โต๋ ศุภโชติ จี้รัฐเช็กบิล ‘ทุนใหญ่’ กักตุนน้ำมันเก็งกำไร หลังโควตาปั๊มลดฮวบ

โต๋ ศุภโชติ จี้รัฐเช็กบิล 'ทุนใหญ่' กักตุนน้ำมันเก็งกำไร หลังโควตาปั๊มลดฮวบ

โต๋ ศุภโชติ จี้รัฐเช็กบิล ‘ทุนใหญ่’ กักตุนน้ำมันเก็งกำไร หลังโควตาปั๊มลดฮวบ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“โต๋ ศุภโชติ” ปรามรัฐบาลอย่าเพ่งโทษประชาชน เหตุชาวบ้านเร่งซื้อน้ำมัน เพราะขาดแคลนหาซื้อไม่ได้ รัฐบาลทำหน้าที่ตรวจสอบหรือยังว่าไม่มีผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ รายไหน ชะลอการขายหรือตั้งใจกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งราคา

16 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานการณ์ปั๊มน้ำมันหลังจากที่มีประชาชนเดือดร้อนเป็นจำนวนมากจากการหาซื้อน้ำมันตามปั๊มไม่ได้ โดยระบุว่านอกจากข้อเสนอที่ตนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเรื่อง การสื่อสารข้อมูลกับประชาชนและการกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว 

นายศุภโชติ กล่าวว่า ตนมาลงพื้นที่พร้อมนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยกล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งสำคัญรัฐบาลไม่ควรโทษประชาชนว่าสถานการณ์กักตุนน้ำมันที่เกิดขึ้นมาจากความตื่นตระหนกของประชาชน แต่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีหรือยัง  รัฐบาลตรวจสอบหรือยังว่ามีผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่บางรายกำลังกักตุนหรือชะลอการขายเพื่อรอราคาปรับขึ้นหรือไม่ หากมีจริง นั่นหมายความว่า รัฐกำลังปล่อยให้มีการฉวยโอกาสจากวิกฤตพลังงานของประชาชนหรือเปล่า

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า มีข้อสงสัยจากหลายฝ่ายว่า การที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งถูกลดโควตาการเบิกน้ำมันจากคลังต่อวัน อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้ประกอบการบางรายที่พยายาม กักตุนหรือชะลอการจำหน่ายน้ำมัน เพื่อรอราคาปรับขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่ มาตรการตรึงราคาน้ำมันกำลังจะสิ้นสุดในวันพรุ่งนี้

ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลที่ได้ตรวจสอบมาอย่างละเอียดและโปร่งใส เพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม ดังนี้

1. คลังน้ำมันแต่ละแห่งกำหนดโควตาการจ่ายน้ำมันให้ปั๊มอย่างไร? 

2. ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งออกจากคลังไปยังปั๊มทั่วประเทศในแต่ละวันมีเท่าไร

3. มีการตรวจสอบหรือไม่ว่า ปั๊มน้ำมันหรือผู้ค้ารายใหญ่บางแห่งชะลอการขายหรือกักตุนเพื่อรอราคาปรับขึ้น?

นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถป้องกันการฉวยโอกาสจากผู้ประกอบการที่ต้องการทำกำไรจากวิกฤตพลังงานของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากกำลังกังวลว่าจะสามารถหาน้ำมันเติมได้หรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใสของข้อมูล การทำงานของหน่วยงานภาครัฐในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และความรวดเร็วในการสื่อสารของรัฐบาล เพราะหากประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนความตื่นตระหนกก็จะลดลง และสถานการณ์ก็จะถูกบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

วันนี้ 16 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก iLaw ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ อติรุจ ซึ่งถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 138 จากกรณีตะโกนข้อความ ไปไหนก็เป็นภาระ ใส่ขบวนเสด็จ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “อุทธรณ์ยืนจำคุก 1 ปี 8 เดือนอติรุจ กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดอติรุจฟังคำพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 138 จากการตะโกนใส่ขบวนเสด็จที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 ในชั้นศาลอติรุจให้การรับสารภาพในข้อหามาตรา 112 แต่สู้ในส่วนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ก่อนหน้านี้วันที่ 12 ธันวาคม 2566 ศาลพิพากษาว่า มีความผิดตามมาตรา 112 และ 138 วรรคสอง เป็นความผิดต่างกรรม ลงโทษทุกกรรมแบ่งเป็นมาตรา 112 จำคุก 3 ปี และมาตรา 138 จำคุก 2 เดือน รับสารภาพมาตรา 112 เป็นประโยชน์ในการพิจารณาลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

เวลา 13:31 น. ศาลขึ้นนั่งบัลลังก์และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยสรุปดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกัน คือ วันที่ 15 ตุลาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินไปที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับ จำเลยตะโกนใส่รถพระที่นั่งว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” หลังจากนั้นจำเลยถูกกลุ่มชายควบคุมตัว ต่อมาถูกกล่าวหาในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนนี้จำเลยไม่อุทธรณ์ จึงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือไม่นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่าในวันเกิดเหตุมีคนที่ยืนประกบล้อมจำเลยใส่ชุดนอกเครื่องแบบ ไม่ปรากฏสัญลักษณ์ ไม่มีปืนพกประจำตัว เมื่อสอบถามว่าเป็นใครก็ไม่มีใครตอบ จึงไม่อาจทราบได้ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าพนักงาน มีการเข้าจับกุมที่รุนแรงจำเลยจึงจำต้องดิ้นรนขัดขืน ถามว่าจับทำไม และดิ้นให้พ้นจากการควบคุมเมื่อไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีพ.ต.ต. อรรถพร คนไหวพริบ ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามการกระทำนั้นไม่ถึงขั้นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในทางนำสืบ ฝ่ายโจทก์ มีเจ้าพนักงานและเจ้าพนักงานตำรวจที่กระทำหน้าที่ถวายความปลอดภัยให้การโดยสรุปว่า ในวันเกิดเหตุนั้นมีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่มาปฏิบัติหน้าที่แต่งกายแตกต่างกันแต่มีบัตรผู้ปฏิบัติหน้าที่ติดที่หน้าอก พ.ต.ท.ชยาคมน์ โพธิ์ปรึก ให้การว่ามีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอกเสื้อ ผู้พบเห็นนั้นสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นตำรวจ ในวันเกิดเหตุจำเลยไม่ยอมนั่งลง แจ้งว่าจะยืน จึงมีการสั่งการให้เฝ้าจำเลยไว้ หลังจากนั้นเขาได้ใช้มือปิดปากจำเลย

อติรุจ

ขณะที่พ.ต.ต.อรรถพรเบิกความว่า วันดังกล่าวนั้นมีบัตรเจ้าหน้าที่ติดอยู่ที่เสื้อ และยืนอยู่ด้านหลังของจำเลย มีพ.ต.ท.ชยาคมน์ อยู่ใกล้ ๆ จึงช่วยจับขาซ้าย แต่ถูกเท้าถีบที่แขนด้านซ้ายหลายครั้ง ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ตำรวจอีกนายหนึ่งให้การเช่นกันว่ามีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ติดอยู่ เมื่อจำเลยตะโกนขึ้น เห็นว่า พ.ต.ท.ชยาคมน์นั้นใช้มือปิดปากและพยายามควบคุมตัวจำเลยไว้โดยเขานั้นยกตัวจำเลย แต่ถูกถีบจนบัตรประจำตัวหลุดตกลง นอกจากนี้พยานโจทก์ปากอื่นๆก็เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุนั้นมีการแต่งกายที่มีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอก

เห็นว่าแม้พยานโจทก์แต่ละปากจะแต่งกายแตกต่างกัน แต่ทุกคนนั้นติดบัตรประจำตัวที่หน้าอกด้านซ้าย เมื่อจำเลยไม่ยอมนั่งและมีปฏิสัมพันธ์ในการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ จำเลยย่อมทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ ประกอบกับวิดีโอที่ฝ่ายโจทก์ยื่นระหว่างการพิจารณาคดี ก็เห็นได้ว่า บริเวณที่จำเลยยืนอยู่นั้นมีชายที่ใส่เสื้อดำและมีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอกคอยช่วยเหลือประชาชนและเชิญชวนประชาชนให้ร่วมรับเสด็จ ข้ออ้างที่ว่า กลุ่มชายที่ควบคุมตัวไม่มีบัตรประจำตัวและไม่ได้สังเกตจึงไม่ทราบว่าบุคคลเหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยนั้นไม่ถึงขั้นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในวันนั้นไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาจึงดิ้นให้หลุดจากการควบคุมจนทำให้ พ.ต.ต. อรรถพร ได้รับบาดเจ็บนั้น การกระทำของจำเลยนั้นเป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นการจับกุมตามความผิดซึ่งหน้าตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80 เมื่อเห็นเหตุย่อมมีอำนาจในการที่จะจัดการให้เหมาะสมในการจับกุมจำเลย พ.ต.ต.อรรถพรบาดเจ็บที่แขนซ้าย จึงเห็นได้ว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย

ประเด็นที่อุทธรณ์ประเด็นที่สองคือ การขอให้ลดโทษและรอการลงโทษ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่ากระทำไปด้วยความเครียด กดดันด้วยอารมณ์ชั่ววูบและการกระทำของจำเลยนั้นไม่ได้มีความหยาบคาย หรือเป็นความอาฆาตมาดร้าย ขณะเกิดเหตุนั้นจำเลยเพิ่งจบการศึกษา และหลังจบการศึกษานั้นก็ได้เข้าทำงานประกอบสัมมาอาชีพ การจำคุกในระยะสั้นนั้นไม่เกิดผลในการแก้ไข ทั้งยังทำให้จำเลยเสื่อมเสียยากที่จะประกอบอาชีพที่สุจริต ทั้งการกระทำดังกล่าวยังเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลย

เห็นว่าตามวิดีโอหลักฐานในคดี การที่จำเลยมีท่าทีแตกต่างกับคนทั่วไป ไม่ได้นั่ง ไม่ได้ทำความเคารพนั้นเป็นการแสดงการกระทำที่ไม่บังควร และมีความร้ายแรงขัดแย้งต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ซึ่งศาลชั้นต้นได้ระวางโทษขั้นต่ำและลดโทษให้แล้ว เมื่อพิจารณาถึงวัยวุฒิและคุณวุฒิของจำเลยนั้นย่อมรู้ผิดชอบชั่วดี ข้ออ้างเรื่องการจำคุกในระยะสั้นจะไม่สามารถแก้ไขได้นั้นไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ ส่วนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ศาลชั้นต้นวางโทษมา 2 เดือน นับว่าเหมาะสมแล้วกับพฤติการณ์ ไม่มีเหตุให้ลดโทษและรอการลงโทษ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 1 ปี 8 เดือน [????] https://www.ilaw.or.th/articles/10467″

หลังจากโพสต์ของ iLaw เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เช่น

“แบบนี้จะช่วยให้สถาบันดูดีขึ้นใช่ไหมฮะ”

“แล้วพวกที่เอาที่หลวงเป็นของตนเองไม่เห็นมีใครออกมาพูดบ้างเลย เรื่องนี้มันร้ายแรงถึงขั้นปล่นชาติปล่นแผ่นดิน ไม่เห็นมีใครเอามาใส่ใจบ้างเลย”

“ดีใจด้วยครับที่คุณได้เดินตามรุ่นพี่แล้ว หวังว่ากลุ่มก้วนของiLaw คงจะเดินเคียงข้างไปกับน้องเขานะ”

“อันนี้ก็ไม่ควรนะ ถึงจะไม่ชอบก็เถอะ สถาบันไม่ใช่ที่ๆอยากจะพูดจะทำก็ได้ อย่างน้อยนั้นคือราชวงศ์”

“โดนน้อยไปหน่อยสมควรติดยาวไป”

“น้อยคะน่าจะ5ปี”

“สมควร”

“สมควรแก่เหตุ”

“ไม่เกี่ยวกับสถาบัน มันเป็นกฏหมายธรรมดาๆแค่นั้นเอง”

อติรุจ
อติรุจ
อติรุจ
อติรุจ
อติรุจ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก iLaw

พริษฐ์ ลุยยื่นกฎหมาย 9 ชุดรวด หวังใช้สภาผลักดันการเปลี่ยนแปลง

พริษฐ์ ลุยยื่นกฎหมาย 9 ชุดรวด หวังใช้สภาผลักดันการเปลี่ยนแปลง

พริษฐ์ ลุยยื่นกฎหมาย 9 ชุดรวด หวังใช้สภาผลักดันการเปลี่ยนแปลง

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

วันที่ 16 มี.ค. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ  สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -Parit Wa charasindhu ระบุว่า ประธานสภาปฏิบัติหน้าที่แล้ว พรรคประชาชนเดินหน้ายื่นชุดกฎหมายทันที 14.30 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว บ่ายวันนี้ ทางพรรคประชาชนจึงได้ยื่นชุดกฎหมาย 9 ชุดแรก ต่อสภาทันที เพื่อเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกนิติบัญญัติ (เช่น พ.ร.บ. ประกันสังคม / พ.ร.บ. โรงแรม / พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร / พ.ร.บ. ขนส่งทางบก / พ.ร.บ. ขยะ / พ.ร.บ. การศึกษา / ร่างแก้ไข รธน. เพิ่มสิทธิประชาชนในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) รายละเอียดเนื้อหาของกฎหมาย 9 ชุดแรก (20-30+ ฉบับ) จะมีการสื่อสารและแถลงข่าวในเร็ว ๆ นี้

ในการแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวาน ประธานสภาคนใหม่ (โสภณ ซารัมย์) ได้พูดถึงการเพิ่มพื้นที่และเวลาในการพิจารณาร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส. ทุกฝ่าย (นอกเหนือจากกฎหมายที่ถูกเสนอโดย ครม.) – หลังจากนี้ ผมหวังจะเห็นความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในการผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลงที่เราหาทางออกร่วมกันได้

พริษฐ์
พริษฐ์
พริษฐ์

หมอวรงค์ สวน โสภณ ไม่ใช่เรื่องตลก ชวน ไอซ์ เลิกกินข้าวฟรีสภาฯ ซื้อกินเองโชว์จิตสำนึก ชมคลิป

หมอวรงค์ สวน โสภณ ไม่ใช่เรื่องตลก ชวน ไอซ์ เลิกกินข้าวฟรีสภาฯ ซื้อกินเองโชว์จิตสำนึก ชมคลิป

หมอวรงค์ สวน โสภณ ไม่ใช่เรื่องตลก ชวน ไอซ์ เลิกกินข้าวฟรีสภาฯ ซื้อกินเองโชว์จิตสำนึก ชมคลิป

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

วันนี้ 16 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ฝากข้อความถึง น้องไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน เกี่ยวกับประเด็นงบประมาณอาหารของ สส. ที่เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน และฟาดไปถึงประธานสภาฯคนล่าสุดโดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ผมเห็นน้องไอซ์โพสต์ เรื่องที่ผมพูดในสภาถึง การตัดงบอาหารส.ส. และยังสื่อสารว่า พรรคตนเองมีการเสนอตัดงบนี้มาตลอด สิ่งที่ผมอยากบอกน้องไอซ์ เรื่องนี้ประชาชนไม่ต้องการแค่ตัดงบ แต่ต้องการให้ยกเลิกอาหารฟรี และให้ส.ส.ซื้อกินเอง เพราะเงินเดือนส.ส.มากนับแสนบาท ไหนๆเราพูดเรื่องนี้ก็ดีแล้ว ถามไอซ์ว่า ส.ส.พรรคประชาชน พร้อมจะซื้ออาหารกินเอง ไม่กินอาหารสภา? หรือจะลดจำนวนผู้ช่วยส.ส. เหลือ 3 คนด้วยก็ได้? เราจะได้ร่วมกันเริ่มต้นให้เห็น จะได้ช่วยกันกดดันสภาให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เอาแค่พูดเฉยๆ อย่างน้อยงบส่วนนี้ ไปช่วยเพิ่มสวัสดิการให้พี่น้องทหารเกณฑ์ หรือ อาหารกลางวันเด็กนักเรียนก็ยังดี ท้ายนี้ขอฝากไปยัง ท่านประธานสภาด้วยครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก แต่คือจิตสำนึกของนักการเมือง ที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชน และท่านควรรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนด้วย”

วรงค์

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนแนวคิดของหมอวรงค์อย่างล้นหลาม โดยมองว่าเป็นเรื่องของจิตสำนึกในการใช้เงินภาษี เช่น

“ประธานมองทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ว่าเป็นเรื่องตลกก็ดีแล้วค่ะ จิตสุดท้ายท่านจะได้เบิกบาน แจ่มใส ขำได้ในเวลาจากโลกนี้ไป ยินดีกับท่านที่ปล่อยวาง สมองว่างเปล่า สาธุนะคะ แต่อาหารที่รับประทานกันน่ะเป็นเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนนะคะ”

“คุณหมอทำถูกต้องตามที่ประขาชนคนไทยตาดำๆ อยากให้ช่วยปกป้องเงินภาษีของเราให้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศชาติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เสียงที่ผมให้ท่านคือสิ่งนี้ และจะเป็นกำลังใจให้คุณหมอทำในสิ่งที่ถูกต้องนี้ตลอดไปครับ (และผมว่ามันไม่ใช่เรื่องตลกนะครับท่านประธานฯ มันเป็นเงินภาษีของผม และคนไทยทุกคนนะครับ)”

“คุณหมอดีพร้อมทำจริงไม่ใช่ดีแต่พูด”

“ขอบคุณคุณหมอวรงค์ ที่พูดแทนใจประชาชน ค่ะ (ยกเลิก ไม่ใช่ แค่ตัด)”

“ตา โสภน ว่าคุณหมอ พุด เรื่องนี้ ตลก แต่งเลยคุณหมอ”

“สุดยอดครับคุณหมอ ประธานคงลืมว่าตัวเองเป็นแค่ตัวตลกในปท.”

“คุณหมอ ทำให้ทุกคนที่ลงคะแนนให้ไม่ผิดหวัง สมัยหน้ายกทีมนะคะ”

“ท่าน เก่งสมชื่อ”

“พรรคไทภักดี คือพรรคของประชาชนคนไทยอันแท้จริง เห็นผลงานแล้ว รอบหน้าเลือกไปสิครับ อย่ามาบ่นทีหลังไม่ได้”

“มีแนว คิด ถึงหมอท่านหนึ่ง เมื่อ 10 -20 ปีที่แล้ว เป็นผู้อาวุโส กิตติมศักดิ์ (ขออภัย ผมลืม ชื่อครับ ) อีท่านหนึ่ง ที่ท่านพูดอะไรออกมา ล้วนเป็น สัจธรรม ฟัง สลั สรวย เชื่อถือได้ สนิทใจ ครับ.”

วรงค์
วรงค์
วรงค์
วรงค์
วรงค์

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

ราชทัณฑ์ จับมือ บิ๊กซี ปั้นทักษะพิเศษ ช่างสิบหมู่-การแสดง เสริมวิชาชีพผู้ต้องขัง

ราชทัณฑ์ จับมือ บิ๊กซี ปั้นทักษะพิเศษ ช่างสิบหมู่-การแสดง เสริมวิชาชีพผู้ต้องขัง

ราชทัณฑ์ จับมือ บิ๊กซี ปั้นทักษะพิเศษ ช่างสิบหมู่-การแสดง เสริมวิชาชีพผู้ต้องขัง

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.57 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2569 กรมราชทัณฑ์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมการฝึกวิชาชีพทักษะพิเศษ ด้านศิลปะการแสดง และงานช่างสิบหมู่ ระหว่างกรมราชทัณฑ์ กับ บริษับิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมี พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอกสุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายอำนวย เปรมกิจพรพัฒนา ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี และนายอัศวิน เตชะเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรม การบริหาร บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็น เตอร์ จำกัด(มหาชน) นางวิภาดา ดวงรัตน์ กรรม การบริษัทและกรรมการบริหารบริษัทบิ๊กซีฯและคณะผู้บริหาร รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ณ บิ๊กซี สาขาราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

กรมราชทัณฑ์ มีภารกิจสำคัญในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังและพัฒนาพฤตินิสัย ให้มีความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพฤตินิสัย ภายใต้แนวคิด“เปลี่ยนภาระ เป็นโอกาส” ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะวิชาชีพผู้ต้องขังให้มีความโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน โดยการพัฒนาหลักสูตรการฝึกวิชาชีพทักษะพิเศษที่สอดคล้องกับมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชั้นสูงของไทย ได้แก่ งานศิลปะการแสดง และงานช่างสิบหมู่ ซึ่งการฝึกวิชาชีพด้านช่างสิบหมู่ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกล่อมเกลาจิตใจผู้ต้องขัง ให้เกิดความประณีต มีสมาธิ และตระหนักในคุณค่าของตนเอง  ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานประณีตศิลป์ อันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ราชทัณฑ์

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้ต้องขังด้านศิลปะและวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายช่องทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยการเปิดพื้นที่การแสดงทักษะอาชีพที่สอด คล้องกับศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ในการเชื่อมโยงผลผลิตจากการพัฒนาพฤตินิสัยสู่สาธารณชน 

โดยในระยะเริ่มต้น กรมราชทัณฑ์จะดำเนินโครงการนำร่องในการนำผลิต ภัณฑ์จากฝีมือผู้ต้องขังของ “เรือนจำพิเศษธนบุรี” มาจัดแสดง และจัดจำหน่าย ณ บิ๊กซี สาขาราชดำริ ชั้น 3 และจะดำเนินการขยายการจัดจำหน่ายไปยังเรือนจำ/ทัณฑสถานกับบิ๊กซี ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุน และให้กำลัง  ใจผู้ต้องขัง ผ่านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความตั้งใจ และความพยายามในการพัฒนาตนเองของผู้ต้องขัง เสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ และลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำซ้อนจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป

ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์

ยธ. เชิดชูอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังประชาชนตัวจริง ร่วมเปลี่ยนผู้กระทำผิดเป็นคนดี

ยธ. เชิดชูอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังประชาชนตัวจริง ร่วมเปลี่ยนผู้กระทำผิดเป็นคนดี

ยธ. เชิดชูอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังประชาชนตัวจริง ร่วมเปลี่ยนผู้กระทำผิดเป็นคนดี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2569 พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดโครงการ “40 ปี วันอาสาสมัครคุมประพฤติ พลังแห่งการให้ สู่สังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน”  ณ โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ผู้บริหารกรมคุมประพฤติ อาสาสมัครคุมประพฤติจากทั่วประเทศ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า อาสาสมัครคุมประพฤติทั่วประเทศได้ร่วมอุทิศแรงกายแรงใจในการช่วยเหลือ ดูแล และให้โอกาสผู้กระทำผิดในการปรับปรุงแก้ไขตนเอง พร้อมย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา อาสาสมัครคุมประพฤติได้ทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการเชประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นคนดี และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่สังคม

กระทรวงยุติธรรม

ด้านร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า อาสาสมัครคุมประพฤติเริ่มก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 จากแนวคิดการเปิดโอกาสให้ภาคประชา ชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน และต่อมาคณะรัฐมน ตรีได้มีมติให้วันที่ 16 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันอาสาสมัครคุมประพฤติ” เพื่อยกย่องผู้ที่ทำงานด้วยจิตอาสาและเสียสละเพื่อสังคม สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครคุมประพฤติ เสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเผยแพร่ผลงานของเครือข่ายอาสาสมัครคุมประพฤติให้สาธารณชนได้รับรู้

โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การเสวนาทางวิชาการ การจัดแสดงนิทรรศ การผลงานอาสาสมัครคุมประพฤติ และพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ดีเด่น จำนวน 125 ราย รวมถึงผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปี จำนวน 25 ราย รวมทั้งสิ้น 195 ราย ทั้งนี้ “พลังแห่งการให้” ของอาสาสมัครคุมประพฤติ ถือเป็นรากฐานสำคัญของการลดปัญหาอาชญากรรม การสร้างโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นคนดี และการสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป 

กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงยุติธรรม

นักวิชาการ มธ. แนะ 5 วิธี สื่อสารวิกฤตน้ำมัน สู้ภาวะน้ำมันแพงด้วยข้อมูลจริงแทนอารมณ์

นักวิชาการ มธ. แนะ 5 วิธี สื่อสารวิกฤตน้ำมัน สู้ภาวะน้ำมันแพงด้วยข้อมูลจริงแทนอารมณ์

นักวิชาการ มธ. แนะ 5 วิธี สื่อสารวิกฤตน้ำมัน สู้ภาวะน้ำมันแพงด้วยข้อมูลจริงแทนอารมณ์

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ รัฐบาลสื่อสารในภาวะวิกฤตด้านพลังงานค่อนข้างดี การตั้ง ศบก. ดึงภาคเอกชนเข้าร่วมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมเสนออีก 5 กลเม็ดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดความตระหนกได้ แนะใช้ข้อเท็จจริงเชิงปริมาณแทนคำคุณศัพท์ที่จับต้องไม่ได้ สร้าง Dashboard หลักฐานเชิงประจักษ์ช่วยดึงสติของสังคมจากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกว่าใหญ่เกินจริงลง

รศ. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลที่กระจัดกระจายคือบ่อเกิดของความกลัว ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลทำการสื่อสารในภาวะวิกฤตภายใต้สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2569 ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างนโยบายและการปฏิบัติแล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล (Unity of Voice) ที่ทำให้เกิดฐานข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ (Single Source of Truth) ลดปัญหาข้อมูลตีกันเอง

นักวิชาการธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของคณะกรรมการ เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ช่วยทำให้ข้อมูลของรัฐและเอกชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการมีบุคคลที่สามที่เป็นภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาช่วยรับรอง (Third party endorsement) ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยยืนยันถึงการไม่ปกปิดข้อมูลของภาครัฐ

รศ. ประไพพิศ กล่าวว่า ส่วนตัวมีข้อเสนอเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับปรุงการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความสับสนและป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน ประกอบด้วย 1. รัฐบาลต้องเปลี่ยนการสื่อสารจากคำคุณศัพท์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น เพียงพอ ไม่ต้องกังวล ฯลฯ มาเป็นการสื่อสารด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) โดยสรุปข้อมูลเป็นตัวเลขเชิงปริมาณ หรือ Dashboard แทน เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอใช้ได้เป็นจำนวนวัน แผนการเดินหน้าจัดหาน้ำมันเพื่อรองรับอนาคตจากแหล่งใด-ปริมาณเท่าใด การเทียบเคียงปริมาณการใช้น้ำมันระหว่างสถานการณ์ปกติกับสถานการณ์สงคราม ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนตระหนักได้ว่าน้ำมันมีเพียงพอจริงๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกิดพฤติกรรมกักตุน

“ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต การให้ความจริงเชิงตรรกะจะช่วยดึงสติของสังคม จากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมบนฐานความกังวลมาอยู่กับข้อเท็จจริงบนฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนก ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกใหญ่เกินจริง ลงมาอยู่กับความเป็นจริงได้” รศ. ประไพพิศ กล่าว

ในประเด็นนี้ รศ. ประไพพิศ กล่าวว่าต่อไปว่า รัฐอาจใช้วิธีการสื่อสารหลายๆ แบบร่วมกัน อาทิ การทำกราฟิกเปรียบเทียบราคาน้ำมันตลาดโลกแบบเข้าใจง่ายเพื่ออธิบายว่าทำไมราคาถึงขยับขึ้น การทำคลิปสั้น โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของภาคเอกชนใน ศบก. อธิบายสั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที เกี่ยวกับแหล่งการจัดหาน้ำมัน และเส้นทางการขนส่งน้ำมันอื่นๆ ที่นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการใช้สัญลักษณ์พิเศษในโพสต์ข้อมูลที่เป็นทางการ (Verified Badge) เพื่อให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวปลอม (Fake News) ได้ ตลอดจนดึงอินฟลูเอนเซอร์สายความรู้ มาร่วมแถลงข่าวและทำช่วงถามตอบความสงสัยแทนประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และลดการนำเข้าข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก

2. นอกจากการสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชน (Mass Media) แล้ว รัฐบาลควรวางระบบการสื่อสารผ่านกลไกในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน ให้ชัดเจน เพื่อทำให้ข้อมูลทั้งจากส่วนกลางและระดับพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่รัฐบาลกับภาคเอกชนให้ข้อมูลว่าน้ำมันมีเพียงพอ แต่ความจริงหน้าปั๊มกลับขึ้นป้ายว่าน้ำมันหมด ตรงนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของการสื่อสารของ ศบก. และนำไปสู่ความตื่นตระหนกที่ขยายวงกว้างมากขึ้นได้

3. แบ่งกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารให้ชัดเจนและสื่อสารให้ตรงกลุ่ม โดยคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองให้เน้นไปที่ความชัดเจนของราคาสินค้าและทิศทางของเศรษฐกิจ ขณะที่คนนอกเขตเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร ต้องเน้นที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าขนส่ง รวมทั้งมาตรการเยียวยา เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการนำน้ำมันไปใช้ประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยช่องทางสื่อสารให้ใช้หอกระจายข่าว หรือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 

“จริงๆ มีการระบุเครื่องมือนี้อยู่ในประกาศของ ศบก. อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ ฉะนั้นรัฐบาลควรทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมา อีกด้านคือเครือข่ายก็ต้องเท่าทันข้อมูลของส่วนกลางด้วย รัฐบาลต้องมีการตอบสนองเชิงรุกกับเครือข่าย เช่น เมื่อมีข้อมูลด่วนต้องมีกลไกอัปเดตให้เครือข่ายนำข้อมูลไปสื่อสารต่อ” รศ. ประไพพิศ กล่าว

4. รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นผ่านการกระทำ และทำให้มากกว่าที่ประชาชนคาดหวัง เช่น การโชว์ผลงานการปราบปรามการกักตุนสินค้า หรือขึ้นราคาเกินจริง เพื่อส่งสัญญาณว่ารัฐคุมเกมอยู่ (In Control) ซึ่งจะช่วยลดการแห่กักตุนน้ำมันได้อย่างเป็นรูปธรรม และหากสินค้าหรือน้ำมันต้องปรับตัวขึ้นจริงๆ ตามสถานการณ์โลก ก็ต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและประชาชน

5. รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ผ่านทั้งการสื่อสารที่มีผู้นำทำเป็นตัวอย่าง เช่น ลดใช้รถขบวน ปิดไฟอาคาร และการให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้ความร่วมมือในมาตรการต่างๆ เมื่อคนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการช่วยชาติ (Empowerment) จะช่วยเปลี่ยนความตื่นตระหนกมาเป็นพลังในการปรับตัว เช่น การที่ภาครัฐขอความร่วมมือในการให้พิจารณาปรับการทำงาน เป็นแบบ Work Form Home เพื่อลดการเดินทางประหยัดพลังงานนั้น อาจมีการทำข้อมูลว่าการลดการเดินทางของประชาชนสามารถช่วยให้ประเทศมีน้ำมันเพียงพอเพิ่มขึ้นเท่าไร การมีข้อมูลประกอบจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุนมาตรการของรัฐมากขึ้น

โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว

โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว

โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“โสภณ” หัวเราะ บอกตลกหมอวรงค์ เสนอเลิกอาหารกลางวัน สส. ชี้เขาเลี้ยงแบบนี้มานานแล้ว โยนสมาชิกว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้น

วันที่ 16 มีนาคม 2569 ระหว่างให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังได้รับโหวตเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้สื่อข่าวถามนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ขอให้ยกเลิกอาหารกลางวันสส. ลดจำนวนผู้ช่วย สส. และกองทุนบำนาญ สส. โดยนายโสภณ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ” ตลก เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมาพูดแบบนี้ เราสามารถหารือกันได้ เมื่อได้ความอย่างไรค่อยแถลง ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็มีสิทธิ์แถลง ผมอยู่สภาฯ ตั้งแต่ 2544 เขาก็เลี้ยงข้าวแบบนี้ สมัยก่อนเริ่มประชุมบ่ายโมง เลิกประชุมเที่ยงคืน ดังนั้น ค่อยว่ากัน สมาชิกเอาอย่างไร ผมเอาอย่างนั้น ขอให้เป็นมติของสมาชิก ว่ามาเลย ผมจะเปิดโอกาส”

โสภณ

นายโสภณ กล่าวอีกว่า สภาฯ ชุดนี้จะเป็นสภาฯ ชุดแรก ที่ตนจะเปิดให้มีช่วงเวลาหนึ่ง ให้สมาชิกได้อภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคการเมืองว่า คุณอยากเห็นสภาฯนี้เป็นอย่างไรคุณว่ามา พวกเราทั้ง 3 จะได้นำไปปฏิบัติ เราจะเริ่มทำงานในแบบมิติใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ขอให้ติดตามชมตอนต่อไป

หมอวรงค์

โหวต นายกฯ คนใหม่ 19 มี.ค.นี้ หลังโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ บรรจุวาระตาม ม.159

โหวต นายกฯ คนใหม่ 19 มี.ค.นี้ หลังโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ บรรจุวาระตาม ม.159

โหวต นายกฯ คนใหม่ 19 มี.ค.นี้ หลังโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ บรรจุวาระตาม ม.159

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

16 มี.ค.2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์  เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกหนังสือด่วนมากที่ สผ 0014/ผ 2 ถึง สส. เรื่อง การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาระบุว่า เนื่องด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่  1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569  เวลา 10.00น. เป็นต้นไป  โดยมีระเบียบวาระ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม คือ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวต นายกรัฐมนตรี
โหวต นายกรัฐมนตรี

พริษฐ์ ดักคอ กกต. หวั่นเร่งเป่าคดีโกง สว. ตั้งพิรุธรับใบสั่งเคลียร์ก่อนโหวตนายกฯ

พริษฐ์ ดักคอ กกต. หวั่นเร่งเป่าคดีโกง สว. ตั้งพิรุธรับใบสั่งเคลียร์ก่อนโหวตนายกฯ

พริษฐ์ ดักคอ กกต. หวั่นเร่งเป่าคดีโกง สว. ตั้งพิรุธรับใบสั่งเคลียร์ก่อนโหวตนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ชั้น 1 พรรคประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวชวนสังคมจับตาดูการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งสัปดาห์นี้ ว่าจะมีความพยายามเร่งปิดจบเป่าคดีโกง สว.ให้หมดหนทางไปถึงศาล เพื่อหวังจะเคลียร์ข้อครหาทั้งหมดก่อนวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมาถึง

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า จากข่าวล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าปัจจุสวบันเราเห็นว่ามีามติที่สวนทางกัน ของ 2 คณะ ที่ทำงานเกี่ยวกับคดีโกง สว. ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ที่จะต้องเป็นผู้ชี้ขาด และมีคณะดังนี้

1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 หรือ “คณะไต่สวนฯที่ 26” ซึ่งก็นเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานตั้งแต่ มี.ค. 68 ถึง ก.ค. 68 มีมติออกมาชัดเจนเสนอให้ กกต. ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (แบ่งเป็น สว. 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน)

2. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 หรือ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เป็นคณะที่ กกต. ตั้งขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสํานวนการสืบสวนหรือไต่สวน ซึ่งทำงานตั้งแต่ ก.ย. 68 ถึง มี.ค. 69  มีมติเสนอให้ กกต. ไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล และยุติการดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ

นายพริษฐ์  กล่าวต่อว่า จากข้อสังเกตทั้งหมดที่ปรากฏต่อสาธารณะ ทางพรรคประชาชนเห็นว่า กกต.ไม่ควรมีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้ 

พริษฐ์

1. หลักฐานที่ “คณะไต่สวนฯที่ 26” ใช้ในการประกอบการทำสำนวนและการเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีกับ 229 คนนั้น มีน้ำหนักที่หนักแน่นเพียงพอที่จะเป็นอันเชื่อได้ว่ามีการฮั้วเกิดขึ้นในการเลือก สว. และหนักแน่นเพียงพอที่ควรจะทำให้ กกต. มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณา

หากพิจารณาจากเฉพาะหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ เราเห็นถึงบัตรการลงคะแนนเลือก สว. ที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันเป็นจำนวนมากติดต่อกัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและปราศจากการฮั้วหรือการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน

และหากพิจารณาจากหลักฐานที่อยู่ในคำร้องของผู้ร้อง และคาดว่าอยู่ในสำนวนของคณะฯที่ 26 ที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำ เราก็ได้รับข้อมูลจากกลุ่ม สว. สำรอง ซึ่งเป็นผู้ร้อง ถึงหลักฐานเกี่ยวกับการนัดรวมตัวกัน เพื่อพักอาศัยและเดินทางไปที่สถานที่เลือกร่วมกัน มีหลักฐานเกี่ยวกับการว่าจ้างหลักหมื่นบาท-แสนบาท เพื่อให้ลงคะแนนตามโพย (พร้อมหลักฐานการโอนเงิน) รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายราย

ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานที่คณะไต่สวนฯที่ 26 ใช้ มีความหนักแน่นและชัดเจนมากกว่าหลักฐานในอีกคดีหนึ่งที่ กกต. เคยมีมติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลมาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ คดี 53/2568 ซึ่ง กกต. ยื่นคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้สมัคร สว. จากหลักฐานเพียงแค่ว่ามีการส่งข้อความไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอแลกคะแนนกันผ่าน LINE ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พ.ย.68 ศาลฏีกาตัดสินใจว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิด และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 10 ปี

ดังนั้น หาก กกต. จะไม่ดำเนินคดีและส่งเรื่องไปที่ศาลตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีพยานหลักฐานอื่นใดที่มาหักล้างพยานหลักฐานและความเห็นของ คณะไต่สวนฯที่ 26 มิเช่นนั้น ก็เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

พริษฐ์

เหตุผลข้อที่ 2. กกต. ไม่ควรนำมติของ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” มาใช้เป็นเหตุผลในการมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล เพราะ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เป็นอนุฯ ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการมีอยู่และบทบาทในการทำหน้าที่

ในเชิงกฎหมาย ปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันว่าการตั้งอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 เป็นการตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก กกต. ได้มีมติตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ในช่วง ก.ย. 68 ซึ่งถือว่าเลยกรอบเวลา 1 ปี หลังจากการรับรองผลการเลือก สว. เมื่อ ก.ค. 67 จึงอาจจะขัดกับระเบียบ กกต. เรื่องการสืบสวน-ไต่สวน-วินิจฉัยชี้ขาด ข้อ 92 ที่ระบุชัดว่าจะต้องมีการนำเสนอสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง “ไม่เกินหนึ่งปี  นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง” ซึ่งในประเด็นนี้ มีผู้สมัคร สว. ได้ดำเนินการฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้ว เมื่อ ธ.ค. 68 เกี่ยวกับการตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ที่อาจจะมิชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนในเชิงการเมือง เราก็ตั้งคำถามได้เพิ่มเติมว่า กกต. มีเจตนาอะไรในการตั้ง “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เพิ่มเติมขึ้นมา เนื่องจาก กกต. มีอนุฯวินิจฉัยอยู่แล้วทั้งหมด 35 คณะ  ซึ่งปกติก็จะถูก “สุ่ม” มาใช้กลั่นกรองคดีต่างๆ ที่ กกต. ต้องพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหารู้บุคคลในอนุฯ วินิจฉัยของคดีตนเองได้ล่วงหน้าและวิ่งเต้นคดี  ดังนั้น ในกรณีนี้ เหตุใด กกต. ถึงไม่ใช้วิธี “สุ่ม” 1 ใน 35 อนุฯ ที่มีอยู่แล้ว มาพิจารณาคดีโกง สว. เหมือนกับคดีอื่นๆ ทำไมในดีนี้ กกต.กลับใช้วิธีตั้ง อนุฯวินิจฉัยที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากรชุดใหม่ มาทำหน้าที่เป็นการเฉพาะสำหรับคดีนี้?

3. หาก กกต. ดึงดันที่จะมีมติตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล โดยไม่สามารถหักล้างหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนฯที่ 26 ได้  สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้ ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช่หรือไม่  ในเมื่อ กกต. ที่จะมาชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ มีถึง 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหาในสำนวน  ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และหาก กกต. ตัดสินใจในลักษณะที่สวนกับหลักฐานข้อเท็จจริง สังคมอาจตั้งคำถามได้ว่า กกต. ที่ถูกรับรองมา 4 คน โดย สว. ที่ถูกกล่าวหา ได้ถูกรับรองมาบนเงื่อนไขว่าจะช่วยทำให้เรื่องคดีโกง สว. ไปไม่ถึงศาล ใช่หรือไม่?

พริษฐ์

4. หาก กกต. เร่งรีบที่จะมีมติตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้อีกเช่นกัน ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยมี “ใบสั่ง” ให้เคลียร์ข้อครหาให้หมดก่อนวาระการเลือกนายกฯในสภา ใช่หรือไม่เพราะเป็นที่รับรู้และถูกนำเสนอโดยทั่วไป ว่าผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายคนก็รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ของคณะไต่ส่วนที่ 26  

ดังนั้น หากใครเชื่อว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีอิทธิพลเหนือ กกต. สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอาจจะพิจารณาทำได้ ก็คือการขอให้ กกต. เร่งมีมติเพื่อสรุปไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล และตัดจบคดีโกง สว. ตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อปิดช่องไม่ให้มี สส. คนใด อภิปรายในระหว่างวาระการเลือกนายกฯได้ ว่ายังมีคดีดังกล่าวที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

“จึงเป็น 4 เหตุผลที่พรรคประชาชน จึงตั้งข้อสังเกตว่า กกต. นั้นควรจะต้องดำเนินการส่งเรื่องไปที่ศาลและดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 200 กว่าคน ตามข้อเสนอของคณะไต่สวน ชุดที่ 26 และอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนจับตาการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิดว่าจะไม่มีความพยายามจะเร่งปิดจบและเป่าคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล“ นายพริษฐ์ กล่าว

พริษฐ์