กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ปิยะรัฐชย์ เผยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยสัก จังหวัดเชียงราย มุ่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 2 พันไร่

8 มิถุนายน 2569 นางสาว ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วานนี้ เปิดเผยว่า จากการได้ลงพื้นที่มาพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับทราบถึงปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ และมีความต้องการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอีกเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมผลักดันโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงภาคการเกษตร บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพื่อจัดการปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ

โดยได้มีการตั้งกรอบงบประมาณดำเนินการไว้จำนวน 45 ล้านบาท ประกอบด้วยการ​ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพิ่มความจุน้ำรวม 400,000 ลูกบาศก์เมตร การ​ก่อสร้างคลองส่งน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กระยะทางรวม 2.2 กิโลเมตร รวมถึงการปรับระดับพื้นที่การเกษตรกว่า 500 ไร่ และการก่อสร้างระบบลำเลียงน้ำในไร่นาระยะทาง 2.3 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งถังพักน้ำ และระบบกระจายน้ำด้วยท่อ PE ความยาวอีก 2 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หากได้รับการพิจารณาอนุมัติ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำในตำบลท่าสุด รวมถึงตำบลใกล้เคียงเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกว่า 2,000 ไร่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ยังได้มอบพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้ทุกครัวเรือนนำไปเลี้ยงเป็นแหล่งโปรตีนและแหล่งอาหารในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพประจำวัน และในอนาคตยังสามารถต่อยอดจับขายเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่งด้วย พร้อมย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะน้ำและอาหารคือหัวใจสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย.

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.46 น.

“รมว.ทส. สุชาติ” ลุยตรวจอุทยานฯ สิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต  พร้อมมอบนโยบายเข้มข้น ยกระดับสู่ “Green & Digital Park” มุ่งโปร่งใส-ไร้ทุจริต

8 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เพื่อตรวจราชการและติดตามการบริหารจัดการพื้นที่ภายในอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ตลอดจนเร่งรัดความคืบหน้าการดำเนินคดีกรณีบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ อย่างใกล้ชิด โดยมี นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และผู้บริหาร ทส. ร่วมลงพื้นที่และรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้

นายปภาวิน หยังหลัง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ รายงานข้อมูลพื้นฐานอุทยานแห่งชาติสิรินาถ (ลำดับที่ 31 ของประเทศ) มีเนื้อที่รวม 56,250 ไร่ (พื้นที่ทางทะเล 42,500 ไร่ และพื้นที่ทางบก 13,750 ไร่) ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไม้ขาว ตำบลสาคู และตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยปัจจุบันอุทยานฯ มุ่งเน้นผลงานเชิงรุกในการปราบปรามการบุกรุกที่ดินและการทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มทุน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว พร้อมกางแผนยกระดับสู่การเป็นอุทยานแห่งชาติสีเขียวและดิจิทัลในอนาคต สำหรับการดำเนินงานเชิงรุกด้านคดีความและการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ปัจจุบันมีคดีหลักที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกัน 13 คดีพิเศษในพื้นที่

อุทยานฯ ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยกวดขันร้านค้าตามแนวคิด Zero Waste (ขยะเหลือศูนย์) เพื่อการจัดการทรัพยากรและการใช้ชีวิตเพื่อลดขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือไม่ให้มีขยะเหลือทิ้งสู่หลุมฝังกลบและเตาเผา โดยยึดหลักการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง หมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

ในโอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ และข้าราชการในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด (กระบี่ พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช) โดยเน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. การสะสางและป้องกันปัญหาคดีความ: ปัญหาคดีบุกรุกที่ดินที่ผ่านมาต้องดำเนินการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยึดหลักกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเลือกคดีที่มีความพร้อมเพื่อยื่นฟ้องต่อสู้คดีต่อไป
2. การป้องกันการบุกรุกใหม่และการจัดระเบียบ: เน้นย้ำว่าในยุคปัจจุบันจะต้องไม่มีปัญหาคดีบุกรุกใหม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้จัดระเบียบการท่องเที่ยวและร้านค้าชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม
3. ความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส: ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลโดยเด็ดขาด

รมว.ทส. กล่าวทิ้งท้ายว่า อุทยานแห่งชาติสิรินาถมีความสำคัญต่อจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาพื้นที่นี้ไว้โดยการจัดระเบียบการท่องเที่ยวและการค้าขายตลาดชุมชนให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้แล้วยังให้ร่วมกันทำความสะอาด เก็บขยะ ย้ายของใช้และเรือที่ถูกทิ้งไว้ในอุทยานฯ ออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความสวยงาม เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวต่อไป

ในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่นั้น รมว.ทส. เน้นย้ำว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คนที่คิดจะครอบครองที่ของรัฐ ต้องโดนดำเนินคดีทุกราย และสุดท้ายขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของจังหวัดภูเก็ตให้ยั่งยืนสืบไป.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

'ในหลวง-พระราชินี' ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วันที่ 7 มิ.ย.2569 เวลา 19.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ  Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ถนนเจริญกรุง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด พร้อมด้วย คณะกรรมการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด และคณะกรรมการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง  เฝ้า ฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จเข้าภายในโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้แทนนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และ นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ซึ่งจัดขึ้นด้วยได้รับความร่วมมือจากศิลปิน นักร้อง นักแสดง รวมใจจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเป็นการถวายพระพรชัยมงคลแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแบบอย่างในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

“เอเดลไวส์” (Edelweiss) พรรณไม้งามที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงโปรด และทรงสนพระราชหฤทัย โดยทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มูลนิธิโครงการหลวงทำการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกจนสามารถขยายพันธุ์ และปลูกเลี้ยงได้สำเร็จในประเทศไทย ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ “เอเดลไวส์” (Edelweiss) เปรียบเสมือน “ราชินีดอกไม้แห่งเทือกเขาแอลป์” เป็นสัญลักษณ์ “ดอกไม้แห่งรักแท้” เป็นดอกไม้ขนาดเล็กมีสีขาวนวล ผิวสัมผัสนุ่มราวหิมะ ขึ้นเป็นช่อรูปดาวมีใบประดับสีขาวล้อมรอบดอกย่อยสีเหลืองตรงกลาง แม้จะถูกเด็ดดอกลงมาจากต้นแล้ว รูปร่างของดอกจะยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลงหรือเหี่ยวเฉา เป็นความงดงามที่แข็งแกร่ง สื่อถึงความรักแท้ที่มั่นคงและความงาม ที่บริสุทธิ์ คณะผู้จัดงานจึงได้นำมาเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ โดยร้อยเรียงบอกเล่าผ่านการแสดงจากกลีบดอกเอเดลไวส์


จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดง (Edelweiss) : พราวพร่างกลางดวงใจ จำนวน 5 องก์ 

องก์ที่ 1 “บทเพลงเริงสราญ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละครเพลงบรอดเวย์ระดับโลก บรรเลงดนตรีโดยวงเฉลิมราชย์ ควบคุมวงโดย นายวิรัช อยู่ถาวร(ศิลปินแห่งชาติ) ขับร้องโดย นายธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) นางสาวนนทิยา จิวบางป่า(เจี๊ยบ) นายกิตตินันท์   ชินสำราญ(กิต) นางสาวกุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด(แก้ม) จ่าอากาศเอก หญิง ทิพย์รมิดา พันตาวงษ์กบิล(พลอย)  นางสาวภัทรานิษฐ์ เพฑูริยาเวทย์(เมจิ)  นางสาวกนกวรรณ อินทรพัฒน์(อุ๊บอิ๊บ) และนักแสดงนาฏลีลา ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความหวัง ความผูกพัน และความงดงามของชีวิตผ่านบทเพลงและนาฏลีลา

องก์ที่ 2 “ขับขานความทรงจำ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละคร ภาพยนตร์และบทเพลงร่วมสมัยที่อยู่ในความประทับใจของประชาชนชาวไทย สะท้อนเรื่องราวแห่งความรัก ความเสียสละ วิถีชีวิต และความผูกพันของผู้คนในสังคมไทย ถ่ายทอดโดย ๓ ศิลปินแห่งชาติ นายสุประวัติ ปัทมสูต นายศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ และนายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ วัฒนจัง(ชมพู ฟรุตตี้) นายเกษม ศรีสมบูรณ์(เต๋า ภูศิลป์) นายโชคชัย   หมู่มาก(แอ๊ค) นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญ(ผิงผิง) นางสาวเปาวลี พรพิมล (เปา) และนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง

องก์ที่ 3 “เลิศล้ำปรีชาญาณ” การแสดงศิลปะท้องถิ่นหนังตะลุงและโนราห์ เพื่อสนองพระราโชบาย ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทย นำมาผูกร้อยเรียงเรื่องราวพระราชกรณีกิจของพระองค์ อาทิ ด้านการบิน ด้านการทหาร ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านกีฬา และด้านสังคม ถ่ายทอดผ่านตัวละครผู้ถูกปลุกจากผืนหนังตะลุงมามีชีวิต แสดงโดย : 7 นางเอกหนังตะลุง จากวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง  

องก์ที่ 4  “สืบสานพัสตราภรณ์ไทย” ถ่ายทอดพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทย ตลอดจนงานหัตถศิลป์อันเป็นมรดกภูมิปัญญาของชาติ ผ่านนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนกระบวนการผลิตผ้าไทยจาก ต้นทางสู่ผืนผ้าอันวิจิตรงดงาม 

องก์ที่ 5 “Edelweiss รักแท้แด่ปวงชน” ถ่ายทอดความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการขับร้องประสานเสียงโดยคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย Thai Youth Choir (TYC) และศิลปินนักร้องทุกท่าน โดยปิดท้ายด้วยบทเพลง “ยิ่งนานก็ยิ่งรัก” อันสะท้อนความรัก ความผูกพันและความปลาบปลื้มใจของพสกนิกรที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯจบแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต กรรมการ บริษัท สหศินิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณาเบิกผู้แทนคณะทำงานและคณะนักแสดง
เข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้ตามลำดับ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน 

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังด้านหน้าโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยมีคณะกรรมการ และคณะนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ส่งเสด็จ เมื่อสมควรแก่เวลา เสด็จฯไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก 2569 (World Blood Donor Day 2026) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ ภายใต้แนวคิด “One Drop of Humanity. Give Blood Save Lives – โลหิตทุกถุง บริจาคเพื่อมนุษยชาติ ให้โลหิต ให้ชีวิต” ระหว่างวันที่ 8-14 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station)  ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ        ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ในกรุงเทพฯ พร้อมรับเสื้อยืดสุดพิเศษ “World Blood Donor Day 14th JUNE” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) สหพันธ์ ผู้บริจาคโลหิตระหว่างประเทศ (FIODS) และสมาคมบริการโลหิตระหว่างประเทศ (ISBT) กำหนดให้วันที่  14 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันผู้บริจาคโลหิตโลก เพื่อระลึกถึง ดร.คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner)  ชาวออสเตรีย ผู้ค้นพบหมู่โลหิตระบบเอบีโอ และได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1930 ถือว่าเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานบริการโลหิตทั่วโลก สภากาชาดทั่วโลก จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมงานด้านบริการโลหิต และเพื่อขอบคุณผู้บริจาคโลหิตทั่วโลก ที่ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  สร้างความตระหนักถึงความจำเป็นของการบริจาคโลหิตเป็นประจำและสม่ำเสมอ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ ปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ป่วย ตลอดจนเพื่อสำรองโลหิตในสถานการณ์ฉุกเฉิน ภัยพิบัติ และความขัดแย้งต่าง ๆ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย 

วันผู้บริจาคโลหิตโลก ในประเทศไทยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 สำหรับในปีนี้ วันผู้บริจาคโลหิตโลก 2569  (World Blood Donor Day 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 14 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด “One Drop of Humanity. Give Blood Save Lives – โลหิตทุกถุง บริจาคเพื่อมนุษยชาติ ให้โลหิต ให้ชีวิต” สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผ่านพลังแห่งการให้จากการบริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อส่งต่อ  ลมหายใจ และโอกาสในการมีชีวิตใหม่ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

สุวิช สุทธิประภา พิธีกรจากรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง

โดย สุวิช สุทธิประภา พิธีกรมากความสามารถ จากรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง ได้เชิญชวนบริจาคโลหิต 

พิเศษ ! สำหรับผู้บริจาคโลหิต จะได้รับเสื้อยืดคอลเลกชันสุดพิเศษ “World Blood Donor Day 14th JUNE” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ ร่วมบริจาคโลหิต ได้ที่

• ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  

• หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 6 แห่ง ได้แก่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค  สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

• ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

• โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า,  สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลตำรวจ, คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, โรงพยาบาลราชวิถี  และโรงพยาบาลสิรินธร 

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดกิจกรรม “DROP YOUR DROP” เชิญชวนผู้คนทั่วโลกร่วม “เติมเต็มโลหิต” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์ https://www.elyx.net/who_wbdd26 หรือสแกน QR CODE  “DROP YOUR DROP” พร้อมแชร์ชวนเพื่อนอีก 7 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคโลหิต ติดแฮชแท็ก #OneBlood #WorldBloodDonorDay แสดงจุดยืนของความเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี และพลังแห่งการช่วยชีวิตผู้คน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

โชคชัย  รักศรีอักษร รองประธานเจ้าหน้าที่สายงานบริหารงานบุคคล กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ ดร.อิทธิกร ศรีจันบาล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ในโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” ระหว่าง บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกแก่พนักงาน และผู้ประกอบการร้านค้าในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งขับเคลื่อนระบบการจัดเก็บวัสดุรีไซเคิล เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งสร้างสมดุลทางระบบนิเวศและพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่ต่อไป

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

คำว่า You are what you eat. บ่งบอกชัดเจนว่า สุขภาพของคุณ คือผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุก ๆ วัน ถ้ากินของดีมีคุณประโยชน์ สุขภาพก็จะดี ไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ก็จะ happy

วันนี้เรามาพูดถึงอาหารการกิน และเครื่องดื่มของคนยุคปัจจุบัน เพราะยุคนี้อยู่บ้าน แต่ต้องมีสตางค์ด้วยนะ ก็สามารถมีของกินของใช้ไปส่งถึงบ้าน เรียกว่ามีของไปส่งถึงที่ แถมของกินในยุคนี้หาซื้อได้สะดวกตลอดเวลาไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่นสังเพียงใดก็หาได้ ราคาก็ถูกพอประมาณ แล้วยังเก็บไว้ได้นานหากเก็บถูกกรรมวิธี แถมมีรสชาติดี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับอาหารแปรรูป หรือ processed food มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว เรากินสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เรากินและกิน แต่ไม่ได้กินเพื่ออิ่ม หรือหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่บางคนกินเพราะเห็นว่ามันอร่อย อยากกิน กินแล้วก็อยากกินต่อไปเรื่อย ๆ

แต่รู้ไหมว่า อาหารและเครื่องดื่มบางอย่างเต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมัน เกลือ และสารปรุงแต่งต่าง ๆ ในระดับที่กระตุ้นความพึงพอใจ ทำให้เรากินได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่มง่าย แม้อาหารเหล่านั้นอาจไม่มีพิษโดยตรง แต่เป็นอาหารที่ทำให้เรากินจนเกินความพอดี แล้วเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ทุกวันนี้ คนจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เพราะกินของที่อยากกินจนเกินขนาด แต่หลายคนก็กังวลว่าสิ่งที่กินเข้าไปอาจไม่ดีต่อสุขภาพ จึงพยายามค้นหาว่าอะไรที่ห้ามกิน และอะไรคืออาหารพิเศษที่ช่วยกู้สุขภาพที่เริ่มเสื่อมทรุดให้กลับคืนมาดี ทำให้ประเด็นเรื่องการกิน ซึ่งควรจะเป็นเรื่องง่ายของชีวิต กลับกลายเป็นที่เรื่องซับซ้อนสำหรับใครหลายคน

เมื่อเรากินมากจนอ้วน เราก็หันไปหา clean food แล้วยอมจ่ายเงินมาก ๆ เพื่อหวังได้อาหารที่ไม่ปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป ต้องการรสชาติกลาง ๆ แต่เมื่อเริ่มป่วย หรือกังวลเรื่องสุขภาพ เราก็พยายามหา super food มากิน ด้วยความหวังว่าจะได้สารต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

แต่ในความเป็นจริง สุขภาพที่ดี อาจไม่ต้องเริ่มจากอาหารที่มีคำจำกัดความพิเศษ หรือราคาแพงเสมอไป แค่ลดอาหารที่ไม่เหมาะสมลง ลดอาหารแปรรูป ลดหวาน มัน เค็ม แล้วกินอาหารธรรมดาที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ก็ดีต่อร่างกายแล้ว

หนึ่งในคำแนะนำสำคัญที่แพทย์หรือเภสัชกรมักบอกกับผู้ป่วยควบคู่กับการใช้ยา คือ ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ต้องลด ละ เลิก การกิน การอยู่ที่ผิดสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มักถูกแนะนำให้ลดอาหารเค็ม ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเกลือเท่านั้น แต่รวมถึงการระวังโซเดียม (เกลือ) ที่แฝงอยู่ในอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป และอาหารที่ถูกถนอมด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วย

ผู้ป่วยเบาหวาน มักถูกแนะนำให้ลดของหวาน ลดเครื่องดื่มรสหวาน รวมถึงอาหารประเภทแป้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว อาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้
การปรับพฤติกรรมการกินการอยู่ประจำวัน นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรักษาด้วยยาได้ผลดีขึ้น แต่หากยังใช้ชีวิตแบบเดิม กินแบบเดิม แต่หวังให้ยาแก้ปัญหาทุกอย่าง สุดท้ายเมื่อควบคุมโรคไม่ได้ ก็อาจต้องเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยามากขึ้นเรื่อย ๆ

หลายคนอาจเผลอคิดว่าการแก้ปัญหาสุขภาพเป็นหน้าที่ของหมอหรือยา แต่ที่จริงแล้ว โรคหลายโรคไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว กว่าจะป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม หรือเก๊าท์ เราต้องใช้เวลากินและใช้ชีวิตแบบไม่เหมาะสมมานานเป็นสิบปี

ดังนั้น เมื่อเริ่มรักษาโรค เราจึงต้องเข้าใจว่ายาส่วนใหญ่ ทำหน้าที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุสำคัญอย่างพฤติกรรมการกินการอยู่ คือเรื่องจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมกัน
คำแนะนำพื้นฐานที่ผู้ป่วยมักได้รับ คือควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากมองตามความเป็นจริงแล้ว การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการลากพาตัวเองไปวิ่ง หรือเข้าฟิตเนสเสียอีก ในชีวิตจริงนั้น คงไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา หากบางวันอยากกินอะไรที่ดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพบ้าง เช่น ไส้กรอกแดงทอดคู่ชาเย็นหวานจัด ทั้งที่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเลี่ยงหวาน มัน เค็ม จำกัดแป้ง แล้วยังพยายามไม่กินอาหารแปรรูปอย่างเบคอน ไส้กรอก กุนเชียง หรือแหนม ก็ไม่ได้แปลว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาเสียเปล่าไปแล้ว

ขอย้ำว่า การดูแลสุขภาพไม่ใช่การแข่งขันเพื่อความสมบูรณ์แบบ ความพยายามที่ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ยังดีกว่าไม่เริ่มทำอะไรเสียเลย อย่างน้อยก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษา ช่วยชะลอการดำเนินของโรค ช่วยลดโอกาสเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยาที่ต้องกินได้ ดังนั้น ผู้ป่วยหลายราย หากสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินการอยู่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยควบคุมโรคได้ดี ดังนั้น การคุมอาหารและการใช้ชีวิตให้สมดุล ก็สามารถลดหรือหยุดยาได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้สะท้อนได้ชัดเจน และมีเหตุผลอย่างมาก กับการพูดประโยคสั้น ๆ ว่า You are what you eat. และคำนี้ยังคงเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รมว. พม. นำทีมติดเข็มกลัด Pride Month ให้นายกฯ และ ครม. ร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม หนุนไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

รมว. พม. นำทีมติดเข็มกลัด Pride Month ให้นายกฯ และ ครม. ร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม หนุนไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

รมว. พม. นำทีมติดเข็มกลัด Pride Month ให้นายกฯ และ ครม. ร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม หนุนไทยเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วย ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และภาคีเครือข่าย ติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 ให้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเป็นการแสดงออกในการร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) ซึ่งตรงกับเดือนมิถุนายนของทุกปี และเพื่อประกาศว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมสนับสนุนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศ ภายใต้แนวคิดหลัก “การยกระดับการพัฒนาเชิงนโยบายระดับจังหวัดหรือเมืองที่โอบรับสิทธิและความเท่าเทียมระหว่างเพศ”  อีกทั้ง สนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) เพื่อร่วมสดุดีและระลึกถึงเหตุการณ์การจลาจลสโตนวอลล์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โอกาส และเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมในสังคมตามหลักการสิทธิมนุษยชน และต่อมา มีการขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทุกเพศภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของบุคคลทุกเพศในสังคม ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ซึ่งเชื่อว่า Pride Month จะไม่จำกัดเฉพาะเรื่องเพศ แต่เป็นช่วงเวลาที่บุคคลทุกคนได้รับการยอมรับและได้ภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งยอมรับและการเคารพในความแตกต่างหลากหลายของบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน

ปี 2569 กระทรวง พม. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันผลักดันยกระดับการพัฒนาเชิงนโยบายระดับจังหวัดหรือเมืองที่โอบรับสิทธิและความเท่าเทียมระหว่างเพศ และการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030” โดยมีการจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) เพื่อการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพระดับโลก WorldPride 2030 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจาก 57 จังหวัด 1 เมือง ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่สะท้อนให้เห็นว่าในระดับจังหวัดหรือเมืองมีความพร้อมร่วมกันส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในทุกมิติ

ทั้งนี้ กิจกรรมตลอดช่วง Pride Month ในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ จะสะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนพร้อมใจกันร่วมส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศในประเทศไทยอย่างจริงจัง และกระทรวง พม. พร้อมประสานความร่วมมือและสนับสนุนทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่โอบรับทุกความแตกต่างหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนทุกกิจกรรมให้ประเทศไทยก้าวเป็นเจ้าภาพจัดงาน WordPride 2030

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

ผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำได้

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เป็นการรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงหรือได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถใช้เข่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากข้อเข่าเทียมที่เคยผ่าตัดไว้เกิดปัญหาและในบางกรณีผู้ป่วยอาจมีความจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดใหม่ หรือที่เรียกว่า Revision knee surgery ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน โดยในปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Rosa Knee ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โดยทั่วไปหากผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมาแล้ว จะสามารถใช้งานได้นานโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำ แต่ในบางกรณีอาจเกิดปัญหากับข้อเข่าเทียมจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไข เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจและมั่นคง ซึ่งจะต้องผ่าตัดแก้ไขบางส่วนหรือทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิดขึ้น

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี 

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม ได้แก่ การเสื่อมของข้อเข่าเทียม ข้อเข่าเทียมส่วนใหญ่มักมีอายุการใช้งานประมาณ 15-20 ปี แต่ในบางกรณีอาจเสื่อมเร็วกว่าปกติเนื่องจากการใช้งานหนัก, ข้อเข่าเทียมหลวม เมื่อเวลาผ่านไปกระดูกที่รองรับข้อเทียมอาจสูญเสียมวลกระดูก ทำให้ข้อเทียมหลวมและก่อให้เกิดอาการปวดและการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ, การแตกหักของกระดูกบริเวณรอบข้อเข่าเทียม (Periprosthetic Fracture) เกิดจากที่กระดูกบริเวณรอบข้อเทียมอาจได้รับบาดเจ็บหรือแตกหักจากอุบัติเหตุ เช่น การล้ม  ,ความผิดปกติของแนวข้อเข่า (Malalignment) และข้อเข่าทำงานผิดปกติ (Instability) หากข้อเข่าเทียมถูกติดตั้งผิดตำแหน่งจากการผ่าตัดครั้งแรก อาจทำให้เกิดแรงกดที่ไม่สมดุล นำไปสู่ความไม่มั่นคงของข้อเข่าและการสึกหรอที่รวดเร็ว, การติดเชื้อบริเวณข้อเข่าเทียม (Periprosthetic Joint Infection – PJI) การติดเชื้อเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนหลังการผ่าตัดหรือเกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อในร่างกายที่แพร่กระจายมาสู่ข้อเข่า

อาการผิดปกติที่บ่งบอกว่าอาจจะต้องพิจารณาการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม ได้แก่ อาการปวดข้อเข่าเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้นแม้ได้รับการรักษาด้วยยา, รู้สึกว่าข้อเข่าหลวม หรือมีเสียงผิดปกติขณะเคลื่อนไหว, มีอาการบวมแดงหรืออักเสบที่ข้อเข่า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ, ไม่สามารถยืดหรือพับเข่าได้เต็มที่, และอาจมีภาวะขาโก่งผิดรูปเนื่องจากข้อเข่าเสื่อม ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้แพทย์อาจแนะนำให้ทำการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการรักษาหรือผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียมเดิม

การผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม (Revision knee surgery) เป็นการรักษาที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากต้องจัดการกับกระดูกที่เหลือน้อยลงและปรับตำแหน่งข้อเทียมให้เหมาะสม ปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยี Rosa knee หรือ CORI หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เข้ามาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Rosa knee หรือ CORI จะประกอบไปด้วยแขนกล 2 แขน คอยควบคุมและกำหนดตำแหน่งในการตัดแต่งเตรียมผิวข้อเข่า ช่วยวัดอุปกรณ์และขนาดของข้อเข่าเทียม รวมถึงมีซอฟต์แวร์ช่วยวางแผนและจำลองการผ่าตัดล่วงหน้า ทำให้การผ่าตัดมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์ Rosa knee หรือ CORI ช่วยผ่าตัดไม่จำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่เหมือนเมื่อก่อน และไม่จำเป็นต้องรุกล้ำภายในช่องกระดูก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดและเสียเลือดมาก

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ Rosa Knee หรือ CORI ได้แก่ ความแม่นยำสูง: แขนกลหุ่นยนต์ช่วยให้แพทย์ผ่าตัดได้แม่นยำ ลดโอกาสผิดพลาด, แผลผ่าตัดเล็ก: แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม, เลือดออกน้อย: เลือดออกน้อยกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม, เจ็บปวดน้อย: ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง, ฟื้นตัวเร็ว: ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว ใช้เวลาพักฟื้นสั้นลง สามารถลุก ยืน เดินได้ภายใน 12 ชั่วโมง, การเคลื่อนไหวดีขึ้น: ผู้ป่วยสามารถกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น

ถึงแม้ว่าการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม (Revision Knee Surgery) จะเป็นแนวทางการรักษาที่สำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาจากข้อเข่าเทียมเดิม แต่การได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ครั้งแรก อาจช่วยลดโอกาสในการผ่าตัดซ้ำได้

คุณแหน : 8 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 8 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 8 มิถุนายน 2569

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มาดามเก่ง ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ นักธุรกิจหญิงเก่งและแกร่งคนหนึ่งของไทย บอกว่าเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ ที่รุมเร้า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พิจารณาตัวเองก่อนว่าเราผิดจริงหรือไม่ แล้วเจริญสติ แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ไม่พยายามผูกใจเจ็บคิดอาฆาตคนที่สร้างเรื่องให้ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่ดำเนินคดีเพื่อนำตัวคนทำผิดไปลงโทษตามครรลองของกฎหมาย แต่ยังย้ำว่า กฎแห่งกรรมก็คือกฎแห่งกรรม ส่วนกฎหมายก็คือกฎหมาย ต้อง balance ทั้งสองเรื่องให้ดี ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกลงโทษ ส่วนกฎแห่งกรรมจะตามมาเองในวันเวลาที่เหมาะสม
  • หลายคนถามเรื่องอากงของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับ Victor Lee เมื่อถามมาแบบนี้ก็ต้องถามกลับว่า จะเอาอากงจริง ๆ หรือระบบอากงที่กำลังตกเป็นข่าว หากเน้นอากงจริง ๆ ก็มีชื่อว่าชื้น (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย) แต่หากค้นจาก AI Overview ก็บอกว่าชื่อบุญช่วย สรุปคือต่างแหล่งต่างบอกไปคนละชื่อ ส่วนระบบอากงที่ตกเป็นข่าวชื่อ ต่อศักดิ์ โชติมงคล เป็นรุ่นพี่วิศวะ จุฬาฯ อดีตคือผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ และอดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่ากรุงเทพฯ ที่ชื่อชัชชาติ ถามว่าทำไมถูกเรียกว่าอากง ตอบว่าเพราะอายุมากแล้ว นักข่าวก็เลยเรียกอากง แต่ชัชชาติไม่เคยเรียกต่อศักดิ์ว่าอากง แต่เรียกพี่ต่อ ส่วนพ่อแม่ของชัชชาติคือเสน่ห์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และจิตต์จรุง (นามสกุลเดิมกุลละวณิชย์ มาจากครอบครัวผู้มีอันจะกินเมืองแปดริ้ว)
  • ชัขชาติมีพี่น้องรวมตัวเองด้วย 3 คน คือ ปรีชญา (เป็นอาจารย์สอนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) และ ฉันชาย(อดีตคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ) ส่วนชัชชาติเคยเป็นอาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชัชชาติชื่อเล่นทริป เป็นฝาแฝดกับฉันชาย (ทัวร์) ทั้งคู่เป็นเด็กเรียนเก่งมาก ๆ และทำกิจกรรมระหว่างเรียนมาโดยตลอด ชัชชาติจบวิศวะได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง และได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโยธา จาก University of Illinois Urbana-Champaign แต่หากถามว่าชัชชาติทำหน้าที่ผู้ว่ากรุงเทพฯ แล้ว กรุงเทพฯ ดีขึ้นหรือเลวลง เรื่องนี้ก็ต้องดูเนื้องานที่เขาทำ แต่บอกตรง ๆ ว่าชัชชาติใช้ social media สร้างคะแนนนิยมได้อย่างน่ามหัศจรรย์
  • แป๊ม มนพร ไกรฤกษ์ เชฟดาวรุ่งคนหนึ่งของไทยในร้านมิชลินสตาร์ ถูกถามว่าเรียนจบสถาปัตย์ ธรรมศาสตร์ แล้วทำไมทำอาหารเก่ง คำตอบคือจบสถาปัตย์ก็จริง แต่ได้ไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี แล้วชอบมาก จึงเรียนหลักสูตรอาหารต่อจนจบขั้นสูง แล้วบอกด้วยว่าคนที่ชักจูงให้เรียนอาหารคือนพวรรณ ไกรฤกษ์ ผู้เป็นแม่ 

Victor Lee

เกลือ กิตติ ปลื้มปีติ โพสต์ซึ้งได้ถวายงานพิธีกรงานเฉลิมพระเกียรติฯ

เกลือ กิตติ ปลื้มปีติ โพสต์ซึ้งได้ถวายงานพิธีกรงานเฉลิมพระเกียรติฯ

เกลือ กิตติ ปลื้มปีติ โพสต์ซึ้งได้ถวายงานพิธีกรงานเฉลิมพระเกียรติฯ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

8 มิถุนายน 2569 “เกลือ กิตติ เชี่ยววงศ์กุล” นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย เผยความรู้สึกปลื้มปีติหลังได้รับเกียรติถวายงานเป็นพิธีกรในงานเฉลิมพระเกียรติฯ “Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ”

โดยเขียนข้อความระบุว่า “อีกหนึ่งความทรงจำของชีวิต ที่ได้ถวายงานเป็นพิธีกรในงานเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ การได้เห็นในหลวงและพระราชินีทรงแย้มพระสรวลถือเป็นบุญของฉันยิ่งนัก #เรารักในหลวง #เรารักพระราชินี”