อนุทิน ยันฟันไม่เลี้ยง ทุจริตสอบท้องถิ่น ขอปชช.มั่นใจ​ สาวถึงคนไหน ก็คนนั้น

22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:43 น.

“อนุทิน” ยัน​ ฟันไม่เลี้ยง​ ทุจริตสอบท้องถิ่น ก่อนสะกิดถาม“รองเซมเบ้” ถึงผมหรือเปล่า?” หลังฝ่ายค้านพยายามโยง ​ถึงสมัยนั่ง​มท.1 รัฐบาลก่อน​ ขอปชช.มั่นใจ​ ไม่มีขีดเส้น​ สาวถึงคนไหน ก็คนนั้น

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา​ 19.40 น.​ที่​ท่าอากาศยาน​ทหาร​ 2 กองบิน​ 6 นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีการรายงานผลสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น​ และเมื่อผลปรากฏ​มีการสั่งการสาวไปยังข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ว่า​ ได้สั่งการเรียบร้อยแล้ว​ และขอให้คำยืนยันว่า​ เรื่องการทุจริตสอบเราดำเนินการด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด​ และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือต้องสงสัย​ ก็ได้ถูกดำเนินคดี​ ถูกให้ออกจากหน้าที่ที่จะมีส่วนได้ส่วนเสีย​ เพราะทุกอย่างมีขั้นตอน​ แต่ตนยังเห็นมีการพาดหัวข่าวว่าสาวไม่ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสูงสุด​ ซึ่งต้องบอกว่าสูงสุดตรงไหน​ ก็โดนตรงนั้น คนที่ไม่ผิด​ เราจะไปบอกให้เขาผิด ก็คงไม่ได้​ หากหลักฐานไปถึงตรงไหนก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น ซึ่งหน่วยงานที่ดำเนินการก็มีทั้งตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายชี้นำได้​ ประชาชนก็ควรจะสบายใจว่าผู้ที่ดำเนินการในเรื่องนี้ คือหน่วยงานอย่าง​ ป.ป.ช.​ ที่เป็นองค์กรอิสระ​ ว่าจะไม่มีการยกเว้นหรือละเว้นใครอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าจะสาวไปถึงนายหน้า​ ติวเตอร์​ ด้วยหรือไม่​ นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ตอนนี้ก็มีการสอบปากคำกันตามขั้นตอน ซึ่งในที่สุดแล้วมันก็ต้องมีบทสรุป พร้อมย้ำว่าอยากให้มั่นใจว่าไม่มีการขีดเส้น ว่าจะเอาแค่ตรงนี้พอ มันทำไม่ได้ ถ้าทำไปคนที่สั่งก็ตาย เป็นไปไม่ได้อย่าไปเชื่อพวกข่าว​ การประเมินการวิเคราะห​​ การจะทำให้เกิดความปั่นป่วน​ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่าแต่ดูเหมือนว่าฝ่ายค้านจะพยายามเชื่อมโยงไปให้ถึงนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ในรัฐบาลก่อนหน้านั้น​ นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ตนเป็นคนยกเลิกการสอบ​ ปี​ 2566 เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินการไปด้วยความโปร่งใส ซึ่งฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล อันนี้ตนเข้าใจ และเราก็ต้องยอมรับแต่เราก็มั่นใจ เมื่อเราไม่ได้ทำ ดังนั้นหลักฐานก็จะไม่มี เมื่อมันไม่มีเราจะไปกังวลก็ไม่ได้ จะบอกฝ่ายค้านว่า​ “ผมไม่ได้ทำ อย่ามาทำผม​ หรือพาดพิงผมก็ไม่ได้​ พูดไปพูดมา ก็จะหาว่าแก้ตัว​” เพราะฉะนั้นถ้าใครสงสัยอะไร ก็ขอให้ไปแจ้งความ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้หมด เราพร้อม ที่จะรับข้อมูลใหม่ๆตลอด ขอให้เป็นข้อมูลที่จริง ที่มีหลักฐาน แต่อย่าเป็นการกล่าวหาลอยๆ และใช้ความรู้สึก มาชี้นำหรือตัดสิน​ ยืนยันว่าไม่มีปัญหา​

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น และกำลังจะเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรี​ได้หันกลับมาถามสื่อมวลชนว่า​ ไม่สัมภาษณ์​นายนิรัตน์​ พงษ์​สิทธิ​ถาวร​ รอง​ปลัด​กระทรวง​มหาดไทย​ ในฐานะรักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง​ท้องถิ่น​หรือ​ จากนั้นนายกรัฐมนตรี​ได้ถามนายนิรัตน์ว่า​ ได้ยกเว้นใครหรือไม่​ ทำให้นายนิรัตน์ หันกลับมาตอบสื่อมวลชนว่า​ “ไม่มีเลยครับ ท่านนายกฯบอกว่าถึงใครก็คนนั้น” นายกรัฐมนตรีจึงหันไปถามนายนิรัตน์อีกว่า “ถึงผมหรือเปล่า” นายนิรัตน์จึงกล่าวว่า​ไม่มีเลยครับ ทำให้นายกรัฐมนตรีหัวเราะและเดินทางกลับ

ทุจริตสอบท้องถิ่นนายกสอบท้องถิ่น

เพนกวิน ขอยืนข้าง ผู้ถูกกระทำ ประณาม สมยศ ทำลายขบวนการประชาธิปไตย

22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:06 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (สมยศ เคลื่อนไหวแล้ว หลังข่าวฉาวคุกคามทางเพศ ‘ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด’ คิดว่าให้ความยินยอม)

ล่าสุด นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศไทยไปอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak” ระบุว่า ในกรณีที่ “คุณ A” ได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ตัวเองถูกล่วงละเมิด ฯ โดยนักเคลื่อนไหวอาวุโสท่านหนึ่ง บัดนี้บางท่านก็คงจะทราบแล้วว่าคือคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและขอยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกระทำ และแน่นอนว่าขอประณามผู้กระทำ (ก็คือคุณสมยศ) อย่างถึงที่สุด

ผมเคยติดคุกร่วมกับคุณสมยศและเคยนับถือคุณสมยศในฐานะผู้เสียสละเพื่อการต่อสู้มามาก แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนเมื่อไม่กี่วันนี้ รวมถึงสิ่งที่ได้เคยได้ยินและเคยได้เห็นมาบ้างก่อนหน้านี้ รวมถึงที่เกิดกับผมในช่วงเวลาที่ผมลำบากที่สุด ช่วงเวลาที่คุณสมยศเองควรเห็นใจผมที่สุด แต่ก็มาทำให้ผมได้ทุกข์ร้อนใจในครั้งนั้น ได้ทำลายความเคารพศรัทธาที่ผมมีต่อตัวบุคคลคนนี้จนพังพินาศทั้งหมด

อันที่จริง เรื่องความรุ่มร่ามของคุณสมยศก็เป็นที่กล่าวถึงมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าจะเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ ประพฤติดังกล่าวไม่เพียงเป็นเรื่องโหดร้ายต่อผู้ถูกกระทำ แต่ยังเป็นการทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอัน ”เขียนด้วยมือ“ ด้วยเท้า” ของเราทุกคนถูก “ลบด้วยเท้า“ ของคุณสมยศเอง

ขบวนการเคลื่อนไหวในยุคสมัยนี้ไม่มีองค์กรที่ชัดเจนและเข้มแข็ง จึงยากที่จะบังคับใช้วินัยลงโทษผู้ประพฤติไม่ชอบในทางใดได้ แต่สิ่งที่เห็นว่าพอจะเป็นแนวทางได้นั้นคือการตระหนักและให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทางเพศให้เป็นบรรทัดฐานของสังคม รวมถุงในหมู่นักเคลื่อนไหวด้วยกันเอง นั่นคือ นักเคลื่อนไหวพึงตระหนักว่าเรื่องเพศไม่อาจแยกขาดกับเรื่องความเป็นธรรมได้ การที่เรื่องเพศเป็นเรื่องในที่ลับมิได้แปลว่าจะเป็นเรื่องที่ทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม

ในทางปฏิบัติ ผมหวังว่าอย่างน้อย ต่อไปนี้คงไม่มีใครในขบวนการเคลื่อนไหวคิดร่วมงานกับคุณสมยศอีก ส่วนเรื่องทางกฎหมายนั้น ผมไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร หากจะมีการดำเนินการใดก็ควรจะเป็นไปตามสมควร

แม้ในปัจจุบันผมจะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรได้มากนัก แต่ก็ขอยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกระทำ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ดังที่ผู้ถูกกระทำก็ได้บอกเจตนาในการเล่าประสบการณ์ของตนไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นไปเพื่อที่จะไม่ต้องมีใครถูกกระทำเช่นนี้อีก

คุกคามทางเพศสมยศพฤกษาเกษมสุขอดีตนักโทษม.112เพนกวิน

นายกฯอนุทิน เตรียมบินน่าน พรุ่งนี้ ถกรับมือน้ำท่วมเหนือ ยันเยียวยาเต็มที่

22 สิงหาคม 2569 เวลา 20:48 น.

“นายกฯอนุทิน” เตรียมบินน่าน พรุ่งนี้ ถกรับมือน้ำท่วมเหนือ ยันเยียวยาเต็มที่ ชี้หากงบจังหวัดไม่พอ มีงบสำนักนายกฯ สำรองอยู่ มั่นใจทุกจังหวัด มีแผนเผชิญเหตุ รับมือหน้าน้ำ


วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วม พื้นที่ภาคเหนือและจะเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดน่านในวันพรุ่งนี้ว่า ตนได้ประสานกับนายยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา แต่ก็ทราบมาว่าทุกอย่าง คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เหลือในเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา ก็จะเป็นไปตามระเบียบ ในในส่วนของผู้เสียชีวิตตนได้สั่งการ ให้ดำเนินการหางบประมาณช่วยเหลือครอบครัว มีอยู่ 2 ราย ก็จะดำเนินการให้เขาได้รับการเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ส่วนงบจังหวัดเพียงพอหรือไม่ หรือต้องขอเพิ่มมามาที่รัฐบาล นายอนุทินระบุว่า หากไม่พอมีงบ ของสำนักนายกรัฐมนตรี และงบจากหน่วยงานต่าง ๆ

ส่วน ช่วงนี้ที่เป็นหน้าน้ำ จะบูรณาการรับมือในจังหวัดอื่นอย่างไร นายอนุทินเปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุไว้ในทุกจังหวัด และจะสังเกตได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดสุ่มเสี่ยงที่จะประสบภัย ก็มีความพร้อมในการประกาศสภาวะฉุกเฉิน และเข้าไปดำเนินการ คลี่คลาย สถานการณ์ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปที่จังหวัดน่าน แต่ไม่ได้จะเดินทางไปดูน้ำท่วม หน้างาน แต่จะไปรับฟัง สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ว่ายังต้องการการสนับสนุน อะไรจากส่วนกลางบ้าง ซึ่งพูดถึงทั้งภาคเหนือ จะประชุมที่ศาลากลางจังหวัดน่าน ไม่ได้ลงพื้นที่ น้ำท่วม เพราะในพื้นที่ มีหน่วยปฏิบัติอยู่แล้ว เพื่อฟื้นฟูคืนพื้นที่ให้เร็วที่สุด

ส่วนปลายเดือนนี้ที่จะมีการประชุมครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา จากดูเรื่องการใช้งบประมาณน้ำท่วมหรือไม่ภายหลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ นายกรัฐมนตรีระบุว่า เราจะลงไปติดตามสถานการณ์ ครม.สัญจร ไม่ใช่แค่การลงพื้นที่เพื่อบรรเทาสาธารณภัยเพียงอย่างเดียว แต่จะลงไปในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบ สาธารณูปโภค เป็นเรื่องของภาพใหญ่ ทั้งเรื่องการเกษตร ความมั่นคง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกน้ำท่วมน้ำท่วมน่าน

ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ‘แก้วตา’ ฟาดปม ‘สมบัติ’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 20:26 น.

ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายผู้หญิง และความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ‘แก้วตา’ ฟาดปม ‘สมบัติ’

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณี ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” ได้ออกมาโพสต์เรื่องของตัวเองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งอ้างว่าเคยโดนเหตุการณ์แบบนี้คล้ายๆกัน กับ “คนดัง”ในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้โพสต์ข้อความให้ชวนคิดว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?” (‘สาวกิจกรรม‘เปิดแชต สมบัติ เคลียร์ปมละเมิด โต้ไม่ได้ปลุกปล้ำในโรงแรม ฝ่ายหญิงขอบคุณให้บทเรียน อโหสิแต่ไม่ขอเจออีกแล้ว)

กรณีสมบัติ บุญงามอนงค์

ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

กรณีที่มีผู้หญิงออกมาเปิดเผยประสบการณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ในวันนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งแรกที่สังคมควรทำไม่ใช่การรีบตั้งศาลเตี้ยตัดสินใคร แต่คือ การไม่ทำให้เสียงของผู้ที่กล้าออกมาพูดถูกกลบหายไปอีกครั้ง
คุณสมบัติได้ชี้แจงว่าเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องจริง แต่มีความทรงจำและคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์บางส่วนแตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับความยินยอม นี่จึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสังคมต้องพูดเรื่อง Consent อย่างจริงจัง ไม่ใช่ลดทอนให้เหลือเพียงคำถามว่า “เคยมีความสัมพันธ์กันหรือไม่”

ความยินยอมไม่ใช่การเดา ไม่ใช่ความเงียบ ไม่ใช่ความเกรงใจ และไม่ใช่สิ่งที่อนุมานเอาเองได้เพราะอีกฝ่ายเคารพ ศรัทธา ทำงานด้วย หรือยังพูดคุยกับเราในภายหลัง

อีกประเด็นที่ควรแยกออกมาพูดให้ชัด คือเรื่องความรับผิดชอบต่อคู่สมรส หากในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวคุณสมบัติมีภรรยาอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหลักฐานว่ามีหรือไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศ เพราะการนอกใจกับการละ
เมิด Consent เป็นคนละเรื่องกัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีความสำคัญเลย

เมื่อบุคคลหนึ่งมีพันธะต่อคู่สมรสอยู่แล้ว ความรับผิดชอบต่อความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ย่อมเป็นหน้าที่ของบุคคลที่มีพันธะนั้นเอง เราไม่ควรพลิกกลับไปตั้งคำถามกับผู้หญิงว่า “รู้ไหมว่าเขามีภรรยา” แล้วโยนภาระทางศีลธรรมทั้งหมดไปให้เธอ

และในพื้นที่การเมือง ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อน เพราะระหว่างนักกิจกรรมอาวุโส บุคคลสาธารณะ ผู้มีชื่อเสียง กับคนหนุ่มสาวหรืออาสาสมัคร อาจมี ความไม่สมมาตรทางอำนาจ (power asymmetry) ซ่อนอยู่ แม้จะไม่มีตำแหน่งในองค์กรอย่างเป็นทางการก็ตาม

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงหลายวันนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็น “ดราม่าฝ่ายประชาธิปไตย” หรือการแข่งขันกันขุดเรื่องฉาวของใคร แต่ควรมองว่าเป็นปรากฏการณ์แบบ #MeToo — เมื่อคนหนึ่งกล้าพูด เสียงของคนหนึ่งอาจทำให้อีกคนรู้ว่า ประสบการณ์ที่ตนเคยเก็บเงียบไว้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตนเพียงลำพัง

และนั่นคือพลังสำคัญของการที่ผู้ถูกกระทำ empower ซึ่งกันและกัน

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความยุติธรรมในพื้นที่สาธารณะ ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้เราหลีกเลี่ยงการตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองในพื้นที่ส่วนตัวได้

เราไม่ควรมีมาตรฐานสิทธิมนุษยชนชุดหนึ่งไว้ใช้ต่อสู้กับรัฐ แล้วมีอีกมาตรฐานหนึ่งไว้ใช้กับผู้หญิงที่อยู่ข้างเรา

และคำว่า “พวกเดียวกัน” ต้องไม่สำคัญกว่าคำว่า Consent

ดิฉันขอส่งกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่กำลังรวบรวมความกล้าเพื่อเล่าประสบการณ์ของตน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อวาน 5 ปี หรือ 20 ปีก่อน การที่คนคนหนึ่งใช้เวลานานกว่าจะสามารถพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้ทำให้เสียงของเขามีคุณค่าน้อยลง

ฟังเขาให้จบก่อน

อย่ารีบถามว่า “ทำไมเพิ่งพูด”

แต่ลองถามสังคมกลับว่า

“ที่ผ่านมา เราเคยสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยพอให้เขาพูดหรือยัง?”

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชุดใหม่

22 สิงหาคม 2569 เวลา 20:01 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชุดใหม่

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง “แต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ”

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสวนสาธารณะ ในลักษณะสวนป่าที่มีความเป็นธรรมชาติ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในพุทธศักราช 2535

สำหรับใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และเป็นสถานที่รวบรวมอนรักษ์พันธ์ไม้ให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ ตลอดจนส่งเสริมวิชาการในการศึกษาวิจัยด้านพฤกษศาสตร์และปลูกฝังทัศนคติในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ให้เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของธรรมชาติแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป จึงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่สืบสานและสนับสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ให้เจริญก้าวหน้า มีความมั่นคง เป็นประโยชน์แก่ประชาชนสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 9 แห่งข้อบังคับมูลนิธิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ชุดใหม่ ดังต่อไปนี้

องค์ประธานที่ปรึกษา

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

คณะกรรมการมูลนิธิ

1.พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกรรมการ

2. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการ

3. พันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานกรรมการ

4. พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต กรรมการ

5. พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง กรรมการ

6. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ

7. ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการ

8. อธิบดีกรมป่าไม้ กรรมการ

9. อธิบตีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรรมการ

10. คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ กรรมการ

11. นายไพศาล ล้อมทอง กรรมการ

12. นายพิธาน เหี้ยมโท้ กรรมการ

13. ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต กรรมการ

14. นายมนตรี แสนชมภู กรรมการ

15. นายวีระชัย ณ นคร กรรมการ

16. พลอากาศตรี จักรพงษ์ หอมไกรลาศ กรรมการและเหรัญญิญญิก

17. นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิก

18. ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ กรรมการและเลขาธิการ

19. คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล กรรมการและรองเลขาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประยุทธ์ จันทร์โอชาราชกิจจานุเบกษาสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ผอ.JIC เมินแถลงการณ์ กัมพูชา ชี้เส้นเขตแดน พิสูจน์ที่หลักฐาน ไม่ใช่คำกล่าวอ้าง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 19:50 น.

“ผอ.JIC” เมินแถลงการณ์ กัมพูชา ลุย สร้างถนนชายแดน รักษาความปลอดภัยกำลังพล-ประชาชน สวนกลับ ข้อกล่าวหา ไม่ใช่ ข้อเท็จจริง เส้นเขตแดน ข้อพิพาทต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ให้สัมภาษณ์กรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่า แผ้วถางพื้นที่ สร้างถนน และจัดทำที่มั่นทางทหาร อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และขอให้แยก “ข้อกล่าวหา” ออกจาก “ข้อเท็จจริง”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยมีความชัดเจนมาโดยตลอดว่า ไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน ป้องกันภัยคุกคาม และดูแลความมั่นคงในพื้นที่ภายใต้การควบคุมและความรับผิดชอบของฝ่ายไทย โดยคำนึงถึงข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

“สิ่งสำคัญคือ มาตรการด้านความปลอดภัยไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดน และไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของกระบวนการจัดทำหลักเขตแดนที่ทั้งสองประเทศมีกลไกตกลงกันอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าหากกัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของกัมพูชา ไทยจะตอบอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ใครจะกล่าวอ้างอะไรก็สามารถกล่าวได้ แต่ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ หากมีความเห็นต่างว่าแนวเขตอยู่ตรงไหน หรือกิจกรรมใดเกิดขึ้นในพื้นที่ใด วิธีที่ถูกต้องคือ นำแผนที่ หลักฐาน และข้อเท็จจริงเข้าสู่กลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน
เรามีทั้งคือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) อยู่แล้ว ก็ควรใช้กลไกเหล่านี้พิสูจน์ข้อเท็จจริงและหาทางออก

“ผมขอย้ำประโยคหนึ่งว่า เส้นเขตแดนไม่ควรถูกเปลี่ยนด้วยกำลัง และเส้นเขตแดนก็ไม่สามารถถูกกำหนดขึ้นใหม่ด้วยแถลงการณ์ ข่าว หรือโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน”

เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่าการกระทำของไทยขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง ไทยกำลังละเมิดข้อตกลงหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นต่อถ้อยแถลงร่วมของการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และแนวทางลดความตึงเครียดอย่างเคร่งครัด แต่ต้องเข้าใจว่าข้อตกลงเป็นพันธกรณีของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือใช้กลไกประสานงานที่มีอยู่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ไม่ควรรีบตัดสินกันผ่านไมโครโฟนหรือแถลงการณ์ เพราะยิ่งกล่าวหากันมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด แต่ไม่ได้ทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้น

เมื่อถามว่า มองว่ากัมพูชากำลังใช้สงครามข้อมูลข่าวสารหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตนไม่อยากติดป้ายให้ฝ่ายใด แต่หลักการของ JIC คือ เมื่อมีข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เราจะตรวจสอบและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง

สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าให้ความเห็นหรือข้อกล่าวหาถูกนำเสนอซ้ำจนสังคมเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น แนวทางของเราคือ “ข้อกล่าวหา ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อพิพาท ต้องตอบด้วยหลักฐาน และความเห็นต่าง ต้องแก้ด้วยกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ”

เมื่อถามว่ากัมพูชาระบุว่าต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ไทยเห็นด้วยหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง และประเทศไทยก็ยืนยันหลักการนี้มาตลอด แต่คำว่า สันติวิธีต้องเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่และในพื้นที่ข้อมูลข่าวสารด้วย เราควรลดถ้อยคำที่ยั่วยุ ลดการกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ และนำข้อเท็จจริงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกทวิภาคี

สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่ว่าใครออกแถลงการณ์ได้เร็วกว่า หรือกล่าวหาได้แรงกว่า แต่คือใครมีข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ใครมีความอดกลั้น และใครจริงใจต่อการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

เมื่อถามอีกว่า หากกัมพูชายังคงออกแถลงการณ์ในลักษณะนี้ ไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยจะไม่แข่งขันกันด้วยถ้อยคำ หน้าที่ของเราคือรักษาความปลอดภัย รักษาอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไทย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้สถานการณ์บานปลายโดยไม่จำเป็น

“หลักของเรายังเหมือนเดิม คือ ไม่ยั่วยุ-ไม่ประมาท-ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ และหลักสากล”

เมื่อถามว่าพื้นที่ที่กัมพูชากล่าวถึงเป็นของไทยหรือกัมพูชากันแน่ ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องเขตแดนไม่ควรตัดสินกันด้วยคำพูดของตนหรือคำพูดของฝ่ายกัมพูชา แต่ต้องตัดสินด้วยหลักฐาน แผนที่ ข้อตกลง และกระบวนการที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน นี่คือเหตุผลที่เรามีกลไก JBC

“ถ้าเราเชื่อในสันติวิธี ก็ต้องเชื่อในกระบวนการ ไม่ใช่ประกาศคำตอบฝ่ายเดียวแล้วเรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมรับ”

ส่วนไทยจะหยุดสร้างถนนหรือที่มั่นตามที่กัมพูชาเรียกร้องหรือไม่นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง สถานการณ์ด้านความมั่นคง ข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง และความปลอดภัยของกำลังพลกับประชาชน

เราไม่ควรนำข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวมาใช้แทนกระบวนการที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน หากมีข้อสงสัยว่าเรื่องใดกระทบต่อข้อตกลง ก็ควรนำเข้าสู่กลไกที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

“ขอย้ำจุดยืนของฝ่ายไทยว่า ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง แถลงการณ์ไม่ใช่เส้นเขตแดน ข้อพิพาทต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและกลไกที่ตกลงร่วมกัน ประเทศไทยไม่ต้องการความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการให้ประชาชนทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ความสงบที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง การเคารพข้อตกลงซึ่งกันและกัน และการเคารพอธิปไตยอย่างเท่าเทียม”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยพร้อมพูดคุย พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมใช้สันติวิธี แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มที่

ชายแดนไทยกัมพูชาไทยกัมพูชา

กลาโหมจัดให้! ส่งกำลังพล-เครื่องจักรลุยโคลน อ.ปัว ยศชนัน ขอบคุณ บิ๊กดุลย์ ตอบสนองความต้องการพื้นที่ทันท่วงที

22 สิงหาคม 2569 เวลา 19:17 น.

กลาโหมจัดให้! ส่งกำลังพล-เครื่องจักรลุยโคลน อ.ปัว ด้าน “รองนายกฯ เชน” ลุยหน้างานติดตามความคืบหน้า ขอบคุณ “บิ๊กดุลย์” ตอบสนองความต้องการพื้นที่ทันท่วงที

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ จ.น่าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อติดตามการฟื้นฟูและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าขณะนี้เข้าสู่ระยะฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ก้าวพ้นวิกฤตโดยเร็วที่สุด

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายยศชนัน ได้ต่อสายตรงถึง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ (บิ๊กดุลย์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอกำลังพลและเครื่องจักรหนักจากกรมการทหารช่างเข้ามาสนับสนุนภารกิจด่วน ล่าสุดกระทรวงกลาโหมได้ตอบสนองความต้องการของพื้นที่อย่างรวดเร็ว โดยจัดส่งกำลังทหารช่าง พร้อมเครื่องจักรหนัก รถดูดโคลน และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจากจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 40 นาย รวมกับกำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 38 จำนวน 550 นาย และมณฑลทหารบกที่ 34-35 อีก 80 นาย ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ประสานงานร่วมกับทางอำเภอปัว เพื่อกระจายกำลังพลและขยายผลการช่วยเหลือไปยังจุดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

นายยศชนัน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามความคืบหน้าในการฟื้นฟูบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายและมีโคลนท่วมขัง โดยล่าสุดถนนบริเวณทางเข้า บ้านฝาย ตำบลศิลาแลง และ บ้านแก้ม ตำบลวรนคร เริ่มกลับมาเปิดให้สัญจรได้ตามปกติแล้ว ส่วนดินโคลนที่ตกค้างอยู่ภายในบ้านเรือนของประชาชนนั้น เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานและกลุ่มอาสาสมัครกำลังระดมกำลังเข้าทำความสะอาดและเคลียร์พื้นที่อย่างเร่งด่วน

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณ พล.ท.อดุลย์ รวมถึงกำลังพลทหารช่างจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และอาสาสมัครทุกภาคส่วน ที่ลงพื้นที่มาช่วยฟื้นฟูและเคลียร์ดินโคลนอย่างเต็มกำลัง

โดยระหว่างการตรวจเยี่ยม นายยศชนัน ได้เดินพบปะทักทายเพื่อเป็นกำลังใจให้กับประชาชนผู้ประสบภัย ตลอดจนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และกลุ่มอาสาสมัครที่กำลังปฏิบัติภารกิจทำความสะอาดบ้านเรือนให้กับชาวบ้านที่ถูกโคลนพัดถล่มในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา

กลาโหมน้ำท่วมน่าน

‘สาวกิจกรรม‘เปิดแชต สมบัติ เคลียร์ปมละเมิด โต้ไม่ได้ปลุกปล้ำในโรงแรม ฝ่ายหญิงขอบคุณให้บทเรียน อโหสิแต่ไม่ขอเจออีกแล้ว

22 สิงหาคม 2569 เวลา 18:54 น.

‘สาวกิจกรรม‘เปิดแชต สมบัติ เคลียร์ปมละเมิด โต้ไม่ได้ปลุกปล้ำในโรงแรม ฝ่ายหญิงขอบคุณให้บทเรียน อโหสิแต่ไม่ขอเจออีกแล้ว

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะที่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ต่อมาผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” ได้ออกมาโพสต์เรื่องของตัวเองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งอ้างว่าเคยโดนเหตุการณ์แบบนี้คล้ายๆกัน กับ “คนดัง”ในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้โพสต์ข้อความให้ชวนคิดว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ? สาวกิจกรรม ขุดอดีต 20 ปี ช่วยงานมูลนิธิฯโดนหลอกฟัน)

ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” ได้ออกมาโพสต์ภาพบทสนทนาส่วนตัวกับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “สมบัติ บุญงามอนงค์”

ในข้อความดังกล่าว นายสมบัติ  บุญงามอนงค์ หรือหนูหริ่ง บก.ลายจุด ได้พิมพ์ว่า เห็นข้อความที่ Pornnapa เขียนถึงความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนในช่วงปลายปี 49 และเห็นข้อความที่ถามพี่ว่า “พี่ว่ามีอะไรจะพูดมั้ย?”

พี่ตัดสินใจเขียนมาพูดคุยส่วนตัว เพราะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัว คนที่พี่ต้องพูดคุยด้วยคือ Pornnapa จึงเลือกสื่อสารผ่านกล่องข้อความแทน

ประเด็นที่พี่อยากทบทวนข้อเท็จจริง คือ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงแรมแถวสถานีรถไฟฟ้า BTS และไม่ใช่ในลักษณะที่ Pornnapa เขียนถึงเรื่องความคลุมเครือในเรื่องความเห็นชอบ

วันนั้นพี่ส่งข้อความผ่าน MSN ชวน Pornnapa ออกมาข้างนอก ขณะที่อีกฝ่ายอยู่ที่เชียงราย และทั้งสองได้พูดคุยกันถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ ก่อนที่พี่จะขับรถไปรับ Pornnapa ที่บ้าน

นั่นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พี่ไม่ได้พา Pornnapa มาโรงแรมแล้ว “ปลุกปล้ำ” ไม่มีอะไรเป็นลักษณะที่คลุมเครือหรือไม่เต็มใจมาก่อน แต่ข้อเท็จจริง พี่ผิดไป Pornnapa สามารถโต้แย้งได้เลย

ส่วนเรื่องที่พี่ให้เงินนั้น มั่นใจว่าตอนที่เรามีความสัมพันธ์กันครั้งแรก พี่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นแน่นอน ส่วนจะมีช่วงไหนพี่ให้เงิน Pornnapa ตอนใช้ชีวิตอยู่ กทม นั้น พี่ไม่มีเจตนาดูแคลนสัมพันธ์และมองว่าเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินทองใดๆแต่ถ้าทำให้ Pornnapa รู้สึกด้อยค่า พี่ขอโทษ

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ที่จบลง ไม่ใช่ความผิดPornnapa แม้แต่น้อยเป็นความผิดของพี่เองที่ทำให้อีกฝ่ายผิดหวังมาจนถึงทุกวันนี้ ขอบคุณที่ Pornnapa ยังคงเดินเข้ามาพูดคุยด้วยทุกครั้งเมื่อพบกันในที่สาธารณะ

แม้ว่าครั้งแรกพี่จะจำ Pornnapa ไม่ได้เนื่องจากPornnapaป่วย แต่ครั้งล่าสุดที่พบกันได้กล่าวขอโทษที่จำไม่ได้และสอบถามถึงอาการเจ็บป่วย จึงเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และถ้าเราได้เจอกันอีกพี่ยังเหมือนเดิม ยังคงยินดีที่จะพูดคุยกันเหมือนก่อนที่จะเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น

“รักษาสุขภาพครับ”

ทั้งนี้ทางผู้โพสต์ได้โพสต์ข้อความอีกว่า ขอบคุณที่ชี้แจงมา…. ถึงแม้จะถามหน้าไมค์ตอบหลังไมค์ก็เถอะ… ถ้าเรื่องจะเจอกันอีก หวานเจี๊ยบคงทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว… เพราะไม่อาจจะคดโกงต่อความรู้สึกของตัวเองได้อีกแล้ว… ขอบคุณที่เข้ามาเป็นบทเรียนให้กับชีวิต… และขออโหสิกรรมให้กับเรื่องที่เกิด… ขออย่าให้ใครต้องมาเจอแบบนี้อีกเลย

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติ

‘กรวีร์’ มั่นใจศึกซักฟอก รัฐบาล ไร้แผล-ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ขัด ‘ฝ่ายค้าน’ อภิปรายคดี ‘ฮั้ว สว.’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:31 น.

‘ปธ.วิปรัฐบาล’ มั่นใจศึกซักฟอก ‘รัฐบาล’ ไร้แผล ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ขัด ‘ฝ่ายค้าน’ อภิปรายคดี ‘ฮั้ว สว.’ ได้ หากมีข้อมูลโยง ‘นายกฯ-รมต.’ ลั่น อยากเห็นเหมือนกันว่าเกี่ยวยังไง ยํ้าเรื่องเกิดก่อน ‘ภท.’ เข้ามาบริหาร

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางวิปรัฐบาลจะมีการนัดประชุมเตรียมรับมือก่อนหรือไม่ ว่า ยัง เพราะไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยื่นเมื่อไหร่ และญัตติเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องรอให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่เราจะได้พูดคุยกันถูก ทั้งนี้ การยื่นเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านอยู่แล้ว ซึ่งเขาคงจะต้องยื่น ไม่งั้นก็จะเสียสิทธิ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถามว่า มีการเต็งการบ้านไว้หรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบประเด็นไหนขึ้นมาอภิปราย นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่ทราบเลย แต่จะเป็นประเด็นไหนก็ได้ เพราะเราไม่ได้กังวล และเชื่อว่ารัฐมนตรีจะสามารถตอบข้อชี้แจง อธิบายเหตุผลให้กับฝ่ายค้านทุกเรื่องได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจั่วหัวเรื่องคดีฮั้ว สว.เยอะมาก มองว่าเรื่องนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ เพราะเหมือนจะไม่เกี่ยวกับรัฐบาล นายกรวีร์ กล่าวว่า ก็ต้องไปดูว่าเขาจะโยงให้เกี่ยวยังไง ตนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไปเกี่ยวตรงไหน เพราะขณะนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากเขามีเรื่องส่งฟ้องศาล ก็อยู่ที่ศาล ดังนั้นก็ต้องดูว่าประเด็นไหนที่เขาคิดว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

เมื่อถามว่า จะต้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยญัตติก่อนหรือไม่ว่าประเด็นนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตอนนี้เราคาดการณ์กันไปเองทั้งหมด ยังไม่รู้ว่าเขาจะยื่นเรื่องเรื่องอะไร และญัตติที่เค้าเสนอจะเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินตรงไหน หากเขามีเหตุผลและหลักฐานที่สามารถชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล ก็ค่อยมาดูอีกที อย่างไรก็ตาม การเลือก ส.ว.เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหาร ดังนั้นหากมีเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับฝ่าย ตนมองว่าก็อภิปรายได้ แต่ก็ต้องไปดูว่าเกี่ยวตรงไหน

“ตามขั้นตอนขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่ในการไปสืบข้อเท็จจริงอะไรแล้ว และรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นคนจัดการเลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องของ กกต. จึงอยากแยกเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่หากเขามีข้อมูลว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้อง ก็อาจจะอภิปรายได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอก ดังนั้นต้องรอดูญัตติก่อน” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีการลงมติ มั่นใจหรือไม่ว่าเสียงของรัฐบาลจะโหวตครบ นายกรวีร์ กล่าวว่า มั่นใจว่ารัฐบาลตอบข้อซักถามได้ทั้งหมด ไม่มีแผลอะไรที่จะตอบไม่ได้ ส่วนเรื่องคะแนนเสียง คงจะต้องไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ต้องให้เกียรติกัน ดูเหตุผลและสิ่งที่รัฐบาลตอบก่อนว่ามีน้ำหนักหรือฟังได้หรือไม่ แต่หากชี้แจงชัดเจน สภาฯยกมือผ่านอยู่แล้ว

ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทยรัฐบาล

วันวิชิต ชี้ระบบจัดการภาครัฐเห็นผล รับมือน้ำท่วมน่านจบเร็ว ไม่ชุลมุน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:25 น.

“วันวิชิต” ชื่นชมรัฐบาล–มหาดไทย-ปภ. ถอดบทเรียนวิกฤตในอดีต รับมือน้ำท่วมน่านมีประสิทธิภาพ มองรัฐบาล “อนุทิน” วางระบบและปรับแก้มาตลอด หลังเผชิญบททดสอบน้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง เริ่มออกดอกผล เห็นชัดทั้งการเตรียมพร้อม ซ้อมแผน แจ้งเตือน อพยพ และประสานงานในพื้นที่ ชี้ฝนตกหนัก–น้ำหลากห้ามไม่ได้ แต่รัฐทำให้ไม่ชุลมุนและลดความสูญเสียได้ จากนี้ต้องปิดงานให้ครบวงจร เร่งฟื้นฟู–เยียวยาประชาชนหลังน้ำลด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านว่า ภาพที่เกิดขึ้นในครั้งนี้น่าสนใจ เพราะเริ่มเห็นผลจาก “ระบบ” ที่รัฐบาลพยายามวางและปรับปรุงมาตลอด หลังประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

หากมองเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมแต่ละครั้ง เราอาจเห็นเพียงภาพฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ถนนขาด หรือประชาชนต้องอพยพ แต่หากมองต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ จะพบว่า สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยพยายามทำ คือการนำข้อผิดพลาดและปัญหาจากเหตุการณ์ก่อนหน้ามาปรับระบบ เพื่อให้ครั้งต่อไปสามารถรับมือได้เร็วขึ้น กรณีจังหวัดน่านจึงถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญ และเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวกำลังใช้ได้ผล

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ต้องให้เครดิตทั้งรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในพื้นที่ เพราะสิ่งที่เห็นแตกต่างจากหลายเหตุการณ์ในอดีต คือระดับของความชุลมุนที่ลดลง ขณะที่ระบบการแจ้งเตือน การเตรียมพื้นที่อพยพ และการประสานกำลังสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ หลายจังหวัดมีการประชุมเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสะท้อนว่าการเตรียมรับมือไม่ได้เริ่มต้นขึ้นหลังน้ำเข้าพื้นที่แล้ว แต่มีการเตรียมระบบไว้ล่วงหน้า

“ผมคิดว่าสิ่งที่กำลังเห็น ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่เป็นผลจากการที่รัฐบาลต้องผ่านสถานการณ์น้ำท่วมหนักมาหลายครั้ง ทุกครั้งมีทั้งสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ต้องกลับไปแก้ เมื่อเอาบทเรียนเหล่านั้นมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง วันนี้จึงเริ่มเห็นว่าระบบที่วางไว้สามารถนำมาใช้ได้จริง”

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผ่านบททดสอบเรื่องภัยพิบัติมาไม่น้อย และธรรมชาติของการบริหารสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีระบบใดสมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก สิ่งสำคัญคือหลังจากผ่านแต่ละเหตุการณ์แล้ว รัฐบาลสามารถถอดบทเรียนและปรับระบบได้มากน้อยเพียงใด

สิ่งที่เริ่มเห็นในระยะหลัง คือการขยับจากการ “รอเกิดเหตุแล้วเข้าไปช่วย” ไปสู่การ “เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข้อมูลฝนและระดับน้ำ การประเมินพื้นที่เสี่ยง การเตือนประชาชน การซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมศูนย์พักพิง ตลอดจนการกำหนดบทบาทของหน่วยงานในพื้นที่ว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้น ใครต้องทำอะไรและประสานกับใคร

ปภ. เองมีระบบข้อมูลสาธารณภัยสำหรับติดตามทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เฝ้าระวัง และข้อมูลหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ ขณะที่ล่าสุดยังมีการรายงานและแจ้งเตือนสถานการณ์สาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า เรื่องการเตรียมพร้อมนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะประเทศไทยไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ทั้งหมดฝนจะตกหนักเพียงใด น้ำป่าจะไหลลงมาเร็วเพียงใด หรือปริมาณน้ำจะมากกว่าที่คาดการณ์หรือไม่ ไม่มีรัฐบาลใดรับประกันได้ว่าจะควบคุมทั้งหมดแต่สิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้ คือ ระบบก่อนและหลังภัยมา

“เราห้ามฝนไม่ได้ ห้ามน้ำหลากไม่ได้ แต่เราทำให้ประชาชนรู้ก่อนได้ เราเตรียมการอพยพได้ เราทำให้เจ้าหน้าที่รู้หน้าที่ตัวเองได้ และทำให้เมื่อเกิดเหตุขึ้น ทุกฝ่ายไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด”

กรณีน่านจึงน่าสนใจตรงที่ แม้จะเกิดฝนตกหนักและน้ำหลากจนสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ แต่ภาพรวมของการบริหารจัดการไม่ได้เกิดความสับสนในระดับเดียวกับเหตุการณ์ใหญ่บางครั้งที่ผ่านมา

เมื่อได้รับสัญญาณเตือน เจ้าหน้าที่สามารถขยับกำลังเข้าสู่พื้นที่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนและช่วยเหลือ ขณะที่หน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นสามารถเดินตามแผนที่เตรียมไว้ได้เร็วขึ้น

ดร.วันวิชิต กล่าวว่า หากมองในมิติการบริหารราชการ ต้องชื่นชมรัฐบาลที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องชื่นชม กระทรวงมหาดไทย และปภ. ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเชื่อมระบบ เพราะภัยพิบัติไม่สามารถจัดการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ต่อให้ส่วนกลางมีเครื่องมือจำนวนมาก แต่หากจังหวัดไม่รู้สถานการณ์ อำเภอไม่รู้พื้นที่เสี่ยง หรือท้องถิ่นไม่รู้ว่าประชาชนกลุ่มเปราะบางอยู่ตรงไหน ระบบก็ไม่สามารถทำงานได้

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าภาพเจ้าหน้าที่จำนวนมากลงพื้นที่ คือการทำให้ทั้งระบบเคลื่อนพร้อมกัน

“ผมมองว่ารอบนี้ ปภ. ทำได้ดี และรัฐบาลก็ควรได้รับเครดิตในฐานะผู้กำหนดนโยบาย เพราะสิ่งที่เห็นวันนี้เป็นผลจากการวางระบบและการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ก่อนๆ มาปรับใช้ ไม่ใช่เพียงการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า”

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.วันวิชิต เห็นว่า ไม่ควรรีบสรุปภารกิจทันทีที่น้ำลด เพราะการบริหารภัยพิบัติที่ดีต้องมีตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ–ขณะเกิดเหตุ–หลังเกิดเหตุ

เมื่อสถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย ภารกิจของรัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนจากการช่วยชีวิตและอพยพประชาชน ไปสู่การฟื้นฟูและเยียวยาอย่างรวดเร็ว ต้องเร่งสำรวจบ้านเรือน พื้นที่เกษตร ถนน สะพาน ระบบสาธารณูปโภค และทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเร่งดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

“ถ้ารัฐบาลสามารถทำช่วงสุดท้าย คือการฟื้นฟูและเยียวยาให้เร็วได้ด้วย ก็จะทำให้เราเห็นภาพของระบบบริหารภัยพิบัติที่ครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การเตือนก่อนน้ำมา ช่วยเหลือเมื่อน้ำมา และไม่ทิ้งประชาชนหลังน้ำลด”

ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ควรทำหลังจากนี้ คือรัฐบาล มหาดไทย และ ปภ. ควรถอดบทเรียนจากน่าน รวมถึงจังหวัดที่สามารถบริหารสถานการณ์ได้ดี เพื่อนำสิ่งที่ได้ผลไปยกระดับเป็นมาตรฐานสำหรับพื้นที่อื่น

เพราะภัยธรรมชาติครั้งต่อไปย่อมเกิดขึ้นอีก และอาจรุนแรงกว่าเดิม สิ่งที่จะพิสูจน์ประสิทธิภาพของรัฐบาลจึงไม่ใช่การประกาศว่าจะไม่มีน้ำท่วมอีก แต่คือการทำให้ทุกครั้งที่เกิดภัย ประเทศไทยรับมือได้ดีขึ้นกว่าครั้งก่อน

หากประชาชนรู้เร็วขึ้น อพยพเร็วขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าถึงเร็วขึ้น ความชุลมุนน้อยลง ความสูญเสียลดลง และการเยียวยาหลังน้ำลดเร็วขึ้น นั่นหมายความว่า บทเรียนจากภัยพิบัติครั้งก่อนๆ ไม่ได้สูญเปล่า

น่านน้ำท่วมน่าน