กกต.เบรกรถทัวร์! ยัน 28 ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้ว สว. ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 16:34 น.

25 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีกระแสข่าว กกต.เตรียมลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน สว.และลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกต.ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การพิจารณาสำนวน สว.ดังกล่าว ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง และคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด

การเมืองไทย,กกต,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,

‘ป๋าเต็ด’ แซะ ภราดร อ่านหนังสือเล่มเดียวกันหรือเปล่า ชี้ ‘เป๋า’ เป็นเหมือนไอ้ฟัก ส่วนครูใหญ่อยู่ฝั่งไหน?

25 สิงหาคม 2569 เวลา 16:08 น.

‘ป๋าเต็ด’ แซะ ภราดร อ่านหนังสือเล่มเดียวกันหรือเปล่า ชี้ ‘เป๋า’ เป็นเหมือนไอ้ฟัก ส่วนครูใหญ่อยู่ฝั่งไหน?

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากกรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) อ้างว่ามีผู้สมัคร สว.อ่างทอง โทรศัพท์มาถึงนายภราดร และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

ซึ่งมีในช่วงหนึ่ง นายภราดร พูดว่า “นั่งดูข่าวแล้วนึกถึงวรรณกรรมเรื่อง คำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ นึกถึงตัวละครชื่อไอ้ฟัก ที่ไม่ได้ทำอะไร แต่ถูกคำพิพากษาจากสังคม ซึ่งเรื่องแบบนี้ในสังคมไม่ได้เกิดเฉพาะวันนี้ แต่เกิดมา40-50 ปี ที่สังคมเชื่อในสิ่งที่มีการกล่าวหาโดยที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง ทั้งที่ควรเอาข้อเท็จจริงมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และการจะกล่าวหาใคร ต้องเอาหลักฐานที่ถูกต้องมาพิสูจน์ให้ได้ และสู้กันบนความถูกต้อง ผมไม่กลัวกับการถูกตรวจสอบ ผมเป็นนักการเมือง ยอมรับในกระบวนการตรวจสอบ และไม่มีปัญหาใดๆ แต่การกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริง หรือยังเป็นอีกเรื่องผมพร้อมที่จะต่อสู้บนข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง ให้เอาข้อมูลมายันกัน ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการทั้งหมด” นายภราดร กล่าว (ภราดร โต้ ไอลอว์ ปูดคุยโทรศัพท์ ส.ว.อ่างทอง ย้อนคนกล่าวหาต้องพิสูจน์ข้อมูลจริงหรือเท็จ)

ล่าสุด ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “อ่านเล่มเดียวกันหรือเปล่านะ ในเรื่องน่ะตัวโกงคือครูใหญ่ เพราะมีตำแหน่ง มีหน้ามีตา มีอำนาจ ชาวบ้านเลยเชื่อ ส่วนไอ้ฟักนี่เป็นภารโรง ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครฟัง ผมว่าเป๋าต่างหากที่เป็นเหมือนไอ้ฟักที่ลุกขึ้นสู้ท่ามกลางแรงต้าน ส่วนครูใหญ่อยู่ฝั่งไหน ไม่รู้กันจริงๆเหรอ”

ป๋าเต็ดภราดร​ ปริ​ศ​นานันท​กุล,ฝ่ายค้าน,ฮั้ว​สว,รัฐบาล,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ไอลอว์

ด่วน มติ ป.ป.ช. รับคดีโกงสอบพัทยา ปี 64 เป็นคดีพิเศษ พบเครือข่าย-หลักฐาน โยงทุจริต สถ. ปี 68 เผยหลักฐานยังไม่ถึงฝ่ายการเมือง-พัน 2 อดีตอธิบดี

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:57 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 ว่า ความคืบหน้าดำเนินการไต่สวน กรณีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 หรือที่เรียกว่า “โกงสอบท้องถิ่น” ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

โดย ป.ป.ช.รับเป็นคดีพิเศษ รับไว้ไต่สวน 2 ประเด็นหลักคือ กรณีมีการกล่าวหา เจ้าหน้าที่และผู้บริหารของกรม สถ.เข้าไปทุจริตในการสอบแข่งขันข้าราชการในปี 2568 กรณีแรกเรื่องการล็อคสเปก กำหนด TOR เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาเข้าไปดำเนินการรายหนึ่งรายใด โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือที่เรียกว่า ล็อคสเปก เป็นความผิดฐานฮั้ว ประการที่สอง การทุจริตแอบอ้างและเรียกรับกรณีมีการสอบบรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.สืบเนื่องจากเรื่องนี้ หลังรับไว้เป็นคดีพิเศษ ปรากฏว่า มีการไต่สวนพยานสำคัญพาดพิงถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเครือข่าย และที่สำคัญคือได้ตรวจสอบทางเทคนิคในส่วนของพยานวัตถุที่ยึดได้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จากการตรวจสอบ และลงไต่สวน ขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน เราได้ประสานทาง ปปง. และธนาคาร เพื่อขอข้อมูลในส่วนของเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งระบบ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการลงพื้นที่ขณะนี้ ได้แบ่งเจ้าหน้าที่ไต่สวนลงไปดำเนินการในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นดำเนินการช่วงนี้คือ เราต้องดำเนินการเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง บุคคลใดเป็นเหยื่อ บุคคลใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจน เพื่อการวินิจฉัยในอนาคต ในส่วนนี้ค่อนข้างใช้เวลามากเสียหน่อย เพราะผู้เกี่ยวข้องมีมากกว่า 6 พันราย

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ระหว่างดำเนินการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เราได้วิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ยึดได้ครั้งก่อน ในไฟล์เอกสารมีบัญชีรายชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีเครือข่ายที่ตรงกับปี 2568 โดยเฉพาะรายชื่อและเครือข่ายเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการสรรหาพนักงานเทศบาลข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี 2564 จากหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เครือข่ายนี้ทำงานเป็นขบวนการหลายปีต่อเนื่องกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้ไต่สวน และรับคดีปี 2564 เป็นคดีพิเศษ และรับไว้ดำเนินการเช่นเดียวกัน

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่ามีเส้นเงิน กว่า 9,000 ล้านบาท ในคดีนี้ เรื่องนี้ทาง ป.ป.ช.ยังไม่ได้ข้อมูลจาก ปปง.จึงยังตอบไม่ได้ ตนได้ยินแค่ตามข่าว แต่ไม่ขอยืนยัน แต่จะมีการขยายผลเรื่องเส้นเงินไปจนสิ้นสุดว่าถึงใครบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมกังวลว่าสุดท้ายแล้ว จะมีแค่ระดับข้าราชการที่ถูกดำเนินคดี แต่จะไปไม่ถึงระดับฝ่ายการเมือง หรืออดีตอธิบดีที่ตกเป็นข่าว นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้อดใจรอนิดนึง ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีการตัดตอนแน่นอน และไม่ใช่ว่าไม่มีเส้นเงินแล้วจะไม่มีความผิด

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องกรอบเวลาการไต่สวนคดีนี้ วางกรอบไว้ 6 เดือน จะสรุปว่าใครที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาบ้าง โดย ป.ป.ช.จะรวบรวมหลักฐานแต่ละกลุ่ม ว่าใครทำผิดอะไรบ้าง เพื่อเป็นสารตั้งต้น ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ชี้มูลความผิด และยืนยันว่า ป.ป.ช.จะไม่ยื้อคดี และจะทำให้เสร็จเร็วที่สุด ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ว่าไปถึงใครบ้าง ดังนั้นต้องรอดูหลักฐานก่อน เพื่อแยกให้ออกว่าใครเป็นคนทำผิดหรือเป็นเหยื่อ ซึ่งคนที่ทำผิด คือคนที่จ่ายเงินเพื่อให้ผ่านการสอบเพื่อให้ได้รับการบรรจุ ส่วนเหยื่อคือผู้ที่ไม่รู้เห็นกับการแก้ไขข้อสอบ แต่มีชื่อติดอยู่ในรายชื่อ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตรวจกระดาษคำตอบทั้ง 860,000 แผ่น นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เสร็จ การตรวจจะใช้เวลาดำเนินการ 10 วันหลังจากที่เราได้เครื่องตรวจกระดาษคำตอบมา แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เครื่องมา เพราะอยู่ระหว่างการหาเครื่องตรวจที่มีความแม่นยำ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบการทุจริตการสอบท้องถิ่นที่มีการขยายผลย้อนหลังไปถึงปี 2564 ที่เกี่ยวข้องกับเทศบาลเมืองพัทยา ป.ป.ช.พบว่า มีผู้เกี่ยวข้อง 10 คน สูงสุดเป็นระดับอธิบดี สถ.ในขณะนั้น มีพฤติกรรมกระทำความผิดแก้ไขคะแนนสอบเหมือนกับปี 2568 และเป็นกลุ่มคนเดียวกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้าราชการระดับอธิบดีไปแล้ว 2 คน คือ นายนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. กับอดีตอธิบดี สถ.เมื่อปี 2564 ใช่หรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่าใช่ และจะมีการสอบขยายผลไปถึงอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 64-68 ต้องมีการตรวจสอบและขยายผลว่ามีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องหรือไม่

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักฐานขณะนี้สามารถเอาผิดบุคคลได้สูงสุดอยู่ที่ระดับอธิบดี ยังไม่ถึงฝ่ายการเมือง แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.จะสอบไปให้ได้สุดทาง เพื่อให้ไปถึงตัวการ ซึ่งขณะนี้ได้แค่ตัวการระดับหนึ่ง แต่จะไปถึงระดับที่เป็นข่าวหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในช่วงเวลาปี 2564 คือ นายประยูร รัตนเสนีย์

ทุจริตสอบท้องถิ่นปปช.โกงสอบท้องถิ่น

นายกฯ ยืนยัน โยกย้าย มท.ยึดหลักคุณธรรม ระบุให้ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ขึ้นอธิบดีตามความเหมาะสม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:28 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ว่า เป็นไปตามวาระปกติมีคนเกษียณอายุราชการก็มีการแต่งตั้งโยกย้ายตามฤดูกาลปกติ ส่วนกรณีที่โยกย้าย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้พูดคุยอะไรกันบ้างนั้น ท่านก็จะมาเป็นอธิบดี ปภ.ตอนเป็น ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ก็มีประสบการณ์ในการป้องกันอุทกภัย ก็ต้องหาคนที่มีความเหมาะสมที่สุดสามารถดำเนินการป้องกันภัยได้เลย ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นพ้องต้องกันว่านายนิรัตน์เหมาะสมด้านนี้

เมื่อถามว่า การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ยึดหลักอะไร เพราะก่อนหน้านี้ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ยึดหลักคุณธรรมความเหมาะสม และยึดหลักว่าคนที่เราแต่งตั้งมาทำหน้าที่แต่ละตำแหน่งต้องยึดถือประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายแรก

เมื่อถามถึงกรณีโยกย้าย นายปิยะ ปิจนำ จากผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอนุทิน ตอบว่า เป็นไปตามการหมุนเวียนโยกย้ายและความเหมาะสมในหน้าที่ของการทำงาน ผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดมีองค์ความรู้วิธีการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็ดำเนินการตามความเหมาะสมและอาวุโส

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

DSI แจง อธิบดีฯ มอบอำนาจกองกฎหมายร้องทุกข์ ปมเอกสารคดีฮั้ว สว. หลุด

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:26 น.

ตามที่ปรากฏข่าว มีผู้นำเอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่
และความ ผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่าง ๆ โดยคดีพิเศษดังกล่าว เกี่ยวกับการกล่าวหาว่ามี
คณะบุคคลได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาบางรายขัดต่อกฎหมาย นั้น

กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจสอบภาพเอกสารที่ปรากฏในสื่อสาธารณะแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นหน้ารายงานการสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะในชั้นก่อนฟ้องที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนวิธีปฏิบัติไว้ และห้ามมิให้เปิดเผยจนกว่าจะเป็นการพิจารณาคดีในศาลโดยเปิดเผย หรือเป็นกรณีที่มีเหตุอื่นตามกฎหมาย

ดีเอสไอ

พฤติกรรมและการกระทำดังกล่าว นอกจากก่อให้เกิดความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ยังเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 มาตรา 322 และมาตรา 323 และฐานความคิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อให้มีการสอบสวนพิสูจน์ความผิดและนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษตามกฎหมาย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีหนังสือมอบหมายให้ผู้แทนกองกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ เพื่อให้สอบสวนดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายต่อไป

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเน้นย้ำในการปฏิบัติงานว่าดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ทั้งนี้ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด จะมีการดำเนินทั้งคดีคดีอาญาและทางวินัยอย่างเด็ดขาด จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

DSIคดีฮั้ว สว.ดีเอสไอ

อนุทิน สั่ง มทภ.4 ตรวจสอบให้ชัดเจน ปมยิงจาก ฮ. รับการข่าวต้องปรับอีกเยอะ หลังเหตุป่วนใต้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:23 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 13.46 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะลงพื้นที่ด้วยตัวเองหรือไม่ ว่า ถ้าตนลงไปจะทำความลำบากให้กับเจ้าหน้าที่เปล่าๆ แต่การสั่งการให้แนวทางปฏิบัติเตรียมความพร้อมของผู้เกี่ยวข้อง ได้มารายงานและหารือ และนำไปสู่การปฏิบัติ

เมื่อถามว่า กรณีมีการระบุว่าเจ้าหน้าที่ยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนถามแม่ทัพภาคที่ 4 ท่านก็ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีเหตุเช่นนี้ แต่หากต้องการให้สบายใจตนจะกำชับให้แม่ทัพภาค 4 ดำเนินการให้ชัดเจน เพราะของพวกนี้โกหกไม่ได้ ผู้บาดเจ็บยังมีชีวิต การพิสูจน์วิถีกระสุน ปืนที่นำมาใช้ สามารถพิสูจน์หลักฐานในทางวิทยศาสตร์ได้ ก็เป็นไอเดียที่ดี ตนจะให้แม่ทัพภาค 4 ดำเนินการ ตนจะแจ้งให้ดำเนินการ

เมื่อถามว่า การเรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง ที่ผ่านมา มีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า วิธีการดำเนินการเป็นความลับทางราชการ แต่เป้าหมายและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสันติสุข ความปลอดภัยของประชาชน นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเรา เราจะทำทุกวิถีทาง โดยเน้นเรื่องชีวิตให้ปลอดภัยสูงสุด

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายโจมตีทหารใช้อาวุธสงครามเป็นการกระทำที่แรงเกินกว่าเหตุ นายกฯ กล่าวว่า หลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขามีหลักอยู่แล้วทำตามกรอบกฎหมายกำหนด เราไม่สามารถสรุปได้ว่าแต่ละจุด การปฎิบัติการตอบโต้หรือการป้องกันตัวเอง หรือการเข้าปราบปรามเพื่อยุติเหตุร้ายมันแตกต่างกัน ในทุกช่วงเวลาทุกพื้นที่ ทุกสถานที่ แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยึดถืออยู่เสมอ การดำเนินการภายใต้กรอบและสิ่งที่กฎหมายกำหนด ตนขอให้ความมั่นใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนไหน ที่จะทำนอกเหนือกฎหมายได้

เมื่อถามว่า การเกิดสถานการณ์ในพื้นที่กว่า 100 เหตุการณ์ภายใน3วัน จะมีการปรับมาตรการอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการข่าวต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ ตนได้แสดงความกังวลและห่วงใย ให้เขาได้รับทราบแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อธิบายกับประชาชนยาก เหตุที่เกิดขึ้นพร้อมพร้อมกันนับ10นับ100 ในห้วงสถานการณ์เดียวกัน เราจะบอกว่าเราไม่ทราบเลย ก็แสดงว่าประสิทธิภาพใช้ไม่ได้เลย ซึ่งเขาก็บอกว่าเขาทราบ เพียงแต่ว่าตอนที่เกิดเหตุในแต่ละจุด ก็มีการเตรียมการเป็นอย่างดีจากฝ่ายก่อการ สื่อก็เห็นว่าตนใช้ดุลพินิจ และอำนาจที่ตนมีอยู่ ในส่วนที่ตนทำได้ ทั้งปรับปรุงบุคลากร วิธีการ เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ก็ขอให้ประชาชนมั่นใจ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ผบ.ตร. ผบ.ทบ. แม่ทัพภาคที่ 4 สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มา3-4 วันแล้ว เรามีแนวทางหาข้อสรุปเพื่อดำเนินการทุกวิถีทางทั้งการเจรจา การรักษากฎหมาย การเสริมกำลังเข้าไปให้เกิดความสงบเรียบร้อยดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน

เมื่อถามว่าอันนี้เป็นเหตุผลที่ต้องดึงทหารเข้ามาช่วยงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างมีเหตุผลหมด

เมื่อถามว่ากรณีมีการกล่าวอ้างว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน ต้องตรวจสอบหรือไม่ นายอนุทิน ตอบกล่าว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์หลักฐานได้ด้วยวิถีกระสุนและโชคดีที่ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเสียชีวิต เราต้องเร่งดูแลเขาตรงนี้สามารถสอบถามเขาได้มีแพทย์ที่เป็นกลางมีจรรยาบรรณแพทย์กำหนดอยู่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า มีการรายงานนายกฯ ว่ามีการยิงลงจากเฮลิคอปเตอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า มีแต่การปฏิเสธว่าไม่ได้ดำเนินการเช่นนั้น ตนถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่มีแน่นะ ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ รู้ได้อย่างไรว่าไม่มี แม่ทัพภาคที่ 4 ก็แถลงข่าวไปแล้วโดยเป็นสิ่งเดียวกับที่รายงานมายังตน ถ้ามีอะไรนอกเหนือจากนี้คงไม่ใช้ไม่มีเหตุอะไรที่แม่ทัพภาคที่ 4 จะปิดบังประชาชน

เมื่อถามว่า นโยบายภาคใต้เราใช้การเมืองนำการทหาร หลังจากนี้ต้องเปลี่ยนมาใช้ทหารนำการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีใครนำใครจับมือไว้แล้วไปด้วยกันสร้างความสงบให้บ้านเมืองทำงานด้วยกันสามัคคีกันร่วมมือกัน

3จังหวัดชายแดนใต้ชายแดนใต้อนุทิน ชาญวีรกูล

กระแสต้านโกงกำลังดังทั่วไทย ส่งละครเยาวชนต้านทุจริตจาก กองทุน ป.ป.ช.ทะลุ 1 ล้านวิว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 08:20 น.

663042_0

กระแสต้านโกงกำลังดังทั่วไทย ส่งละครเยาวชนต้านทุจริตจาก กองทุน ป.ป.ช.ทะลุ 1 ล้านวิว

กองทุน ป.ป.ช ปลื้ม  ละครต้านทุจริตฝีมือเด็กอัสสัมชัญระยอง นำแสดงโดย มุก วรนิษฐ์ ทะยานสู่ 1 ล้านวิว สะท้อนพิษภัยคอรัปชันปลุกพลังเยาวชน ไม่ทนคอรัปชันกระแทกใจโซเชียล

กลายเป็นกระแสไวรัลและสร้างความภาคภูมิใจให้กับกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ที่สนับสนุน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน” ภาคตะวันออก เป็นอย่างมาก เมื่อผลงานละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริตจากรั้วโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง สามารถกวาดยอดวิวทะยานทะลุ 1 ล้านวิว บนโลกออนไลน์ได้อย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นถึงพลังเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธการคอรัปชันในทุกรูปแบบ  โดยโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ฯ มุ่งเน้นการใช้ “ละคร” เป็นสื่อกลางในการขับเคลื่อนสังคม เนื่องจากละครเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้คิดวิเคราะห์ผ่านสถานการณ์จำลอง การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการแสดงช่วยเปลี่ยนเรื่องการทุจริตที่ดูเป็นนามธรรมและเข้าใจยาก ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถสัมผัสและตระหนักถึงผลกระทบได้อย่างลึกซึ้งผ่านภาพ เสียง และการแสดงออกที่ทรงพลัง พร้อมได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง มารุต สาโรวาท และทีมงานมืออาชีพ มาถ่ายทอดวิชาและฝึกทักษะการแสดงอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยทัพนักแสดงชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสันและพลังขับเคลื่อน ได้แก่ มุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ ,

ปิ๊งปิ๊ง ดร.รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์  ,จีเกรซก้า ปวีณ์ธิดา ชาญหัตถกิจ, ท่านเพียว ชินธร แต่นโยบาย อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ,ไตตั้น นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ และ แฮปปี้ เนรมิตร ใจสิทธิ์ ที่มาประกบคู่ร่วมแสดงกับน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนอัสสัมชัญระยองอย่างกลมกลืน

ความสำเร็จของละครต้านทุจริตจากโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง ที่สามารถกวาดยอดผู้ชมสูงถึง 1 ล้านวิว มาจากปัจจัยหลักที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งกระแสสังคมไทยต่อต้านคดีโกงต่างๆ เนื้อหาสะท้อนชีวิตจริงและใกล้ตัว เรื่องราวถูกออกแบบให้หยิบยกปัญหาการทุจริตที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันหรือในรั้วโรงเรียนมาตีแผ่ ทำให้สนุกบวกกับเนื้อหาละครแนวแฟนตาชี ทำให้ผู้ชมโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่อินตามได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องที่ดูไกลตัว การมีส่วนร่วมของเยาวชนในการคิดบท ตัวบทละครไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของผู้ใหญ่ฝ่ายเดียว แต่น้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญระยองได้ร่วมคิด ร่วมสร้างสรรค์โครงเรื่องและสะท้อนมุมมองของตัวเอง ทำให้ภาษา แนวคิด และสถานการณ์มีความสดใหม่ ตรงใจกลุ่มวัยรุ่นบนโลกออนไลน์  การผสมผสานฝีมือระดับมืออาชีพ การที่โครงการได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง “มารุต สาโรวาท” และทีมงานมืออาชีพเข้ามาถ่ายทอดวิชาการแสดงอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีทัพนักแสดงชื่อดังมาร่วมแสดงประกบกับน้อง ๆ นักเรียน ทำให้โปรดักชันออกมามีคุณภาพสูง ดึงดูดแฟนคลับและผู้ชมทั่วไปให้เข้ามาติดตามรับชม  การเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย นอกจากการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 แล้ว ตัวละครยังถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมืดเบียยอดฮิตอย่าง TikTok (@youthml) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นใช้งานเป็นประจำ ทำให้คอนเทนต์เกิดการกระจายตัวและแชร์ต่อได้อย่างรวดเร็ว พลังบวกและการบอกต่อประเด็นการต่อต้านการคอรัปชันผ่านมุมมองใส ๆ แต่ทรงพลังของเด็ก ๆ ทำให้เกิดกระแสชื่นชมในความสามารถของเยาวชนไทย จนเกิดการบอกต่อและดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาร่วมรับชมเป็นจำนวนมาก

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน” ภาคตะวันออก

มีประโยชน์และสร้างคุณค่าที่สำคัญต่อทั้งตัวเยาวชน ผู้ชม และสังคมในหลาย ๆ มิติ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการคิดวิเคราะห์ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือคิด เขียนบท และตีความปัญหาการทุจริตด้วยตนเอง ทำให้พวกเขาเข้าใจถึงผลกระทบเชิงลบของการทุจริตอย่างลึกซึ้ง มากกว่าการท่องจำทฤษฎีจากตำรา พัฒนาทักษะชีวิตผ่านศิลปะการแสดง ใช้ละครเป็นสื่อกลางที่เข้าช่วยฝึกฝนความกล้าแสดงออก ความรับผิดชอบ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อน ๆ รวมถึงทีมงานมืออาชีพ  เปลี่ยนเรื่องไกลตัวให้เป็นเรื่องใกล้ตัวช่วยให้ทั้งผู้แสดงและผู้ชมตระหนักว่า การทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองระดับประเทศ แต่เริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เช่น การลอกข้อสอบ การเอาเปรียบ หรือการทุจริตในชีวิตประจำวัน  สร้างกระแสสังคมต้านโกง ผลงานละครที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชน ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ในการส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต กระตุ้นเตือนให้ครอบครัว โรงเรียน และสังคมวงกว้างตระหนักถึงพิษภัยของการคอรัปชัน  สร้างแรงบันดาลใจผ่านไอดอลและศิลปิน การได้ร่วมงานกับผู้กำกับและนักแสดงแถวหน้าของเมืองไทย ช่วยสร้างความมั่นใจ แรงบันดาลใจ และใช้พลังของสื่อบุคคลในการขับเคลื่อนวาระทางสังคมให้ขยายวงกว้างออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุนโครงการนี้ด้วยเล็งเห็นถึงพลังของสื่อสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการละครต้านทุจริต การใช้ “ศิลปะการแสดง” และ “ละคร” เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคมถือเป็นแนวทางที่ทรงพลังอย่างมาก สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย: ละครเป็นสื่อที่เข้าถึงง่าย ย่อยง่าย และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของประชาชน ทำให้สารเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตถูกส่งต่อไปยังผู้ชมได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ไปจนถึงผู้ใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทางอารมณ์มากกว่าการท่องจำ ละครยังช่วยสะท้อนภาพปัญหาและผลกระทบของการทุจริตผ่านตัวละครและเรื่องราวที่สมจริง ทำให้ผู้ชมเกิดความอิน รู้สึกร่วม และตระหนักถึงพิษภัยของการคอรัปชันที่มีต่อสังคมส่วนรวม

โครงการนี้ยังได้ปลูกฝังภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง การสนับสนุนผลงานละครที่สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และการคิดวิเคราะห์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้เยาวชนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับค่านิยมที่ไม่ยอมรับการทุจริตในทุกรูปแบบ ยังได้ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นอกจากจะได้ประโยชน์ด้านการรณรงค์แล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนพื้นที่แสดงฝีมือให้กับผู้ผลิตสื่อ ศิลปิน และคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

ยอดวิวกว่า 1 ล้านวิว เป็นอีกเครื่องการันตีถึงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช.ที่สร้างโครงการอันเกิดประโยชน์ต่อผู้ชม ขับเคลื่อนงานป้องกันการทุจริตในมิติเชิงวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยจรรโลงสังคมไทยให้โปร่งใสและน่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป.

กองทุนปปชต้านทุจริตละครเยาวชน

‘KU Thai Textile Fest 2026’ ดันผ้าไทยก้าวข้ามการอนุรักษ์ สู่ Soft Power และมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับสากล

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยกองกีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกับ ภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ จัดงาน “KU Thai Textile Fest 2026” สืบสานผ้าไทย เทิดไท้พระพันปีหลวง ณ อาคารระพีสาคริก เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระมารดาแห่งผ้าไทย” พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมรดกทางภูมิปัญญาผ้าไทยจากความงามดั้งเดิม สู่การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่

ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดี มก. กล่าวว่า ม.เกษตรฯ มีความภาคภูมิใจและพร้อมสนับสนุนการสืบทอดมรดกผ้าไทยอย่างเต็มกำลัง ผ่านศักยภาพทางวิชาการและงานวิจัยที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ด้าน ดร.ณัฐกันย์ ชินนรานันทน์ หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มก. และ หัวหน้าโครงการจัดงานฯ กล่าวว่า การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในยุคปัจจุบันต้องทำควบคู่กับการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและชุดไทยพระราชนิยม จากระดับประเทศไปสู่ระดับโลก

ในการจัดงานครั้งนี้ ดร.ณัฐกันย์ ได้ให้ทัศนะเชิงลึกถึงทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนผ้าไทยไว้ว่า โจทย์สำคัญของสังคมในปัจจุบันต้องมองก้าวข้ามคำว่า “ผ้าไทยสวยและควรอนุรักษ์” แต่ต้องทำให้เห็นว่าผ้าไทยเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ การตลาด และอนาคตของวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง

“หัวใจสำคัญคือทำอย่างไรให้คนทั่วไป โดยเฉพาะ Gen Z และคนรุ่นใหม่ รู้สึกว่าผ้าไทยสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งการเรียน การทำงาน การท่องเที่ยว หรือการเข้าสังคม การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาของเดิม แต่คือการทำให้คนรุ่นใหม่ ‘อยากใช้ อยากใส่ และอยากสืบต่อ’ การอนุรักษ์ที่ดีที่สุด คือการทำให้สิ่งนั้นยังมีคนใช้” ดร.ณัฐกันย์ กล่าวและว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การบอกว่าผ้าไทยมีคุณค่า แต่คือการทำให้ผู้บริโภครับรู้คุณค่านั้น และเปลี่ยนจากความชื่นชมไปสู่การใช้จริงและการสนับสนุนจริง เมื่อวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และเทคนิคการตลาด ผ้าไทยจะสามารถเดินทางจาก Local Wisdom ไปสู่ Global Value ได้อย่างมีความหมาย

บรรยากาศตลอดการจัดงานทั้ง 2 วันเต็มไปด้วยความคึกคักและการนำเสนอผ้าไทยในมิติที่ทันสมัย ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ แฟชั่นโชว์และศิลปะการแสดง การแสดงแบบผ้าไทยประจำถิ่น 4 ภาค โดยนิสิตชมรมนาฏศิลป์และชมรมนิสิตอีสาน มก. ร่วมด้วยแฟชั่นโชว์ชุดไทย “จากราชสำนักสู่ปวงประชา” โดยผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิต บุคลากรจิตอาสา สมาชิกชมรมสยามภัสตราภรณ์ และเพจสูตรสยาม , เสวนาวิชาการ Soft Power หัวข้อ “ชุดไทยสู่ Soft Power การตลาดวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดย สุภาพร เอ็ลเดรจ (Founder & Creative Director แบรนด์ Supa East Glamour) และ ผศ.ดร.ลลิตา โกศการิกา ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาต่อยอดแบรนด์ผ้าไทยสู่เวทีโลก , เวิร์กชอปประยุกต์วิถีไทย สาธิตการห่มสไบสไตล์ Bangkok City และการนุ่งโจงกระเบนแบบร่วมสมัย โดยวิทยากรจากเพจสูตรสยาม การนุ่งผ้าไทยโดยไม่ตัดเย็บ รวมถึงเวิร์กชอปการทำผ้ามัดย้อมสีสันสดใส และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย สินค้าหัตถกรรม และบริการสตูดิโอถ่ายภาพชุดไทย เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ประกอบการ นิสิต และประชาชนทั่วไป

งาน “KU Thai Textile Fest 2026” จึงนับเป็นโมเดลความสำเร็จในการบูรณาการศาสตร์ด้านการบริหารธุรกิจเข้ากับทุนทางวัฒนธรรม และสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้ผ้าไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตร่วมสมัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

KU Thai Textile Fest 2026Soft Powerผ้าไทย

มวล.ยกระดับสารสนเทศการแพทย์-เวชศาสตร์ป้องกัน สู่ศูนย์กลางภาคใต้ตอนบน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยหลักสูตรเทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ เพื่อยกระดับการแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมผลักดันความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ และเวชศาสตร์ป้องกัน สู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยมี ผศ.ดร.ธีรัช สายชู ประธานหลักสูตรเทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ นพ.พลลภัตม์ เสถียร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ เป็นผู้แทนลงนาม โดยมี รศ.ดร.ยรรยงค์ พันธ์สวัสดิ์ และ ผศ.เจริญพร บัวแย้ม อาจารย์ประจำหลักสูตรฯ พร้อมด้วย ธวัชชัย ไชยจิตร์ Medical Informatics Development Manager และวรรณา สินชลสิทธิ์ IPUs1 Manager ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมเขาหลวง อาคารสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ผศ.ดร.ธีรัช สายชู กล่าวว่า มวล.มีความพร้อมที่จะร่วมสนับสนุนการทำงานกับ รพ.กรุงเทพสิริโรจน์ ทั้งด้านบุคลากร องค์ความรู้ และทรัพยากร ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มีสมรรถนะสูงแล้ว ยังเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้พื้นที่ภาคใต้ตอนบนก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Medical Informatics และนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทย

ด้าน นพ.พลลภัตม์ เสถียร กล่าวว่า อนาคตของระบบสุขภาพทั้งในภาครัฐและเอกชน จะถูกขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการความรู้ทางการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย การลงนามในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการตกลงบนกระดาษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง ‘ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem)’ โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์พร้อมเป็น ‘Sandbox’ ให้นักศึกษาได้ทำงานกับข้อมูลจริง ในสภาพแวดล้อมจริง เราต้องการจำลองบรรยากาศให้เหมือนการทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อให้นักศึกษาได้ค้นพบเส้นทางอาชีพที่ถนัด และเป็นรากฐานในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงที่ประเทศกำลังขาดแคลน มาร่วมพลิกโฉมระบบสาธารณสุขต่อไป

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังถือเป็นจุดยืนทางยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันเวชศาสตร์ป้องกัน เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ควบคู่กับการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด Real-world Challenge based Learning” ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานกับระบบสารสนเทศระดับสากลของโรงพยาบาล อาทิ ระบบ HIS, EMR, PACS, LIS รวมถึง AI และระบบอัตโนมัติ เพื่อนำความรู้มาบูรณาการแก้ปัญหาจากโจทย์จริง สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง และหล่อหลอมบัณฑิตให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

มวล.

‘IT DAY & JOB FAIR 2026’ มมส เชื่อมภาคธุรกิจ ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “IT DAY & JOB FAIR 2026 เตรียมพร้อมนิสิตสู่โลกอาชีพ” ประจำปีการศึกษา 2569 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตที่กำลังศึกษาและกำลังจะสำเร็จการศึกษา ได้รับทราบแนวโน้มตลาดแรงงาน และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การฝึกงาน สหกิจศึกษา รวมถึงการประกอบอาชีพในสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรมดิจิทัล และมัลติมีเดีย

โดยมี รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบโล่แสดงความขอบคุณและของที่ระลึกให้กับ 16 บริษัท และมี ผศ.ชุมศักดิ์ สีบุญเรือง รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศ นำผู้บริหาร บุคลากร นิสิตและผู้แทนบริษัทเข้าร่วมงาน ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นปีที่ 4 ของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างโอกาสในการเข้าสู่สายอาชีพของนิสิตเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อมูลความต้องการของสถานประกอบการ มาใช้พัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดบูธแนะนำตำแหน่งงานและรับสมัครงาน การให้คำปรึกษาด้านเส้นทางอาชีพ การเปิดห้องสัมภาษณ์งานจริง ตลอดจนการประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารมหาวิทยาลัยกับผู้แทนองค์กร เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทและองค์กรชั้นนำจำนวน 16 แห่ง เข้าร่วมจัดกิจกรรม อาทิ บริษัท เบย์ คอมพิวติ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

งาน IT DAY & JOB FAIR 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการมุ่งมั่นผลิตบัณฑิตคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญ และพร้อมก้าวสู่โลกการทำงานจริงได้อย่างมั่นใจ

IT DAY & JOB FAIR 2026มมส