นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมประชุม AFF

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมประชุม AFF

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมประชุม AFF

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นำคณะประกอบด้วยนายเอก​นิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุ​ภ​จี​ สุ​ธรรม​พันธุ์​ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นาย​สีหศักดิ์​ พวง​เกตุ​แก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ ​รมว.กลาโหม​ นายสุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​วร​กุล ​รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รมว.อุตสาหกรรม​ นายภราดร​ ปริศนา​นันท​กุล ​รมต.​ประจำ​สำนักนายกรัฐมนตรี​ พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารอากาศ​ ผู้บัญชาการทหารเรือ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทย ที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะ เยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8–9 มิ.ย. 2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ 

20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน

20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน

20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.08 น.

รัฐบาลปลื้ม 20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ อย่างปลอดภัย เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน ต่อยอดฝันเด็กไทยสู่เวทีโลกถึง 15 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอร่วมแสดงความยินดีกับนักเรียนทุนโครงการ ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) รุ่นแรก จำนวน 20 คน ที่ได้เดินทางถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคณะนักเรียนได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติบอสตัน ก่อนเดินทางต่อเข้าสู่โรงเรียน Brewster Academy เมืองวูล์ฟโบโร (Wolfeboro) มลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในครั้งนี้

ล่าสุด สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหรัฐอเมริกา รายงานว่า นักเรียนทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วย และสามารถเดินทางถึงที่พักอย่างปลอดภัย โดยได้เข้าห้องพัก เก็บสัมภาระ และเตรียมเข้ารับการชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน รวมถึงกิจกรรมเตรียมความพร้อมด้านการเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ (Proactive Preparatory Session) ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างมั่นใจ

“รัฐบาลมีความภาคภูมิใจที่ได้เห็นเยาวชนไทยก้าวออกไปเปิดโลกการเรียนรู้ในระดับนานาชาติ โครงการ ODOS ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพได้พัฒนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ เพื่อนำกลับมาต่อยอดในการพัฒนาประเทศในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ความสำเร็จของนักเรียน ODOS รุ่นแรก สะท้อนว่า โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับเยาวชนไทยได้ รัฐบาลจึงขอเชิญชวนนักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สมัครเข้ารับการคัดเลือกในโครงการทุนการศึกษา ODOS รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งขณะนี้เปิดรับสมัครแล้ว

สำหรับทุน ODOS รุ่นที่ 2 สำนักงาน ก.พ. เปิดรับรวม 100 ทุน สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ที่มีผลการเรียนดี มีศักยภาพ และได้รับทุนภายใต้โครงการ ODOS ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อศึกษาต่อในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ (STEM) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ณ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

ทุนดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นทั้งหมด ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ค่าหนังสือและอุปกรณ์การศึกษา ค่าคอมพิวเตอร์ ค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง และค่าใช้จ่ายรายเดือนตลอดระยะเวลาการศึกษา เพื่อให้ผู้ได้รับทุนสามารถมุ่งเน้นการเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเขียนในวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งประกอบด้วยวิชาภาษาอังกฤษและการวัดความสามารถด้าน STEM

รัฐบาล เผยสายด่วน 1441 ช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ ปชช.โทรแจ้งเพิ่ม ความเสียหายลดลง

รัฐบาล เผยสายด่วน 1441 ช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ ปชช.โทรแจ้งเพิ่ม ความเสียหายลดลง

รัฐบาล เผยสายด่วน 1441 ช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ ปชช.โทรแจ้งเพิ่ม ความเสียหายลดลง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.04 น.

ศูนย์ AOC 1441 ด่านหน้าช่วยเหลือประชาชน หนุนรัฐบาลลุยปราบสแกมเมอร์ ย้ำหลัก ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ไม่มีข้อยกเว้น

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยยึดหลักสำคัญของนายกรัฐมนตรี คือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ หรือขบวนการที่สร้างความเสียหายให้ประชาชน ต้องถูกตรวจสอบตามพฤติการณ์ ไม่ดูชื่อ ไม่ดูเส้นสาย และไม่ยกเว้นให้ผู้มีอิทธิพลหน้าไหน

โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าช่วยเหลือประชาชนที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ ไม่ใช่เพียงช่องทางรับแจ้งเหตุ แต่เป็นศูนย์ประสานงานเร่งด่วนระหว่างประชาชน ตำรวจ สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานด้านดิจิทัล เพื่อหยุดความเสียหาย อายัดเส้นทางเงิน และส่งต่อข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีโดยเร็ว

น.ส.รัชดา กล่าวว่า จากข้อมูลผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC 1441 พบว่า ช่วงเดือน ก.พ.-ก.ย. 2568 มีสายโทรเข้า 851,495 สาย เฉลี่ย 3,519 สายต่อวัน ขณะที่ช่วงเดือน ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 มีสายโทรเข้าเพิ่มเป็น 966,125 สาย เฉลี่ย 3,992 สายต่อวัน สะท้อนว่าประชาชนใช้ช่องทางนี้เป็นที่พึ่งเมื่อตกเป็นเหยื่อหรือพบความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์

ในด้านการแจ้งระงับบัญชีร่วม ช่วงเดือน ก.พ.-ก.ย. 2568 มีจำนวน 355,381 สาย เฉลี่ย 1,469 สายต่อวัน และช่วงเดือน ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 เพิ่มเป็น 362,472 สาย เฉลี่ย 1,498 สายต่อวัน แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันของศูนย์ AOC 1441 กับสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการสกัดความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า แม้จำนวนการรับแจ้งและการประสานงานเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลง จาก 14,365.97 ล้านบาท ในช่วง ก.พ.-ก.ย. 2568 เหลือ 12,155.87 ล้านบาท ในช่วง ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 หรือลดลง 15.38% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า เมื่อประชาชนเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเร็วขึ้น การสกัดกั้นความเสียหายก็ทำได้เร็วขึ้น

นอกจากการช่วยเหลือผู้เสียหาย รัฐบาลยังเดินหน้าปิดช่องทางผิดกฎหมายและเว็บพนันออนไลน์ด้วย โดยข้อมูลตั้งแต่ปี 2566 ถึงวันที่ 24 พ.ค. 2569 พบว่ามีการปิดเว็บเถื่อนและเว็บหลอกลวงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปีงบประมาณ 2566 ที่มีคำสั่งศาล 48 รายการ และประสานแพลตฟอร์ม 10,394 รายการ เพิ่มเป็นปีงบประมาณ 2569 ที่มีคำสั่งศาล 41 รายการ และประสานแพลตฟอร์ม 52,906 รายการ ส่วนเว็บพนันออนไลน์เพิ่มจาก 2,059 รายการในปี 2566 เป็น 629,711 รายการในปี 2569

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะปลายทาง แต่เร่งตัดวงจรทั้งระบบ ตั้งแต่ช่องทางหลอกลวง แพลตฟอร์มผิดกฎหมาย เส้นทางการเงิน ไปจนถึงเครือข่ายผู้กระทำผิด และยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เข้มข้น และทันเทคโนโลยีของมิจฉาชีพ การรับแจ้งเหตุ การอายัดบัญชี การติดตามเส้นทางเงิน และการดำเนินคดีต้องเร็วกว่าเดิม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีรัฐเป็นที่พึ่ง และผู้กระทำผิดต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการกฎหมายให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า หากตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ถูกหลอกโอนเงิน ถูกหลอกลงทุน หรือสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขอให้รีบโทรสายด่วน 1441 ศูนย์ AOC ทันที เพราะทุกนาทีมีความหมายต่อการสกัดเส้นทางเงิน ลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

‘วราวุธ’ ยัน ‘ซิน เคอ หยวน’ ทำตามระเบียบ สั่งปลัดฯ แจงด่วนเรียกความเชื่อมั่น

'วราวุธ' ยัน 'ซิน เคอ หยวน' ทำตามระเบียบ สั่งปลัดฯ แจงด่วนเรียกความเชื่อมั่น

‘วราวุธ’ ยัน ‘ซิน เคอ หยวน’ ทำตามระเบียบ สั่งปลัดฯ แจงด่วนเรียกความเชื่อมั่น

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อนุญาตให้ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด สามารถประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นต่อไปได้ว่า เป็นการเปิดดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติโรงงาน ปี 2535 หลังจากปิดไปเมื่อปีก่อน เนื่องจากสามารถมีการแก้ไขแล้ว จนเปิดโรงงานได้อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ประชาชนและหลายฝ่ายรวมถึง 10 สมาคมผู้ค้าเหล็กยังมีข้อสงสัยในขั้นตอนการดำเนินการเปิดโรงงาน จึงสั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงเพิ่มเติมในรายละเอียดถึงขั้นตอนการดำเนินการว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็ก ไม่ว่าจะจากเทคโนโลยีใดก็ตาม ตนได้กำชับให้กระทรวงเร่งออกมาตรการ รวมถึงผู้มีการใช้เหล็กที่มาจากกระบวนการผลิตในแบบต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทั้งนี้หลังกลับจากเวียดนามตนจะได้ติดตามจากกระทรวงอีกครั้งว่าดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร

ด่วน! นายกฯ สั่งคลังยกเลิก เกณฑ์ ‘ลดหย่อนภาษีลูก’ ตัดสิทธิบัตรคนจนพ่อแม่

ด่วน! นายกฯ สั่งคลังยกเลิก เกณฑ์ 'ลดหย่อนภาษีลูก' ตัดสิทธิบัตรคนจนพ่อแม่

ด่วน! นายกฯ สั่งคลังยกเลิก เกณฑ์ ‘ลดหย่อนภาษีลูก’ ตัดสิทธิบัตรคนจนพ่อแม่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.42 น.

จากกรณีที่กระทรวงการคลังได้กำหนดเงื่อนไขว่า หากบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดู จะทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิการรับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจน ซึ่งประเด็นนี้ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลในสังคมอย่างกว้างขวาง ว่าอาจส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุและครอบครัวที่มีภาระการดูแลที่ซับซ้อน

ล่าสุดมีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการด่วนให้กระทรวงการคลัง ยกเลิกการนำสิทธิลดหย่อนภาษีดังกล่าวมาใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบนโยบายและเตรียมดำเนินการทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยมีกำหนดการความคืบหน้า แถลงชี้แจง ในวันที่ มิถุนายน 2569 และจะมีการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกเลิกหลักเกณฑ์นี้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ การแถลงความคืบหน้าจะเสร็จสิ้นก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเดินทางไปเยือนประเทศเวียดนามร่วมกับคณะของนายกรัฐมนตรีตามกำหนดการที่วางไว้ต่อไป

คนสาธารณสุขเฮ!! รัฐบาล ปรับโครงสร้างค่าจ้างใหม่ เริ่ม 1 ต.ค.นี้

คนสาธารณสุขเฮ!! รัฐบาล ปรับโครงสร้างค่าจ้างใหม่ เริ่ม 1 ต.ค.นี้

คนสาธารณสุขเฮ!! รัฐบาล ปรับโครงสร้างค่าจ้างใหม่ เริ่ม 1 ต.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.30 น.

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับโครงสร้างค่าจ้างใหม่ เริ่ม 1 ต.ค. 69 ค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ พร้อมเสนอเพิ่มกรอบจ้างงาน 93,000 อัตรา

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการทำงานของบุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะบุคลากรด้านสาธารณสุขซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เดินหน้าปรับโครงสร้างบัญชีค่าจ้างใหม่สำหรับพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (กพส.) ได้มีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าว พร้อมมาตรการชดเชยผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างค่าจ้าง

ภายใต้โครงสร้างใหม่ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของทั้งสองกลุ่มจะเริ่มต้นที่ 10,520 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยประมาณ 457 บาทต่อ23วันทำการ ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้หน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศมีระยะเวลาเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณและการบริหารจัดการบุคลากรอย่างเหมาะสม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างค่าจ้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการยกระดับมาตรฐานการดูแลบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ ทั้งในด้านรายได้ สวัสดิการ และความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และช่วยรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่ในระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังได้เสนอขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มกรอบอัตราการจ้างงานสำหรับพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนอีก 93,000 อัตรา เพื่อรองรับการบรรจุนักเรียนทุน และเปิดโอกาสให้ลูกจ้างชั่วคราวรายวันได้รับการปรับสถานะเข้าสู่รูปแบบการจ้างงานที่มีความมั่นคงมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

“รัฐบาลเชื่อว่าการดูแลบุคลากรสาธารณสุขให้มีรายได้ที่เหมาะสม มีความมั่นคงในการทำงาน และมีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน จะช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุข และการดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุขควบคู่ไปกับการดูแลบุคลากรทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ปชน.ชี้พิรุธคดีศักดิ์สยาม ไล่ขย่มปปช.

ปชน.ชี้พิรุธคดีศักดิ์สยาม  ไล่ขย่มปปช.

ปชน.ชี้พิรุธคดีศักดิ์สยาม ไล่ขย่มปปช.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชน.ชี้พิรุธคดีศักดิ์สยาม ไล่ขย่มปปช. ดักคอฟอกขาวซุกหุ้น รีบส่งศาลฎีกาพิจารณา

พรรคส้ม บี้ประธาน โสภณ ซารัมย์ ถามจะใช้เวลาอีกเท่าไหร่ ถึงจะส่งเรื่องที่ป.ป.ช.ยกคำร้องสอบ “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้นไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ดักคออย่าเก็บไว้ในลิ้นชัก พร้อมทั้งกาง 4 ข้อสงสัย ปปช.บกพร่องวินิจฉัยผิดพลาด ทั้งยังปกปิดการตรวจสอบก่อนเป่าสำนวนทิ้ง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 7 มิถุนายน 2569  ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้า แถลงรายละเอียดกรณีพรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม

นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยามในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นในปี 2565 ที่ผ่านมา โดยขณะนั้นตนได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยามอย่างไรบ้าง แม้จะมีการขายหุ้นออกไปในช่วงปี 2561 แต่ก็ยังพบข้อพิรุธหลายอย่างอยู่ เช่น มีการบริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทย การประกวดชนะโครงการจัดซื้อจัดสร้างกระทรวงคมนาคมในยุคที่นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรี มีการให้นาย ศ. ยืมเงินจำนวนมาก และเงินที่นาย ศ. นำมาซื้อหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ ก็มีต้นทางเงินมาจากนายศักดิ์สยาม จึงเป็นที่มาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้นได้เข้าชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.วินิจฉัย เมื่อ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง ตนมี 3 ข้อสงสัยที่ตนพบว่าเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช. ได้แก่ 1.นอกจากการยุติเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่เอกสารการแถลงของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมามีการกล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยกล่าวอ้างถึงเพียงแค่กรณีการถือหุ้นห้างหุ้นส่วนเพียงเท่านั้น ซึ่งประเด็นที่ ป.ป.ช.ไม่ได้กล่าวถึงคือ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ตนได้ไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. คือเรื่องเกี่ยวกับเงินให้กรรมการกู้ยืม โดยกรรมการที่กู้ยืมไปคือ นายศักดิ์สยาม และมีการปรากฏอยู่จนถึงเดือนธันวาคม 2562 จำนวน 28 ล้านบาท

นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนพบว่าเอกสารที่ หจก.ฯ ยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่าเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยทวงถามไปและได้รับคำตอบกลับมาว่า ให้ขอคงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงในภายหลัง คำถามคือในเมื่อเอกสารของ ป.ป.ช. กล่าวถึงเพียงการถือหุ้นแล้วคำร้องของตนที่ให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินของนายศักดิ์สยามที่มีต่อ หจก.ฯ แห่งนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหรือไม่แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร

นายปกรณ์วุฒิกล่าวด้วยว่า ในเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช.ได้กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยให้เหตุผลแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ป.ป.ช.บอกว่าการที่ นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารกิจการ หจก.ดังกล่าว จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง หรือสามารถใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้อง หจก.ในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระบุไว้ว่า เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานรัฐนั้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับไม่เกินตามที่ ป.ป.ช.กำหนด

นายปกรณ์วุฒิกล่าวอีกว่า หากตีความตามกฎหมายข้อนี้คือแค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่เข้าเข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนดหรือเกิน 5% ก็ผิดแล้ว แต่ประเด็นคือ ป.ป.ช.ไปวินิจฉัยกรณีที่นายศักดิ์สยามไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมาย ไม่สำคัญเลยว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือเข้าไปสั่งการห้างหุ้นส่วนหรือไม่ เพราะตามกฎหมายดังกล่าวแค่ถือหุ้นก็ผิดแล้ว 2.ป.ป.ช.ระบุว่าไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี

นายปกรณ์วุฒิกล่าวอีกว่า ตนมองว่าการตีความของ ป.ป.ช. ในลักษณะนี้มีปัญหาแน่นอน

ด้าน นายพริษฐ์กล่าวว่า สำหรับข้อพิรุธที่เราสังเกตเห็นว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของนายศักดิ์สยามแบ่งเป็น 4 ข้อได้แก่ 1.ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง โดย ป.ป.ช. แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 เส้นทางหลักคือ เส้นทางที่หนึ่งตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินโดยใช้เวลาประมาณ 3 ปีก่อนที่จะมีการยุติการตรวจสอบในเดือนกันยายน 2568 ส่วนเส้นทางที่สองคือการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญา โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และยุติการตรวจสอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เมื่อเราเข้าไปตรวจสอบพบว่า การตรวจบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายของ ป.ป.ช. นั้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการตรวจสอบแบบปกติ การตรวจสอบแบบยืนยัน และการตรวจสอบตรวจสอบเชิงลึก ซึ่ง ระเบียบระบุไว้ชัดว่า ป.ป.ช.จะตรวจสอบหากมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการซุกซ่อนหุ้น หรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนกัน หากมีการนิยามเช่นนี้และนำมาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนเชื่อว่าสังคมมองว่าในกรณีนี้ ป.ป.ช.ควรต้องตรวจสอบเชิงลึก เพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความชัดเจนว่ามีพฤติกรรมที่น่าสงสัยในการซุกหุ้น หรือการถือครองทรัพย์สินแทนกัน แต่สิ่งที่เราค้นพบคือ ป.ป.ช.ไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ป.ป.ช.ตรวจสอบเพียงแค่ระดับหนึ่งและระดับสอง พวกตนจึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไม ป.ป.ช.จึงไม่ตรวจสอบเชิงลึก เป็นเพราะใครไม่อนุมัติให้ตรวจสอบ

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ขณะที่เส้นทางที่สอง ก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 49 ซึ่งหากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่มีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ไม่เพียงพอ ป.ป.ช.สามารถมีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ แต่หาก ป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วค้นพบว่ามีพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป แต่เมื่อนำระเบียบนี้มาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนคิดว่าสังคมคงมองเห็นไม่ต่างกันว่ากรณีนี้มีข้อเท็จจริงที่เพียงพอ

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราค้นพบคือหลังจากที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วกลับมีข้อสรุปว่าคดีดังกล่าวนั้น มีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ จึงได้ยุติการตรวจสอบยกคำร้อง และไม่ดำเนินการในการไต่สวน รวมถึงนายปกรณ์วุฒิในฐานะผู้ร้องก็ไม่เคยถูกเรียกเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้ง ในแถลงการณ์ของ ป.ป.ช.ก็ไม่ปรากฏว่าเคยมีการตรวจสอบเรื่องของนิติกรรมอำพรางถึงข้อมูลที่เราตั้งข้อสงสัย

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ตนจึงมีคำถามว่าทำไม ป.ป.ช.จึงยุติการตรวจสอบหลังการตรวจสอบเบื้องต้นเพียงเท่านั้น ทำไมจึงไม่มีการดำเนินการไต่สวน เป็นเพราะใครเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เสนอให้มีการดำเนินการไต่สวน หรือส่งเรื่องไปแล้วแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ตัดสินใจให้อนุมัติการไต่สวน สำหรับข้อสงสัยที่หนึ่งนั้น พวกตนถือว่า ป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จที่มีข้อสงสัยหรือใบวางบิลที่มีข้อสงสัยเรื่องที่อยู่ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.จะปฏิเสธไม่ได้ และเรามองว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมีความหนักแน่นเพียงพอที่ ป.ป.ช.ควรจะใช้ในการวินิจฉัยโดยสรุปว่ามีพฤติการณ์ในการซุกหุ้น และไม่ควรที่จะมีการยกคำร้อง

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 3.มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ เช่น ไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบในการยุติเรื่องต่างๆ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะ เราก็ไม่เคยเห็น และ 4.ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเรายังไม่เห็น ป.ป.ช.วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดการแห่งผลประโยชน์หรือไม่ แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยเรื่องความผิดการจูงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือความผิดเรื่องการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ที่ ป.ป.ช.ก็วินิจฉัยว่าไม่ผิด เพราะหากนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่ก็ถือว่านายศักดิ์สยามมีความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยไม่ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ว่ามีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ และใช้อำนาจในการแทรกแซงเพื่อให้บริษัทดังกล่าวได้งานหรือไม่

“จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผล ป.ป.ช.ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดการแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยามหรือช่วยน้ำเงินหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช.คงทราบดีว่าหากต้องวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้หรือการครอบครองหุ้น ด้วยหลักฐานทั้งหมดนั้น ป.ป.ช.คงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้นอกจากการวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวและกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126″ นายพริษฐ์กล่าว

และว่าหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่

“ประธานรัฐสภาจะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะทำเรื่องนี้” นายพริษฐ์ ระบุ ทั้งเตือนว่าถ้าไม่รีบทำก็อาจผิดม.157

ด้านนายปกรณ์วุฒิ กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ได้ข้อเอกสารเรื่องดังกล่าวไปยังปปช.แล้ว

ตนคิดว่า ป.ป.ช.คงเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาการพยายามปกปิดเอกสารต่างๆ จุดจบเป็นอย่างไร

โพลโค้งแรกชนะทุกเขต ชัชชาตินำลิ่ว ฝ่ากระแสระบบอากง

โพลโค้งแรกชนะทุกเขต  ชัชชาตินำลิ่ว  ฝ่ากระแสระบบอากง

โพลโค้งแรกชนะทุกเขต ชัชชาตินำลิ่ว ฝ่ากระแสระบบอากง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลโค้งแรกชนะทุกเขต ชัชชาตินำลิ่ว ฝ่ากระแสระบบอากง ‘อนุชา’โหมลุยหาเสียง

นิด้าโพลเผยผลสำรวจโค้งแรกศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แชมป์เก่า“ชัชชาติ” ยังนำคู่แข่งไม่เห็นฝุ่นทุกกลุ่มเขตการปกครอง ขณะที่เจ้าตัวท้าทาย “จิรายุ” เปิดหลักฐานปมฉาวผอ.เขตคุกคามทางเพศลูกน้องไม่เชื่อมีระบบอากง เย้ยแค่โวหารที่สร้างขึ้น ส่วน“อภิสิทธิ์”ควง ‘อนุชา’ลุยหาเสียงชูกระตุ้นคนเที่ยว กทม.เพิ่มด้าน“มัลลิกา” จ่อยื่นกกต.สอบป้ายหาเสียงส่อผิดกฎหมาย ด้าน ‘ดร.โจ’ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ28มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โค้งแรกสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

โพลโค้งแรก‘ชัชชาติ’ยังมาแรง

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพฯในการเลือกผู้ว่าฯกทม. พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 5 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

ขณะที่ อันดับ 6 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.05 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์(อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

แนวโน้มคนกรุงเลือก ‘สก.อิสระ’

เมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพฯในการเลือกส.ก.พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.50 ระบุว่า พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.50 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ6.05 ระบุว่า กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทีม Better Bangkok พรรคเศรษฐกิจ และไม่ออกไป ใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ผลสำรวจของนิด้าโพลยังชี้แนวโน้มของคนกรุงเทพฯในการเลือกผู้ว่าฯกทม.จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพฯ ได้แก่ กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือกลุ่มเขตกรุงเทพกลางกลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออกกลุ่มเขตกรุงเทพใต้ กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ และกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ปรากฏว่าคะแนนนิยมของนายชัชชาติ ยังนำมาเป็นอันดับหนึ่งอีกเช่นกัน

‘ชัชชาติ’ท้าแฉคุกคามทางเพศ

ทางด้านความเคลื่อนไหวของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.นั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์กรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม.พรรคเพื่อไทย โพสต์พาดพิงถึงผู้อำนวยการเขตรายหนึ่ง โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกน้อง ขณะลงพื้นที่หาเสียงว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงก็ขอให้นำมาเปิดเผย เพื่อให้ผู้มีอำนาจดำเนินการได้ทันที พร้อมยืนยันว่าไม่ยินยอมต่อการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ

ยืนยันไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน

นายชัชชาติ กล่าวว่า ระหว่างที่ตนบริหารงานยังไม่เคยได้รับข้อมูลในประเด็นดังกล่าว และหากมีข้อเท็จจริงปรากฏ ผู้บริหารชุดใหม่ก็ต้องดำเนินการ เพราะกรุงเทพมหานครมีจุดยืนชัดเจนในการไม่ยอมรับการคุกคามทางเพศ ทั้งนี้ กทม. ได้รับการประเมินด้านสิทธิมนุษยชนในระดับที่ดี และเพิ่งได้รับรางวัลด้านความเท่าเทียมจากหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาประเมิน

“มีข้อมูลอะไรเปิดมาเลย จะได้เอาคนที่ไม่ดีออกไป แต่ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องระบบอะไรต่าง ๆ นะ มันเป็นเรื่องของบุคคล ถ้ามีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงถูกต้อง ฝ่ายบริหารก็ต้องดำเนินการ” นายชัชชาติ กล่าว

พร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตเคยมีการร้องเรียนลักษณะดังกล่าวหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า หากมีเรื่องร้องเรียนก็มีการดำเนินการทุกกรณี โดยเฉพาะในสถานศึกษาเคยมีการลงโทษถึงขั้นไล่ออกมาแล้ว แต่ในระดับผู้อำนวยการเขตนั้น ตนยังไม่เคยเห็นข้อมูลหรือรับทราบเรื่องดังกล่าว

ส่วนกรณีที่มีผู้มองว่าการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงเลือกตั้งเป็นการดิสเครดิตหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลเพราะผู้อำนวยการเขตไม่ได้เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯและหากมีข้อมูลจริงก็ควรนำมาเปิดเผยเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของปลัดกรุงเทพฯหรือผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการต่อ

ไม่เคยใช้ทีมงานไอโอปั่นเรตติ้ง

นายชัชชาติ กล่าวกรณีถูกกล่าวหาว่าใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ในการตอบโต้ทางการเมืองว่า ทีมงานของตนไม่มีการจัดตั้ง IO และทำหน้าที่เพียงสื่อสารนโยบายกับประชาชนเท่านั้น

“ไม่มี IO เลย ของเราก็มีทีมงานสื่อสารนโยบายอย่างเดียว เราไม่เคยนิยมการไปกล่าวร้ายคนอื่น เราอยากนำเสนอผลงานของเรา ไม่เคยทำเรื่อง IO เลย อาจจะมีแฟนคลับบางคนที่ไปโจมตีคนอื่น แต่ผมก็บอกว่าอย่าไป เพราะเราดูผลงานเราเป็นหลัก” นายชัชชาติ กล่าว

ย้อนถามระบบอากงคืออะไร

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า การหาเสียงของทีมชัชชาติเป็นการหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ เน้นการแข่งขันกันที่นโยบายและผลงาน ไม่ใช่การทำลายคู่แข่งทางการเมือง เพราะการโจมตีฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อถามกรณีมีการกล่าวถึง “ระบบอากง” ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ กล่าวว่า ยังไม่เข้าใจว่าระบบดังกล่าวคืออะไร และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นหลักฐานหรือข้อมูลที่เป็นรูปธรรมรองรับข้อกล่าวหา

“ระบบอากงผมยังไม่เห็นเลยว่าคืออะไร เมื่อวานก็ไม่เห็นมีหลักฐานอะไรเลย มันเป็นแค่โวหารที่สร้างขึ้นมา การแต่งตั้งโยกย้ายมันมีคนที่ไม่สมหวังอยู่แล้ว คนที่ไม่ได้ตำแหน่งก็อาจจะไม่พอใจแล้วไปกล่าวหาระบบ แต่ไม่ได้ดูตัวเองว่าตัวเองมีความสามารถหรือเปล่า ผมไม่เชื่อว่ามีระบบอากง ผมว่าเลิกพูดเถอะ เมื่อวานที่แถลงมามันก็ไม่เห็นมีข้อมูลอะไรเลย ที่เป็นเนื้อเป็นหนังอะไร ไม่มี” นายชัชชาติ กล่าว

ไม่ท้อโดนโจมตี-แต่สงสารอากง

นายชัชชาติ ยืนยันว่า แนวทางการบริหารงานของตน คือ การคัดเลือกคนดี คนเก่ง และยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต เชื่อมั่นว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่ดำเนินการมีความโปร่งใสและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน

เมื่อถูกถามว่า รู้สึกท้อหรือไม่จากการถูกโจมตีทางการเมืองในช่วงนี้ นายชัชชาติ กล่าวว่าไม่รู้สึกท้อ เพราะถือเป็นเรื่องปกติของนักการเมือง พร้อมกล่าวติดตลกว่า “สงสารอากง เพราะอากงโดนหนัก” ก่อนย้ำว่า หากมีข้อกล่าวหาใดก็พร้อมชี้แจงตามข้อเท็จจริง

มาร์คควงอนุชาลงพื้นที่หาเสียง

วันเดียวกัน ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. และ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธีภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และ นางลักขณา ภักดีนฤนาท ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 4 เขตตลิ่งชัน ลงพื้นที่หาเสียง ได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างคึกคัก

ระหว่างหาเสียง นายอนุชา ได้โชว์ลงมือทำขนมบ้าบิ่น ทำขนมเบื้อง ชิมหมูทอดร้านดัง ซึ่ง ประชาชนบางคนบอกว่า “ไม่เหมือนในทีวี ยังดูเด็กอยู่เลย” ขณะที่แม่ค้า บอกว่า “ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะเลือกคนนี้แหละ เบอร์ 5” หลังจากนั้น นายอนุชา กล่าวว่า ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน มีหลายส่วนที่เราจะสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมได้ โดยใช้แพลตฟอร์มหรือแอปต่างๆเข้ามาช่วย

หนุนทุกพื้นที่ชูความเป็นอัตลักษณ์

นายอนุชา กล่าวว่า ทั้งนี้ ทุกพื้นที่มีอัตลักษณ์เป็นพิเศษ ส.ก.จะเป็นตัวแทนในแต่ละพื้นที่ ตรงนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เราสามารถชูขึ้นมา ไม่ใช่นักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถมาเพิ่มขึ้นไม่ใช่เที่ยวแค่กรุงเทพชั้นใน แต่ออกมาเที่ยวชั้นนอกก็เห็นธรรมธรรมชาติ และมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่เห็นอยู่ในตลาดทั่วไป

ต่อมา นายอนุชา พร้อมผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง ช่วย นายนภาพล จีระกุล ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางกอกน้อย เมื่อเดินทางมาถึงนายอนุชา ได้ไหว้ขอพร อนุสรณ์สถานสมเด็จโตฯ (วัดระฆัง) จากนั้นเดินหาเสียงในตลาด ซึ่งมีแฟนคลับทุกเพศทุกวัย ให้การต้อนรับ ขอถ่ายรูป ส่งเสียงเชียร์ พร้อมบอก เลือกเบอร์ 5 กับเบอร์ 1 แน่นอน

‘มัลลิกา’จ่อยื่นกกต.สอบป้ายหาเสียง

ส่วนนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 14 กล่าวกรณีพบป้ายหาเสียงผิดกฎหมายว่า ผู้สมัคร ส.ก. หลายคนส่งเรื่องเข้ามาให้ เบื้องต้นอยากเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ 2 เรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกติกาการเลือกตั้งคือป้ายหาเสียงที่ติดตามรถไฟฟ้าขนาดเกินกฎหมายกำหนด และป้ายที่ติดบนรถเมล์ มีความกว้าง ความยาว ความสูง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ มีหลักฐานแล้วว่าวิ่งทั่วกรุงเทพฯ คนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้ข่าวว่าเป็นอดีตรองผู้ว่าฯกทม.และยอมรับว่าเป็นคนติดเองบนรถเมล์

“ขอฝากเลขา กกต. และประธาน กกต. ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อยากให้กกต.เข้าไปไต่สวนตรวจสอบทำให้เกิดมาตรฐานเรื่องการหาเสียงอย่างเท่าเทียมกันจะมัวแต่เกรงใจคนที่เป็นมาก่อน กลับไม่เกรงใจผู้มาต่อกร สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง อยากให้ กกต. ที่มีความโปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด ทำทุกอย่างให้ความเป็นกลาง และไม่เกิดลักษณะที่เสียเปรียบ ทั้งนี้จะส่งข้อมูลให้ กกต.ตรวจสอบต่อไป”นางมัลลิการะบุ

ดร.โจลงพื้นที่เสียงตลาดอ.ต.ก.

ขณะที่เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ตลาดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาชนหมายเลข 10 พร้อมด้วย นายอภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครส.ก. เขตจตุจักร พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียง เพื่อนำเสนอนโยบายด้านต่างๆ โดยเฉพาะค้าขายง่าย ส่งเสริมพื้นที่ค้าขาย และหวย SMEs

เมื่อถามถึงปัญหาในเขตจตุจักร นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาชุมชนที่เขตจตุจักรยังมีปัญหาขยะตกค้าง และเรื่องน้ำท่วม แต่ตอนตนเป็น ส.ก.สมัยที่แล้วก็มีการแก้ปัญหาไปมากพอสมควร แต่ยังไม่ 100% ขณะที่เรื่องการคมนาคมหรือขนส่งนั้น พื้นที่จตุจักรถือว่าเป็นศูนย์กลางของการขนส่ง ซึ่งยังมีเรื่องรถติดอยู่บ้าง เนื่องจากการเชื่อมต่อยังไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร ยิ่งมีน้ําท่วม รถก็จะยิ่งติด

ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ28มิ.ย.

เมื่อถามว่า มั่นใจในพื้นที่จตุจักรหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กดดันอะไร จากการลงพื้นที่ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก. มีเสียงตอบรับและสนับสนุนจากประชาชนอบอุ่นมาก เราเดินทุกวันทําพื้นที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อทําให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น และสื่อสารกับประชาชนว่าจะทําเรื่องเหล่านี้ให้ดีขึ้นอย่างไร หวังว่าพ่อแม่พี่น้องจะให้โอกาส

เมื่อถามถึงผลสำรวจนิด้าโพล โค้งแรกในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ที่ระบุว่าอันดับที่ 1 คือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อันดับที่ 2 ยังไม่แน่ใจ และนายชัยวัฒน์อยู่อันดับที่ 3 จะทำอย่างไรให้คะแนนตีตื้นขึ้นมาว่า คิดว่าโพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ วันที่ 28 มิ.ย.ตนและส.ก.ทุกคนจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด นำเสนอแนวทางนโยบายและการทำงานของเราต่อกรุงเทพฯตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ปะชาชนให้โอกาสเข้าไปทำงาน ซึ่งต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด

เตรียมออกแคมเปญโค้งสุดท้าย

เมื่อถามว่า ยังมีคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร มั่นใจหรือไม่ว่าจะทำให้คนกลุ่มนั้นหันมาเลือกเราได้ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นส่วนที่เราคาดหวัง และหวังว่าจะทำให้กลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจ เล็งเห็นว่าการให้โอกาสพรรคประชาชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตของกรุงเทพฯที่แตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นสิ่งที่เราอยากขอโอกาส

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีแคมเปญออกมาให้ประชาชนว้าวหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ช่วยติดตาม เราจะมีแคมเปญในแต่ละเฟสออกมาเรื่อยๆ ผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ

ชายแดนคึก แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

ชายแดนคึก  แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

ชายแดนคึก แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS กำหนดเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา ให้ชัดเจน ยันไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นจะยึดผลประโยชน์ชาติสูงสุด ส่วนปราสาทตาควาย-เนิน 350 ฮอตไม่หยุด นักท่องเที่ยวทะลัก 2วัน พุ่งกว่า1,500คน แห่สัมผัสพื้นที่ประวัติศาสตร์ชายแดน-หนุนเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่มีความกังวลกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ได้อธิบายต่อสาธารณชนและทูตกว่า 70 ประเทศ อย่างชัดเจนว่าการเข้าสู่กระบวนการตาม UNCLOS เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกในประเด็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม หรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าการกำหนดเขตแดนทางทะเลให้มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ กระบวนการ UNCLOS จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามหลักสากลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” น.ส.รัชดา กล่าว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณปราสาทตาควาย-เนิน 350ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่ายังคงคึกคักต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และพื้นที่แห่งวีรกรรมทหารไทยตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวันมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาลงทะเบียนทั้งจองผ่านแอปพลิเคชั่นและวอล์กอินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดชมวิวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจอดรถบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนลงทะเบียนและใช้บริการรถสองแถวที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดเตรียมไว้รับ-ส่ง เพื่อควบคุมการสัญจรและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดท่องเที่ยวด้านบน

ขณะเดียวกัน นายณัฐพัชร์ บุญมี นายกอบต.บักได จัดโครงการส่งเสริมเกษตรกร ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “ของดีบักได” ที่โรงเรียนบ้านสันติสุข หมู่ 16 ต.บักได เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง

ทั้งนี้ ภายในงานมีผลไม้ขึ้นชื่อของพื้นที่ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด วางจำหน่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รอเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 เป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานภายหลังเปิดงาน สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวชายแดน

สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายด้วยตนเอง สร้างรายได้เพิ่มและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านแหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ในเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่แล้วมากกว่า 1,500 คน จากโควตาที่เปิดรองรับ 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันแรกของการเปิดพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าตลอดทั้งวันยอดนักท่องเที่ยวจะทะลุ 2,000 คนอย่างแน่นอนซึ่งความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและกองทัพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่กับการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง  ทะลุ1.4หมื่นล.  รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว แห่ใช้21.85ล้านสิทธิ คิวต่อไปฟู้ดเดลิเวอรี่ ธอส.ร่วมลงทะเบียน บัตรคนจนถึง21มิ.ย.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเฉียด 1 ล้านร้านค้า กำลังซื้อฟื้นตัว ด้านธอส.เปิดรับลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจนถึง 21 มิถุนายนนี้ หนุนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสิทธิ ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลงพื้นที่กระบี่กระตุ้นยอดขาย-กำไร

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น.สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย

ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 5,894.47 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากเข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

ส่วนร้านค้าพบว่า มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้ว 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้ว142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.พร้อมสนับสนุนนโยบายของกระทรวงการคลังและรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง โดยร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธอส.จะดำเนินการรับลงทะเบียนและยืนยันสิทธิผ่านสาขาของธนาคารทั่วประเทศ ตลอดจนร่วมเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดโดย ธอส.จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ 1.เว็บไซต์หลักของโครงการ 2.แอปพลิเคชั่นทางรัฐ 3.แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และ 4.หน่วยงานรับลงทะเบียนในพื้นที่ ประกอบด้วย 5 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ดร.มหัทธนะ กล่าวต่อว่า การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ธอส.ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกภาครัฐที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้อย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในระยะยาว

“ธอส.ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้เปราะบางให้สามารถเข้าถึงสิทธิและโอกาสที่ภาครัฐจัดสรรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook เพจ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารผ่าน G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ จ.กระบี่ จัดกิจกรรม ‘สมาร์ทโชห่วย ค้าปลีกยุคใหม่ : เพิ่มกำไร สร้างเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างความรู้ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วย/ร้านค้าปลีกท้องถิ่น อาทิ ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI , การบริหารร้านค้าปลีกยุคใหม่ , เทคนิคการบริหารร้านค้าปลีกให้ทันสมัย , บัญชี ภาษี และเทคนิคการจัดวางสินค้า โดยคุณสุดชาย สิงห์มโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการร้านค้าปลีก และคุณนพดลสังขพงษ์ ที่ปรึกษา Traditional Trade จากบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) มาช่วยเสริมแกร่งธุรกิจค้าปลีก โดยภายในงานฯ มีการออกบูธโดยเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการขายโคคา-โคล่า เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ FIFA , ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระบบ POS ที่จะช่วยยกระดับร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกด้วยระบบการค้าสมัยใหม่ , สถาบันการเงินที่พร้อมนำเสนอแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ , บูธบริษัทไปรษณีย์ไทย และบูธสินค้าชุมชน ที่จะมาเพิ่มยอดขายเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้า

โอกาสนี้ได้รับความร่วมมือจากห้างมาเธอร์มาร์เช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างบิ๊กเบน ซุปเปอร์ค้าส่ง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่ได้รับการยกระดับให้เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใน จ.กระบี่ เข้าร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรมลดราคาสินค้ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ มากกว่า 60 รายการ รวมถึงมีร้านค้าโชห่วย และร้านค้าปลีกอื่นๆ เช่น ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ด อุปกรณ์เบเกอรี วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร ใน จ.กระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงานด้วย

นอกจากนี้ได้เชิญชวนร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกท้องถิ่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ของรัฐบาล โดยร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส ตั้งแต่บัดนี้-31 กรกฎาคม 2569 และสมัครเป็นร้านธงฟ้าราคาประหยัดของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วสารทิศรวมกว่า 49 ล้านคน ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ให้ร้านค้า ตลอดการดำเนินโครงการฯ 4 เดือน รวมทั้ง พิจารณาเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกชุมชนที่เข้าร่วมงานฯ จะได้รับคูปองส่วนลดซื้อสินค้า 700 บาท ใช้ซื้อสินค้าชุมชน สินค้า OTOP สินค้าอุปโภค-บริโภคจากร้านค้าภายในงานฯ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเพิ่มกำไรให้กับร้านค้า รวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างร้านค้าปลีกกับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา เดินหน้าสู่การเป็น ‘สมาร์ทโชห่วย’ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเสริมแกร่งธุรกิจให้มีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์และทุกการแข่งขันที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินโครงการ “สมาร์ทโชห่วยพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผู้ประกอบการโชห่วยและร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการร้านค้า และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ กิจกรรมในวันนี้จะเป็นรากฐานอันสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และบูรณาการเครือข่ายผู้ประกอบการร้านค้าปลีกใน จ.กระบี่ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การยกระดับเป็น สมาร์ทโชห่วย อย่างเต็มรูปแบบต่อไป” นายพูนพงษ์ กล่าว