ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.31 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนเรื่องการปรับขึ้นค่าไฟ (ค่า Ft) รอบเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุข้อความว่า “ค่าไฟกำลังจะขึ้น! ชวนคนไทยไปแสดงความเห็นกันครับ นอกจากเรื่องน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันและกระทบทุกครัวเรือนโดยตรง คือ “ค่าไฟฟ้า” แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่ทราบว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) สำหรับรอบเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 และจะปิดรับฟังในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวในการประชุมล่าสุด กกพ. ได้เสนอ 3 แนวทางที่มีผลต่อค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง คิดต้นทุนเต็มและชำระหนี้คงค้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 35,928 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าไฟขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 18% จากระดับปัจจุบัน แนวทางที่สอง คิดเฉพาะต้นทุนปัจจุบันโดยเลื่อนภาระหนี้ออกไป ทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และแนวทางที่สาม ใช้กลไกเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาช่วยลดภาระ ทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 2% จากระดับปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูต่างกันไม่มาก แต่ในความเป็นจริง ทุก ๆ การปรับขึ้นประมาณ 7 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นภาระเฉลี่ยราว 200 บาทต่อครัวเรือน และหากจะตรึงค่าไฟไว้ที่ระดับเดิม รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 4,600–5,000 ล้านบาทเข้ามาช่วยพยุงราคา

กรณ์ จาติกวณิช

สิ่งสำคัญคือ หลังจากปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว กกพ. จะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อสรุปมติ และมีแนวโน้มจะประกาศค่าไฟรอบใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งจะกลายเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในรอบถัดไป ขณะเดียวกัน ในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการใช้งานและโครงสร้างอัตราก้าวหน้า ทำให้ค่าไฟในบิลมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่แล้ว

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง และเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่วงเวลาที่เสียงของประชาชนสามารถเข้าไปมีผลก่อนการตัดสินใจจริง

ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่าน ใช้สิทธิของตนในช่วงเวลาสุดท้ายนี้ เข้าไปศึกษาและแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่ตัดสินใจในวันนี้ จะมีผลต่อค่าไฟที่เราทุกคนต้องจ่ายในวันข้างหน้า”

กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้และตัดพ้อถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเพิ่มขึ้น เช่น

“เรียบร้อยค่ะคุณกรณ์”

“สนับสนุนท่านครับลุยเลย”

“สนับสนุนคุณกรณ์ครับ คิดไม่พลาดอยู่แล้ว”

“ปล่อยตามกลไกเลยได้ไหมครับพี่ ปชชก็ต้องปรับตัว”

“มันยังจะตามมาอีกเพียบคับท่าน รอเลย1เมษายน69นี้”

“ตอนนี้ต้องรอรัฐบาล ใหม่ ถึงจะออกความเห็นได้ว่า รัฐบาลใหม่นี้จะแก้ไขปัญหายังไง ถ้าแก้ไขไม่ตรงจุดเรามาช่วยกันดันรัฐบาลให้ถูกทิศถูกทาง”

“รัฐบาลนี้คิดจะช่วยเหลือประชาชนเลยหรอ ได้ข่าวว่ายุโรปตอนนี้รัฐบาลออกมาช่วยลดค่าใช้จ่าย”

“ต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในการไฟฟ้า ใช้นอมินี..อยากครอบครองประเทศไทย”

“ค่ารถโดยสารไปทำงานก็ขึ้นแล้วค่ะ”

“อยากให้คุณกรณ์ลองอธิบายเงื่อนไขของคนเป็นรบ.ว่ามันมีข้อจำกัดอะไรบ้างในการดำเนินนโยบายพลังงานที่บางอย่างทำได้ไม่ง่ายและไม่ได้ทันที เพื่อให้คนไทยช่วยกันผลักดันกระแสสังคมให้รบ.สามารถทำงานได้เร็วขึ้จ”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij 

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

“เพื่อไทย” ห่วงวิกฤตไฟป่า–ฝุ่นพิษภาคเหนือ เร่งรัฐยกระดับรับมือด่วน พร้อมเคียงข้างประชาชนทุกพื้นที่

วันที่ 30 มีนาคม 2569 พรรคเพื่อไทยโพสต์ผ่านสื่อของพรรค ระบุได้ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และไฟป่าภาคเหนืออย่างใกล้ชิด แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนทั้งเชิงรุก ระดมกำลัง ดูแลกลุ่มเปราะบาง และวางแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว พร้อมยืนยันยืนเคียงข้างประชาชนฝ่าวิกฤตร่วมกัน โดยมีข้อความดังนี้

พรรคเพื่อไทยห่วงใยสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ พร้อมเคียงข้างประชาชนผ่านวิกฤต

พรรคเพื่อไทยติดตามสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) และวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยยิ่ง ต่อผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 

โดยพรรคขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้:

1. ยกระดับการบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive Management)
ขอให้รัฐบาลเร่งระดมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครลงพื้นที่ทำแนวกันไฟในจุดเสี่ยง เพื่อสกัดกั้นและลดการขยายตัวของจุด Hotspot โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุพิกัดที่แม่นยำ พร้อมทั้งประสานงานกับส่วนท้องถิ่นในการเฝ้าระวังพื้นที่ป่าอย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง

2. ระดมสรรพกำลังและดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่
ขอให้รัฐบาลเร่งระดมเครื่องมือ อุปกรณ์ดับไฟป่า และอากาศยานสนับสนุนการดับเพลิงจากทั่วประเทศเข้าสู่พื้นที่วิกฤตโดยเร็วที่สุด เพื่อจำกัดผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ และขอให้มีการจัดสวัสดิการและค่าตอบแทน ให้กับเจ้าหน้าที่ด่านหน้าและอาสาสมัครอย่างเหมาะสมและทั่วถึง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยง

3. ดูแลกลุ่มเปราะบาง
ขอให้รัฐบาลดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เร่งนำส่งอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นให้กับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

4.การแก้ไขปัญหาระยะยาว
ขอให้รัฐบาลบรรจุแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันทั้งในประเทศและข้ามชายแดนลงในคำแถลงนโยบายเพื่อยืนยันถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

ทีมพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานช่วยเหลือเบื้องต้น อาทิ การแจกหน้ากากอนามัย N95 และอุปกรณ์ยังชีพอื่นๆ 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นควันไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือวิกฤตของคนทั้งชาติ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานเคียงข้างและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล เพื่อให้พี่น้องชาวเหนือกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง เพราะชีวิตและสุขภาพของประชาชน คือสิ่งที่เรายอมให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ภายหลังจากจะมีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ปปช. ให้มีมติรับรองคำร้องที่จะยื่นคำร้องให้เชือด อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกลต่อศาลฎีกาโดยหนึ่งในนั้น มี 10 สส.พรรคประชาชนรวมอยู่ด้วยโดย ปปช.ขอให้ศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ด้วยนั้น (ป.ป.ช.ได้ฤกษ์! จ่อชงคำร้องฟัน 44 สส.ก้าวไกล เข้าที่ประชุมชุดใหญ่ก่อนส่งศาลฎีกา)

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า ผลการเลือกตั้ง สส.พรรคประชาชนได้ จำนวน สส. 120 คน และเป็นฝ่ายค้าน โดยในฝ่ายนิติบัญญัติกรณีฝ่ายค้าน รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งหลังฝ่ายบริหารเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว โดยปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 บัญญัติว่า “…ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น “ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร…”

อธิบายได้ว่า ให้ดูว่า ผู้นำฝ่ายค้านมี สส.มากที่สุดและตัวแทนพรรคไม่ได้ไปดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารหรือนั่งตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติหรือรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงพรรคจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้

พรรคประชาชนมีจำนวน สส.ฝ่ายค้านมากสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ย่อมถูกคาดหมายว่าจะได้นั่งตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านอย่างแน่นอน
         
แต่มีปัญหาว่า นายณัฐพงษ์ฯ หัวหน้าพรรคประชาชน ถูก ปปช.ชี้มูลความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง หาก ปปช.ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจไว้เป็นอย่างอื่น มีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเว้นแต่เปลี่ยนหัวหน้าพรรคคนใหม่

หากพิจารณาถึงอัตราโทษความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบวรรคสี่หากแพ้คดีและศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ย่อมตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป

พูดภาษาชาวบ้าน คือ หากแพ้คดีจริยธรรม นายเท้ง ณัฐพงษ์ฯกับพวก ถูกประหารชีวิตทางการเมือง  โดย หลุดจากตำแหน่ง สส., หลุดจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชน โทษรุนแรง โดยไม่สามารถเล่นการเมืองได้อีก ต้องเปลี่ยนอาชีพอื่น  

หากย้อนดูรายชื่อ พบว่า มี สส.พรรคประชาชน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 10 คน เป็นส่วนหนึ่งของอดีต สส.พรรคก้าวไกล ผลกระทบเป็นห่วงโซ เพราะบุคคลดังกล่าว ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคบ้าง รองหัวหน้าพรรคบ้างหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน

การแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายพรรคก้าวไกลที่ถูกพ่นพิษ โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่ 3/2567 ในคดียุบพรรคก้าวไกล ระบุชัดว่า นโยบายแก้ไข ปอ.มาตรา 112 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้อ่อนแอ หรือเสื่อมทรามลง แม้ผลไม่ได้เกิดขึ้นในทันที ทันใด แต่มีเจตนาเล็งเห็นได้ว่า ผลนั้นย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ในคดีที่ ปปช.ชี้มูลเป็นการหยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาเชือด หากพิจารณาแง่กฎหมายมหาชนผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรคสี่
       
ในการต่อสู้คดี จะต้องนำสืบหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและพฤติการณ์การกระทำ ส่งผลให้ผู้ถูกร้องต่อสู้คดีเป็นอันว่า ค่อนข้างเหนื่อยแน่นอน

หนุ่มเมืองจันทร์แซวเจ็บ พีระพันธุ์มนุษย์ Future Tense มีแต่เรื่องที่

หนุ่มเมืองจันทร์แซวเจ็บ พีระพันธุ์มนุษย์ Future Tense มีแต่เรื่องที่

หนุ่มเมืองจันทร์แซวเจ็บ พีระพันธุ์มนุษย์ Future Tense มีแต่เรื่องที่

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 กลายเป็นโพสต์ไวรัลที่ทำเอาชาวเน็ตต้องอ่านซ้ำหลายรอบ สรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ นักคิด-นักเขียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หลังเห็นการแสดงวิสัยทัศน์เรื่องวิกฤตน้ำมันในรายการของ สรยุทธ เมื่อเช้านี้ โดยระบุว่า “เห็น “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค“ ออกมาแสดงความเห็นเรื่องวิกฤตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งในรายการของ ”สรยุทธ“ เมื่อเช้านี้ ต้องยอมรับว่า ”พีระพันธุ์“ เป็นรัฐมนตรีพลังงานที่เก่งมาก …เมื่อไม่ได้เป็นรัฐมนตรี เพื่อนผมคนหนึ่งชมว่า ”พีระพันธุ์“ เหมือนกับเป็นผู้นำที่มาจากอนาคตกาล เพราะช่วง 2 ปีกว่าที่เป็นรัฐมนตรี มีแต่เรื่องที่ ”จะทำ“ มากกว่าเรื่องที่ ”ทำแล้ว“= เป็นมนุษย์ Future Tense อย่างแท้จริง”

สรกล อดุลยานนท์

งานนี้ทำเอาคอมเมนต์ใต้โพสต์ของ สรกล อดุลยานนท์ ระเบิดอย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตแห่เข้ามาตีความคำว่า มนุษย์ Future Tense กันอย่างคึกคัก เช่น

“เรียกว่าชม ไหม??? จริ้งๆ จริงๆ”

“จิงๆแล้ว ทุกท่านเก่งทุกคน มีความสามารถเยอะด้วย (ตอนไม่มีตำแหน่ง)”

“คนรักลุงพีบอกท่านทำมากกว่าพูด ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วเลยพูดแทนค่ะ”

“ลิตรละ100 ก็ได้ เป็นคนดีรักชาติต้องมาก่อน”

“โชคดีที่เปนคนอ่านหนังสือเกินแปดบรรทัด”

“นายกมาร์ค คือ ต้นแบบผู้มาก่อนกาล”

“ลุง คุยให้คิด ยังชม”

“ต้องช่วงนี้ละ เผื่อจะได้สักตำแหน่ง”

“สาบานว่าชมครับ 55555555”

“เกือบจะดีแล้วค่ะ555”

“555555555 เห็นภาพเลยค่ะ”

“ชมแบบจริงใจมาก 5555”

สรกล อดุลยานนท์
สรกล อดุลยานนท์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก หนุ่มเมืองจันท์ 

ดร.นิว ซูฮก หมอวรงค์ ทำสำเร็จ จี้เลิกข้าวฟรี สส. หลังสงกรานต์ต้องควักเงินจ่ายเอง

ดร.นิว ซูฮก หมอวรงค์ ทำสำเร็จ  จี้เลิกข้าวฟรี สส. หลังสงกรานต์ต้องควักเงินจ่ายเอง

ดร.นิว ซูฮก หมอวรงค์ ทำสำเร็จ จี้เลิกข้าวฟรี สส. หลังสงกรานต์ต้องควักเงินจ่ายเอง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุว่า หมอวรงค์สุดยอดมากๆ ประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมืองหารือกันเรียบร้อย หลังสงกรานต์ สส. ต้องซื้อข้าวกินเองแล้วนะครับ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี  ได้โพสต์ว่า  “การหารือระหว่างประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีเดย์หลังสงกรานต์! หมอวรงค์ เผยสภาฯเคาะงดเลี้ยงข้าว ส.ส. ให้ควักกระเป๋าจ่ายเอง

หมอวรงค์ แจงยิบเลิกงบข้าวฟรี สส. ประหยัดเงินแผ่นดินคืนให้ประชาชน ชมคลิป

หมอวรงค์ แจงยิบเลิกงบข้าวฟรี สส. ประหยัดเงินแผ่นดินคืนให้ประชาชน ชมคลิป

หมอวรงค์ แจงยิบเลิกงบข้าวฟรี สส. ประหยัดเงินแผ่นดินคืนให้ประชาชน ชมคลิป

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 บนโลกโซเชียลกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงประเด็นที่หลายคนสงสัยเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการอาหารของ ส.ส. โดยระบุว่า “หลายคนสงสัยว่า เมื่อส.ส.ต้องซื้ออาหารทานเอง สัญญาที่ทำไปแล้ว จะสร้างความเสียหายต่อสภาไหม จะมีอาหารเหลือในแต่ละวันไหม ได้รับคำชี้แจงว่า ไม่เสียหายเพราะเป็นสัญญาที่บอกเลิกได้ทันที ประเทศจะประหยัดงบส่วนที่เหลือ และส่งคืนแผ่นดินเพื่อไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้ เท่ากับว่า หลังสงกรานต์ ส.ส.ซื้อข้าวทานเอง เราก็ประหยัดงบได้ทันทีครับ”

วรงค์ เดชกิจวิกรม

ภายหลังจากโพสต์ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและแฟนคลับต่างหลั่งไหลเข้ามาคอมเมนต์แสดงความชื่นชมและสนับสนุนแนวคิดนี้กันอย่างล้นหลาม เช่น

“ยอดเยี่ยมครับท่าน”

ADVERTISEMENT

“ดีมากทำเพื่อประชาชนครับหมอ”

“หมอครับพูดเรื่องน้ำมันสักทีไร่อนุทินออกไปที”

“ขอบพระคุณครับ”

“คุณหมอผู้มาก่อนกาลเสมอ สุดยอดจริงๆ”

วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ

พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ

พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

ก.พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ ระบุ ประชุม ศบก.ไม่ได้หารือเรื่องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 17.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ในวันนี้ (30 มี.ค.) ศบก.ได้รับทราบรายงานสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดของประเทศ ณ วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 87.5 ล้านลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 83 ล้านลิตรต่อวัน โดยแบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมัน 69.5 ล้านลิตร และกลุ่มขนส่ง อุตสาหกรรม รวมถึงส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ อีกประมาณ 18 ล้านลิตร ในขณะที่น้ำมันเบนซินมียอดจำหน่ายอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร เริ่มปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงกับยอดขายเฉลี่ยในช่วงเดือน ม.ค.

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรองรับความต้องการใช้ของประชาชน กระทรวงพลังงานได้ดำเนิน มาตรการผ่อนผันการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย โดยมีการระบายน้ำมันออกมาเสริมในระบบแล้วรวมทั้งสิ้น 120 ล้านลิตร  นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน น้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมัน B7 ประมาณ 5 บาท เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม น้ำมัน  B20 จะไม่มีจำหน่ายทั่วไปตามสถานีบริการน้ำมัน แต่จะเป็นการซื้อผ่านคลังน้ำมันเท่านั้น เพื่อจำหน่ายให้เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเรือประมง หรือรถยนต์บางรุ่นที่รองรับ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการรับประกันและเครื่องยนต์ โดยปัจจุบันสามารถสั่งซื้อได้ที่คลังพระโขนง (OR), คลังน้ำมันสงขลา และคลังน้ำมันสังขละบุรี ส่วนคลังของเชลล์ (Shell) คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการใช้งาน แอปพลิเคชัน “App Fuel now” ที่สถานะยังไม่อัพเดท นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาและนำเข้าข้อมูลสถานีบริการทั่วประเทศจากพลังงานจังหวัด คาดว่าจะสามารถ ใช้งานได้ดีขึ้นภายใน 1-2 วันนี้ เมื่อถามว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีการหารือเรื่องประเด็นเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลหรือไม่ นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาหารือหรือรายงานแต่อย่างไร

วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 วัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งข่าวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวอยู่บำรุง โดยระบุข้อความว่า“ครอบครัวอยู่บำรุง ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบโดยทั่วกันว่า คุณแม่ลำเนา อยู่บำรุง ได้ถึงแก่กรรมโดยสงบแล้วทั้งนี้ กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรม ทางครอบครัวจะเรียนแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบพระคุณทุกท่านสำหรับความห่วงใยและกำลังใจ”

วัน อยู่บำรุง

ภายหลังการโพสต์แจ้งข่าวเศร้าของ วัน อยู่บำรุง ชาวเน็ตจำนวนมาก เข้ามาร่วมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณแม่ลำเนากันอย่างล้นหลาม เช่น

“ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว (อยู่บำรุง) ด้วยครับ ต่อการจากไปของ คุณแม่ ลำเนา อยู่บำรุง”

“ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวอยู่บำรุงด้วยนะครับพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับป๋า”

“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งครับพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจทอย่างสุดซึ้งครับ”

“ขอแสดงความเสียใจมา ณ โอกาสนี้นะคะ”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ พี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจครับพี่”

“ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างสูงด้วยนะคะพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของท่านด้วยครับผม”

“ขอแสดงความอาลัย และเสียใจด้วยครับ”

วัน อยู่บำรุง
วัน อยู่บำรุง

สำหรับประวัติของ นางลำเนา อยู่บำรุง ท่านมีชื่อเล่นที่รู้จักกันในครอบครัวว่า แป้น เป็นบุตรของนายประเสริฐ คำสุภาพ ในด้านประวัติการศึกษานั้น ท่านสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนย่านบางขุนเทียน และระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสิงหราชพิทยาคม ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน

ในส่วนของชีวิตครอบครัว นางลำเนา ได้เข้าพิธีสมรสกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ทั้งคู่เพิ่งจะจัดงานฉลองครบรอบวันแต่งงานปีที่ 56 ไปอย่างอบอุ่น โดยนางลำเนา และ ร.ต.อ.เฉลิม มีบุตรชายด้วยกันทั้งหมด 3 คน ได้แก่ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง, ร.ต.ต.วัน อยู่บำรุง (หนุ่ม),  พ.ต.ต.ดวง อยู่บำรุง

วัน อยู่บำรุง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัน อยู่บำรุง, เฟซบุ๊ก Bell Tong Love Ella

สุชาติ ฟ้องอาญา หมอของขวัญ จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม

สุชาติ ฟ้องอาญา หมอของขวัญ จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม

สุชาติ ฟ้องอาญา หมอของขวัญ จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สุชาติ”ฟ้องอาญา “หมอของขวัญ”จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม ส่วน “โกวิท”ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อแท้จริง ไม่ถอนฟ้องให้

วันที่ 30 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจากหมอของขวัญหรือ นางสาวของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ได้โพสต์ทำนองว่าได้รับหมายศาลถูกนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ฟ้องคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในฐานะที่ปรึกษากฎหมาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การวิจารณ์การเมืองโดยสุจริต สามารถกระทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย แต่หากเป็นการมุ่งใฟห้ร้ายโจมตีทางการเมือง เพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง รุกล้ำสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ แบบนี้ไม่เรียกว่า “เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง” แต่เป็นการ “มุ่งทำลาย” หรือ “มุ่งให้ร้าย หรือใส่ร้ายทางการเมือง”ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของนายสุชาติในขณะแข่งขันการเลือกตั้งและเป็นผลสืบเนื่องหลังเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลคลาดเคลื่อน เป็นการจงใจทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของนายสุชาติฯ

มิใช่ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ในการทำงานได้ แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริงที่วิจารณ์ได้โดยสุจริต แต่การกล่าวหาใส่ร้ายเรื่องประวัติในการทำงานโดยไม่เป็นจริง ในลักษณะคดโกง ทุจริต แบบนี้ ยอมไม่ได้ เพราะมีกลไกกฎหมาย พรป.ปปช. กำกับควบคุมนักการเมือง เจ้านหน้าที่ของรัฐอยู่ มิใช่กล่าวหาตามอำเภอใจผ่านโซเชี่ยล แล้วจะมาเรียกร้องผ่านโซเชี่ยลว่า ไล่ฟ้องประชาชนปิดปาก ซึ่งมันไม่ใช่เพราะประชาชนทั่วไปไม่ได้ทำสันดานแบบนี้ คุณทำตัวเองมากกว่า   การกล่าวหา ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย แล้วจะมาบอกภายหลังว่า ฟ้องปิดปากประชาชน หรือปิดปากสื่อไม่ได้

นายสุชาติฯฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาทด้วย ต้องไปพิสูจน์ในกระบวนยุติธรรมว่า เป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ แต่เท่าที่ดู เป็นการกล่าวหาทำให้นายสุชาติเสียหายมากกว่า หากไปโพสต์ทำให้เกิดความเสียหายซ้ำอีก ต้องเจอฟ้องซ้ำแยกเป็นกรรมๆไป  

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า กรณีนางสาวของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ที่ถูกนายสุชาติฟ้อง เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายนายสุชาติฯ หลายเรื่อง โดยไม่มีมูลความจริง โพสต์กล่าวหาไปเรื่อย ต้องดำเนินคดีอาญามิให้เป็นเยี่ยงอย่าง  ต้องเรียนกับพี่น้องประชาชนและสื่อสารไปถึงนางสาวของขวัญ ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการตัดสินใจการลงทุนของคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็น กรณีซื้อขาย ตีก อาคาร SKKY 9 หรือทรัพย์สินประเภทอื่น เพราะการลงทุนซื้ออาคารหรือทรัพย์สินประเภทอื่น เป็นเรื่องของความคุ้มค่าและนำเม็ดเงินที่ฝากธนาคารไว้มาลงทุนให้ได้มากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร โดยการลงทุนหรือไม่ ผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการกองทุนประกันสังคมและผ่านการนำเสนอของบอร์ดความเสี่ยง อำนาจในการลงทุนไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น ทั้งนายสุชาติฯไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำลูกจ้างไปเก็บเบอรี่ป่าที่ประเทศฟินแลนด์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีค้ามนุษย์ ทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกล่าวอ้างว่า พัวพันสินบน 36 ล้าน  โดยข้อกล่าวหาทั้งหมด ดีเอสไอส่งให้ ปปช. พิจารณา โดยปปช.ได้วินิจฉัยชี้ขาด โดยยกคำร้องนายสุชาติทั้งหมดแล้ว  ข้อกล่าวหาที่นางสาวของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ กล่าวหา โดยมีมลเหตุจูงใจทางการเมือง อันสืบเนื่องจากกรณีร้องขอให้นับคะแนนใหม่ ไม่มีมูลความจริง กรณีถูกนายสุชาติฟ้องต้องไปว่ากันตามพยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม ยืนยัน ไม่ได้ฟ้องปิดปากประชาชน   

ส่วนกรณีนายโกวิท โฑธิสาร  บก.The lsaan Record  อ้างว่า “ฟ้องปิดปากสื่อ” ตนยืนยันว่า ไม่ได้ฟ้องปิดปากสื่อ ก่อนหน้านี้ นายสุชาติได้ยื่นฟ้องนางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ แล้วถอนฟ้องไปแล้ว แต่กรณีของนายโกวิท ฯ ไม่อาจถอนฟ้องให้ได้ ไม่ควรเรียกว่า “สื่อ” เพราะสื่อที่ดีต้องมีจรรยาบรรณสื่อมวลชน ต้องตรวจสอบข้อมูลรอบด้าน จะอ้างว่า เป็นรายงานสืบสวนหรือว่าไปรับงานใครมาใส่ร้ายนายสุชาติกันแน่ แต่การแชร์ข่าวเท็จโดยไม่ตรวจสอบ ต้องถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะอยู่ในสำนักข่าวเดียวกัน ควรจะรู้อยู่แล้วว่าจริงหรือเท็จ เพราะการแชรข้อมูลและแปะข้อความ เป็นการประจานบุคคลอื่น จะไม่มีการถอนฟ้องให้เด็ดขาด เพราะนายสุชาติถอนฟ้องให้เฉพาะนางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ แต่พอถอนฟ้องให้ กลับไม่สำนึก โดยสำคัญผิดในตัวเอง

ส่วนที่นางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ ได้ใช้สถานที่รัฐสภาแถลงข่าว และยื่นหนังสือต่อ สส.และ สว. เท่าที่ติดตามการแถลง ไม่ได้สาระอะไร เป็นการหาแสงมากกว่า จะมาตั้งคำถามถึงนายสุชาติและนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ยังพูดตะกุกตะกัก ไร้สาระ ไม่รู้จริง ให้ไปทำการบ้านมาก่อน หากกระทำซ้ำอีก เจอฟ้องกลับอีกแน่ ครั้งนี้ ไม่ถอนให้แล้ว จะหาว่า ถอนฟ้อง กลัวอะไร  ทั้งการยื่นหนังสือต่อนายสหัสวัส คุ้มคง สส.พรรคประชาชนที่ตกเป็นจำเลยในคดีที่นายสุชาติฯฟ้องคดีอาญา เป็นคู่ขัดแย้ง กำลังให้ฝ่ายกฎหมายถอดเทป หากกระทำซ้ำอีก อย่ามาหาว่า ฟ้องปิดปากสื่อแล้วกัน เพราะกระทำตัวเองล้วนๆ และไม่ได้กระทำในนามสื่อมวลชนแท้จริงเพราะสื่อมวลชนที่ดีต้องมีจรรยาบรรณสื่อ ไม่รับงานใครมาเพื่อโจมตีทำลายล้างทางการเมือง

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง  เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมือง กรณีสวัสดิการสส. และการดำเนินงานในสภาฯว่า วันนี้มีการหารือในประเด็นหลัก เรื่องแรกคือการจัดอาหารสส. ในวันประชุมสภาฯ ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าสมาชิกจะจ่ายกันเองโดยฝ่ายเลขาสภาฯจะจัดอาหารบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกที่ห้องอาหารเดิม แต่ต้องจ่ายเงินกันเอง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป เรื่องที่ 2.การแต่งตั้งผู้ช่วยสส. และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ประชุมมีความเห็นว่าในยุคที่ทั่วโลกมีวิกฤตการณ์น้ำมันแพง เราจะหาวิธีการประหยัดงบประมาณได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เกิดจากระเบียบสภา ออกโดยกรรมการรัฐสภา(กร.) ที่ประชุมจึงมีมติให้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ กร. ซึ่งในวันที่ 23 เม.ย.นี้ จะมีการเลือก กร. ครบทั้งฝ่ายวุฒิสภาและฝ่ายสภาฯ จากนั้นในวันที่ 28 เม.ย. ตนจะนัดประชุม กร. เพื่อสรุปในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง และประเด็นที่ 3.กองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือเบี้ยเลี้ยงชีพ สืบเนื่องจากเรื่องนี้เป็นพ.ร.บ และออกเป็นระเบียบโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการสภาผู้แทนราษฎรในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อมีกมธ.กิจการสภาฯ ก็จะมอบให้ กมธ. ไปพิจารณาว่าเบี้ยเลี้ยงชีพจะมากมากน้อยเพียงใด

นายโสภณ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับความสง่างามของสภาฯ ระเบียบกฎหมายที่ล้าสมัยไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เราให้การบ้านแต่ละพรรคการเมือง ไปดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายตามนโยบายประหยัดพลังงาน ที่ตนในฐานะประธานสภาฯอาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ให้งดเว้นการสวมสูทผูกเนคไท โดยสามารถสวมเสื้อเชิ๊ตมีปก ที่ไม่ต้องเป็นคอพระราชทาน แต่ต้องเป็นผ้าไทย ขณะเดียวกันการทำงานในสภาฯเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การหารือของสมาชิกก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จะเสนอให้เพิ่มการหารือเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วประธานฯจะนำมาแจ้งต่อที่ประชุมว่ามีเรื่องหารือใดบ้าง ส่วนการเสนอญัตติที่เป็นเรื่องค้างเก่ามาตั้งแต่อดีต หรือญัตติซ้ำซาก ที่ประชุมไม่ขัดข้องหากจะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แต่จะมีการประหยัดเวลาขึ้นด้วยการต่อยอดจากรายงานของกมธ.ชุดเก่าๆ ไม่ใช่ศึกษาเป็นปีแล้วไม่ได้รายงาน นอกจากนี้จะมีการลดขั้นตอนการอภิปรายในวาระรับทราบรายงานอีกด้วย

โสภณ ซารัมย์

“ในสภาฯชุดนี้เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ผมได้หารือกับผู้แทนทุกท่านว่า เวลาที่จะทำงาน ผมจะขอไปหารือกับรองประธานสภาฯทั้ง2ท่านว่าจะเปิดการประชุมก่อนเวลา09.00น.ได้หรือไม่ ปรับเป็นเวลา08.45น.ได้หรือไม่ เพื่อใช้เวลาให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ในการทำงานต่อไปเราจะใช้วทีในการปรึกษาหารือนอกรูปแบบ เช่น วิปนอกรูปแบบ เมื่อได้ข้อตกลง ก็ขอให้แต่ละฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เคารพข้อตกลงที่ได้หารือ เพื่อที่สภาฯจะไม่ได้เป็นที่เบื่อหน่ายของประชาชน” ประธานสภาฯ กล่าว

เมื่อถามกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสส.ลงไปซื้ออาหารรับประทานบริเวณศูนย์อาหารรัฐสภา ชั้นB2 ทำให้สิ้นเปลืองงบฯในการจัดทำอาหารไว้แล้ว นายโสภณ กล่าวว่า เกิดจากความเข้าใจผิด ผู้ที่วิจารณ์ไม่รู้ข้อมูล ภายหลังเรามีสภาฯชุดนี้ ตนให้ทำอาหารตามความเป็นจริง ประมาณ 200-300 ที่ ไม่ใช่ตัวเลข 500 ที่ ตามจำนวนสมาชิกมาคูณกับงบประมาณ บางทีเรื่องดีๆ ประชาชนอาจไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ ซึ่งเรายังขาดการสื่อสาร ฉะนั้นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสภาฯ ต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รู้ ไม่ใช่จัดเต็มงบประมาณ ซึ่งการดำเนินการจะทำให้ลดงบประมาณได้วันละ 200,000 บาท ขณะเดียวกันเรื่องเงินกองทุนยังมีการหักจากสมาชิก และอีกส่วนหนึ่งที่สมทบจากรัฐบาล ซึ่งตนให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสภาฯ 

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ ยังกล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าถวายสัตย์เรียบร้อยแล้ว และมีการแจ้งกำหนดการแถลงนโยบายรัฐบาล มายังรัฐสภา สภาฯจะแจ้งให้สมาชิกรับทราบภายใน 3 วัน แต่ขณะนี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการประสานงานมา เนื่องจากยังไม่ทราบว่าจะมีการโปรดเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีเมื่อใด ยอมรับว่าเราอยากเห็นการแถลงนโยบายฯก่อนสงกรานต์ เนื่องจากมีวิกฤตประเทศ ก่อนช่วงสงกรานต์จึงควรมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการมาบริหารจัดการทั้ง วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากสงคราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสวัสดิการอาหารเลี้ยง สส. ช่วงวันประชุมสภา พบว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหาผู้รับเหมารายใหม่ หลังจากที่ผู้ค้ารายเดิมได้หมดสัญญาลงด้วยเหตุยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68 ดังนั้นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมืองจึงต้องการสอบถามความคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่งบประมาณเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันของ สส.ในวันประชุมยังมีงบประมาณเหลืออยู่ ตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 อย่างไรก็ดีมีข้อหารือว่าหากไม่ใช้งบประมาณตามที่จัดสรร สามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นของสภาฯ ตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้ 

โสภณ ซารัมย์