‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.40 น.

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 กรมที่ดิน (ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนว่า ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกา และศาลปกครองกลางตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ แต่จนถึงปัจจุบันกรมที่ดินยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้ 1.ประเด็นที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นั้น กรมที่ดินได้ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม 4 ฉบับ ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว กรมที่ดินขอเรียนว่า คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาดังกล่าว ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง

2.สำหรับกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า การรถไฟฯ ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาแต่ต้น เอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังจึงออกทับที่ดินของรัฐ นั้น กรมที่ดินขอเรียนว่า กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30มีนาคม2566 ศาลได้พิพากษาว่า “ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วและพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้” เมื่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจาก การรถไฟฯ กล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง ได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯ ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ ประกอบกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วย ขั้นตอน ระเบียบและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้โดยชัดแจ้งว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

“กรมที่ดินจึงไม่อาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่1กรกฎาคม2568เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษา”

3.กรณีการรถไฟฯ ได้ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 3เป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2568 ขอให้ (1) เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (2) เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง หากศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใด กรมที่ดินจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลต่อไป

กรมที่ดินขอเรียนว่า การดำเนินการตามนัยดังกล่าวข้างต้นเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อีกทั้งปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 24 คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน 108 แปลง ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมกันทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของศาล โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้รังวัดจัดทำแผนที่พิพาทและรายงานผลการรังวัดต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และหากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใดย่อมผูกพันคู่ความที่จะต้องปฏิบัติ ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่อไป

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

โสภณ แจงนโยบายเคารพธงชาติ ตร.สภา มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่ วอนอย่าจับเพียงบางประเด็นทำปชช.หมดศรัทธาการเคารพธงชาติ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีการมอบนโยบายให้ข้าราชการตำรวจเคารพธงชาติช่วงเช้าและเย็น ว่า ต้องการให้สื่อมวลชนช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับที่ประชาชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้เป็นภาระต่อเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

นายโสภณ กล่าวว่า ข้าราชการตำรวจรัฐสภาที่มีอยู่ประมาณ 200 นาย หากจัดเวรเพียงวันละ 5 นายไปยืนเคารพธงชาติ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือสร้างความเดือดร้อน แต่การนำเสนอประเด็นดังกล่าวไปในบางลักษณะกลับทำให้ประชาชนเกิดความไม่ศรัทธาต่อการเคารพธงชาติ ทั้งที่สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่การปลูกฝังระเบียบวินัย

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอีกว่า ในการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอีกหลายเรื่องที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดทั้งหมด เพราะเมื่อบางเรื่องถูกนำเสนอออกไป กลับเลือกจับเพียงบางประเด็น จนทำให้ประชาชนขาดศรัทธาต่อฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ

“ผมต้องการเห็นภาพของรัฐสภาที่มุ่งสร้างสรรค์ ไม่เห็นด้วยกับการสร้างความนิยมผ่านวาทกรรม เนื่องจากไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงหรือการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการสร้างความเข้าใจในลักษณะนี้อาจต้องใช้เวลา อย่างกิจกรรมจิตอาสาที่รัฐสภาดำเนินการอยู่  แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่ในความเป็นจริงมีการทำงานอย่างจริงจัง เช่น แนวคิดในการนำผักตบชวามาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักเพื่อนำมาใช้ภายในรัฐสภา และยังมีอีกหลายแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ ขอให้ประชาชนติดตามผลการทำงานต่อไป” นายโสภณ กล่าว

‘ศิริกัญญา’ ลุยพัทยา หนุน ‘อิทธิวัฒน์’ ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

'ศิริกัญญา' ลุยพัทยา หนุน 'อิทธิวัฒน์' ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

‘ศิริกัญญา’ ลุยพัทยา หนุน ‘อิทธิวัฒน์’ ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเมืองพัทยา เพื่อสนับสนุน อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (เบอร์ 1) และผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) พรรคประชาชน ในแต่ละเขตพื้นที่

ในช่วงเช้า น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วยนายอิทธิวัฒน์ ได้ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัคร สม. เขต 3 พรรคประชาชน (เบอร์ 7-12) ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อพบปะผู้ประกอบการร่มเตียงและรับฟังปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และปัญหาคนไร้บ้าน จากนั้นในช่วงบ่ายได้ลงพื้นที่คลองนกยาง ร่วมกับผู้สมัคร สม. เขต 1 พรรคประชาชน (เบอร์ 8-13) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาจากชุมชนชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก

ขึ้นรถแห่ปราศรัยย่อย ชาวพัทยาต้อนรับสะท้อนปัญหาต่อเนื่อง

ต่อมาในช่วงเย็น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมผู้สมัครนายกเมืองพัทยา และ สม. พรรคประชาชน ได้ร่วมเวทีปราศรัยย่อยบนรถกระจายเสียงบริเวณหน้าตลาดใหม่นาเกลือ ก่อนเคลื่อนขบวนรถแห่ไปตามถนนพัทยา-นาเกลือ ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ในวันนี้ คณะหาเสียงของพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการเมืองพัทยา ที่เข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และสะท้อนปัญหาเดือดร้อนที่ต้องการให้แก้ไขอย่างไม่ขาดสาย

อิทธิวัฒน์” ชูวิสัยทัศน์ ดันอีเวนต์คุณภาพ กระจายรายได้ถึงมือคนท้องถิ่น

ช่วงหนึ่งระหว่างการพบปะผู้ค้าร่มเตียง อิทธิวัฒน์ระบุว่า แนวนโยบายของทีมพัทยา พรรคประชาชน มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ เพื่อกระจายเม็ดเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ลงมาสู่ผู้ค้ารายเล็ก โดยเฉพาะผู้ค้าร่มเตียงซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบปัญหาทุนต่างถิ่นรวมถึงชาวต่างชาติเข้ามาเช่าช่วงพื้นที่ประกอบการค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การจัดอีเวนต์หลังจากนี้จะต้องกระจายรายได้ให้ถึงมือคนพัทยาอย่างแท้จริง ซึ่งหากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจเข้าไปบริหาร จะส่งเสริมกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อยกระดับรายได้ให้ผู้ค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นายอิทธิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ตนและทีมผู้สมัคร สม. ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวพัทยามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ขยะ การจราจรติดขัด และน้ำท่วมขัง วิสัยทัศน์ของพรรคประชาชนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนในชุมชน ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการทำมาหากินและเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ศิริกัญญา” ย้ำจุดยืน มีแค่ สส. ไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นทลายส่วย

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ปัญหาที่ชาวพัทยาสะท้อนให้ฟังตลอดทั้งวัน เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวันซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกเมืองพัทยาและสภาเมืองพัทยาโดยตรง ที่ผ่านมาแม้ผู้แทนจากพรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เขตในพื้นที่นี้ แต่การมี สส. เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งหมดได้

พรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการบริหารเมืองในรูปแบบของพรรคจะตอบโจทย์ประชาชน ทั้งการจัดระเบียบจราจร แก้ปัญน้ำท่วม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกในการค้าขายให้ง่ายขึ้น โดยปราศจากการเรียกรับส่วยหรือสินบน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทำกินให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

'สนธิรัตน์' เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด 'วงจรถอนทุนทางการเมือง' ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ มิถุนายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “หยุดวงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การบริหารประเทศในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพสูง แต่เตือนว่าอำนาจที่เข้มแข็งต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบที่เข้มข้น พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้าง

จับตาเมกะโปรเจกต์ จี้รัฐบาลยึดหลักความโปร่งใส

นายสนธิรัตน์ระบุว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะสามารถบริหารประเทศไปได้อีกยาวนาน แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยสะท้อนว่า อำนาจที่เข้มแข็งยิ่งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งควบคู่กันไป

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่คือการกลับมาของ วงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยในช่วงที่ผ่านมา สังคมได้ตั้งคำถามต่อหลายโครงการของภาครัฐ ทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งแม้บางกรณีอาจไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดข้อสงสัย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะความโปร่งใสคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ภาระของผู้มีอำนาจ

ชี้ต้นตอปัญหามาจาก “ต้นทุนการเลือกตั้งที่สูงขึ้น”

นายสนธิรัตน์มองว่า ปัญหานี้ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมาอย่างยาวนานในระบบการเมืองไทย เมื่อการเลือกตั้งมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงกดดันในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหลังเข้าสู่อำนาจจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ชง ข้อเสนอ ทลายวงจรถอนทุนทางการเมือง

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม นายสนธิรัตน์ได้เสนอให้ประเทศไทยเดินหน้าอย่างจริงจังใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่:

  1. เปิดเผยข้อมูล (Open Data) ข้อมูลโครงการภาครัฐต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย
  2. เสริมความเข้มแข็งให้กลไกตรวจสอบ ทั้งในกลไกของรัฐสภา องค์กรอิสระ และภาคประชาชน
  3. คุ้มครองผู้ตรวจสอบ ต้องมีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้เปิดเผยข้อมูล (Whistleblower) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  4. ปฏิรูประบบการเมือง ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่อลดต้นทุนทางการเมือง และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ย้ำแก้คอร์รัปชันคือการ “สร้างระบบ” ไม่ใช่ล้มล้างฝ่ายใด

ในช่วงท้าย นายสนธิรัตน์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนดี คนเก่ง หรือผู้นำที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ขาดคือ ระบบ” ที่เอื้อให้คนดีทำงานได้เต็มที่ และสกัดกั้นไม่ให้คนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนทำได้สำเร็จ

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่การล้มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากเรากลัดกระดุมเม็ดแรกของระบบการเมืองได้ถูกต้อง ประเทศไทยก็จะมีโอกาสก้าวพ้นวงจรถอนทุนทางการเมือง และเดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขอบคุณภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก Facebook : สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ 

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา ไทยเศรษฐ์ จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 ที่บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานวันเกิด นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 65 ปี วันที่ 7 มิ.ย. 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีการแจกข้าวสารน้ำหนัก 5 กิโลกรัม​ ให้กับชาวบ้าน รวมกว่า 1,800 กระสอบ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีบรรดานักการเมือง ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจากทั้งใน จ.อุทัยธานี และต่างจังหวัด เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุตรสาวอย่าง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และหลานชาย​อย่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมครอบครัวไทยเศรษฐ์ ร่วมให้การต้อนรับและจัดงานอวยพรวันเกิดอย่างพร้อมหน้าและอบอุ่น

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

'หมอเปรม'เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

“นพ.เปรมศักดิ์” นั่งประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า เตรียมเสนอแผนยกระดับระบบบัญชาการวิกฤตแห่งชาติ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงานแบบเรียลไทม์ภายใน 180 วัน

7 มิ.ย.69 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลภายในระยะเวลา 180 วัน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางถนน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคอุบัติใหม่ ตลอดจนสาธารณภัยขนาดใหญ่ แต่ระบบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงกระจัดกระจายและแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจ การสั่งการ และการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

“ปัญหาสำคัญที่พบในปัจจุบันคือ หน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างสมบูรณ์ หลายพื้นที่ยังใช้การประสานงานผ่านโทรศัพท์หรือเอกสาร ทำให้การส่งต่อผู้ป่วย การจัดสรรเตียง การบริหารรถพยาบาล และการกระจายกำลังช่วยเหลือเกิดความล่าช้า” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือผู้บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ ทุกนาทีล้วนมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต หากระบบข้อมูลยังทำงานแบบต่างคนต่างทำ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าที่สังคมรับรู้

อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะทำงานครั้งแรก ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการรับมือภาวะวิกฤตของประเทศ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างองค์กรภาครัฐให้รองรับนวัตกรรมใหม่ และการกำหนดมาตรฐานกลางด้านเทคโนโลยีสำหรับงานกู้ชีพ กู้ภัย และการบริหารจัดการสาธารณภัย

นอกจากนี้ คณะทำงานยังเตรียมศึกษาข้อเสนอเชิงรุกเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตของประเทศ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการข้อมูลฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency Data Platform) ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย รถพยาบาล โรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยงานด้านสาธารณภัยไว้บนแพลตฟอร์มเดียว การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้า การใช้ระบบสื่อสารสำรองในพื้นที่ประสบภัย และการพัฒนาแอปพลิเคชันกลางสำหรับแจ้งเหตุและติดตามการช่วยเหลือแบบเรียลไทม์

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิรูประบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียจากเหตุฉุกเฉิน และเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ คณะทำงานจะประชุมอย่างต่อเนื่องเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์ เวลา 14.00 น. เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุด ก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายต่อไป

สำหรับ คณะทำงานชุดดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายพิเชษฐ์ หนองช้าง รองประธานคณะทำงาน พลโทโชคชัย ขวัญพิชิต นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนพงษ์ วันจันทึก พันเอกอาภากร เผือกสุวรรณ และ น.ส.สุพรรษา ธรรมสโรช ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อระดมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางรากฐานระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตยุคดิจิทัลของประเทศไทย

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

'โจ ชัยวัฒน์' ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์  10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย มาร์ท อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจตุจักร เบอร์ 3 เข้าพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเสนอชุดนโยบายค้าขายง่ายและหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.” โดยรูปแบบคือเมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการใน กทม. ทุกๆ 20 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดย กทม. จะจัดสรรงบประมาณเงินรางวัลให้เดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเกิดการบอกต่อ ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

นานชัยวัฒน์ ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและระบบซื้อขายตำแหน่งใน กทม. โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีเจตจำนงแน่วแน่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการสร้างระบบมาป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยตามจับ ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเริ่มจากผู้นำ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” พร้อมกับยกตัวอย่าง อบจ.ลำพูน ที่บริหารโดยพรรคประชาชน ซึ่งสามารถซื้อของต่ำกว่าราคากลางถึง 26.7% ดังนั้นขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคประชาชนเข้าไปบริหาร จะทำให้เห็นความแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา.

ด้านนายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาหลักในพื้นที่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ เรื่องขยะตกค้างและปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด นอกจากนี้ยังมีเรื่องทางเดินเท้าเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ยังขาดหลังคากันแดดกันฝน ทำให้ประชาชนเดินทางไม่สะดวก จึงต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาตลาดในความดูแลของ กทม. ให้ดียิ่งขึ้น

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ปิยะรัฐชย์ เผยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยสัก จังหวัดเชียงราย มุ่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 2 พันไร่

8 มิถุนายน 2569 นางสาว ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วานนี้ เปิดเผยว่า จากการได้ลงพื้นที่มาพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับทราบถึงปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ และมีความต้องการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอีกเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมผลักดันโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงภาคการเกษตร บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพื่อจัดการปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ

โดยได้มีการตั้งกรอบงบประมาณดำเนินการไว้จำนวน 45 ล้านบาท ประกอบด้วยการ​ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพิ่มความจุน้ำรวม 400,000 ลูกบาศก์เมตร การ​ก่อสร้างคลองส่งน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กระยะทางรวม 2.2 กิโลเมตร รวมถึงการปรับระดับพื้นที่การเกษตรกว่า 500 ไร่ และการก่อสร้างระบบลำเลียงน้ำในไร่นาระยะทาง 2.3 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งถังพักน้ำ และระบบกระจายน้ำด้วยท่อ PE ความยาวอีก 2 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หากได้รับการพิจารณาอนุมัติ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำในตำบลท่าสุด รวมถึงตำบลใกล้เคียงเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกว่า 2,000 ไร่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ยังได้มอบพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้ทุกครัวเรือนนำไปเลี้ยงเป็นแหล่งโปรตีนและแหล่งอาหารในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพประจำวัน และในอนาคตยังสามารถต่อยอดจับขายเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่งด้วย พร้อมย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะน้ำและอาหารคือหัวใจสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย.

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.46 น.

“รมว.ทส. สุชาติ” ลุยตรวจอุทยานฯ สิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต  พร้อมมอบนโยบายเข้มข้น ยกระดับสู่ “Green & Digital Park” มุ่งโปร่งใส-ไร้ทุจริต

8 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เพื่อตรวจราชการและติดตามการบริหารจัดการพื้นที่ภายในอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ตลอดจนเร่งรัดความคืบหน้าการดำเนินคดีกรณีบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ อย่างใกล้ชิด โดยมี นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และผู้บริหาร ทส. ร่วมลงพื้นที่และรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้

นายปภาวิน หยังหลัง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ รายงานข้อมูลพื้นฐานอุทยานแห่งชาติสิรินาถ (ลำดับที่ 31 ของประเทศ) มีเนื้อที่รวม 56,250 ไร่ (พื้นที่ทางทะเล 42,500 ไร่ และพื้นที่ทางบก 13,750 ไร่) ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไม้ขาว ตำบลสาคู และตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยปัจจุบันอุทยานฯ มุ่งเน้นผลงานเชิงรุกในการปราบปรามการบุกรุกที่ดินและการทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มทุน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว พร้อมกางแผนยกระดับสู่การเป็นอุทยานแห่งชาติสีเขียวและดิจิทัลในอนาคต สำหรับการดำเนินงานเชิงรุกด้านคดีความและการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ปัจจุบันมีคดีหลักที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกัน 13 คดีพิเศษในพื้นที่

อุทยานฯ ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยกวดขันร้านค้าตามแนวคิด Zero Waste (ขยะเหลือศูนย์) เพื่อการจัดการทรัพยากรและการใช้ชีวิตเพื่อลดขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือไม่ให้มีขยะเหลือทิ้งสู่หลุมฝังกลบและเตาเผา โดยยึดหลักการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง หมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

ในโอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ และข้าราชการในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด (กระบี่ พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช) โดยเน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. การสะสางและป้องกันปัญหาคดีความ: ปัญหาคดีบุกรุกที่ดินที่ผ่านมาต้องดำเนินการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยึดหลักกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเลือกคดีที่มีความพร้อมเพื่อยื่นฟ้องต่อสู้คดีต่อไป
2. การป้องกันการบุกรุกใหม่และการจัดระเบียบ: เน้นย้ำว่าในยุคปัจจุบันจะต้องไม่มีปัญหาคดีบุกรุกใหม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้จัดระเบียบการท่องเที่ยวและร้านค้าชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม
3. ความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส: ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลโดยเด็ดขาด

รมว.ทส. กล่าวทิ้งท้ายว่า อุทยานแห่งชาติสิรินาถมีความสำคัญต่อจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาพื้นที่นี้ไว้โดยการจัดระเบียบการท่องเที่ยวและการค้าขายตลาดชุมชนให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้แล้วยังให้ร่วมกันทำความสะอาด เก็บขยะ ย้ายของใช้และเรือที่ถูกทิ้งไว้ในอุทยานฯ ออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความสวยงาม เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวต่อไป

ในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่นั้น รมว.ทส. เน้นย้ำว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คนที่คิดจะครอบครองที่ของรัฐ ต้องโดนดำเนินคดีทุกราย และสุดท้ายขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของจังหวัดภูเก็ตให้ยั่งยืนสืบไป.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

'ในหลวง-พระราชินี' ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วันที่ 7 มิ.ย.2569 เวลา 19.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ  Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ถนนเจริญกรุง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด พร้อมด้วย คณะกรรมการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด และคณะกรรมการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง  เฝ้า ฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จเข้าภายในโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้แทนนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และ นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ซึ่งจัดขึ้นด้วยได้รับความร่วมมือจากศิลปิน นักร้อง นักแสดง รวมใจจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเป็นการถวายพระพรชัยมงคลแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแบบอย่างในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

“เอเดลไวส์” (Edelweiss) พรรณไม้งามที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงโปรด และทรงสนพระราชหฤทัย โดยทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มูลนิธิโครงการหลวงทำการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกจนสามารถขยายพันธุ์ และปลูกเลี้ยงได้สำเร็จในประเทศไทย ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ “เอเดลไวส์” (Edelweiss) เปรียบเสมือน “ราชินีดอกไม้แห่งเทือกเขาแอลป์” เป็นสัญลักษณ์ “ดอกไม้แห่งรักแท้” เป็นดอกไม้ขนาดเล็กมีสีขาวนวล ผิวสัมผัสนุ่มราวหิมะ ขึ้นเป็นช่อรูปดาวมีใบประดับสีขาวล้อมรอบดอกย่อยสีเหลืองตรงกลาง แม้จะถูกเด็ดดอกลงมาจากต้นแล้ว รูปร่างของดอกจะยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลงหรือเหี่ยวเฉา เป็นความงดงามที่แข็งแกร่ง สื่อถึงความรักแท้ที่มั่นคงและความงาม ที่บริสุทธิ์ คณะผู้จัดงานจึงได้นำมาเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ โดยร้อยเรียงบอกเล่าผ่านการแสดงจากกลีบดอกเอเดลไวส์


จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดง (Edelweiss) : พราวพร่างกลางดวงใจ จำนวน 5 องก์ 

องก์ที่ 1 “บทเพลงเริงสราญ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละครเพลงบรอดเวย์ระดับโลก บรรเลงดนตรีโดยวงเฉลิมราชย์ ควบคุมวงโดย นายวิรัช อยู่ถาวร(ศิลปินแห่งชาติ) ขับร้องโดย นายธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) นางสาวนนทิยา จิวบางป่า(เจี๊ยบ) นายกิตตินันท์   ชินสำราญ(กิต) นางสาวกุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด(แก้ม) จ่าอากาศเอก หญิง ทิพย์รมิดา พันตาวงษ์กบิล(พลอย)  นางสาวภัทรานิษฐ์ เพฑูริยาเวทย์(เมจิ)  นางสาวกนกวรรณ อินทรพัฒน์(อุ๊บอิ๊บ) และนักแสดงนาฏลีลา ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความหวัง ความผูกพัน และความงดงามของชีวิตผ่านบทเพลงและนาฏลีลา

องก์ที่ 2 “ขับขานความทรงจำ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละคร ภาพยนตร์และบทเพลงร่วมสมัยที่อยู่ในความประทับใจของประชาชนชาวไทย สะท้อนเรื่องราวแห่งความรัก ความเสียสละ วิถีชีวิต และความผูกพันของผู้คนในสังคมไทย ถ่ายทอดโดย ๓ ศิลปินแห่งชาติ นายสุประวัติ ปัทมสูต นายศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ และนายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ วัฒนจัง(ชมพู ฟรุตตี้) นายเกษม ศรีสมบูรณ์(เต๋า ภูศิลป์) นายโชคชัย   หมู่มาก(แอ๊ค) นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญ(ผิงผิง) นางสาวเปาวลี พรพิมล (เปา) และนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง

องก์ที่ 3 “เลิศล้ำปรีชาญาณ” การแสดงศิลปะท้องถิ่นหนังตะลุงและโนราห์ เพื่อสนองพระราโชบาย ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทย นำมาผูกร้อยเรียงเรื่องราวพระราชกรณีกิจของพระองค์ อาทิ ด้านการบิน ด้านการทหาร ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านกีฬา และด้านสังคม ถ่ายทอดผ่านตัวละครผู้ถูกปลุกจากผืนหนังตะลุงมามีชีวิต แสดงโดย : 7 นางเอกหนังตะลุง จากวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง  

องก์ที่ 4  “สืบสานพัสตราภรณ์ไทย” ถ่ายทอดพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทย ตลอดจนงานหัตถศิลป์อันเป็นมรดกภูมิปัญญาของชาติ ผ่านนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนกระบวนการผลิตผ้าไทยจาก ต้นทางสู่ผืนผ้าอันวิจิตรงดงาม 

องก์ที่ 5 “Edelweiss รักแท้แด่ปวงชน” ถ่ายทอดความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการขับร้องประสานเสียงโดยคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย Thai Youth Choir (TYC) และศิลปินนักร้องทุกท่าน โดยปิดท้ายด้วยบทเพลง “ยิ่งนานก็ยิ่งรัก” อันสะท้อนความรัก ความผูกพันและความปลาบปลื้มใจของพสกนิกรที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯจบแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต กรรมการ บริษัท สหศินิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณาเบิกผู้แทนคณะทำงานและคณะนักแสดง
เข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้ตามลำดับ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน 

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังด้านหน้าโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยมีคณะกรรมการ และคณะนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ส่งเสด็จ เมื่อสมควรแก่เวลา เสด็จฯไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต