‘สิริกษาปณศิลป์’ นิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริกษาปณศิลป์’ นิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริกษาปณศิลป์’ นิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

กรมธนารักษ์ ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน และ สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระ เฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกที่ผลิตจากกรมธนารักษ์ มาผสมผสานงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ความทรงจำร่วมสมัย และงานศิลปะชั้นสูงเข้าด้วยกัน ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่ทรงคุณค่าและหาชมยาก ภายใต้ชื่องาน “สิริกษาปณศิลป์” ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภายในงานนิทรรศการ ประกอบด้วย การจัดแสดงเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของกรมธนารักษ์ในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งหาชมได้ยากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้บนเหรียญกว่า 40 รายการ การจัดแสดงแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซน “ภูมิสิริ” จัดแสดงเหรียญคู่พระบารมีในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โซน “สิริรัช” จัดแสดงเหรียญในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ โซน  “สิริกิจ” จัดแสดงเหรียญในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงพระเกียรติคุณที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากนานาประเทศ

การจัดแสดงนิทรรศการผลงานประณีตศิลป์ชุด “จากบุปผาสู่อัญมณี: เข็มกลัดมงคล ‘สิริแห่งดวงใจสยาม’ ล้อมเหรียญกษาปณ์ไทย” โดย  สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณจากงานดอกไม้สดสู่ประติมากรรมอัญมณีลํ้าค่า บูรณาการศิลปะร่วมสมัยและนำเสนอเหรียญกษาปณ์ในรูปแบบ “ประติมากรรมเล็ก” (Jewelry Sculpture) เพื่อสร้างภาพลักษณ์
ที่ทันสมัยและเป็นสากล

การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหรียญโดยกรมธนารักษ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจและนักสะสมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหรียญของกรมธนารักษ์ในวาระสำคัญต่างๆ สำหรับเป็นที่ระลึกหรือมอบเป็นของขวัญที่ทรงคุณค่า และการสาธิตเบื้องหลังการผลิตเหรียญผ่านกิจกรรม Live Demonstration ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสขั้นตอนการสร้างสรรค์เหรียญจากผู้เชี่ยวชาญ อันสะท้อนคุณค่าแห่งศิลปะและมรดกทางวัฒธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ในวันที่ 28 ก.ค.2569 และ วันที่ 12 ส.ค. 2569 (วันละ 3 รอบ เวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น.)

นิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม–12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน (เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย)  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ หรือ Facebook: SiamParagon และ www.siamparagon.co.th  

เจาะลึก 10 โซนไฮไลต์ “SEA THE CHANGE” ชวนคนไทยร่วมสร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา

เจาะลึก 10 โซนไฮไลต์

เจาะลึก 10 โซนไฮไลต์ “SEA THE CHANGE” ชวนคนไทยร่วมสร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

เตรียมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้โลกใต้ทะเลครั้งยิ่งใหญ่ในงาน YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา มหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลแห่งปี ที่รวบรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเรื่องราวการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยมาไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกวัยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและฟื้นฟูทะเลไทยอย่างยั่งยืน

นิทรรศการจะเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม–12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมพาผู้เข้าชมเดินทางผ่าน 10 โซนไฮไลต์ที่ออกแบบให้เกิดทั้งความรู้ ความตระหนัก และแรงบันดาลใจในการลงมือเปลี่ยนแปลงโลกทะเลไปด้วยกัน

เริ่มต้นที่ ZONE 1 : The Welcome จุดต้อนรับและลงทะเบียนที่จำลองบรรยากาศโลกใต้ทะเลแบบ Immersive สร้างความประทับใจแรกให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์และความมหัศจรรย์ของท้องทะเล พร้อมมุมถ่ายภาพเช็กอินสุดตระการตา ก่อนเข้าสู่ ZONE 2 : Under World (Symphony of the Blue) จุดถ่ายภาพไฮไลต์ท่ามกลางฝูงแมงกะพรุนเรืองแสงขนาดยักษ์ ที่สะท้อนความงดงาม อ่อนโยน และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติใต้ท้องทะเล

จากนั้นผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงผ่าน ZONE 3 : Surround Screen (The Silent Crisis) โรงภาพยนตร์ Immersive 360 องศา ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตใต้ทะเล สู่ผลกระทบจากขยะและกิจกรรมของมนุษย์ ก่อนเชื่อมโยงกลับมาสู่ผลกระทบที่ทุกคนบนโลกกำลังเผชิญร่วมกัน

อีกหนึ่งโซนสำคัญคือ ZONE 4 : สายใยแห่งความรัก ถักทอพระราชปณิธาน ถ่ายทอดเรื่องราวการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมนำเสนอความเป็นมาและความสำเร็จของโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกาะมันใน

สำหรับผู้สนใจนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ZONE 5 : HOPE จะนำเสนอความหวังผ่านโครงการฟื้นฟูแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย รวมถึงนวัตกรรม “Upcycling for Life” ที่เปลี่ยนขยะทะเล เศษอวน และพลาสติกใช้แล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่สร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม

ขณะที่ ZONE 6 : PEOPLE จะสะท้อนบทบาทของกองทัพเรือและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามในการดูแลทรัพยากรทางทะเล ผ่านโมเดลเรือหลวงขนาดใหญ่และเรื่องราวของผู้พิทักษ์ทะเลไทยที่ทำงานเบื้องหลังอย่างไม่ย่อท้อ

ต่อเนื่องสู่ ZONE 7 : LIFE ที่พาผู้เข้าชมเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเลหายาก พร้อมเปิดเผยผลกระทบของขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกที่กำลังแทรกซึมอยู่ในห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตในทะเล

ส่วน ZONE 8 : THREAT หรือห้องจำลองมลพิษทางทะเล จะพาผู้เข้าชมสัมผัสสถานการณ์เสมือนจริงของท้องทะเลที่ปนเปื้อนสารเคมี ขยะ และมลพิษที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพื่อสะท้อนภัยคุกคามที่กำลังส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับลึก

ด้าน ZONE 9 : ACTION จะเปิดเบื้องหลังปฏิบัติการกู้ภัยและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลครั้งสำคัญของประเทศไทย อาทิ การกู้เรือ MV.AYAR LINN และภารกิจฟื้นฟูแนวปะการังในหมู่เกาะสุรินทร์ ผ่านอุปกรณ์จริง ภาพเหตุการณ์ และเรื่องราวของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ปิดท้ายด้วย ZONE 10 : EMOTION–Marine ER ห้องฉุกเฉินสัตว์ทะเล โซนที่สร้างความประทับใจและความตระหนักรู้ผ่านการจำลองห้องช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก พร้อมเสียงสัญญาณชีพจากหัวใจเต่าทะเลจริง และภาพปฏิบัติการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากที่ได้รับผลกระทบจากขยะทะเลและกิจกรรมของมนุษย์

“SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” ไม่ใช่เพียงนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ชวนทุกคนตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงทะเลไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์สามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำของพวกเราทุกคน เพราะทุกการกระทำเล็ก ๆ ในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโลกทะเลใหม่ที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน : https://forms.gle/2zkKCb7M94x7j2DX8

จากชายหาดชะอำ ถึงหาดสะพลี ซีพีเอฟผนึกเครือข่ายดูแลทะเลไทย

จากชายหาดชะอำ ถึงหาดสะพลี  ซีพีเอฟผนึกเครือข่ายดูแลทะเลไทย

จากชายหาดชะอำ ถึงหาดสะพลี ซีพีเอฟผนึกเครือข่ายดูแลทะเลไทย

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน กำลังขับเคลื่อนการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดชุมพร ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน คือการฟื้นฟูชายหาดและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จังหวัดเพชรบุรี (สทช.3) กลุ่มชะอำรวมใจสร้างสรรค์ทะเลสวย เทศบาลตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร และเครือข่ายชุมชน จัดกิจกรรมฟื้นฟูและทำความสะอาดชายหาดในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดชุมพร เพื่อฟื้นฟูชายหาดและดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่

ที่ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ฟอกทรายและเก็บขยะชายหาด” ภายใต้โครงการอบรมส่งเสริมความรู้อาชีพชุมชนชายฝั่ง ซึ่งกลุ่มชะอำรวมใจสร้างสรรค์ทะเลสวยจัดขึ้น และได้รับการสนับสนุนจาก สทช.3 เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมี เฉลิมพร แก้วเซ่ง ผู้อำนวยการส่วนบริหารทั่วไป สทช.3 นำทีมร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรม และชาวชะอำ

ซีพีเอฟในฐานะสมาชิกของชุมชน นำพนักงานจิตอาสาจากฟาร์มเลี้ยงกุ้งและหน่วยงานในจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ช่วยกันเก็บขยะและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายหาด พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มและผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลชายฝั่งให้สะอาดและน่าอยู่

ขณะเดียวกัน ที่หาดสะพลี จังหวัดชุมพร ศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้งปะทิว ซีพีเอฟ เข้าร่วม โครงการรณรงค์รักษาความสะอาดบริเวณชายหาดสะพลี ซึ่งเทศบาลตำบลสะพลีจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี ศิวะ พลนิล นายกเทศมนตรีตำบลสะพลี นำจิตอาสาร่วม 200 คน ช่วยกันเก็บขยะและปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาด เพื่อคงความสวยงามของหาดสะพลี หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดชุมพรที่มีคุณภาพน้ำทะเลอยู่ในระดับดีเยี่ยม จากการประเมินดัชนีคุณภาพน้ำทะเลโดยกรมควบคุมมลพิษ

นอกจากการร่วมทำความสะอาดชายหาดแล้ว ซีพีเอฟยังสนับสนุน “ถังคลอรีน” ให้แก่เทศบาลตำบลสะพลี เพื่อนำไปดัดแปลงเป็นอุปกรณ์ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพจากสัตว์น้ำ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

จากชะอำสู่สะพลี สองพื้นที่ที่เชื่อมโยงกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือการร่วมดูแลทะเลไทย ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ชายหาดและทรัพยากรทางทะเลยังคงความอุดมสมบูรณ์ต่อไป

SITE 2026 เชื่อม Startup ไทยกับนักลงทุนทั่วโลก ก่อนเปิดเกมใหม่ NIA Venture

SITE 2026  เชื่อม Startup ไทยกับนักลงทุนทั่วโลก ก่อนเปิดเกมใหม่ NIA Venture

SITE 2026 เชื่อม Startup ไทยกับนักลงทุนทั่วโลก ก่อนเปิดเกมใหม่ NIA Venture

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงความสำเร็จของการจัดงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 มิถุนายน 2569 โดยชี้ว่า ตลอดปีที่ผ่านมา NIA ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “The Year of Investment” เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทยจากการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และการเติบโตในระดับสากล โดยมี SITE 2026 เป็นเวทีสำคัญที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผ่านการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน ภาคธุรกิจ และพันธมิตรจากทั่วโลกให้มาพบกันบนพื้นที่เดียวกัน จนเกิดความร่วมมือ การจับคู่ธุรกิจ และโอกาสการลงทุนที่สามารถต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า SITE 2026 ไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมนวัตกรรมและเครือข่ายสตาร์ตอัปประจำปี แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้เล่นสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน สถาบันการศึกษา นักวิจัย ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจากต่างประเทศ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดการจัดงานสะท้อนความสำเร็จในหลายมิติ โดย SITE 2026 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงการจัดงานกว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจและการลงทุนต่อเนื่องอีกกว่า 800 ล้านบาท  ภายในงานมีการยื่นคำขอจับคู่ธุรกิจ (Business Matching Requests) รวม 467 รายการ และสามารถจับคู่สำเร็จ 165 คู่ธุรกิจ ระหว่าง 81 สตาร์ตอัป กับนักลงทุน 36 ราย (VC/CVC) สะท้อนให้เห็นว่า SITE ได้ก้าวจากเวทีจัดแสดงนวัตกรรมไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงนวัตกรรมกับเงินทุนและตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจแล้ว SITE 2026 ยังสะท้อนความแข็งแกร่งของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยผ่านความร่วมมือของเครือข่ายกว่า 600 องค์กรจาก 13 ประเทศ ครอบคลุมองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพ นักลงทุน และผู้ประกอบการนวัตกรรมจากทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 42,000 คน พร้อมกิจกรรมสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กว่า 70 Sessions โดยวิทยากรระดับประเทศและนานาชาติกว่า 200 คน สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมกำลังกลายเป็นวาระร่วมของทุกภาคส่วน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ดร.กริชผกา กล่าวว่า เมื่อพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความร่วมมือ การสร้างองค์ความรู้ การยอมรับในระดับนานาชาติ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะเห็นได้ว่า SITE 2026 ไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมนวัตกรรมและเครือข่ายสตาร์ตอัปประจำปี แต่ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง “นวัตกรรม – เงินทุน – ตลาด และ ความร่วมมือ” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ The Year of Investment ที่ NIA ขับเคลื่อนมาตลอดปี 2026

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา NIA ทำหน้าที่วางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม ผ่านการบ่มเพาะ การสนับสนุนทุน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ขณะที่ SITE 2026 แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศดังกล่าวเริ่มมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งด้านผู้ประกอบการ นักลงทุน ภาคธุรกิจ และพันธมิตรจากต่างประเทศ จนสามารถเปลี่ยน “โอกาส” ให้กลายเป็น “การลงทุน” และ “ความร่วมมือ” ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อระบบนิเวศเริ่มแข็งแรงและโอกาสการลงทุนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของ NIA จึงต้องก้าวไปอีกขั้น จากการเป็นหน่วยงานสนับสนุนการบ่มเพาะและให้ทุนพัฒนานวัตกรรม สู่การเป็น “ผู้ร่วมลงทุน” (Co-investor) ผ่าน NIA Venture เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนของธุรกิจนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์ศักยภาพแล้ว แต่ยังต้องการเงินทุนเพื่อขยายตลาดและเติบโตในระดับสากล

NIA Venture ได้รับการออกแบบให้เป็นกลไกสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมตลอดเส้นทางการเติบโต ตั้งแต่ Seed Stage ไปจนถึง Pre-IPO ผ่านการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และการเชื่อมโยงเครือข่ายนักลงทุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุน ขยายตลาด และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ระบบบริหารความเสี่ยงและการติดตามผลการลงทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว

ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของ SITE 2026 จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของ The Year of Investment แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดย NIA ได้ประกาศธีม SITE 2027: Scaleup to Global ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทยจากการสร้างนวัตกรรมไปสู่การขยายธุรกิจ การระดมทุน และการสร้างพันธมิตรในระดับนานาชาติ

“หากปี 2569 คือปีแห่งการสร้างโอกาสการลงทุน ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการเร่งการเติบโตสู่ระดับโลก เราต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยไม่เพียงสร้างนวัตกรรมได้ แต่ต้องสามารถสร้างธุรกิจที่เติบโต แข่งขัน และได้รับการยอมรับในตลาดโลก ผ่านการเข้าถึงเงินทุน ตลาด และเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ นี่คือทิศทางใหม่ของ NIA และเป็นก้าวต่อไปของ SITE 2027: Scaleup to Global” ดร.กริชผกา กล่าว

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมภาคีด้านสุขภาพ การเกษตร โภชนาการ และความปลอดภัยอาหาร เปิดข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดของประเทศไทย

ข้อเสนอเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า ล้ง โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดสด และห้างค้าปลีก ไปจนถึงจานอาหาร พร้อมเสนอให้ใช้ “พริก” และ “ส้ม” เป็นกรณีนำร่องในการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบตามสอบย้อนกลับระดับชาติ ก่อนขยายไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่น

ข้อค้นพบดังกล่าวนำเสนอภายในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร: ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร

เวทีมุ่งผลักดันให้การตรวจสารพิษตกค้างไม่สิ้นสุดเพียงการรายงานผลที่ตลาดหรือจุดจำหน่าย แต่ต้องสามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้า ตามกลับไปถึงจุดเกิดปัญหา และนำข้อมูลไปใช้แก้ไขกระบวนการผลิตและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

NCDs ต้องแก้ด้วยความร่วมมือหลายภาคส่วน

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล Scientist, The Centre for Addiction and Mental Health และนักวิจัยประจำโครงการ กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนหรือระบบบริการสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด การศึกษา เศรษฐกิจ และนโยบายของหน่วยงานนอกภาคสุขภาพ

การป้องกัน NCDs จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน โดยความปลอดภัยของอาหารควรเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้สารเคมี วิธีเพาะปลูก การรับรองมาตรฐาน การรวบรวมผลผลิต และการกระจายสินค้า ตลอดจนการทำให้มีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ และอาหาร ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่ออาหารเดินทางมาถึงผู้บริโภคแล้ว

โครงการใช้แนวทาง User-oriented Comprehensive Integrated Knowledge Translation หรือ UCIKT เชื่อมผู้ผลิตความรู้ ผู้ใช้ข้อมูล หน่วยงานนโยบาย และผู้ปฏิบัติงาน ให้ร่วมกำหนดโจทย์ ทำงานวิชาการ และพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

สารตกค้างปริมาณน้อย อาจสร้างความเสี่ยงเมื่อได้รับต่อเนื่อง

ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แม้ผักและผลไม้มีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่กัน สารตกค้างอาจมาจากสารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันเชื้อรา โลหะหนักจากดิน น้ำ หรือปุ๋ย รวมถึงสารจากบรรจุภัณฑ์และชีวพิษบางชนิด

ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงพิษเฉียบพลัน แต่รวมถึงการได้รับสารปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารที่อาจรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ กระตุ้นภาวะเครียดออกซิเดชันและการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึม ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และโรคของระบบประสาท

อย่างไรก็ตาม NCDs เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรสื่อสารจนทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือหยุดบริโภคผักและผลไม้ แต่ควรพัฒนาระบบข้อมูล การเฝ้าระวัง และการตามสอบย้อนกลับ เพื่อให้ประชาชนบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างมั่นใจ

ผลวิจัยชี้ ตรวจพบที่ตลาดแต่ตามกลับไม่ถึงแปลง

รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ซึ่งศึกษาห่วงโซ่อุปทานพริกและส้ม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานดำเนินการตรวจสารพิษตกค้าง แต่ข้อมูลยังแยกกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า สินค้าที่ตรวจพบสารตกค้างมาจากแปลงใด ผ่านผู้รวบรวมหรือล้งใด และควรกลับไปแก้ไขที่จุดใด พริกที่สุ่มตรวจจากปลายน้ำสามารถตามกลับถึงต้นน้ำได้เพียงร้อยละ 7 ส่วนส้มตามสอบกลับได้ร้อยละ 28

ข้อค้นพบสะท้อนว่า จุดรวบรวม คละ และกระจายผลผลิตที่ตลาดค้าส่งใหญ่ โดยเฉพาะล้ง ซึ่งดูแลสินค้าผักและผลไม้สูงถึงร้อยละ 60-80 ของตลาด แต่กลับไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดยรัฐ ทำให้ระบบข้อมูลเฝ้าระวังสารพิษตกค้างตลอดห่วงโซ่อุปทานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ งานวิจัยเสนอให้ยกระดับล้งจากจุดผ่านสินค้า ให้เป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Traceability Hub เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ เนื่องจากเป็นจุดที่ผลผลิตจากเกษตรกรจำนวนมากถูกรวบรวมก่อนกระจายไปยังตลาดทั่วไป

เปิด 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยกระดับความปลอดภัยทั้งห่วงโซ่

1. เพิ่มเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เสนอให้พัฒนามาตรฐานขั้นพื้นฐานด้านการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย (Primary GAP) สนับสนุนค่าใช้จ่ายและสินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อยเพื่อเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน GAP เพิ่มงบประมาณและบุคลากรตรวจรับรอง รวมถึงภาครัฐและเอกชนเปิดพื้นที่สร้างตลาดรองรับผลผลิต GAP ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนหนึ่งยังขาดแรงจูงใจเข้าสู่ระบบ เนื่องจากมีต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตอาจขายได้ราคาไม่แตกต่างจากสินค้า non-GAP การส่งเสริมมาตรฐานจึงต้องเชื่อมโยงกับโอกาสทางตลาดและรายได้ของเกษตรกร

2. ขยายการกำกับดูแลล้ง เสนอให้รัฐกำกับดูแลล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนความรู้ เทคโนโลยี งบประมาณ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการและระบบจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้ล้งมีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูลจากตลาดกลับไปยังแปลงปลูก เช่นเดียวกันกับโรงคัดบรรจุที่มีประกาศฯ386 กำกับดูแล เพื่อให้สามารถตามสอบกลับไปยังต้นทางและแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

3. ปรับการตรวจปลายน้ำให้ใช้ประเมินประสิทธิภาพระบบ เสนอให้ผลการสุ่มตรวจที่ตลาดปลายน้ำถูกนำไปใช้ประเมินว่ามาตรการต้นน้ำและกลางน้ำทำงานได้ผลหรือไม่ ข้อมูลจากการตรวจต้องถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขกระบวนการผลิตให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่ใช้เพียงเพื่อรายงานเพื่อสำรวจสถานการณ์ จำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบสารตกค้าง

4. สร้างความต้องการบริโภคผักและผลไม้ปลอดภัยในกลุ่มผู้บริโภคและเพิ่มตลาดสำหรับผักและผลไม้ปลอดภัย เสนอให้หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานประกอบการ เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อผักและผลไม้ปลอดภัย เปิดพื้นที่จำหน่ายตรงแก่เกษตรกร และสื่อสารแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือแก่ประชาชน การสร้างตลาดจะช่วยให้เกษตรกรที่ลงทุนรักษามาตรฐานได้รับผลตอบแทน ขณะเดียวกันประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าปลอดภัยในราคาที่เหมาะสม และการสื่อสารรณรงค์ให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการบริโภคอาหารปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากผู้ซื้อไม่ได้ต้องการ ผู้ขายก็จะไม่มีแรงจูงใจผลิตอาหารปลอดภัย

ข้อเสนอทั้ง 4 ด้านมุ่งเปลี่ยนระบบเฝ้าระวังจากการตรวจเพื่อรายงานสถานการณ์ ไปสู่ระบบที่สามารถตามสอบย้อนกลับ ป้องกัน และจัดการปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง

ภาคีห่วงโซ่อุปทานร่วมย้ำ ทางออกต้องปฏิบัติได้จริง

ภายในเวทียังมีการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้แทนจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ส้มสายน้ำผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ประกอบการฟาร์มผัก

เสียงจากเวทีสะท้อนร่วมกันว่า การยกระดับความปลอดภัยของผักและผลไม้ไม่ควรดำเนินการด้วยการเพิ่มข้อบังคับหรือภาระแก่ผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงมาตรฐาน ข้อมูล การตรวจสอบ ตลาด เงินทุน และแรงจูงใจเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดให้เกษตรกร ผู้รวบรวม ตลาด และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบ ข้อค้นพบจากกรณีศึกษาพริกและส้มจะถูกนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงระบบ ส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ตลอดจนกลไกด้านอาหารปลอดภัย และภาคีตลาด เพื่อผลักดันระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและจัดการปัญหาได้ตั้งแต่แปลงปลูกถึงจานอาหาร

“อาหารปลอดภัยไม่ควรเริ่มต้นเมื่อสินค้ามาถึงจานของผู้บริโภค แต่ต้องได้รับการออกแบบและดูแลร่วมกันตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า จุดรวบรวม โรงคัดบรรจุ ตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง ไปจนถึงระบบข้อมูลที่สามารถตามกลับไปแก้ไขปัญหาได้จริง”

มูลนิธิโพธิฆเนสโร ร่วมกับ สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดโครงการจาริกศึกษา พุทธภูมิ ‘อินเดีย-เนปาล’

มูลนิธิโพธิฆเนสโร ร่วมกับ สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดโครงการจาริกศึกษา พุทธภูมิ ‘อินเดีย-เนปาล’

มูลนิธิโพธิฆเนสโร ร่วมกับ สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดโครงการจาริกศึกษา พุทธภูมิ ‘อินเดีย-เนปาล’

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการส่งเสริมการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อ มูลนิธิโพธิฆเนสโร โดยมี พระพิฆเนศร์ โพธิฆเนสโร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับ สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิง ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำโดย คุณสุพิชชญา สาคร นายกสมาคมฯ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส ประกาศดำเนินงาน “โครงการศึกษาพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย–เนปาล ประจำปี พ.ศ. 2569” อย่างเป็นทางการ

โครงการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องระหว่าง เดือนมิถุนายน – ธันวาคม พ.ศ. 2569 โดยเปิดรับสมัครทั้งพระสงฆ์ทั่วไปและพระบวชใหม่ เพื่อเข้าร่วมกระบวนการเตรียมความพร้อมและการปฏิบัติธรรมภายในประเทศไทย ซึ่งจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ก่อนเดินทางไปศึกษาภาคสนาม (Field Study) และจาริกแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานสำคัญในต่างประเทศ สำหรับปีนี้จะเดินทางไปยังประเทศอินเดีย ความมุ่งหวังโครงการฯ เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายพระภิกษุสงฆ์ผู้มีอุดมการณ์ในการอนุรักษ์และสืบทอดพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพร

ผสานองค์ความรู้จากคัมภีร์ สู่ประสบการณ์ในสถานที่จริง จากหลักการและเหตุผลของโครงการฯ แม้การศึกษาพระพุทธศาสนาจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ จะมีความสำคัญยิ่งในภาคทฤษฎี แต่หากพระภิกษุสงฆ์ได้มีโอกาสศึกษาจากสถานที่จริง จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในบริบททางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และพัฒนาการของพระพุทธศาสนาได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเดินทางจาริกศึกษาตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน ในประเทศอินเดียและเนปาลในครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาภาคสนามและการปฏิบัติธรรมเชิงลึก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งนำประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาประยุกต์ใช้ในการสั่งสอนและเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้เกิดประโยชน์สุขแก่สังคมในวงกว้างต่อไป

ความต่อเนื่องของโครงการ: ถอดบทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน โครงการจาริกศึกษาในดินแดนพุทธภูมิ โดยมูลนิธิโพธิฆเนสโรและสมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิง ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้จัดขึ้นและดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การจัดโครงการบรรพชาอุปสมบทนาคหมู่เพื่อปฏิบัติธรรมถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งในระยะแรกเริ่มมีพระภิกษุและศาสนิกชนเข้าร่วมศึกษาเรียนรู้นำร่องจำนวนหนึ่ง ต่อมาเมื่อโครงการได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงสมาคมระดับประเทศ ทำให้การดำเนินงานขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสถิติพระสงฆ์และสามเณรเข้าร่วมโครงการในแต่ละช่วง ดังนี้

ช่วงเริ่มต้น (พ.ศ. 2557 – 2562): มุ่งเน้นการสร้างรากฐานและพัฒนาพระภิกษุสงฆ์แกนนำ มีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยประมาณ 30–50 รูปต่อปี

ช่วงขยายผล (พ.ศ. 2563 – 2568): ยกระดับสู่โครงการอบรมและการจาริกแสวงบุญที่มีความพร้อมมากขึ้น โดยมีพระสงฆ์และผู้บรรพชาอุปสมบทหมู่เข้าร่วมรับการอบรมรวมกว่า 100–200 รูปในแต่ละปี

เป้าหมายประจำปี พ.ศ. 2569: มุ่งเน้นคัดสรรพระภิกษุสงฆ์และพระบวชใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงลึก ยกระดับองค์ความรู้ให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับสากล

กำหนดการและช่องทางการติดต่อ “โครงการศึกษาพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย–เนปาล ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙” เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ เดือนมิถุนายน ไปจนถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2569 พระสงฆ์ทั่วไปและผู้ที่ประสงค์จะบรรพชาอุปสมบทใหม่ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การรับสมัคร และร่วมอนุโมทนาในกิจกรรมต่าง ๆ ได้ผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดีย:

Facebook Fanpage: พระพิฆเนศร์ โพธิฆเนสโร

Facebook Profile: สุพิชชญา สาคร

บทบาทและปณิธานขององค์กรผู้ร่วมจัดตั้ง

มูลนิธิโพธิฆเนสโร (ประธานฝ่ายสงฆ์: พระพิฆเนศร์ โพธิฆเนสโร) เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่มีบทบาทในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตลอดจนสนับสนุนการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานและมรดกทางอารยธรรมอันทรงคุณค่า ภายใต้การนำของพระพิฆเนศร์ โพธิฆเนสโร มูลนิธิฯ ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างหลากหลาย อาทิ โครงการปลูกป่าสร้างผืนป่าต้นน้ำเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจนงานสาธารณประโยชน์ร่วมกับเครือข่ายทางสังคม เช่น สโมสรโรตารี มูลนิธิฯ จึงเป็นแกนหลักในการเตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติธรรมและการประสานงาน ณ ดินแดนพุทธภูมิ

สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ประธานฝ่ายฆราวาส: คุณสุพิชชญา สาคร) องค์กรสตรีที่มีประวัติศาสตร์การก่อตั้งและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยมี ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งขึ้น และได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อยู่ “ในพระบรมราชินูปถัมภ์” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในอดีตสมาคมฯ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมและกิจกรรมสาธารณกุศล ปัจจุบันภายใต้การนำของ คุณสุพิชชญา สาคร นายกสมาคมฯ ยังคงสืบทอดปณิธานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษา การสงเคราะห์ผู้ยากไร้ และการร่วมอุปถัมภ์โครงการทางพระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม

ทุกภาคส่วนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รับพระราชทานเทียนพรรษา ทูลกระหม่อมฯ ประจำปี 2569

ทุกภาคส่วนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รับพระราชทานเทียนพรรษา ทูลกระหม่อมฯ ประจำปี 2569

ทุกภาคส่วนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รับพระราชทานเทียนพรรษา ทูลกระหม่อมฯ ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายเทียนพรรษาพระราชทาน ณ วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเทียนพรรษาและสิ่งของบริวารพรรษาแก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่ออัญเชิญไปจุดบูชาพระรัตนตรัยตลอดไตรมาส ซึ่งพระกรณียกิจด้านศาสนูปถัมภ์นี้สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะองค์อัครศาสนูปถัมภก และพระบรมราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชภารกิจในการทำนุบำรุงและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรในแผ่นดินไทยอย่างมั่นคง

ในการนี้ มูลนิธิโพธิฆเนสโร ร่วมกับ สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำโดย คุณสุพิชชญา สาคร กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายกสมาคมฯ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส ได้เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานเทียนพรรษาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งนับเป็นภารกิจมหากุศลและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทั้งสององค์กรได้ร่วมสืบสานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี

สำหรับปีพุทธศักราช 2569 นี้ ทั้งสองหน่วยงานได้ดำเนินโครงการอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปประดิษฐานถวายยังวัดในพื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ จำนวน 3 แห่ง ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีรายละเอียดการจัดพิธีการรับมอบ ดังนี้

วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปถวาย ณ วัดพระธาตุน้ำแพร่หลวงพระบาง ตั้งอยู่ ณ พื้นที่ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยมี พระอธิการชนะพร อคฺคธมฺโม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุน้ำแพร่หลวงพระบาง เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพื้นที่ในการรับมอบ พร้อมด้วย พระพิฆเนศร์ โพธิฆเนสโร และ คุณสุพิชชญา สาคร นำพุทธศาสนิกชนและส่วนราชการท้องถิ่นเจริญพระพุทธมนต์สมโภชอย่างสมพระเกียรติ

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569: อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปถวาย ณ วัดพันเสด็จใน เลขที่ 9/9 หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี พระครูสุภัทรธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดพันเสด็จใน เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์รับมอบเทียนพระราชทาน โดยได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อวินและประชาชนในพื้นที่ร่วมตั้งขบวนแห่อัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 23-24 กรกฎาคม 2569: อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปถวาย ณ วัดถ้ำเขารังไก่ หมู่ที่ 3 ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท โดยมี พระธนเมศฐ์ ปัญญาวโร เจ้าอาวาสวัดถ้ำเขารังไก่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์รับมอบ เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนในภูมิภาคห่างไกลได้น้อมจิตตั้งมั่นสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาร่วมกัน

การร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธิโพธิฆเนสโร สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงฯ หน่วยงานราชการ อปท. และภาคประชาชนในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการรักษาโบราณราชประเพณีอันดีงามไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสืบสานพระกรณียกิจของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในการหลอมรวมดวงใจของคนไทยทุกภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสืบทอดอารยธรรมวิถีพุทธและศาสนสถานให้มั่นคงยั่งยืนสืบไป ทั้งนี้ สามารถติดตาม          กิจกรรมและภาพบรรยากาศ หรือข่าวสารต่าง ๆ เพิ่มเติมผ่านทาง Facebook: kamphaengbhun byสุพิชชญา  https://www.facebook.com/share/1BLCLrEMfs/?mibextid=wwXIfr

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายครอบครัวที่อาจมีบุตร หลาน หรือญาติที่เป็นผู้พิการทางร่างกายและกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาและการประกอบอาชีพ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้พิการจำนวนมากมีความสามารถไม่แตกต่างจากคนทั่วไป หากได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม และได้รับการส่งเสริมด้านอาชีพอย่างถูกต้อง ผู้พิการก็สามารถสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่เป็นภาระต่อครอบครัว และสังคม

ผู้พิการทางร่างกายสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความสามารถ การศึกษา และลักษณะความพิการ ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้พิการสามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัล เช่น เจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูล แอดมินเพจ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าออนไลน์ นักออกแบบกราฟิก นักตัดต่อวิดีโอ โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาเว็บไซต์ นักเขียนคอนเทนต์ หรือผู้ดูแลสื่อออนไลน์ รวมถึงการประกอบอาชีพอิสระ อาทิ การขายสินค้าออนไลน์ งานฝีมือ งานประดิษฐ์ ตลอดจนงานช่างเฉพาะทาง เช่น ช่างคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ ช่างซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบาริสต้า เป็นต้น

ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้พิการ โดยหนึ่งในนั้นคือ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายได้เข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ข้อมูลจาก นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน 

ปัจจุบันวิทยาลัยฯ เปิดการเรียนการสอนให้คนพิการได้เรียนในหลักสูตรต่างๆทั้งปวช.-ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงการศึกษาแบบเรียนโรงเรียนประจำจนจบระดับ ปวช. – ปวส. และช่วยให้มีงานทำ ช่วยเหลือตัวเอง-ครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้มีความเหมาะสมด้านอาชีพของคนพิการ และตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ เพื่อทำให้ผู้เรียนมีความสามารถระดับมืออาชีพในอนาคต มีหลักสูตรการเรียนการสอน 3 หลักสูตร คือ (1) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า) (2) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ และ (3) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15 ปี ขึ้นไป

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2569 วิทยาลัยฯ ยังจัดได้ โครงการ “นวัตกรรมอาชีพเพื่อคนพิการ : สร้างงาน สร้างรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้พิการให้มีทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยการฝึกอบรม 7 หลักสูตรอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ได้แก่

  • นวัตกรรมการพิมพ์ 3 มิติ: ฝึกออกแบบและผลิตชิ้นงาน 3 มิติเพื่อพัฒนาสินค้าต้นแบบและจำหน่ายออนไลน์
  • บาริสต้ายุคใหม่ สู่ธุรกิจร้านกาแฟขนาดย่อม : ฝึกทักษะการชงเครื่องดื่มและบริหารจัดการร้านกาแฟ
  • บริหารจัดการธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจร : เรียนรู้ระบบหลังร้านและการบริหารต้นทุน
  • ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และฉลากสินค้าดิจิทัล : ฝึกผลิตป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ และฉลากสินค้า
  • นวัตกรรมงานพิมพ์สู่ธุรกิจสินค้าพรีเมียม: ฝึกพิมพ์ลวดลายบนวัสดุหลากหลายเพื่อสร้างสินค้าสั่งทำพิเศษ
  • ศิลปะตกแต่งเล็บเจล สู่ธุรกิจความงาม : ฝึกทักษะช่างทำเล็บเจลเพื่อประกอบอาชีพอิสระ
  • พัฒนาทักษะช่างเทคนิค สู่ศูนย์บริการซ่อมบำรุง : ฝึกซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

โครงการฯดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างทักษะวิชาชีพให้แก่คนพิการเท่านั้น แต่ยังเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมการจัดการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายในศูนย์ฝึกอาชีพ รวมถึงการสร้างโมเดลธุรกิจจำลอง เพื่อให้คนพิการได้ฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการ การผลิตและการให้บริการในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะเฉพาะทางสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพที่ยั่งยืนได้  ช่วยยกระดับทักษะวิชาชีพของคนพิการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 80 คน และคาดว่าในปีหน้าจะมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน โดยวิทยาลัยฯ เชื่อว่าการมอบการศึกษาและทักษะอาชีพไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่คือการมอบ “โอกาส” ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้พิการ ให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อีกหนึ่งภาคเอกชนที่ร่วมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้พิการ คือ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งได้มอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน เปิดโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพ อันจะนำไปสู่การมีอาชีพ มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ วิทยาลัยฯ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ภาคธุรกิจ องค์กร และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่เยาวชนผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่บัญชี 295-6-00370-4 หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645 เพราะทุกการให้ คือการร่วมสร้างโอกาสให้ผู้พิการก้าวสู่การมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2569

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิเป ที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย แห่งสเปน เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ ณ สนามในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ในการนี้ เจ้าหญิงเลโอนอร์ และเจ้าหญิงโซเฟีย โดยเสด็จด้วย ทุกพระองค์พระราชทานกำลังใจแก่นักฟุตบอลทีมชาติสเปน จนสามารถเอาชนะทีมอาร์เจนตินาได้ 1-0 แฟนพันธุ์แท้บอลโลกบอกตรงกันว่าทีมสเปนเหนือกว่าทีมอาร์เจนตินาทุกรูปแบบ
  • คุณหญิงน้อง ม.ร.ว. ปรียนันทนา รังสิต ผู้ดูแลวังวิทยุ วังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ฝากบอกว่า หนังสือเกิดวังไม้ ฉบับปรับปรุงล่าสุด พิมพ์ครั้งที่ 4 เสร็จเรียบร้อย พร้อมจำหน่ายแล้ว ราคาเล่มละ 500 บาท หาซื้อได้ที่ร้านริมขอบฟ้า ร้าน Museum Book Shop ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และร้านอาหารกัลปพฤกษ์ ถนนประมวล และสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้ที่มูลนิธิวิภาวดีรังสิต โทรฯ 02-6514480-85
  • คุณชายแจ๊ค ม.ร.ว. โสรัจจ์ วิสุทธิ เจ้าของร้านอาหารท่านหญิง ร้านอาหารไทยชาววังตำรับวังศุโขทัย โดย ม.จ. หญิง สุลัภวัลเลง วิสุทธิ ร้านอยู่ที่ถนนประมวญ สีลม แจ้งข่าวว่าร้านท่านหญิงปิดปรับปรุงกิจการชั่วคราว ไม่ได้ปิดถาวรตามข่าวลือต่าง ๆ งานนี้คุณชายแจ็คบอกว่าหากใครคิดถึงรสชาติอาหารไทยตำรับวังศุโขทัยโปรดอดใจรอสักหน่อย แล้วจะกลับมาพบกันในเร็ว ๆ นี้
  • ลิซา ลลิษา มโนบาล ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ไปร่วมแสดงความยินดีกับ ญาญา อุรัสยา สเปอร์บันด์ กับ ณเดชน์ คูกิมิยะ ในงานแต่งงานซึ่งจัดที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อค่ำวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 งานนี้นอกจากจะมีคนเด่นโด่งดังไปร่วมแล้ว ยังเป็นที่สนอกสนใจว่าเจ้าสาวและลิซาเลือกสวมใส่ชุดจากแบรนด์ดังชื่ออะไร ปรากฏว่าเจ้าสาวเลือกชุดจากแบรนด์ Georges Hobeika แฟชันระดับโอต์กูตูร์ (Haute Couture) ที่มีจุดเด่นคืองานปักดอกไม้และผ้าลูกไม้สุดอลังการทั้งชุด ส่วนชุดของลิซา เป็นไหมซาติน จากแบรนด์ VVon Sugunnasil ออกแบบโดย วร-ทัตวร สุกัณศีล พร้อมเครื่องประดับสุดหรูจาก BVLGARI
  • วร-ทัตวร สุกัณศีล ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์หรูไทยแท้ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร สาขาการแสดง เอกการออกแบบเพื่อการแสดง ปัจจุบันทำเสื้อผ้าให้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ด้วยความสุดเนี้ยบ สุดเฉียบของผลงาน ทำให้แบรนด์ VVON Sugunnasil เป็นที่ยอมรับในวงการแฟชันชั้นสูงนานาชาติ 

Victor Lee