมส่งเสริมโทรทัศน์ มูลนิธิจำนง รังสิกุล ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ งานประกาศผลรางวัล ”โทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 40“ ภายใต้แนวคิด “เกียรติยศคนทีวี 40 ปี โทรทัศน์ทองคำ” ย้ำบทบาทคนทีวีในฐานะ พลังสร้างสรรค์ขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมส่งเสริมโทรทัศน์ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  โดยงานนี้ พี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chief Executive Officer (CEO) บริษัท CHANGE2561 จำกัด ได้ขึ้นรับรางวัลทรงคุณค่า “เกียรติยศคนทีวี” (Life Time Achievement Awards) ประจำปี 2568 ซึ่งมอบให้เพื่อเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณูปการและอุทิศตนให้แก่วงการโทรทัศน์ไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จนเป็นแรงบันดาลใจและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวงการโทรทัศน์ไทยสืบต่อไป