วธ. เปิดนิทรรศการ สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

วธ. เปิดนิทรรศการ สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

วธ. เปิดนิทรรศการ สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเผยแพร่พระประวัติ ผลงานของสิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และประวัติ ผลงานของศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง การจัดนิทรรศการในครั้งนี้

จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “อัครศิลปิน”และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะ “อัคราภิรักษศิลปิน” ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการธำรงรักษา สืบสาน และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้ดำรงอยู่สืบมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังเป็นการถวายพระเกียรติแด่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายการยกย่องเชิดชูพระเกียรติเป็นองค์ “สิริศิลปิน” จำนวน ๑ พระองค์ พร้อมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ จำนวน ๑๐ ท่าน ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า และอุทิศตนพัฒนางานศิลปวัฒนธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายในนิทรรศการได้รวบรวมพระประวัติ ผลงาน และคุณูปการของสิริศิลปิน ๑ พระองค์ และประวัติ ผลงานของศิลปินแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๖๗ จำนวน ๑๐ ท่าน ครอบคลุม ๓ สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ จำนวน ๔ ท่าน สาขาวรรณศิลป์ จำนวน ๑ ท่าน และสาขาศิลปะการแสดง จำนวน ๖ ท่าน ผ่านรูปแบบการจัดแสดงที่ร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราว และผลงานอันทรงคุณค่า เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนร่วมกันสืบสานและต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ภายหลังพิธีเปิดในช่วงเช้า ผู้ร่วมงานได้เยี่ยมชมนิทรรศการและร่วมแสดงความยินดีกับศิลปินแห่งชาติก่อนที่ในช่วงบ่ายจะมีงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ศิลปินแห่งชาติ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันงดงาม ประกอบด้วยการแสดงดนตรีไทยจากคณะการแสดงดนตรีไทย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและการแสดงจากคณะศิลปินแห่งชาติ สาขาการศิลปะการแสดง จำนวน ๖ ชุด สะท้อนคุณค่าความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทย และตอกย้ำบทบาทของศิลปินแห่งชาติในการสืบสาน ถ่ายทอด และสร้างสรรค์มรดกทางศิลปะอันทรงคุณค่าของประเทศให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ เพื่อร่วมแสดงความภาคภูมิใจและเชิดชูเกียรติศิลปินผู้สร้างคุณูปการแก่ประเทศ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย และร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป ผู้สนใจสามารถเข้าชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ ๒๑ – ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. (เฉพาะวันที่ ๒๒ และ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ – ๒๐.๐๐ น.) ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โทรศัพท์ ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๑๓ ต่อ ๑๓๑๑ และ ๑๓๒๐

Week of Possibilities 2026 ร่วมสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาสแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น

Week of Possibilities 2026 ร่วมสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาสแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น

Week of Possibilities 2026 ร่วมสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาสแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.56 น.

แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ประเทศไทย (Allergan Aesthetics Thailand) ภายใต้ บริษัท แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (AbbVie Pharmaceuticals (Thailand) Ltd.) นำคณะผู้บริหารและบุคลากร ในประเทศไทยร่วมจัดกิจกรรม ‘Week of Possibilities 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Together for Brighter Days – ร่วมสร้างวันที่สดใสไปด้วยกัน’ ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ‘ความงามแท้จริงที่สัมผัสได้มากกว่าการมองเห็น’ ณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมุ่งสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาส ในการเข้าถึงการรับรู้ให้แก่เด็กและผู้บกพร่องทางการมองเห็น นับเป็นการจัดกิจกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 11 ในระดับโลกและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่ขบวนการจิตอาสาระดับโลก กิจกรรม Week of Possibilities ริเริ่มขึ้นโดย มูลนิธิแอ๊บวี่ (AbbVie Foundation) ในฐานะโครงการจิตอาสาระดับโลกประจำปีที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกใน พ.ศ. 2557 ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นวัฒนธรรมองค์กรหลักที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 11 ในปีนี้ โดยในแต่ละปีมีพนักงานหลายพันคน ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกมารวมตัวกันร่วมกับองค์กรพันธมิตรที่ไม่แสวงหากำไร ลงมือทำกิจกรรมที่ตอบโจทย์ ความต้องการ ของชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท พนักงานทั่วโลกได้อุทิศเวลาเพื่อกิจกรรมอาสาสมัคร ในชุมชนไปแล้วกว่า 428,000 ชั่วโมง

กิจกรรมอาสาสมัครเหล่านี้สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กรในการยกระดับความเท่าเทียมทางสุขภาพ ผ่าน 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ 1. การขจัดอุปสรรคและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนที่ขาดแคลนและกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย 2. การสนับสนุนชุมชนที่พนักงานอาศัยอยู่ด้วยการลงมือทำจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและตรงกับความต้องการของท้องถิ่น และ 3. การปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรแห่งการแบ่งปัน ที่ส่งเสริมความสามัคคีและสร้างความสุขทางใจให้แก่พนักงานผ่านกระบวนการทำงานจิตอาสา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Week of Possibilities ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกในหลากมิติทั่วโลก ทั้งการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารเรียน การพัฒนาห้องสมุดและห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การสร้างสนามเด็กเล่น การทำความสะอาดชายหาดและสวนสาธารณะ ตลอดจนการคัดแยกและส่งมอบสิ่งของบริจาคแก่ผู้ขาดแคลน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเมื่อปีที่ผ่านมา มีพนักงานกว่า 880 คนที่ร่วมอุทิศเวลากว่า 3,000 ชั่วโมง ผ่าน 24 โครงการอาสาสมัครร่วมกับองค์กรชุมชน 17 แห่ง ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้รับมอบกว่า 650 คน

สำหรับประเทศไทย แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ประเทศไทย (Allergan Aesthetics Thailand) ซึ่งอยู่ภายใต้ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการศึกษาและพัฒนาชุมชน เช่น การลงพื้นที่ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนที่ชำรุด ดูแลสนามเด็กเล่นในโรงเรียนชนบทที่ขาดแคลน จัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน ตลอดจนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การร่วมใจปลูกป่าชายเลน การพัฒนาพื้นที่สีเขียว และการร่วมเก็บขยะทำความสะอาดแม่น้ำลำคลอง เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศที่ยั่งยืน

กิจกรรมในปีนี้ประกอบด้วยกิจกรรมหลักเป็นการประดิษฐ์สมุดอักษรเบรลล์จากกระดาษรีไซเคิล พนักงานได้ร่วมกันจัดทำสมุดเพื่อส่งมอบให้แก่นักเรียน ช่วยเติมเต็มอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นและสนับสนุนการฝึกทักษะ ของเด็กผู้บกพร่องทางการมองเห็น และกิจกรรมการบันทึกเสียงเพื่อจัดทำสื่อการเรียนการสอนและหนังสือเสียง ซึ่งพนักงานได้อาสาเป็นผู้บันทึกเสียงอ่านเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มคลังความรู้สู่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น โดยคาดว่าจะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างอิสระและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากกิจกรรมครอบคลุมหลายมิติ นักเรียนและมูลนิธิฯ จะได้รับสื่อการเรียนรู้และทรัพยากร ที่ตอบโจทย์ ตามความต้องการจริง ขณะที่พนักงานได้รับประสบการณ์การทำงาน เพื่อสังคม ที่เสริมสร้าง ความเข้าอกเข้าใจและความสุขทางใจและในภาพรวมสังคมจะได้เห็นต้นแบบของการมีส่วนร่วมระหว่างภาคธุรกิจกับภาคประชาสังคมในการสร้างความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม

“แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ เราเชื่อเสมอว่าความงามที่แท้จริงนั้นสัมผัสได้มากกว่าการมองเห็น เพราะความงาม ที่ลึกซึ้งที่สุดไม่ได้อยู่ที่ภาพตรงหน้า แต่คือความมั่นใจ การได้รับโอกาส และการที่ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า กิจกรรมในวันนี้จึงเป็นมากกว่าการส่งมอบสื่อการเรียนรู้ แต่คือการส่งต่อความมั่นใจและโอกาสให้น้องๆ ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ในโอกาสนี้ ขอขอบพระคุณมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยฯ เป็นอย่างสูง ที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้ามาเรียนรู้ พร้อมแบ่งปันสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม และขอขอบคุณเพื่อนพนักงานทุกคนที่สละเวลา มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ร่วมกัน อยากให้ทุกคนใช้ช่วงเวลานี้ช่วยกันส่งต่อความสุขผ่านเสียงและผ่านตัวหนังสือ ถึงน้องๆ ทุกคนอย่างเต็มที่ ขอให้เป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ความอิ่มเอมใจ และเป็นความทรงจำที่งดงาม ของพวกเราทุกคนทั้งในฐานะผู้ให้และผู้รับค่ะ” — คุณรัชนา ดังโกสินทร์ ผู้จัดการทั่วไป แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ประเทศไทย

ปัจจุบันความบกพร่องทางการมองเห็นยังคงเป็นความท้าทายด้านสุขภาพระดับโลก โดยองค์การอนามัยโลก ประเมินว่ามีประชากรอย่างน้อย 2,200 ล้านคนทั่วโลกที่มีภาวะบกพร่องทางการมองเห็น และเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 1,000 ล้านคน เป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้หรือยังไม่ได้รับการดูแลรักษา สำหรับในประเทศไทย แม้มีความก้าวหน้า ในการส่งเสริมสิทธิและคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้มีความบกพร่อง แต่ผู้บกพร่องทางการมองเห็นยังคงเผชิญความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้และโอกาสในการพัฒนาตนเอง โดยผลสำรวจระดับประเทศของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ทำร่วมกับองค์การยูนิเซฟ พ.ศ. 2565 ชี้ว่า แม้กลุ่มผู้มีความบกพร่องจะเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของรัฐได้อย่างทั่วถึง แต่ยังคงน่ากังวลในด้านการศึกษา การมีงานทำ และการเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องช่วย สะท้อนว่าการเพิ่มคลังสื่อการเรียนรู้ และเปิดประตูสู่การศึกษาให้แก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดช่องว่าง ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมงานกับ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในปีนี้การต่อยอดพันธกิจ ขององค์กร ทั้งยังสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญด้านการดูแลดวงตาซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม การรักษาหลักของ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์

นอกเหนือจากกิจกรรม Week of Possibilities ยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ Employee Giving Campaign ที่มูลนิธิจะบริจาคเงินสมทบทุนแบบ 1:1 เท่ากับจำนวนเงินที่พนักงานบริจาค ให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรม ความเท่าเทียม และดูแลพนักงานอย่างครอบคลุมภายใต้แนวคิด ‘A Culture of Care’ จนได้รับรางวัล ‘Most Caring Company’ จากเวที HR Asia รวมถึงการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตและการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันในชุมชน อย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรม ‘Together for Brighter Days – ร่วมสร้างวันที่สดใสไปด้วยกัน’ ในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากการลงมือทำในระดับชุมชน และเมื่อความงามไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงสิ่งที่ตามองเห็น ทุกคนย่อมมีสิทธิ์เข้าถึงความมั่นใจ โอกาส และคุณค่าในตนเองได้อย่างเท่าเทียม การส่งมอบสื่อการเรียนรู้ และการเปิดพื้นที่ แห่งความเข้าใจระหว่างกัน จึงไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของสังคมที่โอบรับความหลากหลาย ที่ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะมองเห็นหรือไม่ ต่างมีสิทธิ และมีเสียง และมีโอกาสในการเรียนรู้ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ องค์กรการกุศล และชุมชน จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยส่งต่อ ‘วันที่สดใส’ ให้แก่สังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

‘SPACECRAFT’ เบียร์ดำไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก คว้าเหรียญเงิน World Beer Cup 2026

‘SPACECRAFT’ เบียร์ดำไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก คว้าเหรียญเงิน World Beer Cup 2026

‘SPACECRAFT’ เบียร์ดำไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก คว้าเหรียญเงิน World Beer Cup 2026

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

วงการคราฟต์เบียร์ไทยได้รับการยอมรับบนเวทีนานาชาติอีกครั้ง เมื่อ “อีเวนท์ โฮไรซอน” (Event Horizon) เบียร์ดำสไตล์ โอ้ตมีล สเต้าท์ (Oatmeal Stout) จาก SPACECRAFT Brewing Co. แบรนด์คราฟต์เบียร์สัญชาติไทย คว้ารางวัลเหรียญเงินจากการประกวด World Beer Cup 2026 หนึ่งในเวทีการแข่งขันเบียร์และไซเดอร์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในอุตสาหกรรม ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา

World Beer Cup จัดขึ้นโดย Brewers Association (BA) สมาคมการค้าของผู้ผลิตคราฟต์เบียร์อิสระในสหรัฐอเมริกา โดยการแข่งขันในปี 2026 ถือเป็นปีที่ 30 ของเวทีนี้ มีผลงานเบียร์และไซเดอร์เข้าร่วมประกวดทั้งหมด 8,166 รายการ จาก 1,644 โรงเบียร์ใน 50 ประเทศทั่วโลก ตัดสินโดยคณะกรรมการนานาชาติ 255 คน จาก 50 ประเทศ ผ่านกระบวนการ blind-tasting ที่เข้มงวด ครอบคลุมการแข่งขันทั้งหมด 118 ประเภท

สำหรับในปีนี้ Event Horizon” ได้รับรางวัลในประเภท Oatmeal Stout ซึ่งเป็นเบียร์ดำเฉพาะทางที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยเป็นเบียร์สไตล์ สเต้าท์ (Stout) ที่มีการใส่ข้าวโอ๊ตลงไปในกระบวนการผลิต ทำให้เนื้อเบียร์มีความนุ่ม เนียน และให้สัมผัสคล้ายครีมมากกว่าเบียร์ดำทั่วไป ขณะที่รสชาติยังคงมีความเข้มข้นในโทนกาแฟ ช็อกโกแลต และมอลต์คั่ว แต่ไม่ขมแห้งหรือหนักจนเกินไป

กาญจน์ เสาวพุทธสุเวช ผู้ก่อตั้ง SPACECRAFT Brewing Co. กล่าวว่า “สำหรับเรา รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมาก เพราะ World Beer Cup ถือเป็นรายการโอลิมปิกในอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ เป็นเวทีที่ตัดสินด้วยมาตรฐานสากล ผ่านการชิมแบบ blind-tasting โดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ การที่ผลงานของเราสามารถเข้าไปยืนอยู่ในกลุ่มผู้ชนะของประเภท Oatmeal Stout ได้ แปลว่าเรากำลังถูกวัดด้วยมาตรฐานเดียวกับผู้ผลิตจากประเทศที่มีอุตสาหกรรมคราฟต์เบียร์ที่เข้มแข็ง และพิสูจน์ได้ว่าคุณภาพของงานจากผู้ผลิตไทยไม่ได้น้อยหน้าใครนี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ SPACECRAFT Brewing Co. หลังจากที่เคยได้รับการยอมรับจากเวทีนี้มาแล้วในปี 2023 จาก เบียร์ “อีเวนท์ โฮไรซอน” (Event Horizon) ตอกย้ำความต่อเนื่องของคุณภาพ และสะท้อนศักยภาพของผู้ผลิตคราฟต์รายเล็กที่สามารถยืนอยู่บนสนามแข่งขันระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับในปีนี้ รางวัลประเภท Oatmeal Stout เหรียญทองตกเป็นของ “Voided” จาก Counter Weight Brewing Co. สหรัฐอเมริกา รางวัลเหรียญเงินเป็นของ “Event Horizon” จาก SPACECRAFT Brewing Co. ประเทศไทย และรางวัลเหรียญทองแดงเป็นของ “Oats” จาก Pizza Port Solana Beach สหรัฐอเมริกา

สิ่งที่ทำให้รางวัลครั้งนี้มีความสำคัญ คือการสะท้อนพัฒนาการของวงการคราฟต์ไทยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความคิดสร้างสรรค์ แต่เริ่มขยับเข้าสู่มาตรฐานด้านเทคนิค คุณภาพ และความต่อเนื่องในการผลิต  ความสำเร็จของผู้ผลิตไทยบนเวทีระดับนานาชาติสามารถต่อยอดไปสู่ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม craft beverage ไทยได้ หากทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนายกาญจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้ผลิตไทยจำนวนมากพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ความเข้าใจในสไตล์ และการควบคุมคุณภาพ รางวัลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของ SPACECRAFT เท่านั้น แต่เป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้ผลิตรายเล็กจากประเทศไทยสามารถสร้างงานที่มีมาตรฐานพอจะเข้าไปแข่งขันในเวทีโลกได้ หากมีความตั้งใจ มีวินัยในการผลิต และมีระบบนิเวศที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างถูกต้อง”

CEA เปิดตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

CEA เปิดตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ  ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

CEA เปิดตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) เปิดเวทีเจรจาธุรกิจ B2B ดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ของไทยสู่ตลาดสากล  พร้อมดึงผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และสตรีมมิงแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 300 ราย คาดเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจกว่า 700 คู่ ยกระดับคอนเทนต์ไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

Bangkok International Content Market 2026 เกิดจากความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) จากการที่คอนเทนต์ของประเทศไทยมีความพร้อมในหลายมิติ ทั้งบุคลากรและผลงานที่มีคุณภาพ แต่ยังขาด “ตลาด” ที่เป็นพื้นที่ซื้อขายและขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง BICM2026 จึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็ม ในฐานะตลาดกลางที่จะปลดล็อกศักยภาพของ “ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย”  พร้อมสร้างการซื้อขายและการลงทุนได้อย่างเป็นระบบและมีทิศทาง โดยมูลค่าของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เมื่อรวมกับอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อ (Entertainment & Media) มีมูลค่าสูงถึงกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้การลงทุนด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ (Film) และการแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcasting) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่ามูลค่าการลงทุน โดยทุก 1 บาทที่ลงทุน จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1.8 บาท ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ศักยภาพของคอนเทนต์ไทยปรากฏชัดในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา คอนเทนต์ไทยได้รับการรับชมผ่านแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) ทั่วโลกราว 750 ล้านครั้ง ขณะที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเข้ามาถ่ายทำของโปรดักชันต่างชาติได้สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย สูงถึง 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ความสำเร็จของคอนเทนต์ไทย ยังส่งผลต่อลักษณ์ประเทศและการลงทุนกลับสู่ประเทศ เช่นของภาพยนตร์ “หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)” (2567) ที่โด่งดังข้ามพรมแดนและจุดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ สะท้อนว่าคอนเทนต์ที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเรื่องสามารถสร้าง spillover ทางเศรษฐกิจได้ทั้งการท่องเที่ยวและภาคบริการ

ขณะที่ซีรีส์ “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” (2569) ที่พัฒนาจากโครงการ CEA Content Lab (ปี 2023) จนได้รับการต่อยอด พัฒนา และลงทุนจาก Netflix จนกลายเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมในระดับสากล ติดอันดับบนชาร์ต Top 10 ซีรีส์ภาษาต่างประเทศ (Non – English) ที่มีผู้ชมสูงสุดทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม ยาวนานถึง 2 สัปดาห์ รวมถึงครองตำแหน่งซีรีส์อันดับ 1 ในประเทศไทย และยังติดอันดับ Top 10 ในอีก 15 ประเทศ แสดงให้ว่า “คอนเทนต์ไทย” หากได้รับการพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์และได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง คอนเทนต์ไทย จะไม่ได้เป็นเพียงสื่อบันเทิง แต่เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขยายโอกาสทางธุรกิจ และส่งต่ออัตลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้อย่างทรงพลัง 

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพร้อมทั้งบุคลากรและผลงานที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ ‘ตลาด’ ที่เป็นพื้นที่ซื้อขายและขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง Bangkok International Content Market คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มระบบนิเวศคอนเทนต์ไทย ด้วยการดึงผู้ซื้อและผู้ลงทุนจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว เราตั้งใจให้งานนี้เป็นเวทีประจำปีที่จะปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์แห่งเอเชีย หรือ Content Hub of Asia โดยมุ่งให้ BICM ก้าวขึ้นเป็นตลาดคอนเทนต์แห่งปียืนเคียงเวทีระดับภูมิภาคอย่าง FILMART (Hong Kong International Film & TV Market) ที่ฮ่องกง หรือ ACFM (Asian Contents & Film Market) ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้”

ภายในงาน BICM2026 เดินหน้าด้วยกิจกรรมเจรจาธุรกิจแบบ B2B อย่างครบวงจร

• Business Matching ไฮไลต์สำคัญของงานที่เน้นการเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัวระหว่างเจ้าของผลงานและผู้ซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ โดยประเทศไทยถือเป็น “Gateway” สู่ตลาดผู้บริโภคอาเซียนที่มีขนาดกว่า 700 ล้านคน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจกว่า 300 ราย ประกอบด้วย ผู้ประกอบการไทยกว่า ทั้ง ผู้ซื้อ นักลงทุน ผู้ประกอบการและเครือข่ายต่างชาติรวมกว่า 60 ราย และ ผู้สร้างสรรค์โปรเจ็กต์ ภาพยนตร์และซีรีส์ไทยและต่างชาติ 55 ราย เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix และ iQiyi International (Thailand) ฯลฯ

• BICM Pitching & Awards เวทีนำเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ที่พร้อมผลิตจริงกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมไปถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร แบ่งเป็น

• Asian Project Pitching 12 โปรเจ็กต์ศักยภาพสูงจากเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค พร้อมชิงเงินทุนสนับสนุนการผลิตรวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง

• Thai Project Pitching 18 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนาของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call เพื่อค้นหาผู้ร่วมลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

• Thai Story Pitching 25 บทภาพยนตร์และซีรีส์ของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับไปพัฒนาต่อ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

• Work-in-Progress (WIP) Screening พื้นที่ให้บริการจัดฉายภาพยนตร์และซีรีส์ที่อยู่ระหว่างการผลิต เพื่อให้บริษัทชั้นนำของไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์และดึงผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุน (Co-production) และตัวแทนจำหน่าย (Sales Agents) เข้ามาพิจารณาร่วมทุนก่อนผลงานจะเสร็จสมบูรณ์

• Networking Reception กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้เข้าร่วมเจรจาการค้าจากทั้งในไทยและต่างประเทศ

พร้อมด้วยไฮไลต์จากเวทีเสวนาและเวิร์กช็อปที่เปิดกว้างสำหรับแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ตลอดจนนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจและจับทิศทางตลาดคอนเทนต์ในอนาคต เช่น

• Industry Forum ฟอรัมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือของสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่าง ๆ เช่น

• เจาะลึกคอนเทนต์ระดับภูมิภาค : จากความนิยมท้องถิ่น สู่กระแสระดับโลก โดย คุณก้อง  ฤทธิ์ดี รองผู้อำนวยการ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ คุณลินดา โกซาลี ผู้อำนวยการ JAFF Market จากประเทศอินโดนีเซีย

• มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ : ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรม VFX และแอนิเมชันไทยสู่สากล โดย คุณกุลเทพ นฤหล้า จากสมาคมผู้บริหารการผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศ

• มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ : พลิกโฉมการสนับสนุนจากรัฐสู่การบริหารจัดการกองถ่ายมืออาชีพ โดย ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล (คุณอดัม) และ คุณรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

• การปรับตัวของอุตสาหกรรมทีวีและ OTT : จากบทเรียนเกาหลีสู่ทางรอดคอนเทนต์ไทย

• การมาถึงของ AI ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย : ผู้ท้าชิงใหม่ หรือทางรอดที่ยั่งยืน?

• พิกัดใหม่คอนเทนต์ไทย รอดในบ้าน รุกในโลก

• Workshop เวิร์กช็อปเพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น AI in Animation, Art of Lighting, Content IP Protection & Utilization ฯลฯ

นอกจากนี้ BICM2026 ยังจัด เวทีเสวนาพิเศษ Special Forum Co-Production ร่วมกับ ContentAsia สื่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์ชั้นนำของเอเชีย โดยรวมสตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ และผู้จัดจำหน่ายซึ่งดำเนินธุรกิจด้านคอนเทนต์ข้ามพรมแดนในเอเชีย ทั้งจากอินเดีย จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ มาร่วมหารือถึงบทบาทและตำแหน่งของประเทศไทยในแผนการขยายธุรกิจคอนเทนต์ระดับภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 400 ราย

พร้อมด้วยกิจกรรม BICM Partner Program ที่ CEA ร่วมกับ The Korea Creative Content Agency (KOCCA) จัด “Series on Board” แพลตฟอร์มธุรกิจระดับสากล ที่เชื่อมโยงบริษัทคอนเทนต์เกาหลี กว่า 12 บริษัท เช่น AK Entertainment, SLL JoongAn, Contents Sero, MooAm ฯลฯ กับบริษัทนักสร้างสรรค์ชาวไทย เปิดโอกาสด้านการลงทุน และผลักดันการร่วมทุนผลิต (Co-production) คอนเทนต์ในระดับสากล 

หนึ่งในทิศทางสำคัญที่ CEA เดินหน้าผลักดัน คือการยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจากการสร้างรายได้ด้วยการ “ขายคอนเทนต์” ไปสู่การสร้างมูลค่าระยะยาวจาก “ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP)” ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้หลากหลายมิติ เช่น ปรากฏการณ์ซีรีส์วายของไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจากพลังแฟนด้อม การตลาดผ่านศิลปิน สินค้า คาแรกเตอร์ และกิจกรรมต่าง ๆ สามารถสร้างรายได้สูงกว่าการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพียงอย่างเดียว

ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้ายถึงวิสัยทัศน์ในระยะยาวว่า “เป้าหมายของ CEA ไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ ‘ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)’ ของไทยเติบโตเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง สามารถต่อยอดสู่สินค้า คาแรกเตอร์ แฟรนไชส์ และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของคอนเทนต์ไทย เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะก้าวสู่การเป็น “Fully Integrated Content” ที่ผลงานหนึ่งสามารถขยายไปสู่หลายแพลตฟอร์มและหลายอุตสาหกรรมได้ BICM จึงถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนักสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวจากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของ High-Value IP ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน”

BICM2026 ภายใต้งาน TCM2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Nation)

Bangkok International Content Market จัดระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.cea.or.th  ,bicm.or.th  และ Facebook: Bangkok International Content Market – BICM

ปิดฉาก ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย สนามภูเก็ต JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026

ปิดฉาก ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย สนามภูเก็ต JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026

ปิดฉาก ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย สนามภูเก็ต JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้เกียรติเป็นประธานในงานพิธีปิด การแข่งขันการละเล่นพื้นบ้านไทยประยุกต์ JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026 ที่จัดขึ้นโดย ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ร่วมกับ มูลนิธิดั่งพ่อสอน พร้อมด้วย เครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมสืบสานและผลักดันวัฒนธรรม “การละเล่นพื้นบ้านไทยประยุกต์” ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดใน จ.ภูเก็ต

โดย “มูลนิธิดั่งพ่อสอน” ผนึกพันธมิตรกว่า 16 จังหวัดทั่วประเทศ เดินหน้าสานต่อ “โครงการละเล่นไทย ปี 3” ผลักดันวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านสู่เวทีร่วมสมัย เชื่อมกิจกรรมทางกาย สร้างพื้นที่เยาวชน ผ่านแคมเปญ “Heroes Battle Thailand ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย” พร้อมดึงจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมสนามท้าชิงเป็นปีแรก จับมือ ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต “เฟ้นหาฮีโร่ละเล่นไทยแห่งอันดามัน” จัดงาน JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026: Heritage of Andaman” มหกรรมการแข่งขันกีฬาละเล่นไทย สนามภูเก็ต ระหว่างวันที่ 18 – 19 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา

นายจักรี จ่ายกระโทก ประธานโครงการละเล่นไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ขยายความร่วมมือไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ และได้รับการตอบรับจากสถานศึกษา ชุมชน และองค์กรท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายให้มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 200 โรงเรียน จากทุกภูมิภาคของประเทศ โดยต้องการเห็นเยาวชนออกมาทำกิจกรรมทางกายมากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงวัฒนธรรมการละเล่นไทยเข้ากับรูปแบบการแข่งขันที่สนุก ท้าทาย และร่วมสมัย ภายใต้แนวคิดใหม่ “From Regions to Legends” ที่ไม่เพียงค้นหาตัวแทนแชมป์แต่ละจังหวัด แต่ยังเปิดพื้นที่ให้แต่ละจังหวัดนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรม และเรื่องราวท้องถิ่น ผ่านการออกแบบกิจกรรม และสนามการแข่งขันในแบบของตนเอง สร้างการมีส่วนร่วม ความสามัคคี และพลังชุมชนในระดับพื้นที่อีกด้วย”

สำหรับบรรยากาศการแข่งขัน “ตุ๊กตุ่นทอยเส้นแบบทีม” และ “หมากเก็บสปีดชาเลนจ์” สนามภูเก็ตปีนี้ มีตัวแทนเยาวชนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายกว่า 32 ทีม จาก 29 โรงเรียนทั่วจ.ภูเก็ต ร่วมประชันความสามารถกันอย่างดุเดือด โดยทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ “ตุ๊กตุ่นทอยเส้นแบบทีม” ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนดาราสมุทร และรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดบ้านตลาดเหนือ ส่วนทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ “หมากเก็บสปีดชาเลนจ์” ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนบ้านกะหลิม และรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนเกาะมะพร้าว โดยทั้ง 4 ทีมจะได้เป็นตัวแทนของจ.ภูเก็ต เตรียมพร้อมก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศ ชิงถ้วยจากศิลปินแห่งชาติ “อาจารย์ช่วง มูลพินิจ” ในงานละเล่นไทยเฟสติวัล ที่จะจัดในวันที่ 21 – 22 พ.ย. 69 ที่กรุงเทพฯ ต่อไป และรางวัลพิเศษ Man of the Match ได้แก่ “น้องไตเติ้ล” จากโรงเรียนดาราสมุทร และรางวัลสปิริตยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนบ้านบางเทา

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอป การแสดงจากน้องๆ เยาวชน จ. ภูเก็ต ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงไทยประยุกต์จากศิลปิน “เก่ง ธชย” และร่วมย้อนตำนานวัยเก๋าไปกับนักพากย์ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมากมาย อาทิ ดีเจพล่ากุ้ง, ตัวยุ่ง เพลินดี, พี่กรี – โกรกกราก การ์ตูน, ป๋าเอ็กซ์ – ATAKITO และ ขันติ – ยูทูปเบอร์และติ๊กต็อกเกอร์ชื่อดัง ปิดท้ายกับการแข่งขันนัดพิเศษ “รุ่นกิตติมศักดิ์” โดยได้รับเกียรติจากบุคลากร ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงคณะสื่อมวลชน จ.ภูเก็ต มาร่วมกันสร้างสีสัน ย้อนวันวาน วัยหวาน ไปพร้อมกันอย่างสนุกสนาน

การแข่งขัน JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026 นี้ นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้และสืบสานวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้คงอยู่ต่อไปแล้ว ยังเป็นกิจกรรมซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้ผสานการละเล่นไทยควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง จากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางมายัง จ.ภูเก็ต อีกด้วย

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration’ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระวิริยอุตสาหะและพระกรณียกิจสู่คนรุ่นใหม่

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration’  ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระวิริยอุตสาหะและพระกรณียกิจสู่คนรุ่นใหม่

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration’ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระวิริยอุตสาหะและพระกรณียกิจสู่คนรุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภายใต้ชื่อ “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration” โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า นักศึกษา บุคลากร สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569  ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

กิจกรรมในวันเปิดนิทรรศการ มีการเสวนาในหัวข้อ “เจ้าฟ้าขวัญโดม” พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวทางการสืบสานพระปณิธาน จากศิษย์เก่าที่มีโอกาสได้ถวายงานใกล้ชิด โดย ศ.ดร.เสาวนีย์ อัศวโรจน์ พระอาจารย์ที่ปรึกษา เอกอัครราชทูต อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) อดีตที่ปรึกษา โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ  รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด พระสหายร่วมรุ่น และคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ศศิธร วัฒนกุล

ภายหลังจบการเสวนา ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี ได้นำชมนิทรรศการฯ พร้อมเชิญผู้เข้าร่วมงานเขียนข้อความบอกเล่าความตั้งใจที่จะสืบสานพระปณิธาน นอกจากนี้ ผู้เข้าชมนิทรรศการยังได้เข้าร่วม “กิจกรรมสอนปักผ้าด้นมือ” กิจกรรมผู้ก้าวพลาด แรงบันดาลใจจากโครงการกำลังใจในพระดำริฯ โดย ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จากลวดกำมะหยี่ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งยังได้มีการแจกของที่ระลึกเป็นสมุดสะสมตราประทับ (Exhibition Passport) เพื่อให้ผู้เข้าชมนิทรรศการนำไปประทับตราที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับนิทรรศการในครั้งนี้ โดยตราประทับมีจำนวน 3 ชุด ชุดละ 4 แบบ ซึ่งแต่ละชุดจะเผยแพร่ตามลำดับในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นศิษย์เก่า  คณะนิติศาสตร์ และทรงได้รับการยกย่องจากประชาคมธรรมศาสตร์ในฐานะ “เจ้าฟ้าขวัญโดม” พระวิริยอุตสาหะในการศึกษา พระปณิธานในการอุทิศพระองค์เพื่อส่วนรวม และพระกรณียกิจด้านกฎหมาย ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ล้วนเป็นแบบอย่างของการนำองค์ความรู้มาสร้างประโยชน์แก่สังคม

“นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมพระประวัติและพระกรณียกิจ หากยังเป็นการถ่ายทอดคุณค่าและแรงบันดาลใจ เพื่อปลูกฝังความเพียร คุณธรรม และจิตสำนึกในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะแก่เยาวชน จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าชมและร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาการจัดแสดง พร้อมร่วมเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระวิริยอุตสาหะ และพระกรณียกิจอันทรงคุณูปการ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคมไทย” นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงสำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา 2543 และทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้าขวัญโดม” ด้วยพระวิริยอุตสาหะในการศึกษาและพระกรณียกิจอันเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย การอำนวยความยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส

“มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดนิทรรศการนี้ขึ้นด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ เพื่อถ่ายทอดพระประวัติ พระวิริยอุตสาหะ พระปณิธาน และพระกรณียกิจ ผ่านนิทรรศการร่วมสมัยที่รวบรวมพระดำริ พระดำรัส ภาพถ่าย เอกสารสำคัญ และกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของความเพียร ความรับผิดชอบต่อสังคม และการทำความดี พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการน้อมรำลึกถึงพระองค์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

ทั้งนี้ นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration” กำหนดจัดขึ้นทั้งที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม – 15 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. เปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าชมข้อมูลนิทรรศการในรูปแบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://www.library.tu.ac.th รวมถึงในช่วงสุดสัปดาห์จะมีการจัดกิจกรรมเวิร์กชอปสลับกันไป

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกำหนดการกิจกรรมได้ที่ Facebook : Thammasat University นอกจากนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีการเปิดนิทรรศการถาวรเทิดพระเกียรติฯ อีกด้วย

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจัดงานใหญ่ Heart & Hand : Life Skills Center เพื่อสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจัดงานใหญ่ Heart & Hand : Life Skills Center เพื่อสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจัดงานใหญ่ Heart & Hand : Life Skills Center เพื่อสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

 สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นำโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าว เปิดงาน Heart & Hand : Life Skills Center พื้นที่สร้างสรรค์ แบ่งปันแรงใจ ฝึกทักษะชีวิต ผู้บกพร่องทางจิต และประชุมสามัญครั้งที่ 23 ประจำปี 2568 โดยมี ท่านกันตพงศ์  รังษีสว่าง (ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) เป็นประธานเปิดงาน  สำหรับงานในครั้งนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 -22 กรกฎาคม ณ MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

ท่านกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ จากคำกล่าวรายงานนั้นทำให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งต้องการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ใความรู้ความเข้าใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน ให้ผู้ป่วยมีความพร้อมในการออกสู่สังคมได้ด้วยตัวเอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อสาร รวมถึงเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตใจและอารมณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมและฝึกทักษะพื้นฐานด้านอาชีพ รวมถึงเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและพื้นที่ปลอดภัย ให้เป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันแรงใจระหว่างผู้ป่วย ครอบครั้ว และชุมชน รวมถึงให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพจิตเพื่อลดการตีตราในสังคม รวมทั้งได้แผนการขับเคลื่อนงานของสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ของเครือข่ายภาค-เขต และชมรมตะวันทอแสงปี 2570”

นางสาวธนพร  แสงศิรประภา (องค์กรของคนพิการ  โดยคนพิการ และเพื่อคนพิการ) กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่า “การงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน การฝึกฝนให้ผู้บกพร่องทางจิตสามารถดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เพื่อลดภาระของผู้ดูแล มีความพร้อมในการออกสู่สังคมได้ด้วยตัวเอง  รวมถึงการพัฒนาทักษะทางสังคม และการสื่อสาร การฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตใจและอารมณ์ และเพื่อการเผยแพร่ศักยภาพ สร้างโอกาสทางอาชีพ โดยผ่านการเปิดพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือของคนพิการ ผู้ดูแลและองค์กรเครือข่าย นำไปสู่ความมั่นคงทางรายได้ และการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป”

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิต พัฒนาคุณภาพชีวิต และสนับสนุนผู้บกพร่องทางจิต ให้ได้ใช้ชีวิตและอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยมีชมรมเครือข่ายทั่วประเทศจำนวน 114 ชมรม ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสมาชิกรายบุคคลทั้งหมด 8,423 คน เป็นสมาชิกสามัญจำนวน 5,970 คน แบ่งเป็นคนพิการทางจิต 4,282 คน ผู้ดูแล 1,686 คน สมาชิกวิสามัญ 2,453 คน

กิจกรรมภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน ประกอบด้วย นิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต และหน่วยงาน สมาคมฯ จำนวนมาก และกิจกรรมบนเวที อาทิ การบรรยายหัวข้อต่างๆ เช่น “ผู้บกพร่องทางจิตสามารถประกอบอาชีพอิสระหรือทำงานได้จริงหรือเปล่า”, “การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยจิตเวชในสังคมควรทำอย่างไร” และการเสวนาในหัวข้อ “ความสำคัญของครอบครัว : ยาใจเข็มแรกและการฟื้นฟูที่ยั่งยืน”, “ผู้บกพร่องทางจิต  ป่วยแล้ว สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้หรือเปล่า” , “การมองข้ามความบกพร่องและเน้นที่ทักษะการทำงานจริงของคนพิการ”

ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การแบ่งกลุ่ม เพื่อ “ทำแผนการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของเครือข่ายผู้ดูแลคนพิการทางจิตสมาคม             เพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยประจำปี 2569” โดยเครือข่าย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคใต้ เขตกรุงเทพมหานคร และชมรมตะวันทอแสง ร่วมกันทำกิจกรรม เพื่อการดูแล และพัฒนาศักยภาพผู้บกพร่องทางจิตอย่างยั่งยืน

สำหรับเครือข่าย หรือผู้สนใจ สามารถติดตาม ข่าวสาร ความเคลื่อนไหว  สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตได้ที่ Fanpage Facebook : สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ( https://www.facebook.com/amidmh.th )

MEXC เปิดวิสัยทัศน์ใหม่โลกการเงิน จากการลงทุน สู่การให้งานในชีวิตประจำวัน

MEXC เปิดวิสัยทัศน์ใหม่โลกการเงิน จากการลงทุน สู่การให้งานในชีวิตประจำวัน

MEXC เปิดวิสัยทัศน์ใหม่โลกการเงิน จากการลงทุน สู่การให้งานในชีวิตประจำวัน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

MEXC กับวิสัยทัศน์ใหม่ของโลกการเงิน: จากการลงทุน สู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน โลกการเงินไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงเพราะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้น แต่เปลี่ยนแปลงจาก พฤติกรรมการใช้งานของผู้คน

ในปี 2026 MEXC ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถลงทุนใน หุ้นสหรัฐฯ (U.S. Stocks) พร้อมถือครองหุ้นจริงและรับเงินปันผล ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่เชื่อมโลกคริปโตเข้ากับระบบการเงินแบบดั้งเดิม และทำให้การเข้าถึงสินทรัพย์ระดับโลกเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับ MEXC นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างระบบที่ทำให้สินทรัพย์สามารถ ไหลเวียน (Financial Flow) ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อรอผลตอบแทน แต่สามารถนำมาสร้างคุณค่าได้ทุกช่วงเวลาของการใช้งาน ผ่านการเชื่อมต่อระหว่าง MEXC U.S. Stocks และ MEXC Card

จาก “การลงทุน” สู่ “การใช้งาน” ก้าวต่อไปของประสิทธิภาพทางการเงิน

ในระบบการเงินแบบเดิม การลงทุนและการใช้จ่ายมักถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

– เงินลงทุนถูกเก็บไว้เพื่อสร้างผลตอบแทน

– เงินสำหรับใช้จ่ายถูกแยกไว้ในบัญชีหรือบัตร

เมื่อเงินถูกโอนจากบัญชีลงทุนมายังบัญชีใช้จ่าย มูลค่าของสินทรัพย์มักหยุดสร้างผลตอบแทนในช่วงเวลานั้น

MEXC มองเห็นช่องว่างนี้ และต้องการสร้างระบบที่ทำให้ เงินทุนยังคงทำงานได้ แม้ในระหว่างการใช้งาน

นี่คือแนวคิดเบื้องหลังของ MEXC Card ที่ช่วยให้สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถเชื่อมต่อกับการใช้จ่ายจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

MEXC U.S. Stocks และ MEXC Card สองผลิตภัณฑ์ที่ทำงานร่วมกัน

หลายคนอาจมองว่าการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และบัตร MEXC เป็นผลิตภัณฑ์คนละประเภท แต่ในมุมมองของ MEXC ทั้งสองคือส่วนประกอบของระบบเดียวกัน

MEXC U.S. Stocks

ช่วยให้ผู้ใช้นำสินทรัพย์คริปโตไปลงทุนในสินทรัพย์จริง (Real-world Assets)

MEXC Card

ช่วยให้มูลค่าของสินทรัพย์สามารถกลับมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้ทันที

เมื่อรวมกันแล้ว จะเกิดวงจรการเงินที่สมบูรณ์

ลงทุน → สร้างมูลค่า → ใช้จ่าย → กลับมาสร้างมูลค่าต่อ

นี่คือแนวคิดของ Financial Flow ที่ MEXC กำลังผลักดัน

MEXC Card มากกว่าบัตรชำระเงิน แต่คือเครื่องมือสร้างมูลค่าจากการใช้จ่าย

MEXC Card ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงบัตรเดบิตคริปโตทั่วไป แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้การใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์

Cashback สูงสุด 10%

ทุกการใช้จ่ายสามารถรับ Cashback สูงสุด 10% ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้เงินในชีวิตประจำวัน

APR สูงสุด 7%

สินทรัพย์ที่อยู่ในระบบยังสามารถรับผลตอบแทน APR สูงสุด 7% ทำให้เงินยังคงสร้างมูลค่าได้ แม้ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้

รองรับเครือข่าย Visa

MEXC Card ใช้งานผ่านเครือข่าย Visa ทำให้สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าหลายล้านแห่งทั่วโลก พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล แนวคิดนี้ทำให้ “การใช้จ่าย” ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเงิน แต่กลายเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการสร้างมูลค่า

จากแพลตฟอร์มเทรด สู่โครงสร้างพื้นฐานของการเงินยุคใหม่

MEXC ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต แต่ต้องการสร้าง Infrastructure สำหรับการบริหารสินทรัพย์ระดับโลก โดยเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ ● การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ● Real World Assets (RWA) ● ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Yield) ● การใช้จ่ายผ่าน MEXC Card

ทั้งหมดทำงานอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าได้ในทุกช่วงเวลา เชื่อมโลกคริปโตเข้ากับชีวิตประจำวัน

MEXC เชื่อว่า นวัตกรรมทางการเงินที่แท้จริง จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานสามารถสัมผัสประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน

MEXC Card จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของการลงทุนและโลกแห่งการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกาแฟ จองตั๋วเครื่องบิน ชำระค่าสมาชิกออนไลน์ หรือช้อปปิ้ง สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างสะดวก พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงโลกคริปโตกับเศรษฐกิจจริง

เมื่อคริปโตสามารถจ่ายค่าอาหาร ตั๋วเดินทาง หรือบริการต่าง ๆ ได้เหมือนเงินในชีวิตประจำวัน การปฏิวัติทางการเงินก็ไม่ใช่แนวคิดที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง

บทสรุป

ความสัมพันธ์ระหว่าง MEXC U.S. Stocks และ MEXC Card ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่แพลตฟอร์ม แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์เดียวกันในการสร้างระบบการเงินที่เชื่อมต่อทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน

จากการลงทุนในสินทรัพย์จริง สู่การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จากผลตอบแทนของการลงทุน สู่การสร้างคุณค่าผ่านการใช้งานจริง

MEXC กำลังสร้างระบบที่ทำให้เงินทุนสามารถไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ Wall Street สู่ Main Street เพื่อเชื่อมโลกการลงทุนเข้ากับการใช้ชีวิต และผลักดันให้คริปโตกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างแท้จริง.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MEXC Card และ MEXC RealStocks

MEXC Card คืออะไร?

MEXC Card คือบัตรชำระเงินคริปโตที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้จ่ายได้ทั่วโลก โดยผสานการชำระเงินในชีวิตประจำวันเข้ากับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น Cashback, แผนรับผลตอบแทน MEXC Card Earn แบบเฉพาะสำหรับผู้ถือบัตร และรองรับการใช้งานผ่าน Apple Pay และ Google Pay

จุดเด่นของ MEXC Card มีอะไรบ้าง?

MEXC Card มอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยสามารถรับ Cashback สูงสุด 10% จากการใช้จ่าย นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเข้าถึงแผน MEXC Card Earn ซึ่งมอบผลตอบแทนสูงสุด 7% APR พร้อมความยืดหยุ่นในการแลกรับผลตอบแทนและสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่ร่วมรายการได้ทันที ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์และคุณสมบัติในการเข้าร่วมเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของ MEXC

สมัคร MEXC Card ได้อย่างไร?

ผู้ใช้ต้องดำเนินการยืนยันตัวตนระดับ Advanced KYC ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงสมัครบัตรผ่านระบบออนไลน์ เมื่อใบสมัครได้รับการอนุมัติ ผู้ใช้จะต้องฝากเงินเพื่อเปิดใช้งานบัตร หลังจากเปิดใช้งานแล้ว สามารถเพิ่มบัตรลงใน Google Wallet ที่รองรับ เพื่อใช้ชำระเงินได้ สามารถเพิ่ม MEXC Card ลงใน Apple Pay หรือ Google Pay ได้หรือไม่?

MEXC Card รองรับการใช้งานร่วมกับ Google Pay แต่ยังไม่รองรับ Apple Pay หลังจากผู้ใช้สมัครและเปิดใช้งานบัตรเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถเพิ่มบัตรลงใน Google Wallet ที่รองรับเพื่อใช้ชำระเงินได้

MEXC RealStocks คืออะไร?

MEXC RealStocks เป็นบริการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงหุ้นจริงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา ผ่านความร่วมมือระหว่าง MEXC และโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาต แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงเพียงราคาหุ้น เนื่องจาก RealStocks เป็นหุ้นจริง ทำให้ผู้ถือครองที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ได้รับสิทธิของผู้ถือหุ้น เช่น สิทธิในการรับเงินปันผล และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามที่เกี่ยวข้อง

MEXC RealStocks แตกต่างจาก Tokenized Stocks อย่างไร?

MEXC ระบุว่า RealStocks เป็นการถือครองหุ้นจริงของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาต ขณะที่ Tokenized Stocks หรือ Synthetic Stocks เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น โดยอาจไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของหุ้นจริง และอาจไม่ได้รับสิทธิของผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับการถือครองหุ้นจริง

สามารถซื้อขาย MEXC RealStocks ด้วย USDT ได้หรือไม่?

MEXC RealStocks แสดงราคาซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถโอนเงินด้วย USDT ได้ โดย MEXC มีระบบแปลงมูลค่าระหว่าง USDT และ USD เพื่อรองรับการโอนเงินเข้าและออกจากบัญชีซื้อขาย RealStocks

ผู้ถือครอง RealStocks สามารถรับเงินปันผลได้หรือไม่?

ได้ เนื่องจาก RealStocks เป็นหุ้นจริง ผู้ถือครองที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์อาจได้รับเงินปันผลหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ของผู้ถือหุ้น เมื่อบริษัทจดทะเบียนมีการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ผู้ลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งเงินปันผลและกำไรจากราคาหุ้นไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกัน

MEXC RealStocks เปิดให้ซื้อขายในช่วงเวลาใด?

การซื้อขาย RealStocks อ้างอิงตามเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา ในช่วง Daylight Saving Time (DST) ตลาดปกติเปิดทำการตั้งแต่เวลา 09:30 น. ถึง 16:00 น. ตามเวลา Eastern Time (ET) นอกจากนี้ MEXC ยังรองรับการซื้อขายช่วง Overnight ตั้งแต่เวลา 20:00 น. ถึง 04:00 น. ของวันถัดไป ตามเวลา ET ทั้งนี้ เวลาซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงต่างออกไป 1 ชั่วโมงในช่วง Standard Time

MEXC RealStocks และ MEXC Card ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกัน แต่สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างลงตัว โดย MEXC RealStocks ช่วยให้ผู้ใช้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถลงทุนในหุ้นจริงของสหรัฐอเมริกา พร้อมรับสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ขณะที่ MEXC Card มุ่งเน้นการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้สำหรับการชำระเงินในชีวิตประจำวัน ทั้งสองบริการสะท้อนถึงการขยายระบบนิเวศของ MEXC ที่ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุนและการใช้จ่ายในโลกจริง

หมายเหตุ: สิทธิประโยชน์ของบัตร อัตรา APR อัตรา Cashback ความพร้อมในการให้บริการของผลิตภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมของ RealStocks เวลาทำการซื้อขาย โปรโมชั่น คุณสมบัติของผู้สมัคร และประเทศหรือภูมิภาคที่รองรับ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ใช้ควรศึกษาข้อมูลล่าสุดจากหน้าผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของ MEXC และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ก่อนสมัคร ฝากเงิน หรือทำรายการซื้อขายทุกครั้ง.

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

เรื่องนี้มีประวัติ : พระราชไมตรีแห่งพระราชวงศ์จักรีกับพระราชวงศ์วินด์เซอร์

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

พระราชอาณาจักรไทย นับเนื่องจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กับประเทศอังกฤษ มีสายสัมพันธ์กันมายาวนานประมาณ 400 ปี นับจากรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม โดยในยุคแรกนั้น อังกฤษส่งเรือสินค้าเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา

ครั้นต่อมาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสหราชอาณาจักร เกรทบริเตนได้ส่งทูตการค้า คือกัปตันเฮนรี เบอร์นี เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และทรงมีพระราชสาส์นติดต่อระหว่างทั้งสองพระราชอาณาจักร

ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักร ทรงร่วมพระราชพิธีพัชราภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แล้วเมื่อครั้งที่ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จขึ่นเสวยราชย์ เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จไปถวายพระพรสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ณ พระราชวังวินด์เซอร์ 

ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2503 แล้วต่อมาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการสองครั้ง คือในปี พ.ศ. 2515 และ 2539 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2566 

และเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.05 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เพื่อทรงพบเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ในโอกาสที่เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จพระราชดำเนินยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานทุน และรางวัลเพื่อสตรีไทย ในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคม และเสด็จฯ ไปประทับพระราชอิริยาบถ ณ ห้อง 112 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์

เมื่อเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จพระราชดำเนินถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ บริเวณหน้าอาคารชีววิทยา 1 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 10.40 น.  ศ. (พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กราบบังคมทูลถวายการต้อนรับ แล้ว ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย พร้อมทั้ง ดร. กฤษดา กฤตยา กีรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออร์เบิน โมบิลิตี เทค จำกัด ผู้ถวายบริการรถสามล้อไฟฟ้า กราบบังคมทูลรายงาน จากนั้น เจ้าหญิงแอนน์ ประทับรถสามล้อไฟฟ้า ทอดพระเนตรบริเวณโดยรอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวลา 11.10 น. เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จฯ ยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดย ศ. ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. (พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ. ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี พร้อมด้วยผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เฝ้าฯ รับเสด็จ

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โถงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จากนั้นเสด็จยังห้อง 114 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นการส่วนพระองค์    

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานสิ่งของที่ระลึกแด่เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เวลา 11.20 น. เจ้าหญิงแอนน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของนักวิจัย และนักนวัตกรหญิงไทย ณ ห้อง 103/2 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ 

นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของนักวิจัยและนักนวัตกรหญิงไทย ผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสหราชอาณาจักร โดยนำเสนอผลงานที่สามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของสังคม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร การศึกษา สุขภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพ 

ในโอกาสนี้ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักนวัตกรหญิงที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของสหราชอาณาจักรเข้าเฝ้าฯ ประกอบด้วย ดร. ปองกานต์ จักรธรานนท์ จาก      ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้สร้างนวัตกรรมด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) นำเสนอเครื่องต้นแบบปฏิกรณ์ไฟฟ้าเคมี เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนที่เก็บไว้ให้เป็นพลังงานหมุนเวียน ศ. ดร. อลิสา วังใน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ไบโอม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท Spin Off ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถวายรายงานการพัฒนาเอนไซม์ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถนำมาใช้ปรับปรุงและฟื้นฟูคุณภาพดิน และกำจัดสารกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในพื้นที่เกษตรกรรม รศ. ดร. ปัณรสี ฤทธิประวัติ ผู้ก่อตั้ง โฟลไอโน (Floaino) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อสอนปัญญาประดิษฐ์แก่นักเรียนและครู ถวายการสาธิตกิจกรรมแบบโต้ตอบที่ใช้ภายในแพลตฟอร์มดังกล่าว ผศ. ดร. สมฤดี ดีไพศาล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้พัฒนานวัตกรรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการคัดกรองและวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ถวายรายงสานแพลตฟอร์มโรงพยาบาลเสมือนที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ดร. คนึงนิตย์ วาโย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้สร้างผลงานการศึกษาภูมิทัศน์ทางการเกษตร   เพื่อสนับสนุนชุมชนผึ้งชันโรงซึ่งเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ถวายรายงานข้อมูลจากการทำงานภาคสนามเกี่ยวกับภูมิทัศน์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งจากพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย 

 เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ มีพระดำรัสเปิดงาน จากนั้นพระราชทานทุนเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่สตรีนักวิจัยจำนวน 1 ทุน และพระราชทานรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 2 รางวัล ในการนี้ ผู้ได้รับพระราชทานทุนและผู้ได้รับพระราชทานรางวัลกล่าวสุนทรพจน์ถวาย

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานทุนและรางวัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ เสด็จออกจากห้อง 105 ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม ณ โถงอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เซอร์ทิโมธี ลอว์เรนซ์ พระสวามี เสด็จเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 เพื่อทรงสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์วินด์เซอร์และพระราชวงศ์จักรี ซึ่งสืบเนื่องมาอย่างยืนยาว นับเป็นการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งที่ 4 ของพระองค์ โดยเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีฯ เคยเสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อปี  2515 ปี 2522 และปี 2530

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

ฟินห้างแตก เอมมี่ จุง ดัง ออร่าซุปตาร์กระจาย แท็กทีมฉลองความปัง Uranus Clinic ร่วมฉลองสาขาใหม่

ฟินห้างแตก เอมมี่ จุง ดัง ออร่าซุปตาร์กระจาย แท็กทีมฉลองความปัง Uranus Clinic ร่วมฉลองสาขาใหม่

ฟินห้างแตก เอมมี่ จุง ดัง ออร่าซุปตาร์กระจาย แท็กทีมฉลองความปัง Uranus Clinic ร่วมฉลองสาขาใหม่

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

ยกระดับความเลอค่า สู่ประสบการณ์ความงามเหนือระดับ Uranus Clinic ปักหมุดนวัตกรรมความงามแห่งใหม่ ใจกลางชลบุรี !ยกศูนย์บริการความงามครบวงจรระดับพรีเมียมเสิร์ฟชาวตะวันออก ล่าสุดเดินหน้าขยายสาขาใหม่ในงาน Uranus Clinic Grand Opening Central Chonburi จัดขึ้น ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เซ็นทรัล ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569 ภายในงานพบกับประสบการณ์ความงามในรูปแบบใหม่ และร่วมฉลองการเติบโตของ Uranus Clinic พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุข ความประทับใจ เสิร์ฟความบันเทิงด้วยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับแขกรับเชิญที่มาร่วมสร้างโมเมนต์แห่งความสุขอย่างใกล้ชิด นำโดย 3 Brand Ambassador ตัวแทนแห่งความมั่นใจ เอมมี่-มรกต  The Elegant Confidence ความมั่นใจที่สง่างาม จุง-อาเชน The Spotlight Icon โดดเด่น ชัดเจน น่าจดจำ และดัง-ณัฎฐ์ฐชัย The Attraction เสน่ห์ที่ดึงดูดทุกสายตา ร่วมด้วยนักแสดงชื่อดัง อาทิ ป่าน-คมกฤษณ์, ธ๊อป-ณฐนน, ภูมิ-เกียรติภูมิและพ้อยท์-ชลวิทย์ ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่บทใหม่ของแบรนด์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ด้านความงาม และเสิร์ฟความสุขให้กับชาวชลบุรีและลูกค้า Uranus Clinic ทุกคน

งานนี้สาวมั่นหนึ่งใน Brand Ambassador ของแบรนด์อย่าง เอมมี่-มรกต ร่วมแสดงความยินดีกับเปิดสาขาใหม่พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลตัวเองว่า “ขอแสดงความยินดีและร่วมฉลองความสำเร็จของ “Uranus Clinic” ที่สุดของอาณาจักรความงามระดับพรีเมียม อีกครั้งกับการเปิดสาขาใหม่ โดยครั้งนี้ขยายสาขามาดูแลชาวภาคตะวันออกกันที่ “เซ็นทรัล ชลบุรี”เอมมี่รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานในฐานะ Brand Ambassador ถ่ายทอดนิยามของ “The Elegant Confidence” ความมั่นใจที่สง่างาม เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเปล่งประกายในแบบของตัวเอง ภายในงานมีกิจกรรมรวมถึงโชว์และมินิคอนเสิร์ตให้ได้ร่วมสนุกกัน ดีใจที่ได้เจอพี่น้องชาวชลบุรีและแฟนคลับที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ที่สำคัญมีโปรโมชันดี ๆ รวมถึงนวัตกรรมความงามระดับพรีเมียมให้ได้ใช้บริการ มาที่นี่ที่เดียวจบครบวงจรแน่นอน ฝากสาขาน้องใหม่ “เซ็นทรัล ชลบุรี” ด้วยนะคะ”

ขณะที่ จุง-อาเชน Brand Ambassador หนุ่มสุดฮอต ร่วมยินดีกับความสำเร็จพร้อมเปิดใจถึงการร่วมงานครั้งนี้ว่า “ผมตื่นเต้นและดีใจมาก ๆ ชาวชลบุรีน่ารักและให้การต้อนรับกันอย่างอบอุ่น ในฐานะ Brand Ambassador รู้สึกภูมิใจและยินดีที่ Uranus Clinic เติบโตอย่างมั่นคงและขยายอาณาจักรความงามมาถึง “เซ็นทรัล ชลบุรี” สาขานี้สวยและโมเดิร์นสุด ๆ สำหรับผมสิ่งที่ประทับใจและให้ความสำคัญคือมาตรฐานและเทคโนโลยี ที่นี่คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดและตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว ผมเองเป็นตัวแทนของ “The Spotlight Icon” โดดเด่น ชัดเจน น่าจดจำ ผมเชื่อว่าความมั่นใจไม่ได้มีไว้แค่ในช่วงเวลาที่อยู่ใต้แสงสปอตไลต์ แต่คือพลังที่อยู่กับคุณในทุกวัน เมื่อคุณดูแลตัวเอง ความมั่นใจจะสะท้อนออกมาผ่านทุกการแสดงออก ทุกสายตา และทุกการปรากฏตัว โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แนะนำให้มาปรึกษาและใช้บริการที่ Uranus Clinic ยิ่งตอนนี้มีสาขาเซ็นทรัล ชลบุรี ชาวชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางสะดวก มาร่วมฉลองความปังและมาดูแลตัวเองไปด้วยกันครับ”

ด้าน ดัง-ณัฎฐ์ฐชัย เสริมต่อด้วยว่า “ดีใจและเป็นเกียรติมากครับ ต้องขอขอบคุณทาง Uranus Clinic ที่เลือกผมมาร่วมงานในแคมเปญนี้ ผมเป็นตัวแทนของ “The Attraction” เสน่ห์ที่ดึงดูดทุกสายตา ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่เชื่อมาก ๆ เพราะเรารู้สึกว่าเวลาที่เรามีความมั่นใจ ไม่ว่าจะทำอะไร จะมีเสน่ห์ น่าค้นหา ดึงดูดผู้คนรอบข้างได้เองโดยธรรมชาติ ถ้าให้พูดในฐานผู้ใช้บริการ ต้องยอมรับว่างานวงการบันเทิงมีเวลาดูแลตัวเองน้อย บางวันถ่ายซีรีส์ ถ่ายแบบ เจอทั้งแสงไฟ รวมถึงการแต่งหน้า ถ้ากู้ผิวไม่ทันต้องมีตัวช่วยอย่าง Uranus Clinic ที่ช่วยดูแลและฟื้นฟูผิวแบบลึกซึ้ง มีโปรแกรมที่เหมาะกับทุกสภาพผิว มาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจเหมือนได้มาพักผ่อนและเติมพลังให้ตัวเองสร้างความมั่นใจให้พร้อมลุยงานต่อได้ทันที เลยอยากแนะนำให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่ดีแบบผม ฝาก Uranus Clinic ทุกสาขาและสาขาน้องใหม่ เซ็นทรัล ชลบุรี ด้วยนะครับ”

ติดตามรายละเอียดการให้บริการเพิ่มเติมได้ที่ Official Fanpage https://www.facebook.com/uranusclinic.th/ หรือเบอร์โทรศัพท์ 02-077-8980