สกลธี เผย ปชป. เตรียมถกประเด็นซักฟอกรัฐบาล ก่อนเปิดสภาฯ 25 ส.ค. นี้

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:20 น.

“สกลธี” เผย “ปชป.” เตรียมประชุมเรื่องสำคัญก่อนเปิดสภาฯ 25 ส.ค. นี้ คาดถกประเด็นซักฟอกรัฐบาล เล็งชำแหละ “ฮั้ว สว.-TH-AI Passport-สธ.” ลั่น แม้เสียงไม่พอล้มรัฐบาล แต่ขอใช้เวทีเปิดข้อมูลให้ปชช.ตัดสิน


วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ส.ค. จะมีการประชุมพรรคนัดสำคัญ ซึ่งคิดว่าเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอยู่ในการประชุมครั้งนี้ด้วย รวมถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและอีกหลายอย่าง ที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การประชุมสมัยหน้านี้

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมประเด็นใดไว้บ้างในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสกลธี กล่าวว่า ทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จับประเด็นเรื่องฮั้วสว.อยู่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จับเรื่อง TH-AI Passport ส่วนตนกำลังดูอยู่ว่า การปล่อยปละละเลยในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องกัญชา พ่อทิพย์ หมอพร้อมทิพย์ ก็จะดูว่ารัฐมนตรีละเลยการ ในการบริหารและการแก้ไขหรือไม่ รวมถึงปัญหาที่หมักหมมในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. )

เมื่อถามว่า มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีหลายเรื่อง ที่มีเหตุผลและสิ่งที่บ่งชี้ ให้ประชาชนเห็นความไม่ชอบมาพากลได้

ส่วนที่เสียงของฝ่ายค้านอาจจะไม่พอล้มรัฐบาล นายสกลธี กล่าวว่า ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลเรื่องการซักฟอกยากอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นเวทีที่ชี้ให้เห็น ได้เปิดเผยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน บางครั้งอาจจะชนะการโหวตแต่แพ้ในสายตาประชาชน ซึ่งขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและน้ำหนักข้อมูล

ซักฟอกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

อังคณา ฟาดเจ็บ สมยศ ขอโทษโดยไม่สำนึก อ้างประชาธิปไตย แต่แสวงประโยชน์ทางเพศ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:01 น.

‘สว.อังคณา’ น่าอนาถ ‘สมยศ’ ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจแสวงประโยชน์ทางเพศ

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสมความควรไม่ควร หรือการให้เกียรติผู้ร่วมงานไม่ได้หรือไง

และการมีบุญคุณก็ไม่สามารถทดแทนด้วยความสัมพันธ์ทางเพศที่ #ไม่ยินยอม #ไม่สมัครใจ บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินกันไม่ได้เพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจาก ผสห. รายนี้รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคน จนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการ #ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่าจะเยียวยา ผสห. โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้ยังไง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ปวิน’เดือด ประณาม ‘สมยศ’ ทำพฤติกรรมต่อเด็กสาว ผิดหวัง-เหมือนถูกหลอก

สมยศ เคลื่อนไหวแล้ว หลังข่าวฉาวคุกคามทางเพศ ‘ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด’ คิดว่าให้ความยินยอม

คุกคามทางเพศนักเคลื่อนไหวอาวุโสสมยศ

หนุนจัดระเบียบ กมธ.สภา 35 คณะ! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ ซัดบางคณะ ‘ปั้นน้ำเป็นตัว-หวังผลการเมือง’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 16:14 น.

หนุนจัดระเบียบกมธ.สภาฯ35คณะ! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ ได้ทีซัดแหลกบางคณะฯ ‘ปั้นน้ำเป็นตัว-หวังผลการเมือง’ เตือนอย่าใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำคนอื่นเสียหายระวังถูกฟ้องอาญากลับ-ฟันจริยธรรม

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะให้มีความชัดเจน เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อนและก้าวก่ายอำนาจกันเอง ซึ่งปัญหาในการทำงานของสภาฯ ชุดปัจจุบัน ประธาน กมธ. บางคณะไม่ทำหน้าที่ในกรอบบทบาทหน้าที่ของคณะตนเองอย่างแท้จริง โดยพบว่ามีการใช้อำนาจเกินหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับฯเพื่อมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก มีพฤติกรรมนำประเด็นจากสื่อมาปั้นน้ำเป็นตัว หรือจับแพะชนแกะเพื่อสร้างเรื่องราว ซึ่งทำให้บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหายอย่างมาก

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น จึงขอเตือนอย่างจริงจังไปยัง กมธ. ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวว่า หากยังคงใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก โดยมิชอบหรือเกินขอบเขตจนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้กลับได้ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงการยื่นสอบจริยธรรมผ่านประธานสภาฯ และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและเอาผิดต่อไปได้

“ต้องการให้ประธานสภาฯ มีแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการทำงาน ซึ่งการวางกรอบอำนาจที่ชัดเจนนี้จะช่วยลดภาระแก่หน่วยงานรัฐและประชาชนที่ถูกเรียกชี้แจง อีกทั้งยังทำให้การใช้อำนาจของ กมธ. มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ไม่ซ้ำซ้อน และไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองอีกด้วย” ประธาน กมธ.ตำรวจ กล่าว

คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ? สาวกิจกรรม ขุดอดีต 20 ปี ช่วยงานมูลนิธิฯโดนหลอกฟัน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:58 น.

FacebookXLineGmailCopy LinkShare

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ล่าสุด ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” โพสต์ข้อความว่า เรื่องทำนองนี้ ก็เคยเกิดกับฉันมาก่อนเหมือนกัน… ถ้าเอ่ยชื่อไป… ช็อกกันทั่วเมืองแน่ …

ต่อมาเจ้าของโพสต์ก็ได้โพสต์อีกว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?”

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ผู้โพสต์ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า [เรื่องเล่าจากอดีต: เมื่ออุดมการณ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกใช้คน]

เรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาเล่าถึงบาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดโดย “นักอุดมการณ์” มันทำให้อดีตของฉันฉายภาพซ้ำทับซ้อนขึ้นมา แทบจะเป็นภาพคัดลอกเดียวกัน… ต่างกันแค่ช่วงเวลา และผู้กระทำที่เป็น “คนดัง” อีกคน

ย้อนกลับไปในปี 2549 ตอนนั้นฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัย 20 ที่หอบหัวใจเปี่ยมอุดมการณ์ ลงจากดอยนางนอน เชียงราย มาร่วมประท้วงการยึดอำนาจที่สนามหลวงเพียงลำพัง ฉันไม่รู้จักใครเลยบนพื้นที่แห่งนั้น นอกจากคนดังคนหนึ่งที่เคยพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ด coup19.org(ถ้าจำไม่ผิดนะ)

ด้วยความปลาบปลื้มในตัวเขา เราติดต่อกันผ่าน MSN จนเริ่มคุ้นเคย และไม่นาน… เหตุการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของฉันไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น…

วันนั้น ฉันเข้าไปช่วยงานที่สำนักงานมูลนิธิแถวซอยรางน้ำแบบฟรีๆ ด้วยใจที่อยากขับเคลื่อนขบวนการ เมื่อเสร็จงาน ชายคนนั้นชวนออกไปข้างนอกและอาสาจะไปส่งที่พัก เขาพาฉันเดินขึ้นสถานี BTS แต่ปลายทางกลับไม่ใช่การนั่งรถไฟกลับ… เขาพาฉันเลี้ยวเข้าโรงแรมข้างสถานีแทน

ด้วยความเด็กและไม่ประสีประสา ฉันเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก แม้นั่นจะไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิต แต่มันคือความช็อกที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จากคนที่หลอกล่อเรามาด้วยความ “ไว้เนื้อเชื่อใจ”

​สิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกลดทอนคุณค่าที่สุด คือก่อนกลับ… เขายื่นเงินให้ฉัน ประหนึ่งว่าเศษเงินนั้นจะสามารถปิดปาก หรือเปลี่ยนสิ่งที่เขาทำเป็นการซื้อขายได้ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธ…

ตอนนั้นยอมรับว่าแอบมีความรู้สึกดีๆ ให้เขา แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้เลยก็คือ เขามีภรรยาอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่คนในสำนักงานรู้กันหมด แต่เขาแค่ไม่แสดงตัว… มีเพียงฉันคนเดียวที่หน้ามืดตามัวและไม่รู้เรื่องอะไรเลย…

สรุปคือ ฉันโดนหลอกเต็มๆ โดนหลอกให้ไปช่วยงานฟรี โดนหลอกฟันฟรี และสูญเสียความเคารพศรัทธาที่มีต่อคนดังคนนี้ไปจนหมดสิ้น…

ภายนอกฉันอาจดูเหมือนคนมูฟออนไว เรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้สร้างบาดแผลทางใจไปมากกว่าความรู้สึกสมเพชตัวเอง แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ฉัน “เลือกที่จะเงียบ” เป็นเพราะฉันกลัวว่าขบวนการประชาธิปไตยที่ทุกคนร่วมกันสร้างมาจะพังทลายลง อีกทั้งในโครงสร้างสังคมแบบนี้ พูดไปเหยื่อก็คงไม่พ้นถูกตราหน้าว่า “สมยอม”

เรื่องเล่าที่ว่ามีนักอุดมการณ์หลอกกินฟรี มันมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาตลอด… แต่ไม่เคยมีใครกล้าออกมายอมรับตรงๆ ว่าตัวเองคือหนึ่งในเหยื่อ

วันนี้… ฉันนี่แหละคือ “ใบเสร็จ” ที่เขาตามหากัน

ที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้อุดมการณ์อันบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือหลอกลวงอีก

คนที่พร่ำเพ้อเรียกร้องหาความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้สังคม กลับเอาอุดมการณ์มาบังหน้าเพื่อตักตวงผลประโยชน์ทาง “กาม” ให้ตัวเอง…

ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนคนนี้ในทีวี หรือบนเวทีเสวนา นั่งพูดจาสวยหรูเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม… มันทำให้ฉันสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียน

“แมงดาแห่งประชาธิปไตย” ที่เล่นกับไฟอุดมการณ์ของผู้คน ไม่ควรมีที่ยืนอีกต่อไป

ไม่ว่าเรื่องในวันนั้นจะดำเนินคดีได้หรือไม่ แต่วันนี้ฉันขอเป็นส่วนหนึ่งที่กระชากหน้ากากคนจอมปลอมพวกนี้ออกมา เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครต้องมาแตกสลายเพราะคนแบบนี้อีกต่อไป

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติอดีตนักโทษม.112

เอ็ดดี้ ชี้ ออสเตรเลีย มอง ไทย เป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาค

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:39 น.

เอ็ดดี้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์เบื้องหลังและถ้อยแถลงสำคัญ กรณีการเดินทางเยือนกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ของนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยหยิบยกคำกล่าวของ Anne Aly รัฐมนตรีของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่ให้เกียรติมาส่งและอวยพรการเดินทางกลับ พร้อมทั้งเน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในหลากหลายมิติ โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคของออสเตรเลีย #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ Anne Aly เป็น ส.ส.พรรค Labor เขต Cowan รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซี ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งพร้อมกัน 3 กระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจขนาดย่อม (Small Business) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพหุวัฒนธรรม (Multicultural Affairs) ของออสเตรเลีย  

เธอเกิดที่อียิปต์และย้ายมาออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เป็นสตรีมุสลิมคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลีย ในปี 2016  ก่อนเข้าสู่การเมืองเธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านการต่อต้านการก่อการร้าย

เอ็ดดี้


เธอเรียนปริญญาโทและเอกที่ Edith Cowan University โดยทำงานด้าน counter-terrorism และ countering violent extremism เคยเป็นที่ปรึกษา UN Counter-Terrorism Directorate และเป็นผู้ก่อตั้ง People Against Violent Extremism (PaVE)  

เธอโพสต์ว่า:“ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคที่เราไว้วางใจ และเป็นมิตรประเทศ โดยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในด้านการค้า การบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันประเทศ และนวัตกรรม
มิตรภาพนี้ตั้งอยู่บนสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศ ตั้งแต่ภาคธุรกิจและนักท่องเที่ยว ไปจนถึงนักเรียน นักศึกษา และครอบครัว
นับเป็นเกียรติที่ได้ร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ฯพณฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสเดินทางเยือนกรุงแคนเบอร์ราในสัปดาห์นี้ และได้มาส่งพร้อมอวยพรให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพในเช้าวันนี้”

ผมอยากชี้ให้เห็นคำสำคัญมาก ๆ คือ “Thailand is a trusted regional partner and friend” ถ้าแปลโดยรักษาน้ำหนักทางการทูต ผมจะใช้ว่า “ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคที่ออสเตรเลียไว้วางใจ และเป็นมิตรประเทศ” ไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยเป็นเพื่อนของออสเตรเลีย” เพราะคำว่า trusted regional partner มีนัยว่ารัฐบาลออสเตรเลียกำลังมองไทยในฐานะ “ผู้เล่นระดับภูมิภาคที่สามารถร่วมมือกันได้” ไม่ใช่เพียงประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและน่าสังเกตอีกอย่างว่าเธอเลือกเจาะจงความสัมพันธ์ถึง 4 ด้าน Trade การค้า Law enforcement การบังคับใช้กฎหมาย Defence การป้องกันประเทศ/ความมั่นคง Innovation นวัตกรรม ชุดคำนี้สอดคล้องมากกับภาพที่เราเคยวิเคราะห์เรื่องการเยือนออสเตรเลียของนายกฯ อนุทิน เพราะมันครอบคลุมทั้ง เศรษฐกิจ + ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ + ความมั่นคง + เทคโนโลยี ไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียเพียงในเชิงมิตรภาพหรือการท่องเที่ยว

อีกจุดที่มีความหมายคือเมื่อเธอไปส่งนายกรัฐมนตรีไทยถึงเครื่องบิน และเขียนเองว่า “to wish him a safe journey this morning” แสดงว่าเธอมีบทบาทเป็นตัวแทนรัฐบาลออสเตรเลียในการดูแลการเยือนครั้งนี้อย่างเป็นทางการในช่วงท้ายด้วย
อย่างไรก็ตาม,

ประเด็นสแกมออนไลน์และการค้ามนุษย์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา สะท้อนว่าภาพลักษณ์ไทยในสายตาต่างชาติยังผูกติดกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นดาบสองคม 

“ได้ความร่วมมือแต่ก็ตอกย้ำปัญหาที่มีอยู่” ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม (FTA, การลงทุนจริง) ยังต้องติดตามในระยะยาว เพราะแถลงการณ์ร่วมกับตัวเลขการลงทุนจริงมักมีช่องว่างเสมอ

โดยรวม การเยือนครั้งนี้ส่งผลบวกต่อไทยในเชิงการยกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการนำข้อตกลง/กลไกความร่วมมือที่ประกาศไว้ (เช่น กลไกกลาโหม การปราบสแกม ความร่วมมือ NSTDA-CSIRO) ไปปฏิบัติจริงต่อไป”

เอ็ดดี้

หลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“สุดยอดครับ เรื่องดีๆแบบนี้ที่ไทยจะได้รับ ต้องนำเสนอเยอะๆครับ ขอบคุณครับ”

“ขอเรียนว่า ๑.มิตรภาพระหว่างไทย-เมกา-จีน-ยุโรป ๒.มิตรภาพออสเตรเลียกับไทย ๓.สรุป=ประเทศใดที่มีมิตรภาพดีสุดๆ(ความสัมพันธ์ทางการทูต การกีดกันทางการค้า กำแพงภาษี ความเจริญทางด้านมนุษยธรรมฯลฯ)..ผมให้ความปลื้มปิติที่ดีมากแต่ออสเตรเลียสุดๆ ครับ.”

“ภาพนี้น่ารักมากๆเป็นความภาคภูมิใจของพี่นะคะในฐานะคนไทยที่อยู่ที่นี่ เขาให้การต้อนรับเราแสนอบอุ่นมากๆ ใครไม่ชอบอะไรก็กลับไปพูดกันในบ้านเรา ในบ้านเขาก็มีเรื่องกันมากมายแต่เขาไม่พูด ทุกคนล้วนมีอารยะของเราแต่ละคนแต่ละประเทศ พลังบวกค่ะ”

“รัฐมนตรีออสเตรเลีย ควบ 3 กระทรวง ขณะนายกหนู ควบได้แค่ 2 กระทรวง คนไทยงอแงซะงั้น”

“สัมพันธไมตรี ที่มั่นคง ยืนยง ยาวนาน ..70 ปีระหว่าง เครือรัฐออสเตรเลีย กับ ราชอาณาจักรไทย”

“ช้วงนี้นายกบินบ่อย ในฐานะนายกฯ แสดงนัยยะเรื่องการ ตปท และเศรษฐกิจ”

“ขอบคุณในข้อมูลค่ะ ทดไว้ในใจแล้วค่ะ ว่านายกรัฐคณะไปคราวนี้ รัฐบาลได้ทำอะไรบ้าง”

“ดีต่อใจอบอุ่นในมุมของพลังบวกค่ะ”

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

นักวิชาการอิสระออสเตรเลียอัษฎางค์ ยมนาคเอ็ดดี้

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

22 ส.ค. 2569 11:11 น.

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียเตรียมขยายโครงการซื้อคืนอาวุธปืนไปยังกรุงแคนเบอร์รา หลังเหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาด Bondi Beach ในซิดนีย์ คร่าชีวิต 15 ราย ย้ำเดินหน้าคุมเข้มอาวุธปืน เพื่อป้องกันเหตุโจมตีซ้ำ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศว่า เขตนครหลวงออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงแคนเบอร์รา จะเข้าร่วมโครงการ ซื้อคืนอาวุธปืนของรัฐบาลกลาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดจำนวนอาวุธปืนในประเทศ หลังเกิดเหตุกราดยิงที่งานเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิวบริเวณหาดบอนได (Bondi Beach) ในนครซิดนีย์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 15 ราย

นายกรัฐมนตรี แอนโธนี อัลบาเนซี เปิดเผยเรื่องดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม โดยระบุว่า รัฐบาลเขตนครหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory ) หรือ ACT เห็นชอบเข้าร่วมโครงการซื้อคืนอาวุธปืน เพื่อร่วมกันป้องกันไม่ให้เหตุโจมตีในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ Bondi Beach เกิดขึ้นอีก

อัลบาเนซีกล่าวขอบคุณรัฐบาล ACT ที่ร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการนำอาวุธปืนออกจากท้องถนน พร้อมย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนออสเตรเลีย

ข้อมูลจากรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า เขตนครหลวงออสเตรเลียมีอาวุธปืนอยู่ประมาณ 23,000 กระบอก และมีผู้ถือใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนมากกว่า 7,000 คน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าโครงการซื้อคืนปืนใน ACT จะเริ่มต้นเมื่อใด หรือรัฐบาลจะตั้งเป้ารับซื้อคืนอาวุธปืนจำนวนเท่าใด

ขณะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย และเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ ได้เป็นรัฐแรกที่ประกาศเข้าร่วมโครงการซื้อคืนอาวุธปืน โดยมีกำหนดเริ่มโครงการในวันที่ 2 พฤศจิกายน

ทั้งนี้ รัฐบาลกลางออสเตรเลียได้ออกกฎหมายใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้า โครงการซื้อคืนอาวุธปืน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ขอใบอนุญาตครอบครองปืน และปราบปรามการสร้างความเกลียดชัง

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุกราดยิงที่งานฉลองเทศกาลฮานุกกะห์บริเวณหาด Bondi Beach เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นเหตุโจมตีที่มีแรงจูงใจจากแนวคิดต่อต้านชาวยิว โดยผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเป็นพ่อลูกกัน และตำรวจระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ Islamic State (IS) โดยทั้งคู่ใช้อาวุธปืนที่ได้มาอย่างถูกกฎหมาย

ออสเตรเลียมีปืนกว่า 4.1 ล้านกระบอก

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ออสเตรเลียมีอาวุธปืนอยู่ในประเทศประมาณ 4.1 ล้านกระบอกในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของอาวุธปืนที่อยู่ในมือประชาชน แม้ออสเตรเลียจะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดก็ตาม

โครงการซื้อคืนปืนครั้งใหม่นี้ถือเป็นมาตรการครั้งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่โครงการซื้อคืนอาวุธปืนทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงครั้งรุนแรงที่เมืองพอร์ตอาร์เธอร์ รัฐแทสเมเนีย เมื่อปี 1996 ซึ่งมือปืนสังหารผู้คน 35 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

22 ส.ค. 2569 10:21 น.

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

Tesla และผู้ผลิตรถยนต์อีก 8 ราย เรียกคืนรถยนต์ราว 4.3 ล้านคันในจีน หลังหน่วยงานกำกับดูแลพบความเสี่ยงเกี่ยวกับระบบเปิดประตูฉุกเฉิน ถือเป็นการเรียกคืนรถครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน 

Tesla และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนรวม 9 บริษัท ประกาศเรียกคืนรถยนต์รวมประมาณ 4.3 ล้านคัน ในประเทศจีน หลังทางการแสดงความกังวลว่า ผู้โดยสารอาจไม่สามารถเปิดประตูรถได้อย่างรวดเร็วในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง โดยรัฐบาลจีนเตรียมสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อนตั้งแต่ปี 2570

การเรียกคืนครั้งนี้มีทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ที่ผลิตในจีน รวมถึงรถยนต์ของ Tesla, Xiaomi, Leapmotor, Xpeng และ Geely โดยมาตรการแก้ไขมีตั้งแต่การติดตั้งป้ายเตือนบริเวณมือจับประตู ไปจนถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล หรือ Over-the-Air (OTA)

Tesla เป็นบริษัทที่เรียกคืนรถยนต์มากที่สุดในการดำเนินการครั้งนี้ โดยมีรถยนต์ประมาณ 2.98 ล้านคัน ทั้งรถที่นำเข้าและผลิตในจีน ได้แก่ Model 3, Model Y, Model S และ Model X

การเรียกคืนของ Tesla จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ตามข้อมูลที่บริษัทแจ้งต่อสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน หรือ SAMR

หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า มือจับประตูฉุกเฉินแบบกลไกของรถยนต์อาจค้นหาได้ยากหรือใช้งานได้ยากหลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่ระบบไฟฟ้าของรถเสียหาย ซึ่งอาจทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถหลบหนีออกจากรถ หรือทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าถึงผู้ที่ติดอยู่ภายในได้ยาก

สำหรับแนวทางแก้ไข Tesla จะติดตั้ง ป้ายเตือนเพื่อระบุตำแหน่งมือจับประตูฉุกเฉิน และอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล เพื่อให้กระจกรถลดระดับลงโดยอัตโนมัติหลังเกิดการชน

นอกจาก Tesla แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายรายก็ประกาศเรียกคืนรถยนต์จำนวนมากเช่นกัน โดย Xiaomi เตรียมเรียกคืนรถประมาณ 390,000 คัน ขณะที่ Leapmotor เรียกคืนประมาณ 371,000 คัน และ Xpeng ประมาณ 264,000 คัน

ส่วนบริษัทอื่น ๆ ที่ยื่นเรื่องเรียกคืนต่อหน่วยงานกำกับดูแลของจีนมีจำนวนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่านี้

Leapmotor ระบุว่า การแก้ไขในกรณีของบริษัทประกอบด้วยการติดตั้งป้ายเตือนและอัปเกรดซอฟต์แวร์ควบคุมกระจกไฟฟ้า โดยบริษัทดำเนินการตามกระบวนการเรียกคืนเพื่อความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งาน

การเรียกคืนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หลังผู้ผลิตหลายรายแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง พร้อมเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในรถยนต์ ซึ่งทำให้ประเด็นด้านความปลอดภัยของระบบอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ได้รับความสนใจมากขึ้น

ปัญหาเรื่อง มือจับประตูรถแบบซ่อน ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หลังเกิดเหตุผู้โดยสารติดอยู่ภายในรถยนต์ที่เกิดไฟไหม้หลายกรณี

สื่อทางการจีนรายงานเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีคนขับรถยนต์ Xiaomi SU7 เสียชีวิตหลังรถประสบอุบัติเหตุและเกิดไฟไหม้ โดยผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือไม่สามารถเปิดประตูรถเพื่อนำตัวคนขับออกมาได้

จากกรณีดังกล่าวทำให้ระบบเปิดประตูฉุกเฉินของรถยนต์ไฟฟ้าถูกตั้งคำถามมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่ใช้มือจับประตูแบบซ่อน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในรถยนต์รุ่นใหม่

นอกจากการเรียกคืนครั้งใหญ่ครั้งนี้แล้ว จีนยังประกาศว่าจะห้ามใช้มือจับประตูรถยนต์แบบซ่อนตั้งแต่ปี 2570 ซึ่งจะทำให้จีนเป็นประเทศแรกที่ทยอยยกเลิกการออกแบบดังกล่าว

มือจับประตูแบบซ่อนถูกทำให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางโดย Tesla และต่อมาผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายรายนำแนวคิดเดียวกันมาใช้ เนื่องจากช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ทันสมัย ลดแรงต้านอากาศ และสอดคล้องกับดีไซน์รถยนต์ยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวมักใช้การเปิดด้วยกุญแจรีโมต สมาร์ตโฟน หรือแผงสัมผัส และอาจมีมือจับฉุกเฉินแบบกลไกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า ผู้โดยสารหรือผู้ช่วยเหลืออาจหาไม่พบในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน โดยหน่วยงานความปลอดภัยด้านการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า กำลังพิจารณามาตรฐานความปลอดภัยใหม่เพื่อแก้ไขความเสี่ยงที่ผู้โดยสารอาจติดอยู่ภายในรถ หากระบบไฟฟ้าเกิดขัดข้อง

อย่างไรก็ตาม NHTSA ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่ได้แจ้งหน่วยงานเกี่ยวกับแผนเรียกคืนรถยนต์ในลักษณะเดียวกันในตลาดสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้การเรียกคืนครั้งนี้จะครอบคลุมรถยนต์จำนวนมหาศาล แต่ต้นทุนของผู้ผลิตอาจไม่สูงมาก เนื่องจากรถยนต์สมัยใหม่สามารถแก้ไขปัญหาหลายอย่างผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล ทำให้ลดทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่รถต้องเข้าศูนย์บริการ

การเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ในจีนครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยของเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์รุ่นใหม่พึ่งพาซอฟต์แวร์และระบบไฟฟ้ามากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

22 ส.ค. 2569 09:57 น.

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

อินโดนีเซียเร่งยกระดับมาตรการรับมือ ไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่เกษตรและป่าพรุ หลังสถานการณ์ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของเกาะบอร์เนียว จนหมอกควันหนาทึบปกคลุมพื้นที่และลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่มาเลเซีย 

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีการตรวจพบจุดความร้อนทั่วอินโดนีเซียมากกว่า 11,900 จุดในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง โดยกาลิมันตันตะวันตกและกาลิมันตันกลางเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนมากที่สุด ขณะที่พื้นที่ป่าและที่ดินถูกไฟเผาไปแล้วราว 1.78 ล้านไร่ นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใกล้เคียงกับรัฐโรดไอแลนด์ของสหรัฐฯ

สถานการณ์ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมไฟ โดยตำรวจในกาลิมันตันกลางควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 12 คน จากข้อกล่าวหาวางเพลิงและลักลอบเปิดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร

ทางการระบุว่าจะดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ที่จุดไฟโดยผิดกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติและหน่วยดับไฟป่าเร่งปฏิบัติการทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศในพื้นที่ที่มีจุดความร้อนจำนวนมาก

กระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียระบุว่า รัฐบาลกำลังเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการในกาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง และกาลิมันตันใต้ โดยประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านป่าไม้ สำนักงานจัดการภัยพิบัติ BMKG ตำรวจ ทหาร และหน่วยดับไฟป่า Manggala Agni เพื่อควบคุมสถานการณ์

ปัญหาที่น่ากังวลคือหมอกควันจากกาลิมันตันตะวันตกได้ลอยข้ามช่องแคบเข้าสู่รัฐซาราวักของมาเลเซีย ส่งผลให้คุณภาพอากาศในบางพื้นที่อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย โดยมีโรงเรียนมากกว่า 600 แห่งต้องปิดการเรียนการสอน กระทบนักเรียนประมาณ 200,000 คน เนื่องจากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า จุดความร้อนในกาลิมันตันตะวันตกมากกว่า 4,000 จุด และเมืองปอนเตียนัคต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านไฟป่า ขณะที่ดัชนีคุณภาพอากาศในบางพื้นที่พุ่งถึงระดับ 191 ซึ่งอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

หน่วยดับไฟป่าอินโดนีเซียยังเพิ่มการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนกาลิมันตันตะวันตก เพื่อติดตามทิศทางลม ความหนาแน่นของควัน และคุณภาพอากาศ พร้อมพยายามลดผลกระทบจากหมอกควันที่อาจลอยเข้าสู่มาเลเซียเพิ่มเติม

ในหลายพื้นที่ของกาลิมันตัน หมอกควันหนาทึบส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก บางจุดเหลือเพียง 1-10 เมตร ทำให้การสัญจรได้รับผลกระทบ ทั้งการเดินทางบนท้องถนนและเที่ยวบิน ขณะที่ประชาชนบางส่วนรายงานว่ามีอาการหายใจลำบากและกังวลต่อผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูดควันเป็นเวลานาน

ผู้เชี่ยวชาญและรายงานจากสื่อในภูมิภาคระบุว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่แห้งแล้งและอิทธิพลของ เอลนีโญ ซึ่งทำให้หลายพื้นที่มีฝนทิ้งช่วงและสภาพพื้นดินแห้ง เหมาะต่อการลุกลามของไฟ

กาลิมันตันตะวันตกถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยมีรายงานว่าบางพื้นที่ไม่มีฝนตกต่อเนื่องนานถึง 40 วัน ขณะที่จำนวนจุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนสิงหาคม

ไฟป่ายังสร้างความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า โดยก่อนหน้านี้ไฟได้ลุกลามเข้าใกล้ศูนย์ฟื้นฟูลิงอุรังอุตังในกาลิมันตันตะวันตก จนเจ้าหน้าที่ต้องเคลื่อนย้ายอุรังอุตังประมาณ 60 ตัว ไปยังพื้นที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟป่า

ล่าสุด อินโดนีเซียยังคงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์เพื่อควบคุมไฟในพื้นที่วิกฤต พร้อมย้ำว่าจะดำเนินคดีต่อผู้ที่จุดไฟเผาป่าหรือเปิดพื้นที่โดยผิดกฎหมาย เพื่อควบคุมไม่ให้วิกฤตหมอกควันขยายวงกว้างและกระทบประเทศเพื่อนบ้านมากไปกว่านี้.

ที่มา : abcnews

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

22 ส.ค. 2569 09:13 น.

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

อิตาลีเผชิญสภาพอากาศเลวร้าย หลังพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่ม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานหลายพื้นที่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอิตาลีเปิดเผยว่า มีการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและรับมือเหตุฉุกเฉินทั่วพื้นที่ทางตอนเหนือและบางส่วนของภาคกลางราว 1,000 ครั้ง โดยในลอมบาร์เดียเพียงแห่งเดียวมีภารกิจกว่า 400 ครั้ง ขณะที่พีดมอนต์มีมากกว่า 260 ครั้ง ทัสคานีมากกว่า 200 ครั้ง และลิกูเรียมากกว่า 160 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากน้ำท่วม ดินถล่ม ต้นไม้ล้ม และความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ริโน ดิ โซนิโก ในจังหวัดเบรสชา แคว้นลอมบาร์เดีย โดยเกิดดินถล่ม 2 จุด ส่งผลให้สะพานข้ามลำธารวัล ราบเบีย พังเสียหาย แม้สะพานดังกล่าวจะถูกสั่งปิดการจราจรไว้ก่อนหน้านี้เพื่อความปลอดภัยแล้วก็ตาม

เจ้าหน้าที่ต้องอพยพประชาชนรวม 81 คน โดย 57 คนอยู่ฝั่งริโน ดิ โซนิโก และอีก 24 คนอยู่ฝั่งการ์ดา ขณะที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านพื้นที่ตอนล่างของเมืองโซนิโก แม่น้ำโอกลิโอ เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางส่วนของชุมชนมาลอนโน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงส่งทีมปฏิบัติการพิเศษพร้อมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ เพื่อพยายามควบคุมและสกัดมวลน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น

สถานการณ์ในจังหวัดแบร์กาโมก็รุนแรงเช่นกัน โดยมี 6 เมืองถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ Valleve, Carona, Foppolo, Branzi, Valbondione และ Gandellino หลังเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และต้นไม้ล้มกีดขวางเส้นทาง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีประชาชนราว 350 คนได้รับการอพยพ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ประมาณ 200 คนเป็นผู้เข้าพักในแคมป์แห่งหนึ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากดินถล่มและระดับน้ำในลำธารที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่เมือง Valleve เจ้าหน้าที่ต้องช่วยอพยพคน 3 คน รวมเด็ก 2 คน หลังบ้านถูกตัดขาดจากดินถล่ม

นอกจากลอมบาร์เดียแล้ว พื้นที่อื่น ๆ ทางตอนเหนือและภาคกลางของอิตาลีก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยในพีดมอนต์มีรายงานน้ำท่วมและหลังคาอาคารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในจังหวัดตูริน โนวารา และแวร์เชลลี ขณะที่ทัสคานีมีรายงานน้ำท่วมและต้นไม้ล้มในหลายพื้นที่ รวมถึงฟลอเรนซ์ ปิซา ลุกกา และปิสโตยา

ส่วนแคว้นลิกูเรียมีฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้เมืองชีอาวารี มีปริมาณฝนสูงถึง 126 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ และทางการต้องยกระดับคำเตือนภัยน้ำท่วมในบางพื้นที่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงดินถล่มและน้ำท่วม หลังฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำธารเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังอิตาลีเผชิญ อากาศร้อนจัดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก่อนที่มวลอากาศแปรปรวนจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก ลูกเห็บ และลมกระโชกแรง ขณะที่สภาพอากาศในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศยังคงร้อน โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส.

ที่มา :reuters

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

22 ส.ค. 2569 06:10 น.

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีเดินหน้าขอหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อติดตามตัวนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หลังศาลออกหมายจับในคดีโจมตีกองเรือช่วยเหลือกาซา

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ศาลตุรกีเดินหน้าขอให้อินเตอร์โพลออกหมายแดง เพื่อติดตามตัวนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หลังตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และทรมาน จากกรณีกองทัพอิสราเอลสกัดกองเรือช่วยเหลือฉนวนกาซาในเดือน พ.ค. 2569

โดยนายอาคิน เกอร์เล็ก รัฐมนตรียุติธรรมตุรกี เปิดเผยว่า ศาลตุรกีออกหมายจับเนทันยาฮูและผู้ต้องสงสัยอีก 1 คน ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ในคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 35 คน จากเหตุทหารอิสราเอลเข้าสกัดกองเรือ Global Sumud Flotilla for Gaza ในทะเลสากล พร้อมกระบุว่า กระทรวงยุติธรรมได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อให้สามารถติดตามตัวผู้ต้องหาในต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าตุรกีจะใช้กลไกทางกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้อิสราเอลรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตุรกีระบุว่าเป็นอาชญากรรมในกาซา

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของคดีเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. เมื่อกองทัพอิสราเอลเข้าสกัดเรือของ Global Sumud Flotilla ซึ่งกำลังเดินทางไปยังฉนวนกาซาเพื่อส่งความช่วยเหลือ โดยผู้จัดงานระบุว่ามีเรือเข้าร่วมราว 50 ลำ ก่อนถูกทหารอิสราเอลควบคุมตัวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนำตัวผู้ร่วมขบวนไปยังเรือนจำ ก่อนส่งกลับประเทศ ซึ่งการสกัดกองเรือครั้งนั้นทำให้เกิดเสียงประณามจากนานาชาติ โดยฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรเลีย ต่างเปิดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์

ทางด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูตอบโต้ว่า ความพยายามของเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในการข่มขู่ผู้นำและทหารอิสราเอลจะไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกล่าวหาแอร์โดอันว่ามีท่าทีต่อต้านชาวยิว และยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าต่อต้านความพยายามของตุรกีในการสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค.

ที่มา Aljazeera