นายกฯ รับทราบสถานการณ์รุนแรงชายแดนใต้แล้ว ไม่ตอบจะลงพื้นที่หรือไม่

23 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

นายกฯ รับทราบสถานการณ์รุนแรงชายแดนใต้แล้ว กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการ ไม่ตอบจะลงพื้นที่หรือไม่

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่ศาลาว่ากลางจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เหตุความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อคืนนี้ ภายหลังร่วมประชุมกับหน่วยงานความมั่นคง ก่อนการ เดินทางมาประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดน่าน โดยนายกรัฐมนตรี พยักหน้ายอมรับว่า ได้รับทราบสถานการณ์แล้ว และมีการหารือ และข้อสั่งการไปแล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการลงพื้นที่ไปด้วยตนเองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงว่า ”ได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว“

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เป็นห่วงสถานการณ์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนที่จะเปิดประตูรถออกไปทันที โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางต่อไปที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด

ชายแดนใต้น่านนายกฯแนวหน้าออนไลน์

มทภ.4 แจง ป่วนใต้หลายจุด กลุ่มก่อเหตุตอบโต้-เอาคืนเจ้าหน้าที่ โยงจับบุหรี่เถื่อน เอี่ยวขบวนการค้ายาเสพติด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

23 สิงหาคม 2569 พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) กล่าวถึงกรณีมีการกล่าวอ้างว่ามีผู้ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

พล.ท.นรธิป ระบุว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวมีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนในการลาดตระเวนตามเส้นทางต่าง ๆ จริง แต่ไม่มีการใช้อาวุธหรือการยิงกระสุนจากเฮลิคอปเตอร์ลงสู่พื้นแต่อย่างใด พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีการใช้กระสุนจากเฮลิคอปเตอร์อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะอัตโนมัติ (Automatic) จริง ยานพาหนะหรือเป้าหมายที่ถูกอ้างถึงจะไม่สามารถรอดพ้นได้อย่างแน่นอน จึงยืนยันว่าเหตุการณ์ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

พล.ท.นรธิป ยังกล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ว่า การก่อเหตุที่เกิดขึ้นแม้โดยภาพรวมอาจไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิตของประชาชนหรือเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่เป็นลักษณะของการสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

พร้อมระบุว่า ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการปิดล้อมตรวจค้นและกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กำลังที่มีอยู่ในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการตาม “ยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งสามารถจับกุมยาเสพติดได้จำนวนมาก รวมถึงผู้กระทำความผิดอีกหลายราย โดยล่าสุดกลางเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมขบวนการค้าของผิดกฎหมายในพื้นที่อำเภอยะรัง ได้ของกลางบุรี่ผิดกฎหมายจำนวนมากกว่า 2,000,000 มวน และเงินสดอีกประมาณ 18 ล้านบาท

แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า ขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด และมีการประเมินว่ามูลค่าการค้าผิดกฎหมายในแต่ละเดือนอาจสูงหลายร้อยล้านบาท ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ

“สิ่งเหล่านี้คือแหล่งเงินทุนของขบวนการ ก่อความไม่สงบและมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้เสียผลประโยชน์อาจพยายามสร้างสถานการณ์ตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ” พล.ท.นรธิป กล่าว

พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมายชายแดนและยาเสพติด และจะดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไปโดยไม่มีการผ่อนปรน

ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกกรณีอย่างรอบด้าน พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเดินหน้าปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง

พลโทนรธิปโพยนอก,แม่ทัพภาคที่4,ป่วนใต้,บุหรี่เถื่อน,ยาเสพติด,

แสวง แจงใช้ ม.226 เอาผิด สว. และตัวผู้สมัครฯ ต้องครบ 3 เงื่อนไข ทุจริต-รู้เห็น-มีหลักฐานเลือกไม่สุจริต จึงส่งศาลฎีกาได้

23 สิงหาคม 2569 เวลา 13:15 น.

23 สิงหาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้าน และภาคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.ยื่นศาลฎีกา เอาผิดผู้ที่กระทำผิดในคดีโกงเลือก สว.ทั้ง 229 คน เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 นั้น ขอให้ข้อมูลองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิผู้เลือก หลังประกาศผลการเลือก สว.ไปแล้ว

มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1.ต้องเป็นการกระทำของ “ผู้สมัครรับเลือก” เท่านั้น ที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครรับเลือกไม่ได้กระทำการทุจริต หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคลอื่น ก็มีประเด็นว่าอยู่ในบังคับมาตรา 226 หรือไม่ เรื่องนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้

2.การกระทำที่ “ทุจริต” อาทิ จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเองเป็นต้น และ 3.มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ” การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ถ้าครบองค์ประกอบความผิดทั้ง 3 องค์ประกอบความผิดดังกล่าว กกต.ต้องส่งให้ศาลฎีกา ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ

แสวงบุญมี,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ฮั้วสว,

นายกฯ ติดตามน้ำท่วมเหนือ-อีสาน สั่ง ปภ. หาแอปใหม่แจ้งเตือนด่วน พร้อมขอบคุณ “ยศชนัน” ลุยพื้นที่แทน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 12:34 น.

วันที่ 23 ส.ค. 69เวลา 11.05 น. ที่ห้องประชุมพระเจ้าศรีสุริยพงษ์ผริตเดช ศาลาว่ากลางจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และส่วนราชการ รวมถึงประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 37 จังหวัด ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยจังหวัดที่นำเสนอคือ จังหวัดน่าน สุโขทัย และนครพนม

จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดประชุมว่า วันนี้คณะของตน ที่ประกอบไปด้วยฝ่ายปกครอง และผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมาที่จังหวัดน่านแห่งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย โดยก่อนอื่นพวกเราก็ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้น เราขอยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตตลอดจนผู้ประสบภัยทุกรายอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่จะมีสถานการณ์นั้น ตนได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการกำกับดูแลในแต่ละภาค โดยภาพเหนือมีนายยศชนัน ภาคใต้มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภาคกลางมีนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภาคอีสานมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี โดยแต่ละท่านก็จะมีการปฏิบัติหน้าที่แทนตนในการสั่งการ และรับมือกับเหตุอุทกภัย และเหตุภัยทางธรรมชาติทุกเหตุ ซึ่งทุกท่านได้รับมอบอำนาจอย่างเต็มที่ ในการสั่งการ และกำหนดนโยบายความช่วยเหลือต่างๆ โดยกรณีนี้ตนต้องขอขอบคุณนายศชนันเป็นอันมาก เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้น ท่านก็ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ทันที ในช่วงที่ตนติดราชการที่ต่างประเทศ แต่เราก็ได้มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตนได้รับทราบสถานการณ์มสโดยตลอดจากการรายงานนายยศชนัน และทราบด้วยความมั่นใจว่า ท่านจะสามารถกำกับดูแลควบคุมสถานการณ์ได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังขอบคุณรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกท่านได้เข้ามาช่วยนายศชนันในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ซึ่งขณะนี้ สถานการณ์อุทกภัยภาพรวมถือว่ามีการคลี่คลายลงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังอยู่ในฤดูฝนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก และจากปรากฏการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม แม้บางพื้นที่จะมีน้ำลด และจะเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูแล้ว แต่เรายังคงต้องตรึงทรัพยากรต่างๆ เอาไว้เพื่อให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมด้วยว่า ขอให้ ปภ.เร่งสำรวจความเสียหายและเร่งเยียวยา ฟื้นฟูพื้นที่ ที่ได่รับผลกระทบ และระดมเครื่องสูบน้ำ เข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ และพื้นที่ลถ่มต่ำ เพื่อสูบน้ำท่วมขังให้พื้นที่กลับเข้าสู่ปกติโดยเร็ว พื้นไหนน้ำลดแล้วขอให้เร่งเข้าฟื้นฟูทันที ทั้งบ้านเรือน ถนน สะพาน ไฟฟ้า ประปา สถานพยาบาล พื้นที่การเกษตร รวมถึงเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ซึ่งเรามีมาตรการแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาอยู่แล้ว พร้อมทั้งขอให้มีการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ ขอให้กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำ (สทนช.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ให้ติดตามแบะคาดการณ์สถานการณ์ฝนในพื้นที่ จังหวัดที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่ต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง และให้มีการวิเคราะห์และชี้เป้าพื้นที่ที่มีแนวโน้มจุดที่มีฝนตกหนักและหนักมาก และทำแผนที่น้ำท่วมและการคาดการณ์ และแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข่องทราบเพื่อเตรียมความพร้อมรับทือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

อีกทั้ง ขอให้ สทนช. และกรมชลประทาน รวมถึงสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ร่วมกันติดตาม ประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำข้อมูลปริมาณฝน น้ำท่า มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อประเมินปริมาณและช่วฃเวลาที่มวลน้ำเคบื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่สำคัญ โดนเฉพาะเขตเศรษฐกิจและอำเภอเมือง อำเภอใหญ่ๆ รวมถึงพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพื่อแต้งให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบการตัดสินใจ ในการแจ้งเตือนประชาชน

“ผมขอเน้นย้ำว่า หากรู้ว่ามวลน้ำไปถึงที่พื้นที่ใด ขอให้ได้แจ้งให้ประชาชนทราบโดยทันที อย่ารอให้น้ำมาถึงแล้วค่อยแจ้ง เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาเตรียมตัวยกของ ย้ายรถ และที่สำคัญที่สุด คือการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากเคหะสถาน ออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว รวมถึงขอให้ระดมเครื่องจัก เครื่องสูบนเำให้พร้อมหาดฝกมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงให้ส่มารถเข้าช่วยช่วยเหลือได้ทันที” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังขอให้มีการติดตามสถานการณ์กรณีดินโคลนถล่มนากกรมทรัพยากรธรณีอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่และแข้งเตือนประชาชนให้เครียมพร้อมและอพยพได้ทันท่วงที รวมถึงการฟื้นฟูคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งสำรวจ และตรวจสอบสะพานโครงสร้างพื้นฐานที่อาจจะได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำ และให้ระดมเครื่องจักรเพื่อเข้าเปิดเส้นทางโดยเร็วและปลอดภัย โดยกรมชลประทานได้เตรียมพร้อมเครื่องมือเครื่องจักที่จะมาช่วยในยามฉุกเฉิน เช่น สะพานแบริ่ง กรณีที่มีการตัดขาดของถนนโดยกระแสน้ำ ทำให้การสัญจรไปมาได้รับผลกระทบโดยจะต้องเร่งไม่ให้เกิดอุปสรรคในการสัญจรให้ได้เร็วที่สุด

“การเข้าไปฟื้นฟูแก้ไขซ่อมแซม โครงสร้างต่างๆ ในการสัญจรไปมา จากที่เคยเจอเหตุการณ์ปีที่แล้ว เลยมั่นวจว่าปีนี้จะมีความพร้อมมากกว่า เพราะได้สั่งการไปแล้ว ทั้งการไฟฟ้า และน้ำประปา เชื่อว่าสถานการณ์ทั้งหลายจะไม่เกินความสามารถของพวกเรา” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนในระยะยาว ตนจะให้ สทนช. เสนอแผนการแก้ไขอุทกภัยเข้ามา และวันนี้ให้มีการมาระดมสมองและรับนโยบายเพื่อสร้างและหาแนวทางในการป้องกันการหลากของน้ำให้เต็มที่และให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและรายได้ รวมถึงการท่องเที่ยว ก็ขอให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด

ส่วนการเฝ้าระวัง ก็ขอให้ผู้ว่าราขการจังหวัดเร่งประสานงานกับ ปภ. โดยหลักๆ คือเรื่องของการเตือนภัย ให้มีการอัพเดรตข้อมูลตลอดเวลา ซึ่ง ปภ.ต้องดูมีแอพพิเคชั่นใหม่มาหรือยังเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด และขอให้เร่งดำเนินการทันที่ และขอให้เชื่อมต่อการกระจายข้อมูลต่างๆ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และให้ผู้ว่าสร้างข่ายประชาชนสัมพันธ์ ไปยังระดับตำบลหมู่บ้านเพื่อให้เรียมพร้อมและประสานงานส่วนท้องถิ่นตลอดเวลา และขอให้ทุกหน่วยบูรณาการการทำงานอย่างเป็นเอกภาพ และขอให้ยึดถือความปลอดภัยในขัวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเป้าหมาย ช่วยเหลือเยียวยาเต็มที่ ให้ประชาขนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว

ขณะที่ ในพื้นที่ไหนที่น้ำลดแล้วก็ ขอให้เร่งฟื้นฟู พื้นที่ที่มีความเสี่ยงให้คงการเฝ้าระวังและก่รแจ้งเตือนในระดับสูงสุด และพื้นที่ท้ายน้ำที่น้ำจะไปถึงขอให้เตรียมรับมือ และขอให้เกิดความเสียหายให้ด้มากที่สุด เรื่องไหนที่ติดขัดและเกินกำลังขอให้รายงานเป็นลำดับขั้น และตนเองก็พร้อมให้การสนัยสนุนอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกท่านได้รับข้อสั่งการและนำไปสู่การปฏิบัติโดยทันที

นายกฯยศชนันอนุทิน

หนุนบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ขึงเกณฑ์คุมน้ำ-ไฟ ชี้กฎหมายเดิมมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบพลังงาน-เชื่อมั่นลงทุน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:58 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ – ไฟฟ้า – สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย – แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน – ความคุ้มค่า – ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

23 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

นักวิชาการธรรมศาสตร์,บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์,พลังงาน,

นายกฯ ถกเครียดฝ่ายความมั่นคง สั่งบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด หลังเหตุป่วนชายแดนใต้

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:53 น.

นายกฯ เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกเครียดนาน 1 ชม. ติดตามเหตุป่วน 3 จว.ชายแดนใต้ ขณะที่ ‘แม่ทัพภาคที่ 4 ’ โทรรายงานสถานการณ์ สั่งบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด

เมื่อเวลา 08.05 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เพื่อลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ โดยนายกฯได้สวมใส่ชุดนายกองใหญ่ในการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ก่อนการเดินทางลงพื้นที่ จ.น่าน นายกฯได้เรียกฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วมประชุม ภายหลังเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 51 จุดช่วงคืนวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วย

โดยพล.อ.ชัยพฤกษ์ เปิดเผยว่า จะสรุปสถานการณ์ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ หลังจากที่มีผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดใน 3 จังหวัด

นอกจากนี้ พล.ท.นราธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้โทรศัพท์เข้ามารายงานสถานการณ์ในพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดูแลประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้ง ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 1 ชม. ก่อนเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน โดยเดินทางขึ้นเครื่องในเวลา 09.35 น.

กลุ่มก่อความไม่สงบนายกฯป่วนชายแดนใต้

อธิบดีปกครอง สั่งยกระดับ คุมเข้ม 3 จังหวัดชายแดนใต้ขั้นสูงสุด หลังเกิดเหตุป่วนหลายจุด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:48 น.

23 สิงหาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดเหตุหลายจุดในช่วงคืนที่ผ่านมา ว่า เราทราบข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเร่งกำชับโดยเฉพาะการยกมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดยะลา ได้ให้ยกระดับการเตรียมพร้อมระดับสูงสุด และกำลังหลักในส่วนที่อยู่ในชุดคุ้มครองตำบล ได้กำชับให้ระมัดระวังพื้นที่อย่างสูงสุด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน ห้ามออกจากพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องการแจ้งกำชับและเฝ้าระวัง ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย และรักษาฐานที่มั่นตนเองด้วย อีกทั้งกรมการปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ติดตามผู้ก่อการร้าย และอีกส่วนก็ปฏิบัติให้เป็นตามแผนมาตราการของแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จจต.)

เมื่อถามว่า ระหว่างนี้หากยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ จะมีประกาศห้ามออกจากพื้นที่จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องการประกาศเป็นแผนของ จจต.อยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาค ที่จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ดูแลเรื่องนี้

เมื่อถามต่อว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เฉพาะจำนวนที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างหนัก รวม 3 จังหวัด

เมื่อถามอีกว่า ฝ่ายปกครองมีการข่าวหรือไม่ ว่าการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสื่อถึงอะไร นายนฤชา กล่าวว่า ด้านการข่าวเราก็ได้รับแจ้งมาเป็นระยะ และเราได้แจ้งกลับไปที่หน่วยปฏิบัติ ในส่วนของการดำเนินการเมื่อคืนนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่าเขาได้เตรียมการ ในเรื่องของการกระจายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกพื้นที่ก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราก็กำชับว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ด้วยการยกระดับในขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา

กรมการปกครอง,จังหวัดชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,

นายกฯ บินน่าน เร่งประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมเหนือ-อีสาน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ประกอบด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.เกษตรและสหกรณ์  นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงมหาดไทย  นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง , พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6)  ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน

โดยเมื่อนายกฯ เดินทางถึงเป็นประธานการประชุมการประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ เพื่อติดตามสถานการณ์การแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ศาลากลาง จังหวัดน่าน

จากนั้นในช่วงบ่าย นายกฯเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจ กำลังพลหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา

นายกฯน้ำท่วมอนุทิน

“เท้ง” ประณามเหตุป่วนใต้ จี้รัฐบาลเร่งทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:25 น.

วันที่ 23 สิงหาคม 2569 จากกรณีเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายจุด เมื่อค่ำคืนของวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยพบปฏิบัติการก่อกวนทั้งการลอบวางระเบิด เผายางรถยนต์ และวางเพลิงในหลายพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสร้างความหวาดผวาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคส้ม ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยได้โพสต์ข้อความประณามการก่อเหตุในครั้งนี้อย่างรุนแรง ระบุว่า

ผมขอประณามเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ในคืนนี้ ซึ่งมีทั้งเหตุระเบิด เผายางรถยนต์ และวางเพลิงหลายจุด จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และสร้างความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ หรือทรัพย์สินสาธารณะ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้”

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้ส่งสัญญาณเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้โดยเร่งด่วน เพื่อให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และดูแลความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งทุกคนควรได้รับสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม

ในตอนท้ายของข้อความ นายณัฐพงษ์ได้แสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า

ผมขอส่งกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรงในคืนนี้ ท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ครับ”

3จังหวัดชายแดนใต้พรรคส้ม

รัฐบาลยกระดับ JIC น่าน ศูนย์กลางประสานความช่วยเหลือ จับคู่สิ่งของตามความต้องการจริง ลดของล้น-ซ้ำซ้อน ส่งต่อถึงผู้ประสบภัยตรงจุด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 08:59 น.

23 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และต้องการให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนส่งถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ต่อยอดการทำงานของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย จังหวัดน่าน (JIC น่าน) จากการเป็นศูนย์รวบรวมและรายงานสถานการณ์ ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานข้อมูลความช่วยเหลือ รวบรวมความต้องการจากพื้นที่ และเชื่อมต่อไปยังภาคเอกชน หน่วยงาน และประชาชนที่พร้อมให้การสนับสนุน เพื่อให้ทราบว่าพื้นที่ใดต้องการสิ่งของประเภทใดและในปริมาณเท่าใด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเกิดภัยพิบัติมักพบว่า สิ่งของบริจาคบางประเภทมีจำนวนมากเกินความต้องการในบางพื้นที่ ขณะที่สิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร ต้องเติมอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงมุ่งจัดระบบข้อมูลและการส่งต่อความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยให้ JIC น่าน รวบรวมความต้องการจากศูนย์พักพิงและโรงครัวกลางเป็นรายวัน ล่าสุดข้อมูลวันที่ 22 สิงหาคม 2569 โรงครัวกลางแจ้งความต้องการวัตถุดิบเพิ่มเติม ได้แก่ เนื้อไก่ ข้าวสาร ผักสด เครื่องปรุงรส และภาชนะบรรจุอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งของที่มีการใช้ทุกมื้อและหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว

“ทุกน้ำใจมีคุณค่า แต่ในสถานการณ์ภัยพิบัติ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือตรงกับสิ่งที่ประชาชนกำลังต้องการในเวลานั้นมากที่สุด JIC น่าน จึงเข้ามาช่วยเชื่อมข้อมูลระหว่างพื้นที่กับผู้ที่ต้องการสนับสนุน เพื่อให้รู้ว่าของอะไรขาด ที่ไหนต้องการ และควรส่งไปจุดใด ลดทั้งปัญหาของล้นในบางจุดและของขาดในอีกจุดหนึ่ง” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า JIC น่าน จะมีการอัปเดตข้อมูลความต้องการวันละ 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 16.00 น. จึงขอแนะนำภาคเอกชน องค์กร และประชาชนที่ประสงค์สนับสนุนสิ่งของ ตรวจสอบรายการความต้องการล่าสุดจากช่องทางทางการก่อนจัดส่ง เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการสิ่งของและการขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ แนวทาง “จับคู่ของบริจาค” เป็นการอธิบายบทบาทการประสานข้อมูลของ JIC น่าน ไม่ใช่การจัดตั้งศูนย์แห่งใหม่ และไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจำกัดหรือห้ามการบริจาคสิ่งของประเภทอื่น

สำหรับความช่วยเหลือล็อตแรก รัฐบาลได้ประสานภาคเอกชนจัดส่งเนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส และผักสดหลายชนิด ส่งมอบให้มูลนิธิในพื้นที่ซึ่งตั้งโรงครัวกลางสำหรับประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยในจังหวัดน่านแล้ว และเตรียมนำรูปแบบการประสานความต้องการลักษณะนี้ไปใช้ในจังหวัดอื่นที่ยังเผชิญสถานการณ์อุทกภัย เพื่อให้ทรัพยากรและน้ำใจจากทุกภาคส่วนถูกส่งไปยังพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม

“รัฐบาลขอขอบคุณภาคเอกชน องค์กร และพี่น้องประชาชนทุกคนที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำใจของทุกคนมีความหมาย และหากเรามีข้อมูลความต้องการที่เป็นปัจจุบัน ก็จะช่วยเปลี่ยนทุกการบริจาคให้เป็นความช่วยเหลือที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์สนับสนุนสิ่งของสามารถสอบถามข้อมูลความต้องการก่อนจัดส่งได้ที่ศูนย์รับบริจาคสิ่งของและเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดน่าน โทร. 054-716-414 และ 054-716-409

รัฐบาล,JICน่าน,ศูนย์กลางประสานความช่วยเหลือ,น้ำท่วมน่าน,