นครินทร์ เปิดใจบทบาทหน้าที่ศาล รธน. ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้

นครินทร์ เปิดใจบทบาทหน้าที่ศาล รธน. ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้

นครินทร์ เปิดใจบทบาทหน้าที่ศาล รธน. ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

“นครินทร์”เปิดใจ บทบาทหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้ แจงเหตุบินดูงาน ตปท.ไม่ใช่ไปเที่ยวพักผ่อน แต่กระชับความสัมพันธ์ศาลโลก-เพิ่มความรู้บุคลากร

30 มีนาคม 2569 ที่ จ.กระบี่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายถึงบทบาทการทำหน้าที่ และการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการ ซึ่งการจะพูดคุยอะไรต้องอยู่ในกรอบ และองค์กรตุลาการทั้งหมด 9 คน ทุกคนมีอิสระ การตัดสินใจอะไรต่างๆ ก็เป็นดุลพินิจของบุคคล เราไม่สามารถก้าวล่วงได้เลย หรือทั้งในเชิงกดดันหรือล็อบบี้ซึ่งไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นเราอยากพูดคุยกันในกฎกติกา

ส่วนข่าวที่มีการพูดถึงการอบรมของศาลรัฐธรรมนูญ และยกเลิกไปนั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เราก่อตั้งมา 28 ปี หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอและเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไร ตลอดระยะเวลา 28 ปี เราผ่านรัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับ คือ ปี 40 , ปี 50 และปี 60 ซึ่งอำนาจหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร อาทิ ตุลาการจาก 15 คน เหลือ 9 คน จากนั้นก็เปลี่ยนแปลงในเรื่องรายละเอียดอีก ซึ่งมีทั้งข้อดีและไม่ดี จึงเห็นว่าเรามีตุลาการมาจากอดีตวิศวะที่เป็นอธิบดีกรมทางหลวง หรือมาจากนิติศาสตร์ เพราะเกี่ยวกับเรื่องลักษณะของคดีด้วย

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งมา 28 ปี ในวันที่ 7 – 8 เม.ย.นี้ จะมีงานวันเกิดศาลรัฐธรรมนูญ เดิมเราจะจัดให้ใหญ่โต แต่มีการเตือนกันว่าอย่าเพื่งทำอะไรให้ใหญ่โต ให้รอช่วง 30 ปี ฉะนั้น ในปีนี้เราจะมีการจัดงาน โดยจะเชิญประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งเอเชีย และคณะกรรมการเวนิส เพื่อให้เป็นเครื่องประจักษ์พยานว่าคณะศาลรัฐธรรมนูญของไทย ได้รับการยอมรับจากบอร์ดศาลรัฐธรรมนูญโลก และจากสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก 125 ประเทศ โดยในงานดังกล่าวจะเชิญผู้นำองค์กรศาลรัฐธรรมนูญโลกมาบรรยายพิเศษ ซึ่งการที่ตัวแทนศาลระดับนี้เดินทางมา แสดงเห็นให้ว่าประเทศไทยไม่ได้ทำงานแบบไร้ทิศทางหรือไม่เป็นที่ยอมรับของสมาคมโลก ซึ่งสมาคมศาลโลกให้การยอมรับประเทศไทยอย่างดียิ่งและยอมรับในทุกมิติ

นายนครินทร์ กล่าวอีกว่า สมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก มี 125 ประเทศ แต่ระบบศาลจะแบ่งออกประมาณ 3 – 4 ลักษณะ คือ รูปแบบที่หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นแผนหนึ่งอยู่ภายใต้ศาลฎีกา อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ รูปแบบที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญแยกออกมาในรูปแบบศาล รูปแบบที่สาม ที่เป็นรูปแบบหลักของประเทศฝรั่ง คือรูปแบบสภารัฐธรรมนูญฝรั่งเศส (Consiel) และรูปแบบที่สี่ เรียกว่าทายูโน่ ซึ่งทั้ง 4 รูปแบบนี้ ประเทศไทยดำเนินการแบบรูปแบบที่สอง

ทั้งนี้ หากถามว่าคดีรัฐธรรมนูญคืออะไร ก็ต้องดูว่าตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่เป็นข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ อะไรใช่หรือไม่ใช่จะรับหรือไม่รับเป็นดุลพินิจโดยอิสระของตุลาการแต่ละท่าน ซึ่งที่ผ่านประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคดีมาตลอด

ส่วนที่หลายคนอยากให้ตนชี้แจงในเรื่องการดูงานต่างประเทศ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญตั้งมา 28 ปี มีเจ้าหน้าที่ 260 คน เล็กกว่า อบต. เทศบาล งบประมาณ 368 ล้านบาท องค์กรตุลาการศาลไม่ใช่ดูงานเป็นหลัก แต่การดูแลเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ฉะนั้น การใช้จ่ายเงินของศาลในการเคคดินทางไปต่างประเทศ ไม่ใช่ไปเที่ยวพักผ่อน แต่เป็นในเรื่องของความสัมพันธ์และเพิ่มความรู้บุคลากรของศาล แต่เราก็ไม่ได้ขัดมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้ยกเลิกการดูงานของศาลไปหมดแล้ว ฉะนั้น ขอให้เข้าใจ

“งานต่างประเทศ เป็นงานที่มีความสำคัญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญโลกมี 125 ประเทศ และไทยเป็นหนึ่งศาลรัฐธรรมนูญเอเชีย ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่าการดูงานต่างประเทศ เราทำด้วยความระมัดระวัง และทำในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งของการบริหารงานของศาล เพราะว่าการเพิ่มพูนผลงานและความเข้าใจของศาล ความสำคัญระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานอย่างโดดเดี่ยวได้ในโลกที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างแน่นแน่นอย่างในทุกวันนี้” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวและย้ำว่า ตุลาการก็มีบทบาทหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายไว้

ปธ.ศาล รธน.ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต.

ปธ.ศาล รธน.ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต.

ปธ.ศาล รธน.ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต.

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.31 น.

“ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ”ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต. ลั่นต้องมีผู้ร้องตามช่องทางกติกา มองฝ่ายการเมืองระวังเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องดี

30 มีนาคม 2569 ที่ จ.กระบี่. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีว่าที่รัฐบาลใช้มาตรฐานทางจริยธรรมมาเป็นคุณสมบัติหลักในการกลั่นกรองรัฐมนตรี แต่ในรัฐบาลที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีบางคนเหมือนขาดคุณสมบัติแต่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ใช้มาตราฐานใดวัด ว่า ปัญหาเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหม่รัฐธรรมนูญของเรามีวิวัฒนาการบางอย่างก็เพิ่มมาใหม่ บางอย่างหายไปอย่างในรัฐธรรมนูญปี 60 เรื่องใหม่คือเรื่องจริยธรรม เราไม่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เลย

ส่วนเรื่องที่หายไปคือการยุบพรรค ที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคน้อยกว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาก เพราะหากยุบพรรคโดยการตรวจสอบบัญชี ใช้จ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองเป็นเท็จ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถยุบได้ทันทีไม่ต้องยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการยุบพรรคซึ่งเดิมมีจำนวนมาก ก็ลดน้อยลงไป เพราะขณะนั้น กกต.สามารถยุบได้เอง

ส่วนคำถามว่าทำไมคนที่มีปัญหาถึงเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัว แต่ยังไม่มีคนยื่นเรื่องมาที่ศาล ศาลไม่สามารถริเริ่มคดีได้ คิดเองทำเองไม่ได้ ชงเองไม่ได้ ตนจะไปบอกให้เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญไปทำคดีมา มายื่นก็ไม่ได้ ถ้าสื่อมวลชนหรือประชาชนมีความข้องใจก็ยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่การยื่นเรื่องนั้นกรณีที่มีความสงสัยว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ มันก็ต้องมีช่องทางของมัน ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะยื่นได้ ต้องยื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

“ดังนั้นคำตอบก็คือ ก่อนหน้านี้ที่เป็นได้เพราะไม่มีคนมายื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่สามารถวินิจฉัยเองได้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำงานแบบพาสซีฟเราไม่ใช่แอคทีฟ ไม่ใช่คิดเองทำเองได้หมด เพราะว่าบ้านเมืองบริหารด้วยกติกา ของฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาอยู่แล้ว ศาลเป็นองค์กรตุลาการ ที่ตัดสินใจ หลังจากที่มีข้อพิพาทในสังคมแล้ว และต้องเป็นข้อพิพาทไม่ใช่ข้อสงสัย ผมสงสัยท่านไม่ได้ ผมกับท่านต้องมีเรื่องชกต่อยกันแล้วถ้ายอมความกันได้ก็จบไม่ต้องไปโรงพัก แต่ถ้ายอมความกันไม่ได้ ท้ายสุดก็ต้องไปที่กระบวนการยุติธรรม ต้องไปฟ้องในศาล ตอบคือเมื่อมันไม่มีเรื่องมาสู่ศาล ศาลก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้” นายนครินทร์ กล่าว

นายนครินทร์ ยังกล่าวว่า ความระมัดระวังของฝ่ายบริหารตอนนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีทำไปแล้วก็ดี เขาก็ควรจะระมัดระวัง เพราะมันเป็นเรื่องที่อาจเป็นกรณีร้องต่อศาลได้

สิ้น อดิศัย โพธารามิก เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยวัย 85 ปี

สิ้น อดิศัย โพธารามิก เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยวัย 85 ปี

สิ้น อดิศัย โพธารามิก เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยวัย 85 ปี

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

30 มีนาคม 2569 นายพิชญ์ โพธารามิก ลูกชายของ นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.ศึกษาธิการ , อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “7.28 am : 28 มีนาคม 2569 คุณพ่อ จากไป อย่างสงบ ทุกคำสอน ทุกคำสั่งเสีย จะนำไปดำเนินการ ให้เรียบร้อยครับ” พร้อมทั้งแนบกำหนดการ พีธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สวดพระอภิธรรม และพระราชทานเพลิงศพ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ทำเนียบระทึก แท็กซี่เจ้าเก่า แว้นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหานายกฯอนุทิน (ประมวลภาพ)

ทำเนียบระทึก แท็กซี่เจ้าเก่า แว้นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหานายกฯอนุทิน (ประมวลภาพ)

ทำเนียบระทึก แท็กซี่เจ้าเก่า แว้นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหานายกฯอนุทิน (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

ทำเนียบระทึก! แท็กซี่เจ้าเก่า แว๊นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหา “อนุทิน” ขอความเป็นธรรม ก่อนเจอ จนท.เข้าสกัด-เกลี้ยกล่อม

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.20 น. เพื่อไปปฏิบัติภารกิจภายนอก

จากนั้นเวลา 10.35 น. ปรากฏว่าได้มีชายสูงวัยรายหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังว่านายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ ได้ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านเข้ามาทางประตูสะพานชมัยมรุเชฐ มาที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า บีบแตรตะโกนเรียกหานายกรัฐมนตรี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ขับมอเตอร์ไซค์ไล่ตามมา และสกัดอยู่ที่หน้าบริเวณบันไดทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

นายพงศ์พิชาญ เรียกร้องว่าตนเป็นผู้พิการ ไม่ได้รับความเป็นธรรมมา 18 วันแล้ว พร้อมอ้างว่า เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตลอดชีพ เป็นคนบ้านเดียวกับ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด กับนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังระบุว่า “ขอให้เห็นใจคนบุรีรัมย์ด้วยกัน ผมเลือกพรรคภูมิใจไทย เสร็จศึกจะฆ่าขุนพลเหรอ”

ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาล 4 นาย ได้เข้ามาเกลี้ยกล่อม จากนั้นจึงนำตัวนายพงศ์พิชาญขึ้นรถมอเตอร์ไซต์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ขับ และมีเจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งนั่งซ้อนประกบอยู่ข้างหลัง ก่อนจะพาไปที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. เพื่อดำเนินการรับเรื่องตามขั้นตอนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในอดีตที่ผ่านมา นายพงศ์พิชาญ เคยก่อเหตุขับรถแท็กซี่เข้ามาจอดที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และที่อาคารรัฐสภาหลังเก่า ถนนอู่ทองใน รวมถึงยังเคยไปแสดงพฤติกรรมดังกล่าวที่กระทรวงวัฒนธรรม ในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายพงศ์พิชาญ ยังเคยเดินทางไปเรียกร้องในลักษณะเดียวกันที่อาคารพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงสถานที่ราชการอื่นๆ ด้วย

อนุทิน เผยหลังลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มนครพนม บอกส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ

อนุทิน เผยหลังลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มนครพนม บอกส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ

อนุทิน เผยหลังลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มนครพนม บอกส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

อนุทิน บอกสุ่มตรวจปั๊มนครพนม ส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ ชี้ ลงพื้นที่เห็นปัญหาหน้างาน มีข้อมูลตัดสินใจถูกต้อง

เมื่อเวลา 09.37 น. วันที่ 30 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันที่ จ.นครพนม เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ปั๊มส่วนใหญ่มีการให้บริการตามปกติ แต่มีบางรายที่ยังไม่เปิดให้บริการ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่

เมื่อถามว่าการสุ่มตรวจแบบนี้ถือเป็นการมาดูปัญหาหน้างาน หลังไม่ตรึงราคาน้ำมัน จะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมีการลงไปดูเหมือนสมัยที่มีการสู้รบในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องไปลงในพื้นที่เพราะต้องมีการตัดสินใจในหลายเรื่อง หากเราไปเห็นหน้างาน เห็นความเป็นไป เห็นปัญหา และเห็นข้อเท็จจริง รวมถึงได้สอบถามกับประชาชนทั่วไป ทำให้เรามีข้อมูลมากขึ้น จะได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

30 มีนาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ราคาน้ำมันเพิ่ม ภาระประชาชนเพิ่ม แต่ความโปร่งใสของรัฐยังไม่เพิ่ม!

วันนี้ต้นทุนทุกอย่างปรับขึ้นพร้อมกัน ทั้งค่าขนส่ง ราคาอาหาร สินค้าในตลาด แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ากำลังควบคุมราคาสินค้าอยู่ แต่ชีวิตจริงที่พี่น้องประชาชนเผชิญอยู่ทุกวันบอกอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่ผมเห็นชัดขึ้นทุกวัน คือผู้คนเริ่มปรับตัว รัดเข็มขัด ประหยัดเต็มที่ เพราะประเมินแล้วว่าวิกฤตนี้คงอีกยาว

ในสถานการณ์ที่หลายอย่างเพิ่มขึ้น สิ่งที่ยังไม่เพิ่มและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องคือความโปร่งใสของรัฐบาลในการจัดการวิกฤต ซึ่งนำไปสู่การลดลงของความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ

การที่รัฐปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทีเดียวหลายบาท บวกกับการขาดความโปร่งใสเรื่องน้ำมันสำรอง ทำให้คำขอโทษและการแถลงข่าวที่ตามมาในสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนได้

ในวิกฤต การสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงสำคัญที่สุด

ผมมีข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ที่รัฐบาลสามารถลงมือทำได้ทันที

1.มีมาตรการที่ประชาชนรู้สึกการเอาเปรียบรับภาระแต่เพียงฝ่ายเดียวจากการขึ้นราคา และผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำมันได้ประโยชน์ จะต้องรีบหารือในการลดความรู้สึก เช่นเอารายได้ที่เกิดประโยชน์จากสต๊อกน้ำมันเก่ามาคืนกลับให้กับกองทุนน้ำมัน

2.ตั้งกลไกติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

มาตรการจะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อประชาชนติดตามได้จริง ไม่ใช่รอฟังแถลงข่าวเป็นครั้งๆ

รัฐบาลควรเปิดข้อมูลปริมาณสต๊อค น้ำมัน ที่มีอยู่และน้ำมันที่กำลังเข้ามาโดยมีตัวเลขที่จับต้องได้ ให้ประชาชนสบายใจว่ามีน้ำมันใช้ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเลขที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์ออกมา

มาตรการช่วยเหลือไปที่กลุ่มใดบ้างตลอดทั้งจำนวนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจริง และดัชนีราคาสินค้าจำเป็นที่อัปเดตสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่เอกสารราชการที่ต้องตามหาเอง

ความไว้วางใจเกิดจากการที่ประชาชนเห็นได้ด้วยตัวเองว่ารัฐกำลังทำอะไร และผลเป็นอย่างไร ตัวเลขจะบอกเล่าทุกอย่าง

3.แสดงให้เห็นว่ารัฐรับภาระร่วมกับประชาชน

ก่อนจะขอให้ประชาชนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือลดใช้พลังงาน รัฐบาลต้องแสดงสัญญาณที่จับต้องได้ก่อน เช่น แสดงความชัดเจนเรื่องร่วมจ่าย เช่นลดภาษีสรรพสามิตร ลดงบฟุ่มเฟือยของหน่วยงานราชการ ชะลอโครงการที่ยังไม่เร่งด่วน

ผู้นำและรัฐต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่การสร้างภาพแล้วตีข่าวว่าแก้ปัญหาแล้ว ทั้งที่เนื้อในยังต้องทำอีกมาก

4.ประกาศโรดแมปพลังงานที่มีไทม์ไลน์ชัดเจน

วิกฤตนี้คือโอกาสที่รัฐบาลจะพูดความจริงกับประชาชนว่า การพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียวไม่ยั่งยืนอีกต่อไปแล้ว

ควรประกาศแผนพลังงานระยะกลางและระยะยาว พร้อมเป้าหมาย ตัวชี้วัด และกำหนดเวลาที่ตรวจสอบได้จริง

และควรสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่ามีทางเลือกอื่นรออยู่แล้ว ทั้งพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า หรือนวัตกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้เห็นว่าอนาคตพลังงานของไทยไม่ได้จบแค่ปัญหาวันนี้

“ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนขึ้นและลงได้เสมอ แต่การจะเรียกมันกลับคืน ต้องใช้ข้อเท็จจริง ความมุ่งมั่น และการมองถึงอนาคต ไม่ใช่แค่คำพูดที่ฟังดูดี”

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ระดับ 3 ดึง มท.1 นั่งบัญชาการด่วน ขู่หากไม่ประกาศ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157 แน่

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ หรือสส.ตี๋ สส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก “Phattarapong Leelaphat – ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” ระบุว่า “ฝุ่นพิษ​ PM2.5 ภาคเหนือ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่​ และตอนนี้เข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ ผู้ว่าฯต้องประกาศเขตภัยพิบัติและยกระดับเป็นภัยระดับสามให้รัฐมนตรีมหาดไทยมาบัญชาการโดยด่วน

อ้างอิงข้อมูล​ PM2.5 รายวัน(เฉลี่ย​ 24​ ชั่วโมง)​ จากศูนย์  CCDC​ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ และข้อมูลจากภาครัฐที่ตั้งเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติไว้ที่​ 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร​เฉลี่ย​ 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง​ 5 วัน​ โดยให้เป็นการวัดจากสถานีกรมควบคุมมลพิษ/GISTDA หรือ​ สถานีภาคพื้นอื่น​ ซึ่งในกรณีนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถือเป็นสถานีภาคพื้นอื่น​ เข้าเงื่อนไขตรงนี้ชัดเจน​

วันนี้(30มีนาคม69) แม้เกณฑ์ที่ตั้งสูงเว่อร์จนเกินไป​ เราพบจังหวัดที่เข้าเกณฑ์ประกาศแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ คือ เชียงใหม่ ​ลำพูน ลำปาง ​เชียงราย ​พะเยา ​น่าน ​แพร่ ​แม่ฮ่องสอน ​ตาก

ตอนนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด​ ทั้ง​ 9 จังหวัดต้องประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ​PM2.5​ โดยด่วน​ และเมื่อประกาศแล้ว​ ผมขอเรียกร้องให้​ทั้ง​ 9 จังหวัด​ แจ้งกรมป้องกัน​และ​บรรเทา​สาธารณภัย​เพื่อให้ยกระดับภัยจากภัยระดับ​ 2 ที่จังหวัดจัดการกันเอง​ เป็นภัยระดับ​ 3 ที่ให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย​ ซึ่งคือ​ อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ เป็นหัวโต๊ะนั่งบัญชาการ​ และเป็นผู้สั่งการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการอย่างเต็มที่ตามแผนป้องกันและบรรเทา​สาธารณภัย​ชาติโดยทันที

ผู้นำที่ดีไม่ว่าจะระดับไหน​ เมื่อมีอำนาจ​แล้ว ต้องไม่หนีปัญหา​ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ​ สุขภาพและชีวิตของประชาชน​ การจัดการเชิงรุกในส่วนของหน้ากากอนามัยN95 มุ้งลดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง​ ห้องปลอดฝุ่นที่ครอบคลุมและใช้งานได้จริง 24 ชั่วโมง​ รวมถึงการจัดการที่ต้นตอในการเติมงบฉุกเฉิน​ คน​ อุปกรณ์ในการจัดการไฟป่า​ ในส่วนนี้คือเหตุผลว่าประกาศแล้วได้อะไรครับ

หยุดหนีปัญหา​ แล้วแก้ปัญหาให้คนเหนือโดยด่วน”

จากนั้นได้โพสต์เพิ่มเติม ระบุว่า “สาส์นถึง​ผู้ว่าฯ 9 จังหวัด​ ภัยพิบัติฝุ่นพิษครั้งนี้ ถ้าอยู่ข้างประชาชน​ ประกาศภัยพิบัติ-ยกระดับภัยให้รัฐบาลมาจัดการ​ ถ้าจะเซฟอนุทิน​และไม่ประกาศแบบนี้​ ระวังเจอม.157”

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.20 น.

นายกฯ เผยรายชื่อ ครม.เรียบร้อย เตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้ ระบุพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที หลังได้รับโปรดเกล้าฯ – เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.37 น.ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความเรียบร้อยรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ว่า เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เลย โดยต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ขณะนี้ไม่มีรายชื่อใดมีปัญหาแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีปัญหาก็ต้องตัดออก เมื่อถามว่า 35 รายชื่อ ตอนนี้เรียบร้อยหมดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รายชื่ออยู่ที่ตนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนาม ต้องมาประชุมให้เกิดความชัดเจน เมื่อถามถึงความพร้อมด้านนโยบายของรัฐบาล นายกฯ พยักหน้ารับ

เมื่อถามว่า มีการวางวันแถลงนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 7 – 9 เม.ย.ใช่หรือไม่ นายกฯ พยักหน้า และกล่าวว่า ให้เร็วที่สุด เรายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา และนำ ครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.06 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อมาถึง นายกฯ ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว มาที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันเดียวกันนี้ โดยมี นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รอให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า วันนี้ถือเป็นการหารือหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งสุดท้ายก่อนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เพียงหันมายิ้มพร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “เดี๋ยวไปประชุมก่อน มาสายแล้ว” จากนั้น นายกฯ ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“มนพร”ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน ที่มาจากรัฐบาลเพื่อไทย ชูจุดขาย 12 อำเภอ มั่นใจสร้างเศรษฐกิจชุมชน รับนักเที่ยวได้ทั้งปี

30 มีนาคม 2569 นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) อดีต รมช.คมนาคม เปิดเผยในการแถลงข่าวการจัดงานสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม ว่า ที่มาของโครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง หรือ (DNA) นครพนม และการตลาดการท่องเที่ยวนครพนม เกิดจากการประชุมสัญจรของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นการระดมแนวคิดทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน รวมถึงตนในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนในพื้นที่ ร่วมกับหอการค้านครพนม สมาคมพ่อค้านครพนม ระดมความคิดเห็นจนเกิดแนวคิดที่จะสร้างจุดขายให้กับนครพนม จึงเกิดโครงการสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม เสนอรัฐบาล เป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณสนับสนุนกว่า 20 ล้านบาท มอบหมายให้กรมพัฒนาชุมชน เป็นเจ้าภาพ ดำเนินการร่วมกับ จ.นครพนม และภาคเอกชน ประชาชน

ทุกภาคส่วนต้องการให้นครพนม มีจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชื่อมโยงทั้ง 12 อำเภอ เนื่องจากปัจจุบัน นครพนมยังไม่มีปฏิทินการท่องเที่ยวตลอดปีที่ชัดเจน จึงต้องการเฟ้นหาจุดขายของแต่ละพื้นที่บรรจุในปฏิทินการท่องเที่ยว ให้สามารถจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวในพื้นที่ จึงได้นำร่องเป็นจังหวัดแรกของอีสาน สร้างอัตลักษณ์นครพนม ชูจุดขายของแต่ละอำเภอให้เกิดความโดดเด่น เป็นที่สนใจของประชาชน นักท่องเที่ยว ภายใต้การตลาดการท่องเที่ยวของนครพนม

สิ่งที่ต้องทำ 5 ข้อ หากมาเที่ยวนครพนม ประกอบด้วย 1.Visit เที่ยวชมความงามริมโขง 2.Eat กินอาหารถิ่นเลิศรส 3.Shop ช้อปสินค้าโอทอป ดีไซน์ใหม่ 4.Mu มูเสริมมงคล และ 5.Rest พักผ่อนบรรยากาศสโลว์ไลฟ์

“มั่นใจสร้างเศรษฐกิจในชุมชน นครพนม มีความพร้อมทุกด้าน ในการรองรับประชาชน นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ตลอดทั้งปี” นางมนพร กล่าว