อิสราเอลเผย ใกล้ทำลาย “เป้าหมายสำคัญสูงสุด” ในอิหร่านได้ทุกจุดแล้ว

อิสราเอลเผย ใกล้ทำลาย “เป้าหมายสำคัญสูงสุด” ในอิหร่านได้ทุกจุดแล้ว

29 มี.ค. 2569 22:44 น.

อิสราเอลเผย ใกล้ทำลาย “เป้าหมายสำคัญสูงสุด” ในอิหร่านได้ทุกจุดแล้ว

อิสราเอลอ้างว่า กองทัพใกล้จะโจมตีเป้าหมายในอิหร่านที่มี “ความสำคัญสูงสุด” ได้ครบทุกจุดภายในไม่กี่วันข้างหน้า แต่โฆษกกองทัพยังย้ำว่า ยังมีเป้าหมายการโจมตีอื่นๆ อยู่อีก

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 นายนัดดาฟ โชชานี โฆษกของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อธิบายว่า เป้าหมายการโจมตีในอิหร่านถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น ขีปนาวุธทิ้งตัว, แหล่งผลิต (อาวุธ), นิวเคลียร์, ศูนย์บัญชาการและควบคุม และอื่นๆ โดยในแต่ละกลุ่มยังมีการแบ่งหมวดหมู่ย่อยเป็น “เป้าหมายหลัก, เป้าหมายสำคัญ และเป้าหมายเพิ่มเติม”

นายโชชานีบอกอีกว่า ภายในไม่กี่วันข้างหน้า “เราจะสามารถเสร็จสิ้นภารกิจต่อเป้าหมายความสำคัญสูงสุดในกลุ่มโรงงานการผลิตได้” พร้อมระบุเสริมว่า “นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะหมดเป้าหมายในการโจมตี… แต่หากพูดถึงระดับความสำคัญสูงสุดตามที่เราได้กำหนดไว้ เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ภายในไม่กี่วัน”

อย่างไรก็ตาม โชชานีปฏิเสธที่จะระบุรายละเอียดของกรอบเวลาที่แน่ชัด เนื่องจาก “เงื่อนไขการปฏิบัติงาน” อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา IDF โจมตีโรงงานเหล็กสองแห่งในอิหร่าน ซึ่งรวมถึงแห่งหนึ่งที่มีการใช้สารกัมมันตรังสี ตามรายงานของหน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์แห่งสหประชาชาติ รวมถึงโรงงานผลิตน้ำมวลหนักในเมืองอารัก (Arak) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญสำหรับแร่พลูโตเนียม

นายโชชานีกล่าวอีกว่า IDF เคยโจมตีโรงงานน้ำมวลหนักแห่งนี้ไปแล้วระหว่างการบุกโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว “แต่หน่วยข่าวกรองตรวจพบความพยายามที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่”

นอกเหนือจากการทำลายเป้าหมายทางทหารแล้ว ข้อมูลจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,900 ราย และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนจำนวนมาก รวมถึงสถานพยาบาลและโรงเรียนหลายร้อยแห่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บาห์เรนประกาศห้ามเดินเรือตอนกลางคืน หวั่นโดนอิหร่านโจมตี

บาห์เรนประกาศห้ามเดินเรือตอนกลางคืน หวั่นโดนอิหร่านโจมตี

29 มี.ค. 2569 21:54 น.

บาห์เรนประกาศห้ามเดินเรือตอนกลางคืน หวั่นโดนอิหร่านโจมตี

ทางการบาห์เรนประกาศเคอร์ฟิว ห้ามสัญจรทางทะเลในเวลากลางคืนอย่างไม่มีกำหนด เพื่อความปลอดภัยหลังอิหร่านดำเนินการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 บาห์เรนประกาศคำสั่งเคอร์ฟิว ห้ามสัญจรทางทะเลในเวลากลางคืน โดยระบุว่าจะบังคับใช้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อปกป้องชายฝั่งของประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ท่ามกลางการโจมตีจากอิหร่านที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของบาห์เรนแถลงในวันนี้ว่า คำสั่งห้ามดังกล่าวจะครอบคลุมถึงผู้ที่ใช้เรือประมงและเรือเพื่อการสันทนาการ โดยจะเริ่มบังคับใช้ในทุกๆ วัน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. จนถึง 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า มาตรการใหม่นี้ถูกนำมาใช้เนื่องจาก “การรุกรานที่ชัดเจนของอิหร่าน” และ “ความเสี่ยงร้ายแรง” ที่มีต่อความปลอดภัยของพลเมืองและผู้อยู่อาศัย

นอกจากนี้ รัฐบาลบาห์เรนยังได้ย้ำเตือนให้ “ผู้สัญจรทางน้ำทุกคนปฏิบัติตามช่วงเวลาของคำสั่งห้ามสัญจรทางทะเล และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายฝั่ง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธ.สภาอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ กำลังแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน

ปธ.สภาอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ กำลังแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน

29 มี.ค. 2569 21:26 น.

ปธ.สภาอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ กำลังแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน

ประธานรัฐสภาอิหร่านเผยว่า ประเทศของเขากำลังรอ “การโจมตีภาคพื้นดิน” ของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าอเมริกากำลังวางแผนโจมตีอย่างลับๆ แม้ว่าปากจะพูดถึงเรื่องการเจรจาก็ตาม

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกากำลังวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะกำลังพูดถึงการเจรจาทางการทูตก็ตาม หลังจากที่เรือรบของสหรัฐฯ พร้อมด้วยบุคลากรทางทหารประมาณ 3,500 นาย เดินทางมาถึงตะวันออกกลาง

คำแถลงของ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานสภาอิหร่าน มีขึ้นหลังจากที่มีการทิ้งระเบิดทางอากาศใส่ประเทศอิหร่านโดยกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน และเกิดขึ้นก่อนการเจรจาระหว่างตัวละครสำคัญในภูมิภาคที่จะมีขึ้นในวันจันทร์นี้

สงครามได้ลุกลามจนกลายเป็นการสู้รบระดับภูมิภาค เนื่องจากอิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลด้วยการยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ ส่งผลให้ตลาดพลังงานปั่นป่วนอย่างหนักและคุกคามเศรษฐกิจโลก

“ศัตรูส่งข้อความเรื่องการเจรจาและการหารือต่อหน้าสาธารณชน แต่กลับแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดินอย่างลับๆ” กอลิบาฟกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวทางการ IRNA “คนของเรากำลังรอคอยการมาถึงของทหารอเมริกันบนภาคพื้นดิน เพื่อที่จะแผดเผาพวกเขาและลงโทษพันธมิตรในภูมิภาคของพวกเขาให้สิ้นซากไปเสียที”

ทั้งนี้ เรือ ยูเอสเอส ตริโปลี ซึ่งเป็นเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกที่บรรทุกเหล่านาวิกโยธินและทหารเรือประมาณ 3,500 นาย ได้เดินทางมาถึงตะวันออกกลางเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามประกาศของกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ

ขณะที่หนังสือพิมพ์ The Washington Post รายงานว่าเพนตากอนกำลังเตรียมแผนการปฏิบัติการภาคพื้นดินนานหลายสัปดาห์ ซึ่งอาจรวมถึงการบุกโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) และพื้นที่ใกล้เคียงช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะยังไม่ได้อนุมัติการส่งกำลังพลใดๆ ก็ตาม

อิหร่านระบุว่า พวกเขาทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เพื่อไม่ให้เรือของศัตรูสามารถสัญจรผ่านได้

ที่ผ่านมา ทรัมป์พูดซ้ำหลายครั้งว่ากำลังมีการติดต่อทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ฝ่ายรัฐบาลเตหะรานปฏิเสธ ขณะที่นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ ระบุว่าการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งผลักดันแผนการ 15 ประการที่วอชิงตันกล่าวว่า “สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด”

ขณะที่ปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างวอชิงตันและเตหะราน กำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ ณ กรุงอิสลามาบัด เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ประชุมพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูนาปี 68

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ประชุมพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูนาปี 68

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ประชุมพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูนาปี 68

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

30 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมการพิจารณาจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์หลัก ฤดูนาปี 2568 ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีผู้บริหารจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคเข้าร่วม ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี

การประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้ร่วมกันวางแผนการจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกในแต่ละจังหวัดให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และทรัพยากร โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของพันธุ์ข้าวต่อสภาพแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาความสอดคล้องของเมล็ดพันธุ์ข้าวกับความต้องการของตลาด แนวโน้มข้าวคาร์บอนต่ำ รวมถึงการวางแผนตรวจสอบและบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเหมาะสม

จากรำข้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง ‘น้ำมันรำข้าว’ ราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ ด้วยพลังการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน

จากรำข้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง ‘น้ำมันรำข้าว’ ราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ ด้วยพลังการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน

จากรำข้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง ‘น้ำมันรำข้าว’ ราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ ด้วยพลังการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ในวันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากกว่าราคา “น้ำมันพืช” จึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบในครัว แต่เป็นทางเลือกที่สะท้อนคุณภาพชีวิต และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจ คือ “น้ำมันรำข้าว” ซึ่งถูกยกระดับให้ก้าวสู่ตลาดสุขภาพอย่างจริงจัง

ภายใต้การสนับสนุนองค์ความรู้และมาตรฐานจาก กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในต้นแบบความสำเร็จที่กรม ฯ ภาคภูมิใจ  คือ วิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดตำบลหนองไม้กอง อำเภอไทรงาม  จังหวัดกำแพงเพชร ที่นำโดย นายทฤษฎี เพชรมะลิ ประธานกลุ่ม ผู้มองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน “เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว” หรือรำข้าวคุณค่าที่มากกว่าเมล็ดข้าว โดยนายทฤษฎีเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ทำไมตลาดข้าวกล้องจึงจำกัดอยู่เพียงบางกลุ่ม ทั้งที่คุณค่าของข้าวควรเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างกว่านั้น และเมื่อศึกษาลึกลงไป จึงพบว่า สารอาหารสำคัญจำนวนมากไม่ได้อยู่ในเนื้อแป้งของเมล็ดข้าว แต่อยู่ที่ “รำข้าว” โดยเฉพาะข้าวตลาดเฉพาะ (Niche Market) อย่าง  กข69 (ทับทิมชุมแพ) และมะลินิลสุรินทร์  เป็นต้น  ซึ่งข้าวสีเหล่านี้อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารชีวภาพตามธรรมชาติ ที่สามารถสกัดออกมาเป็นน้ำมันรำข้าวที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี้ กลุ่มจึงลงทุนซึ้อเครื่องสกัดเย็น (Cold Press) เพื่อรักษาคุณสมบัติของสารสำคัญ เช่น Gamma Oryzanol และสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ให้คงอยู่มากที่สุด โดยกระบวนการสกัดเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบคุณภาพจากข้าวที่ปลูกและควบคุมเองตั้งแต่ต้นน้ำ

นายทฤษฎี กล่าวต่อว่า กลุ่มแปลงนาสะอาด ผลิตน้ำมันรำข้าวมาแล้วกว่า  6 ปี โดย ช่วงเริ่มต้น กลุ่มฯ ทดลองจำหน่ายน้ำมันรำข้าวลิตรละ 6,000 บาท ก่อนที่จะพัฒนาแบรนด์ เพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสุขภาพ จนในปัจจุบันสามารถจำหน่ายได้ถึงลิตรละ 15,000 บาท ในตลาดเฉพาะ หรือ ตลาดพรีเมี่ยม ที่ผู้บริโภคมีกำลังในการใช้จ่ายเพื่อรักษาสุขภาพ โดยน้ำมันรำข้าวของทางกลุ่มจะมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อ  ทั้งที่เป็น  น้ำมันรำข้าวบรรจุลิตร , แคปซูล Soft Gel,   หรือ หากผู้ประกอบการอื่น ๆ สนใจในสรรพคุณของน้ำมันรำข้าวของเรา  สามารถซื้อไปเป็นสารประกอบผลิตอาหารเสริม และ ผลิตเครื่องสำอาง ได้  โดย ข้าวเปลือก 1 ตัน จะให้รำประมาณ 60–70 กิโลกรัม และสามารถสกัดเป็นน้ำมันได้ 4–5 กิโลกรัม สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว จากเดิมที่รำข้าวเคยถูกใช้เป็นอาหารสัตว์แค่นั้น   ที่สำคัญ ทางกลุ่ม ฯ ดำเนินการครบวงจร ตั้งแต่การปลูก สี สกัด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้มาตรฐาน  ออร์แกนิค, GAP , GMP, อย. และฮาลาล ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้ตลอด 6 ปีของการผลิตน้ำมันรำข้าว สามารถขายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา กลุ่มก็ยังคงขายได้ในราคาที่กำหนดไว้ จึงทำให้เชื่อมั่นว่า ตลาดของน้ำมันรำข้าว ยังไปได้อีกไกล

นายทฤษฎี ได้กล่าวอีกว่า  น้ำมันรำข้าวที่ขายในท้องตลาด จะเป็นน้ำมันรำข้าวสกัดร้อนจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตจากรำข้าวหลากหลายสายพันธุ์  ปะปนกัน ซึ่งกระบวนการสกัดร้อนจะให้ปริมาณน้ำมันมาก  แต่คุณสมบัติบางอย่างอาจลดลงจากกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง แตกต่างจากน้ำมันรำข้าวของทางกลุ่ม ฯ ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น คุณค่าทางโภชนาการของรำข้าวยังอยู่ครบ

แนวคิดของกลุ่มไม่ได้หยุดที่การขายน้ำมันรำข้าวเท่านั้น  แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้สู่ผลิตภัณฑ์อื่นจากรำและจมูกข้าว ทั้งเครื่องดื่ม โปรตีนจากกากรำ และการเตรียมสกัดสารสำคัญแอนโทไซยานิล เพิ่มเติมในอนาคต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นภาพของเกษตรกรยุคใหม่ ที่ไม่ได้ขายเพียงผลผลิต แต่ขาย “ความรู้” และ “คุณค่า” ที่ซ่อนอยู่ในเมล็ดข้าว

น้ำมันรำข้าวจึงไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันประกอบอาหารอีกต่อไป หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ วิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่า จากรำข้าวที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ด้วยพลังความมุ่งมั่นของวิสาหกิจชุมชน และการสนับสนุนจาก กรมการข้าว “น้ำมันรำข้าว” จึงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ อย่างแท้จริง หากผู้บริโภคท่านใดสนใจ น้ำมันรำข้าว สามารถติดต่อได้จากเพจวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดจังหวัดกำแพงเพชร

วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ 2569 สร้างกุศลผู้ให้ สร้างชีวิตใหม่ผู้รับ

วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ 2569 สร้างกุศลผู้ให้ สร้างชีวิตใหม่ผู้รับ

วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ 2569 สร้างกุศลผู้ให้ สร้างชีวิตใหม่ผู้รับ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในงาน “วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ประจำปี 2569” ซึ่ง ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาดไทย  นำโดย รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงและบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตที่บริจาคอวัยวะของตนเองให้เป็นทานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ทนทุกข์ทรมานและสิ้นหวังในชีวิต ได้มีชีวิตใหม่ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ และขอบคุณหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ในการนี้มีคณะผู้บริหารสภากาชาดไทย คณะกรรมการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ผู้แทนหน่วยงานองค์กรภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนภารกิจของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ตลอดจนครอบครัวของผู้บริจาคอวัยวะ และผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะร่วมพิธีเมื่อวันเสาร์ที่ 28  มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้นล่าง อาคารแพทยพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย พระราชทานพระราชานุญาต ให้วันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันคล้ายพระราชสมภพ เป็นวันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย นับเป็นพระกรุณาแก่ผู้บริจาคอวัยวะ ทายาทผู้บริจาคอวัยวะ ผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

“ตลอดระยะเวลา 32 ปี ที่ผ่านมาศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ดำเนินการรับบริจาคอวัยวะ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน และดำเนินการจัดสรรอวัยวะโดยยึดหลักวิชาการ เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ และให้มีความมั่นใจว่าการดำเนินงานมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้รับอวัยวะ และเนื้อเยื่อที่มีคุณภาพ และปลอดภัย ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับจากสาธารณชน และวงการแพทย์ ทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ

ในปี 2568 ผ่านมานี้ มีผู้บริจาคอวัยวะสมองตาย สูงที่สุดจำนวน 545  ราย เพิ่มมากกว่าในปี 2567 ร้อยละ 25 สามารถนำอวัยวะไปช่วยเหลือผู้ป่วยได้สูงที่สุดจำนวน 1,175 ราย และจัดเก็บและจัดทำเนื้อเยื่อ อาทิ ลิ้นหัวใจ หลอดเลือด ผิวหนังกระดูก เส้นเอ็น และหมอนรองกระดูข้อเข่า จำนวนมากกว่า 428 ชิ้น และได้ให้บริการเนื้อเยื่อแก่ผู้ป่วย    ทั่วประเทศแล้วจำนวน 333 ชิ้นในด้านการรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ มีผู้มีจิตศรัทธา แสดงเจตนาบริจาคอวัยวะมากที่สุดเป็นจำนวน 154,812 คน และตั้งแต่ พ.ศ. 2537 จนถึงปัจจุบันมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ จำนวน 1,920,083 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของประชากรไทยทั้งหมด

ในโอกาสนี้ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ขอขอบคุณ ผู้บริจาคอวัยวะ ทายาทผู้บริจาคอวัยวะ ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ท่านกรรมการ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรม ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ด้วยดีตลอดมา และขอขอบคุณบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่ให้การอนุเคราะห์ จัดทำหนังสือที่ระลึก วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เป็นประจำทุกปี”

กิจกรรมเนื่องใน “วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ประจำปี 2569” ประกอบด้วย พิธีถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชะนีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้บริจาคอวัยวะที่ล่วงลับ พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแด่หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ณัฐลิดา กิจพิสิฐ ผู้แทนญาติของผู้บริจาคอวัยวะ มากล่าวแสดงความรู้สึก และ ชนัญญา ชาญณรงค์ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นผู้แทนผู้ได้รับอวัยวะกล่าวขอบคุณผู้บริจาค และทายาทของผู้บริจาคอวัยวะ รวมถึง พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริกองบังคับการ ตำรวจจราจร กล่าวแสดงความรู้สึกในการปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกนำส่งอวัยวะจากโรงพยาบาลที่มีผู้บริจาคอวัยวะไปยังโรงพยาบาลที่มีผู้รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะได้ทันเวลาทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ชนัญญา ชาญณรงค์ ผู้ได้รับการปลูกถ่ายตับ เมื่อปี พ.ศ. 2544 ซึ่งมีอายุเพียง 2 ขวบ จนปัจจุบันเป็นเวลา 25 ปีแล้ว ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องใช้อยู่บนเส้นด้ายได้มีชีวิตใหม่จากผู้บริจาคอวัยวะเผยความรู้สึกว่า “ขอขอบคุณผู้บริจาคและครอบครัวของท่านอย่างสุดซึ้ง ที่มีความเมตตาให้ดิฉันได้มีชีวิตในวันนี้ และขอขอบคุณทีมแพทย์พยาบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการดูแลรักษาผู้ป่วยมาอย่างดีโดยตลอด วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานวันศูนย์รับบริจาคอวัยวะเพื่อเป็นตัวแทนผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและเป็นข้อพิสูจน์ว่าการให้ของท่านไม่มีวันสูญเปล่า ดังนั้นอวัยวะที่เราอาจไม่ได้ใช้แล้วในวันหนึ่งสามารถต่อชีวิตให้กับมนุษย์ได้อีกหลายชีวิต จึงขอเชิญชวนทุกท่านแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเพื่อสร้างปาฎิหาริย์ให้กับมนุษย์ได้อีกหลายชีวิต ขอบคุณค่ะ”

“บริจาคอวัยวะ สร้างกุศลผู้ให้ สร้างชัวิตใหม่ผู้รับ”  บริจาคอวัยวะ คือ การให้อวัยวะโดยไม่หวังผลตอบแทน เพื่อนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่อวัยวะนั้นๆ ล้มเหลว โดยอวัยวะที่สามารถบริจาคและปลูกถ่ายได้ได้แก่ ไต, ปอด, หัวใจ, ตับ, ตับอ่อน และเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายได้ ได้แด่ ลิ้นหัวใจ, หลอดเลือด, ผิวหนัง, กระดูก, เส้นเอ็น, กระจกตา การบริจาคอวัยวะจะเกิดขึ้นได้เมื่อเจ้าของอวัยวะเสียชีวิตด้วยภาวะสมองตาย และได้รับความยินยอมจากครอบครัวผู้บริจาคอวัยวะ โดยผู้บริจาคอวัยวะ 1 ท่าน สามารถมอบชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะได้มากถึง 8 คน จึงนับว่าเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ https://organdonate.redcross.or.th/  หรือแอปพลิเคชั่น “บริจาคดวงตา-อวัยวะ” และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5 เลขที่ 1871 ถ.พระราม 4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 1666 หรือ 02-256- 4045-6

ทอ. ร่วมกับวัดปทุมวนาราม อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ เตรียมประดิษฐานดอยอินทนนท์

ทอ. ร่วมกับวัดปทุมวนาราม อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ เตรียมประดิษฐานดอยอินทนนท์

ทอ. ร่วมกับวัดปทุมวนาราม อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ เตรียมประดิษฐานดอยอินทนนท์

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

กองทัพอากาศ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เพื่อเตรียมการอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ องค์ที่ 3

พลอากาศเอกเสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย คุณอภิษฎา คันธา นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ กองทัพอากาศ รวมถึงญาติธรรมผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี พระพรหมวชิรเวที เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

สืบเนื่องจากกองทัพอากาศ ดำเนินโครงการสร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ องค์ที่ 3 บริเวณ พระมหาธาตุนภเมทนีดล นภพลภูมิสิริ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำหนดระยะเวลาดำเนินการสร้างตั้งแต่บัดนี้ จนถึงประมาณกลางปี 2571 ในการนี้ กองทัพอากาศ ได้รับความเมตตาจาก พระพรหมวชิรเวที เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ฯ ในการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากวัดปทุมวนาราม นำมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศรวม 2 วาระ ก่อนกระทำพิธีอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ฯ ที่กำลังดำเนินการจัดสร้างต่อไป โดยกองทัพอากาศ ได้ทำพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จองค์ปฐม พระบรมสารีริกธาตุพระโคตมะพระพุทธเจ้า พระอรหันตธาตุในยุคพุทธกาล และพระอัฐิธาตุพระวิปัสสนาจารย์ในสาย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต จากวัดปทุมวนาราม นับเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา จนมาถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 นี้ นับเป็นเวลาครบ 1 ปี กองทัพอากาศได้รับความเมตตาจาก พระพรหมวชิรเวที เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ประธานอำนวยการโครงการ พระเทพดิลก รองประธานอำนวยการ พระธรรมวัชรญาณวิศิษฏ์ ประธานดำเนินการ และคณะสงฆ์วัดปทุมวนารามอีกครั้ง ในการจัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ได้แก่ พระบรมสารีริกธาตุสมเด็จองค์ปฐม พร้อมด้วยพุทธปัทมอาสน์ (ดอกบัวทิพย์) พระบรมสารีริกธาตุพระกกุสันธะพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุพระโกนาคมนะพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุพระกัสสปะพุทธเจ้า และพระบรมสารีริกธาตุพระโคตมะ พุทธเจ้า น้อมเกล้า ถวายพระราชกุศล เพิ่มพูน พระบุญญาบารมี แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จธรรมิกราช เจ้าจอมทัพไทย โดยมี พระครูวิสุทธิวรคุณ กรรมการและเลขานุการโครงการปทุมมามหาสิกขาลัย วัดปทุมวนาราม ผู้ได้รับมอบหมายและรับผิดชอบดูแล พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และพระอัฐิธาตุ ในโครงการสืบสานมรดกธรรมแห่งพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และอัฐิธาตุบูรพาจาจารย์วัดป่ากัมมัฏฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บุคคลสำคัญของโลก เป็นผู้ดำเนินการ

เมื่อความทรงทราบถึงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชศรัทธาพระราชทานพวงมาลัยสำหรับถวายสักการะพระพุทธปฏิมาประธานประจำวัดปทุมวนาราม และพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมด้วยพระราชทานผ้าไตรสำหรับถวายพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ในพิธี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่กองทัพอากาศและวัดปทุมวนารามอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นสิริมงคลและมหากุศล แก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าที่มาร่วมชื่นชมอนุโมทนาในพิธีครั้งนี้โดยทั่วกัน

ทั้งนี้กองทัพอากาศและพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาได้น้อมถวายทุนอุปถัมภ์อันเป็นปฐมฤกษ์ ร่วมกันจัดสร้างหอพระบรมสารีริกธาตุ วัดปทุมวนาราม และนิทรรศการรวมองค์ความรู้ทั้งปวงแห่งพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุที่จารึกไว้ในบวรพระพุทธศาสนา อย่างเป็นการถาวร ณ ศาลา 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร เพื่อถวายเป็น พุทธบูชา ความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดจัดสร้างตั้งแต่บัดนี้ จนถึงประมาณกลางปี 2571

ขณะนี้ สามารถเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และอัฐิธาตุบูรพาจารย์ ได้ที่ นิทรรศการ “ทัสสนานุตตริยะ พระบรมสารีริกธาตุ วัดปทุมวนาราม” ณ ศาลาบูรพาจารย์ เขตพุทธาวาส วัดปทุมวนาราม ได้จนถึง วันที่ 30 เมษายน 2569 โดยเปิดให้เข้านมัสการในเวลา 08.00 น. ถึง 18.00 น. ปิดเฉพาะวันจันทร์ และวันอังคาร ก่อนปิดทำการบูรณะศาลาบูรพาจารย์และจัดสร้างหอพระบรมสารีริกธาตุและนิทรรศการ เป็นการถาวรเป็นลำดับไป

พุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมสนับสนุน บริจาคทุนอุปถัมภ์จัดสร้างหอพระบรมสารีริกธาตุ วัดปทุมวนาราม และนิทรรศการอย่างเป็นการถาวร ได้ที่สำนักงานวัดปทุมวนาราม และสำนักงานโครงการปทุมมามหาสิกขาลัย อาคารเสนาสนะสงฆ์ วัดปทุมวนาราม หรือโอนบริจาคได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์

ชื่อบัญชี วัดปทุมวนาราม(โครงการปทุมมามหาสิกขาลัย) เลขที่บัญชี 205-208203-4 ติดต่อสอบถามข้อมูลการบริจาคได้ที่สำนักงานวัดปทุมวนาราม หมายเลขโทรศัพท์ 02-251-6469, 02-251-6478 และสามารถรับชมประมวลภาพพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ณ วัดปทุมวนาราม เพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจวัดปทุมวนารามและแฟนเพจกองทัพอากาศ

คุณแหน : 30 มีนาคม 2569

คุณแหน : 30 มีนาคม 2569

คุณแหน : 30 มีนาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ “พระผู้ให้” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระแม่แห่งนครา เสด็จสู่ฟ้าเสวยสวรรค์ เหล่าเทพปวงเทวัญ ล้วนแซ่ซ้องพระคุณา บำรุงศาสน์ประเทศชาติ เพื่อปวงราษฎร์ไทยประชา ให้อยู่เย็นกันทั่วหน้า สุขภาวะสราญ คำทรงสอนยังฝังใจ จดจำได้เพื่อเล่าขาน ถึงพระองค์ในทุกกาล ปวงประชาล้วนภักดี สิริศักดิ์จงประสิทธิ สิริฤทธิพิพิธศรี สิริภาพเพิ่มทวี สิริวีร์วรชัย” ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบ 109 ปี เมื่อ 26 มีนาคม 2569 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสนี้ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยังทรงขับร้องเพลง Love’s old sweet song บทเพลงที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงสอนให้กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงขับร้องในท่อน refrain
  • หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล อดีตนิสิตคณะรัฐศาสตร์ สิงห์ดำ 18 (ทรงเข้าศึกษาปี 2508) เสด็จร่วมงานคืนเหย้าจุฬาฯ 109 ปี ครั้นเมื่อ คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน อดีตนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สิงห์ดำ 15 และ ม.ร.ว. เบญจาภา ไกรฤกษ์ สิงห์ดำ 23 ขับร้องเพลงจบ ท่านหญิงศรี ก็เสด็จไปแสดงความยินดีที่ข้างเวทีโดยพลัน
  • บรรดาผู้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จที่อยู่ในหอประชุมจุฬาฯ ต่างมีน้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตา เมื่อได้ฟังพระสุรเสียงขับร้องจากพระองค์ท่าน ด้วยเหตุเพราะความอาลัยรักและภักดีต่อสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย แม้กระทั่ง ศ.เกียติคุณ ดร. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต ยังต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา ส่วนนักดนตรีกิตติมศักดิ์หลายคนบนเวทีก็ยังปาดน้ำตากันเป็นทิวแถว
  • หนังสือดีที่น่าอ่าน ไปเมืองนอกครั้งแรก ร.ศ. 118 พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาถนเรนทร (พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) เรียบเรียงโดย ม.ร.ว. ปรียนันทนา รังสิต เนื้อหาในหนังสือบอกเล่าเรื่องราวการเสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านการแพทย์ในประเทศยุโรป เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ โดยทรงบรรยายการเดินทางด้วยเรือเดินสมุทรเป็นเวลานานนับเดือน และทรงบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองยุโรปในยุคนั้น
  • ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (เครือเซ็นทรัลรีเทล) คือนักธุรกิจ generation 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ ผู้ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มหญิงแกร่งผู้ขับเคลื่อนห้างเซ็นทรัล ตลอดเวลาประมาณ 20 ปีเศษ ณัฐธีราอยู่กับห้างเซ็นทรัลมาโดยตลอด โดยอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ แล้วไต่เต้าเติบโตจนได้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเซ็นทรัล
  • ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ นักการเงินระดับผู้บริหารฝีมือดีการันตีความซื่อสัตย์ ย้ายไปทำงานใหม่กับ Apollo Wealth ในตำแหน่ง Senior Executive Vice President อาคารที่ทำงานอยู่ Mercury Tower ใกล้กับโรงแรมมาแตร์เดอีวิทยาลัย ถนนเพลินจิต
  • สวดพระอภิธรรม นางเพ็ญศรี เคียงศิริ (เจ้าของนามปากกานราวดี) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2560 ณ ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง ถึงวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 18.30 น. ส่วนวันพระราชทานเพลิงจะแจ้งให้ทราบต่อไป   

Victor Lee 

หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี นำ ศูนย์ Premier Life รพ.พญาไท 2 คว้ารางวัลระดับเอเชีย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสุขภาพองค์รวม

หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี นำ ศูนย์ Premier Life รพ.พญาไท 2 คว้ารางวัลระดับเอเชีย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสุขภาพองค์รวม

หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี นำ ศูนย์ Premier Life รพ.พญาไท 2 คว้ารางวัลระดับเอเชีย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสุขภาพองค์รวม

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือ หมอเพื่อน สร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศไทย หลัง Premier Life Center ได้รับรางวัล Health and Wellness Initiative of the Year – Thailand จากเวที Healthcare Asia Awards 2026 ซึ่งยกย่ององค์กรด้านสุขภาพชั้นนำทั่วเอเชีย

รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของศูนย์ Premier Life โรงพยาบาลพญาไท2 ในการพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Healthcare) ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล และส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ

ซึ่งนำโดย พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี แพทย์ผู้ชำนาญการ ทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาตร์วิถีชีวิต  (Preventive Medicine, Lifestyle Medicine ) และผู้อำนวยการศูนย์ Premier Life โรงพยาบาลพญาไท 2 (ว.40965) ขึ้นรับรางวัลนี้ 

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นอีกก้าวสำคัญของ Premier Life Center โรงพยาบาลพญาไท 2  ในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับภูมิภาค พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง ด้าน Wellness เพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง ลงลึกถึงระดับ Longevity ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา เพื่อให้สุขภาพยืนยาวอย่างสมดุล

‘พาลูกวิ่งดะ Obstacle on the Beach 2026’ภายใต้ธีม’Survival Family – ฝ่าภารกิจครอบครัวติดเกาะ’

'พาลูกวิ่งดะ Obstacle on the Beach 2026'ภายใต้ธีม'Survival Family – ฝ่าภารกิจครอบครัวติดเกาะ'

‘พาลูกวิ่งดะ Obstacle on the Beach 2026’ภายใต้ธีม’Survival Family – ฝ่าภารกิจครอบครัวติดเกาะ’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

กิจกรรมวิ่งผจญภัยสำหรับครอบครัว จัดขึ้นที่ ชายหาดสวนสนประดิพัทธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยบริษัท เก็ตอัพ สแตนด์อัพ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัว มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ สร้างสีสันและความคึกคักให้กับการท่องเที่ยวชายทะเลหัวหิน–ประจวบคีรีขันธ์ในช่วงสุดสัปดาห์

กิจกรรมนี้ก่อตั้งโดย 3 คุณแม่ผู้สร้างชุมชนครอบครัว “พาลูกเที่ยวดะ” ได้แก่ แม่ปุ้ม – อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย, แม่ยุ้ย – ศิริลักษณ์ ศิริบุญยชัย และ แม่จุ๊บ – รุ่งกานต์ วงศ์ธนาสุนทรภายในงาน เด็กๆ และผู้ปกครองได้ร่วมฝ่า 15 ด่านอุปสรรค บนเส้นทางระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว ผ่านกิจกรรมและด่านท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในทีม

“พาลูกวิ่งดะ” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมวิ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่ผสมผสาน การออกกำลังกาย การเรียนรู้ และการผจญภัย เข้าไว้ด้วยกัน เด็กๆ ได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่ ขณะที่พ่อแม่และลูกได้ร่วมกันเผชิญความท้าทายและสร้างประสบการณ์ร่วมกันในครอบครัว

หลังจบกิจกรรมวิ่ง บริเวณพื้นที่ส่วนกลางยังมีกิจกรรมจากผู้สนับสนุนที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงาน อาทิ Magnolia UHT ที่มาเติมพลังให้เด็กๆ ด้วยนม 2 รสชาติ, ฟองฟอง ฟองเต้าหู้และน้ำเต้าหู้ กับกิจกรรมทำครัวจิ๋วจากฟองเต้าหู้, KEWPIE คิวพี พาสต้าซอส ที่มาร่วมเติมพลังให้ผู้กล้าตัวจิ๋ว และ โยคุ น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับทุกคนในครอบครัว

แม้กิจกรรมจะจบลงแล้ว แต่เสียงหัวเราะและภาพของครอบครัวที่จับมือกันฝ่าด่านบนชายหาดสวนสน ยังคงเป็นความทรงจำที่อบอุ่น ซึ่งทำให้ “พาลูกวิ่งดะ” กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมครอบครัวที่หลายบ้านรอคอยในทุกๆปี

สามารถติดตามกิจกรรมสำหรับครอบครัวของ “พาลูกเที่ยวดะ” ได้ที่Facebook: พาลูกเที่ยวดะLine Official: @palukteawda