โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชุดใหม่

22 สิงหาคม 2569 เวลา 20:01 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชุดใหม่

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง “แต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ”

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสวนสาธารณะ ในลักษณะสวนป่าที่มีความเป็นธรรมชาติ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในพุทธศักราช 2535

สำหรับใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และเป็นสถานที่รวบรวมอนรักษ์พันธ์ไม้ให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ ตลอดจนส่งเสริมวิชาการในการศึกษาวิจัยด้านพฤกษศาสตร์และปลูกฝังทัศนคติในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ให้เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของธรรมชาติแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป จึงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่สืบสานและสนับสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ให้เจริญก้าวหน้า มีความมั่นคง เป็นประโยชน์แก่ประชาชนสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 9 แห่งข้อบังคับมูลนิธิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ชุดใหม่ ดังต่อไปนี้

องค์ประธานที่ปรึกษา

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

คณะกรรมการมูลนิธิ

1.พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกรรมการ

2. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการ

3. พันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานกรรมการ

4. พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต กรรมการ

5. พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง กรรมการ

6. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ

7. ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการ

8. อธิบดีกรมป่าไม้ กรรมการ

9. อธิบตีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรรมการ

10. คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ กรรมการ

11. นายไพศาล ล้อมทอง กรรมการ

12. นายพิธาน เหี้ยมโท้ กรรมการ

13. ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต กรรมการ

14. นายมนตรี แสนชมภู กรรมการ

15. นายวีระชัย ณ นคร กรรมการ

16. พลอากาศตรี จักรพงษ์ หอมไกรลาศ กรรมการและเหรัญญิญญิก

17. นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิก

18. ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ กรรมการและเลขาธิการ

19. คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล กรรมการและรองเลขาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประยุทธ์ จันทร์โอชาราชกิจจานุเบกษาสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ผอ.JIC เมินแถลงการณ์ กัมพูชา ชี้เส้นเขตแดน พิสูจน์ที่หลักฐาน ไม่ใช่คำกล่าวอ้าง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 19:50 น.

“ผอ.JIC” เมินแถลงการณ์ กัมพูชา ลุย สร้างถนนชายแดน รักษาความปลอดภัยกำลังพล-ประชาชน สวนกลับ ข้อกล่าวหา ไม่ใช่ ข้อเท็จจริง เส้นเขตแดน ข้อพิพาทต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ให้สัมภาษณ์กรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่า แผ้วถางพื้นที่ สร้างถนน และจัดทำที่มั่นทางทหาร อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และขอให้แยก “ข้อกล่าวหา” ออกจาก “ข้อเท็จจริง”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยมีความชัดเจนมาโดยตลอดว่า ไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน ป้องกันภัยคุกคาม และดูแลความมั่นคงในพื้นที่ภายใต้การควบคุมและความรับผิดชอบของฝ่ายไทย โดยคำนึงถึงข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

“สิ่งสำคัญคือ มาตรการด้านความปลอดภัยไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดน และไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของกระบวนการจัดทำหลักเขตแดนที่ทั้งสองประเทศมีกลไกตกลงกันอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าหากกัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของกัมพูชา ไทยจะตอบอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ใครจะกล่าวอ้างอะไรก็สามารถกล่าวได้ แต่ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ หากมีความเห็นต่างว่าแนวเขตอยู่ตรงไหน หรือกิจกรรมใดเกิดขึ้นในพื้นที่ใด วิธีที่ถูกต้องคือ นำแผนที่ หลักฐาน และข้อเท็จจริงเข้าสู่กลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน
เรามีทั้งคือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) อยู่แล้ว ก็ควรใช้กลไกเหล่านี้พิสูจน์ข้อเท็จจริงและหาทางออก

“ผมขอย้ำประโยคหนึ่งว่า เส้นเขตแดนไม่ควรถูกเปลี่ยนด้วยกำลัง และเส้นเขตแดนก็ไม่สามารถถูกกำหนดขึ้นใหม่ด้วยแถลงการณ์ ข่าว หรือโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน”

เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่าการกระทำของไทยขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง ไทยกำลังละเมิดข้อตกลงหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นต่อถ้อยแถลงร่วมของการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และแนวทางลดความตึงเครียดอย่างเคร่งครัด แต่ต้องเข้าใจว่าข้อตกลงเป็นพันธกรณีของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือใช้กลไกประสานงานที่มีอยู่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ไม่ควรรีบตัดสินกันผ่านไมโครโฟนหรือแถลงการณ์ เพราะยิ่งกล่าวหากันมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด แต่ไม่ได้ทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้น

เมื่อถามว่า มองว่ากัมพูชากำลังใช้สงครามข้อมูลข่าวสารหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตนไม่อยากติดป้ายให้ฝ่ายใด แต่หลักการของ JIC คือ เมื่อมีข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เราจะตรวจสอบและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง

สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าให้ความเห็นหรือข้อกล่าวหาถูกนำเสนอซ้ำจนสังคมเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น แนวทางของเราคือ “ข้อกล่าวหา ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อพิพาท ต้องตอบด้วยหลักฐาน และความเห็นต่าง ต้องแก้ด้วยกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ”

เมื่อถามว่ากัมพูชาระบุว่าต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ไทยเห็นด้วยหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง และประเทศไทยก็ยืนยันหลักการนี้มาตลอด แต่คำว่า สันติวิธีต้องเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่และในพื้นที่ข้อมูลข่าวสารด้วย เราควรลดถ้อยคำที่ยั่วยุ ลดการกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ และนำข้อเท็จจริงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกทวิภาคี

สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่ว่าใครออกแถลงการณ์ได้เร็วกว่า หรือกล่าวหาได้แรงกว่า แต่คือใครมีข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ใครมีความอดกลั้น และใครจริงใจต่อการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

เมื่อถามอีกว่า หากกัมพูชายังคงออกแถลงการณ์ในลักษณะนี้ ไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยจะไม่แข่งขันกันด้วยถ้อยคำ หน้าที่ของเราคือรักษาความปลอดภัย รักษาอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไทย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้สถานการณ์บานปลายโดยไม่จำเป็น

“หลักของเรายังเหมือนเดิม คือ ไม่ยั่วยุ-ไม่ประมาท-ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ และหลักสากล”

เมื่อถามว่าพื้นที่ที่กัมพูชากล่าวถึงเป็นของไทยหรือกัมพูชากันแน่ ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องเขตแดนไม่ควรตัดสินกันด้วยคำพูดของตนหรือคำพูดของฝ่ายกัมพูชา แต่ต้องตัดสินด้วยหลักฐาน แผนที่ ข้อตกลง และกระบวนการที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน นี่คือเหตุผลที่เรามีกลไก JBC

“ถ้าเราเชื่อในสันติวิธี ก็ต้องเชื่อในกระบวนการ ไม่ใช่ประกาศคำตอบฝ่ายเดียวแล้วเรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมรับ”

ส่วนไทยจะหยุดสร้างถนนหรือที่มั่นตามที่กัมพูชาเรียกร้องหรือไม่นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง สถานการณ์ด้านความมั่นคง ข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง และความปลอดภัยของกำลังพลกับประชาชน

เราไม่ควรนำข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวมาใช้แทนกระบวนการที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน หากมีข้อสงสัยว่าเรื่องใดกระทบต่อข้อตกลง ก็ควรนำเข้าสู่กลไกที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

“ขอย้ำจุดยืนของฝ่ายไทยว่า ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง แถลงการณ์ไม่ใช่เส้นเขตแดน ข้อพิพาทต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและกลไกที่ตกลงร่วมกัน ประเทศไทยไม่ต้องการความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการให้ประชาชนทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ความสงบที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง การเคารพข้อตกลงซึ่งกันและกัน และการเคารพอธิปไตยอย่างเท่าเทียม”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยพร้อมพูดคุย พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมใช้สันติวิธี แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มที่

ชายแดนไทยกัมพูชาไทยกัมพูชา

กลาโหมจัดให้! ส่งกำลังพล-เครื่องจักรลุยโคลน อ.ปัว ยศชนัน ขอบคุณ บิ๊กดุลย์ ตอบสนองความต้องการพื้นที่ทันท่วงที

22 สิงหาคม 2569 เวลา 19:17 น.

กลาโหมจัดให้! ส่งกำลังพล-เครื่องจักรลุยโคลน อ.ปัว ด้าน “รองนายกฯ เชน” ลุยหน้างานติดตามความคืบหน้า ขอบคุณ “บิ๊กดุลย์” ตอบสนองความต้องการพื้นที่ทันท่วงที

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ จ.น่าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อติดตามการฟื้นฟูและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าขณะนี้เข้าสู่ระยะฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ก้าวพ้นวิกฤตโดยเร็วที่สุด

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายยศชนัน ได้ต่อสายตรงถึง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ (บิ๊กดุลย์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอกำลังพลและเครื่องจักรหนักจากกรมการทหารช่างเข้ามาสนับสนุนภารกิจด่วน ล่าสุดกระทรวงกลาโหมได้ตอบสนองความต้องการของพื้นที่อย่างรวดเร็ว โดยจัดส่งกำลังทหารช่าง พร้อมเครื่องจักรหนัก รถดูดโคลน และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจากจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 40 นาย รวมกับกำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 38 จำนวน 550 นาย และมณฑลทหารบกที่ 34-35 อีก 80 นาย ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ประสานงานร่วมกับทางอำเภอปัว เพื่อกระจายกำลังพลและขยายผลการช่วยเหลือไปยังจุดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

นายยศชนัน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามความคืบหน้าในการฟื้นฟูบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายและมีโคลนท่วมขัง โดยล่าสุดถนนบริเวณทางเข้า บ้านฝาย ตำบลศิลาแลง และ บ้านแก้ม ตำบลวรนคร เริ่มกลับมาเปิดให้สัญจรได้ตามปกติแล้ว ส่วนดินโคลนที่ตกค้างอยู่ภายในบ้านเรือนของประชาชนนั้น เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานและกลุ่มอาสาสมัครกำลังระดมกำลังเข้าทำความสะอาดและเคลียร์พื้นที่อย่างเร่งด่วน

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณ พล.ท.อดุลย์ รวมถึงกำลังพลทหารช่างจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และอาสาสมัครทุกภาคส่วน ที่ลงพื้นที่มาช่วยฟื้นฟูและเคลียร์ดินโคลนอย่างเต็มกำลัง

โดยระหว่างการตรวจเยี่ยม นายยศชนัน ได้เดินพบปะทักทายเพื่อเป็นกำลังใจให้กับประชาชนผู้ประสบภัย ตลอดจนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และกลุ่มอาสาสมัครที่กำลังปฏิบัติภารกิจทำความสะอาดบ้านเรือนให้กับชาวบ้านที่ถูกโคลนพัดถล่มในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา

กลาโหมน้ำท่วมน่าน

‘สาวกิจกรรม‘เปิดแชต สมบัติ เคลียร์ปมละเมิด โต้ไม่ได้ปลุกปล้ำในโรงแรม ฝ่ายหญิงขอบคุณให้บทเรียน อโหสิแต่ไม่ขอเจออีกแล้ว

22 สิงหาคม 2569 เวลา 18:54 น.

‘สาวกิจกรรม‘เปิดแชต สมบัติ เคลียร์ปมละเมิด โต้ไม่ได้ปลุกปล้ำในโรงแรม ฝ่ายหญิงขอบคุณให้บทเรียน อโหสิแต่ไม่ขอเจออีกแล้ว

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะที่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ต่อมาผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” ได้ออกมาโพสต์เรื่องของตัวเองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งอ้างว่าเคยโดนเหตุการณ์แบบนี้คล้ายๆกัน กับ “คนดัง”ในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้โพสต์ข้อความให้ชวนคิดว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ? สาวกิจกรรม ขุดอดีต 20 ปี ช่วยงานมูลนิธิฯโดนหลอกฟัน)

ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” ได้ออกมาโพสต์ภาพบทสนทนาส่วนตัวกับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “สมบัติ บุญงามอนงค์”

ในข้อความดังกล่าว นายสมบัติ  บุญงามอนงค์ หรือหนูหริ่ง บก.ลายจุด ได้พิมพ์ว่า เห็นข้อความที่ Pornnapa เขียนถึงความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนในช่วงปลายปี 49 และเห็นข้อความที่ถามพี่ว่า “พี่ว่ามีอะไรจะพูดมั้ย?”

พี่ตัดสินใจเขียนมาพูดคุยส่วนตัว เพราะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัว คนที่พี่ต้องพูดคุยด้วยคือ Pornnapa จึงเลือกสื่อสารผ่านกล่องข้อความแทน

ประเด็นที่พี่อยากทบทวนข้อเท็จจริง คือ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงแรมแถวสถานีรถไฟฟ้า BTS และไม่ใช่ในลักษณะที่ Pornnapa เขียนถึงเรื่องความคลุมเครือในเรื่องความเห็นชอบ

วันนั้นพี่ส่งข้อความผ่าน MSN ชวน Pornnapa ออกมาข้างนอก ขณะที่อีกฝ่ายอยู่ที่เชียงราย และทั้งสองได้พูดคุยกันถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ ก่อนที่พี่จะขับรถไปรับ Pornnapa ที่บ้าน

นั่นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พี่ไม่ได้พา Pornnapa มาโรงแรมแล้ว “ปลุกปล้ำ” ไม่มีอะไรเป็นลักษณะที่คลุมเครือหรือไม่เต็มใจมาก่อน แต่ข้อเท็จจริง พี่ผิดไป Pornnapa สามารถโต้แย้งได้เลย

ส่วนเรื่องที่พี่ให้เงินนั้น มั่นใจว่าตอนที่เรามีความสัมพันธ์กันครั้งแรก พี่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นแน่นอน ส่วนจะมีช่วงไหนพี่ให้เงิน Pornnapa ตอนใช้ชีวิตอยู่ กทม นั้น พี่ไม่มีเจตนาดูแคลนสัมพันธ์และมองว่าเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินทองใดๆแต่ถ้าทำให้ Pornnapa รู้สึกด้อยค่า พี่ขอโทษ

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ที่จบลง ไม่ใช่ความผิดPornnapa แม้แต่น้อยเป็นความผิดของพี่เองที่ทำให้อีกฝ่ายผิดหวังมาจนถึงทุกวันนี้ ขอบคุณที่ Pornnapa ยังคงเดินเข้ามาพูดคุยด้วยทุกครั้งเมื่อพบกันในที่สาธารณะ

แม้ว่าครั้งแรกพี่จะจำ Pornnapa ไม่ได้เนื่องจากPornnapaป่วย แต่ครั้งล่าสุดที่พบกันได้กล่าวขอโทษที่จำไม่ได้และสอบถามถึงอาการเจ็บป่วย จึงเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และถ้าเราได้เจอกันอีกพี่ยังเหมือนเดิม ยังคงยินดีที่จะพูดคุยกันเหมือนก่อนที่จะเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น

“รักษาสุขภาพครับ”

ทั้งนี้ทางผู้โพสต์ได้โพสต์ข้อความอีกว่า ขอบคุณที่ชี้แจงมา…. ถึงแม้จะถามหน้าไมค์ตอบหลังไมค์ก็เถอะ… ถ้าเรื่องจะเจอกันอีก หวานเจี๊ยบคงทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว… เพราะไม่อาจจะคดโกงต่อความรู้สึกของตัวเองได้อีกแล้ว… ขอบคุณที่เข้ามาเป็นบทเรียนให้กับชีวิต… และขออโหสิกรรมให้กับเรื่องที่เกิด… ขออย่าให้ใครต้องมาเจอแบบนี้อีกเลย

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติ

‘กรวีร์’ มั่นใจศึกซักฟอก รัฐบาล ไร้แผล-ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ขัด ‘ฝ่ายค้าน’ อภิปรายคดี ‘ฮั้ว สว.’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:31 น.

‘ปธ.วิปรัฐบาล’ มั่นใจศึกซักฟอก ‘รัฐบาล’ ไร้แผล ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ขัด ‘ฝ่ายค้าน’ อภิปรายคดี ‘ฮั้ว สว.’ ได้ หากมีข้อมูลโยง ‘นายกฯ-รมต.’ ลั่น อยากเห็นเหมือนกันว่าเกี่ยวยังไง ยํ้าเรื่องเกิดก่อน ‘ภท.’ เข้ามาบริหาร

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางวิปรัฐบาลจะมีการนัดประชุมเตรียมรับมือก่อนหรือไม่ ว่า ยัง เพราะไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยื่นเมื่อไหร่ และญัตติเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องรอให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่เราจะได้พูดคุยกันถูก ทั้งนี้ การยื่นเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านอยู่แล้ว ซึ่งเขาคงจะต้องยื่น ไม่งั้นก็จะเสียสิทธิ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถามว่า มีการเต็งการบ้านไว้หรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบประเด็นไหนขึ้นมาอภิปราย นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่ทราบเลย แต่จะเป็นประเด็นไหนก็ได้ เพราะเราไม่ได้กังวล และเชื่อว่ารัฐมนตรีจะสามารถตอบข้อชี้แจง อธิบายเหตุผลให้กับฝ่ายค้านทุกเรื่องได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจั่วหัวเรื่องคดีฮั้ว สว.เยอะมาก มองว่าเรื่องนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ เพราะเหมือนจะไม่เกี่ยวกับรัฐบาล นายกรวีร์ กล่าวว่า ก็ต้องไปดูว่าเขาจะโยงให้เกี่ยวยังไง ตนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไปเกี่ยวตรงไหน เพราะขณะนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากเขามีเรื่องส่งฟ้องศาล ก็อยู่ที่ศาล ดังนั้นก็ต้องดูว่าประเด็นไหนที่เขาคิดว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

เมื่อถามว่า จะต้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยญัตติก่อนหรือไม่ว่าประเด็นนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตอนนี้เราคาดการณ์กันไปเองทั้งหมด ยังไม่รู้ว่าเขาจะยื่นเรื่องเรื่องอะไร และญัตติที่เค้าเสนอจะเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินตรงไหน หากเขามีเหตุผลและหลักฐานที่สามารถชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล ก็ค่อยมาดูอีกที อย่างไรก็ตาม การเลือก ส.ว.เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหาร ดังนั้นหากมีเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับฝ่าย ตนมองว่าก็อภิปรายได้ แต่ก็ต้องไปดูว่าเกี่ยวตรงไหน

“ตามขั้นตอนขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่ในการไปสืบข้อเท็จจริงอะไรแล้ว และรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นคนจัดการเลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องของ กกต. จึงอยากแยกเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่หากเขามีข้อมูลว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้อง ก็อาจจะอภิปรายได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอก ดังนั้นต้องรอดูญัตติก่อน” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีการลงมติ มั่นใจหรือไม่ว่าเสียงของรัฐบาลจะโหวตครบ นายกรวีร์ กล่าวว่า มั่นใจว่ารัฐบาลตอบข้อซักถามได้ทั้งหมด ไม่มีแผลอะไรที่จะตอบไม่ได้ ส่วนเรื่องคะแนนเสียง คงจะต้องไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ต้องให้เกียรติกัน ดูเหตุผลและสิ่งที่รัฐบาลตอบก่อนว่ามีน้ำหนักหรือฟังได้หรือไม่ แต่หากชี้แจงชัดเจน สภาฯยกมือผ่านอยู่แล้ว

ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทยรัฐบาล

วันวิชิต ชี้ระบบจัดการภาครัฐเห็นผล รับมือน้ำท่วมน่านจบเร็ว ไม่ชุลมุน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:25 น.

“วันวิชิต” ชื่นชมรัฐบาล–มหาดไทย-ปภ. ถอดบทเรียนวิกฤตในอดีต รับมือน้ำท่วมน่านมีประสิทธิภาพ มองรัฐบาล “อนุทิน” วางระบบและปรับแก้มาตลอด หลังเผชิญบททดสอบน้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง เริ่มออกดอกผล เห็นชัดทั้งการเตรียมพร้อม ซ้อมแผน แจ้งเตือน อพยพ และประสานงานในพื้นที่ ชี้ฝนตกหนัก–น้ำหลากห้ามไม่ได้ แต่รัฐทำให้ไม่ชุลมุนและลดความสูญเสียได้ จากนี้ต้องปิดงานให้ครบวงจร เร่งฟื้นฟู–เยียวยาประชาชนหลังน้ำลด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านว่า ภาพที่เกิดขึ้นในครั้งนี้น่าสนใจ เพราะเริ่มเห็นผลจาก “ระบบ” ที่รัฐบาลพยายามวางและปรับปรุงมาตลอด หลังประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

หากมองเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมแต่ละครั้ง เราอาจเห็นเพียงภาพฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ถนนขาด หรือประชาชนต้องอพยพ แต่หากมองต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ จะพบว่า สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยพยายามทำ คือการนำข้อผิดพลาดและปัญหาจากเหตุการณ์ก่อนหน้ามาปรับระบบ เพื่อให้ครั้งต่อไปสามารถรับมือได้เร็วขึ้น กรณีจังหวัดน่านจึงถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญ และเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวกำลังใช้ได้ผล

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ต้องให้เครดิตทั้งรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในพื้นที่ เพราะสิ่งที่เห็นแตกต่างจากหลายเหตุการณ์ในอดีต คือระดับของความชุลมุนที่ลดลง ขณะที่ระบบการแจ้งเตือน การเตรียมพื้นที่อพยพ และการประสานกำลังสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ หลายจังหวัดมีการประชุมเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสะท้อนว่าการเตรียมรับมือไม่ได้เริ่มต้นขึ้นหลังน้ำเข้าพื้นที่แล้ว แต่มีการเตรียมระบบไว้ล่วงหน้า

“ผมคิดว่าสิ่งที่กำลังเห็น ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่เป็นผลจากการที่รัฐบาลต้องผ่านสถานการณ์น้ำท่วมหนักมาหลายครั้ง ทุกครั้งมีทั้งสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ต้องกลับไปแก้ เมื่อเอาบทเรียนเหล่านั้นมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง วันนี้จึงเริ่มเห็นว่าระบบที่วางไว้สามารถนำมาใช้ได้จริง”

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผ่านบททดสอบเรื่องภัยพิบัติมาไม่น้อย และธรรมชาติของการบริหารสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีระบบใดสมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก สิ่งสำคัญคือหลังจากผ่านแต่ละเหตุการณ์แล้ว รัฐบาลสามารถถอดบทเรียนและปรับระบบได้มากน้อยเพียงใด

สิ่งที่เริ่มเห็นในระยะหลัง คือการขยับจากการ “รอเกิดเหตุแล้วเข้าไปช่วย” ไปสู่การ “เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข้อมูลฝนและระดับน้ำ การประเมินพื้นที่เสี่ยง การเตือนประชาชน การซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมศูนย์พักพิง ตลอดจนการกำหนดบทบาทของหน่วยงานในพื้นที่ว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้น ใครต้องทำอะไรและประสานกับใคร

ปภ. เองมีระบบข้อมูลสาธารณภัยสำหรับติดตามทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เฝ้าระวัง และข้อมูลหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ ขณะที่ล่าสุดยังมีการรายงานและแจ้งเตือนสถานการณ์สาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า เรื่องการเตรียมพร้อมนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะประเทศไทยไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ทั้งหมดฝนจะตกหนักเพียงใด น้ำป่าจะไหลลงมาเร็วเพียงใด หรือปริมาณน้ำจะมากกว่าที่คาดการณ์หรือไม่ ไม่มีรัฐบาลใดรับประกันได้ว่าจะควบคุมทั้งหมดแต่สิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้ คือ ระบบก่อนและหลังภัยมา

“เราห้ามฝนไม่ได้ ห้ามน้ำหลากไม่ได้ แต่เราทำให้ประชาชนรู้ก่อนได้ เราเตรียมการอพยพได้ เราทำให้เจ้าหน้าที่รู้หน้าที่ตัวเองได้ และทำให้เมื่อเกิดเหตุขึ้น ทุกฝ่ายไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด”

กรณีน่านจึงน่าสนใจตรงที่ แม้จะเกิดฝนตกหนักและน้ำหลากจนสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ แต่ภาพรวมของการบริหารจัดการไม่ได้เกิดความสับสนในระดับเดียวกับเหตุการณ์ใหญ่บางครั้งที่ผ่านมา

เมื่อได้รับสัญญาณเตือน เจ้าหน้าที่สามารถขยับกำลังเข้าสู่พื้นที่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนและช่วยเหลือ ขณะที่หน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นสามารถเดินตามแผนที่เตรียมไว้ได้เร็วขึ้น

ดร.วันวิชิต กล่าวว่า หากมองในมิติการบริหารราชการ ต้องชื่นชมรัฐบาลที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องชื่นชม กระทรวงมหาดไทย และปภ. ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเชื่อมระบบ เพราะภัยพิบัติไม่สามารถจัดการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ต่อให้ส่วนกลางมีเครื่องมือจำนวนมาก แต่หากจังหวัดไม่รู้สถานการณ์ อำเภอไม่รู้พื้นที่เสี่ยง หรือท้องถิ่นไม่รู้ว่าประชาชนกลุ่มเปราะบางอยู่ตรงไหน ระบบก็ไม่สามารถทำงานได้

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าภาพเจ้าหน้าที่จำนวนมากลงพื้นที่ คือการทำให้ทั้งระบบเคลื่อนพร้อมกัน

“ผมมองว่ารอบนี้ ปภ. ทำได้ดี และรัฐบาลก็ควรได้รับเครดิตในฐานะผู้กำหนดนโยบาย เพราะสิ่งที่เห็นวันนี้เป็นผลจากการวางระบบและการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ก่อนๆ มาปรับใช้ ไม่ใช่เพียงการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า”

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.วันวิชิต เห็นว่า ไม่ควรรีบสรุปภารกิจทันทีที่น้ำลด เพราะการบริหารภัยพิบัติที่ดีต้องมีตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ–ขณะเกิดเหตุ–หลังเกิดเหตุ

เมื่อสถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย ภารกิจของรัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนจากการช่วยชีวิตและอพยพประชาชน ไปสู่การฟื้นฟูและเยียวยาอย่างรวดเร็ว ต้องเร่งสำรวจบ้านเรือน พื้นที่เกษตร ถนน สะพาน ระบบสาธารณูปโภค และทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเร่งดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

“ถ้ารัฐบาลสามารถทำช่วงสุดท้าย คือการฟื้นฟูและเยียวยาให้เร็วได้ด้วย ก็จะทำให้เราเห็นภาพของระบบบริหารภัยพิบัติที่ครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การเตือนก่อนน้ำมา ช่วยเหลือเมื่อน้ำมา และไม่ทิ้งประชาชนหลังน้ำลด”

ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ควรทำหลังจากนี้ คือรัฐบาล มหาดไทย และ ปภ. ควรถอดบทเรียนจากน่าน รวมถึงจังหวัดที่สามารถบริหารสถานการณ์ได้ดี เพื่อนำสิ่งที่ได้ผลไปยกระดับเป็นมาตรฐานสำหรับพื้นที่อื่น

เพราะภัยธรรมชาติครั้งต่อไปย่อมเกิดขึ้นอีก และอาจรุนแรงกว่าเดิม สิ่งที่จะพิสูจน์ประสิทธิภาพของรัฐบาลจึงไม่ใช่การประกาศว่าจะไม่มีน้ำท่วมอีก แต่คือการทำให้ทุกครั้งที่เกิดภัย ประเทศไทยรับมือได้ดีขึ้นกว่าครั้งก่อน

หากประชาชนรู้เร็วขึ้น อพยพเร็วขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าถึงเร็วขึ้น ความชุลมุนน้อยลง ความสูญเสียลดลง และการเยียวยาหลังน้ำลดเร็วขึ้น นั่นหมายความว่า บทเรียนจากภัยพิบัติครั้งก่อนๆ ไม่ได้สูญเปล่า

น่านน้ำท่วมน่าน

สกลธี เผย ปชป. เตรียมถกประเด็นซักฟอกรัฐบาล ก่อนเปิดสภาฯ 25 ส.ค. นี้

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:20 น.

“สกลธี” เผย “ปชป.” เตรียมประชุมเรื่องสำคัญก่อนเปิดสภาฯ 25 ส.ค. นี้ คาดถกประเด็นซักฟอกรัฐบาล เล็งชำแหละ “ฮั้ว สว.-TH-AI Passport-สธ.” ลั่น แม้เสียงไม่พอล้มรัฐบาล แต่ขอใช้เวทีเปิดข้อมูลให้ปชช.ตัดสิน


วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ส.ค. จะมีการประชุมพรรคนัดสำคัญ ซึ่งคิดว่าเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอยู่ในการประชุมครั้งนี้ด้วย รวมถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและอีกหลายอย่าง ที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การประชุมสมัยหน้านี้

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมประเด็นใดไว้บ้างในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสกลธี กล่าวว่า ทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จับประเด็นเรื่องฮั้วสว.อยู่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จับเรื่อง TH-AI Passport ส่วนตนกำลังดูอยู่ว่า การปล่อยปละละเลยในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องกัญชา พ่อทิพย์ หมอพร้อมทิพย์ ก็จะดูว่ารัฐมนตรีละเลยการ ในการบริหารและการแก้ไขหรือไม่ รวมถึงปัญหาที่หมักหมมในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. )

เมื่อถามว่า มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีหลายเรื่อง ที่มีเหตุผลและสิ่งที่บ่งชี้ ให้ประชาชนเห็นความไม่ชอบมาพากลได้

ส่วนที่เสียงของฝ่ายค้านอาจจะไม่พอล้มรัฐบาล นายสกลธี กล่าวว่า ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลเรื่องการซักฟอกยากอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นเวทีที่ชี้ให้เห็น ได้เปิดเผยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน บางครั้งอาจจะชนะการโหวตแต่แพ้ในสายตาประชาชน ซึ่งขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและน้ำหนักข้อมูล

ซักฟอกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

อังคณา ฟาดเจ็บ สมยศ ขอโทษโดยไม่สำนึก อ้างประชาธิปไตย แต่แสวงประโยชน์ทางเพศ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:01 น.

‘สว.อังคณา’ น่าอนาถ ‘สมยศ’ ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจแสวงประโยชน์ทางเพศ

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสมความควรไม่ควร หรือการให้เกียรติผู้ร่วมงานไม่ได้หรือไง

และการมีบุญคุณก็ไม่สามารถทดแทนด้วยความสัมพันธ์ทางเพศที่ #ไม่ยินยอม #ไม่สมัครใจ บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินกันไม่ได้เพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจาก ผสห. รายนี้รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคน จนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการ #ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่าจะเยียวยา ผสห. โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้ยังไง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ปวิน’เดือด ประณาม ‘สมยศ’ ทำพฤติกรรมต่อเด็กสาว ผิดหวัง-เหมือนถูกหลอก

สมยศ เคลื่อนไหวแล้ว หลังข่าวฉาวคุกคามทางเพศ ‘ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด’ คิดว่าให้ความยินยอม

คุกคามทางเพศนักเคลื่อนไหวอาวุโสสมยศ

หนุนจัดระเบียบ กมธ.สภา 35 คณะ! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ ซัดบางคณะ ‘ปั้นน้ำเป็นตัว-หวังผลการเมือง’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 16:14 น.

หนุนจัดระเบียบกมธ.สภาฯ35คณะ! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ ได้ทีซัดแหลกบางคณะฯ ‘ปั้นน้ำเป็นตัว-หวังผลการเมือง’ เตือนอย่าใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำคนอื่นเสียหายระวังถูกฟ้องอาญากลับ-ฟันจริยธรรม

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะให้มีความชัดเจน เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อนและก้าวก่ายอำนาจกันเอง ซึ่งปัญหาในการทำงานของสภาฯ ชุดปัจจุบัน ประธาน กมธ. บางคณะไม่ทำหน้าที่ในกรอบบทบาทหน้าที่ของคณะตนเองอย่างแท้จริง โดยพบว่ามีการใช้อำนาจเกินหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับฯเพื่อมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก มีพฤติกรรมนำประเด็นจากสื่อมาปั้นน้ำเป็นตัว หรือจับแพะชนแกะเพื่อสร้างเรื่องราว ซึ่งทำให้บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหายอย่างมาก

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น จึงขอเตือนอย่างจริงจังไปยัง กมธ. ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวว่า หากยังคงใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก โดยมิชอบหรือเกินขอบเขตจนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้กลับได้ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงการยื่นสอบจริยธรรมผ่านประธานสภาฯ และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและเอาผิดต่อไปได้

“ต้องการให้ประธานสภาฯ มีแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการทำงาน ซึ่งการวางกรอบอำนาจที่ชัดเจนนี้จะช่วยลดภาระแก่หน่วยงานรัฐและประชาชนที่ถูกเรียกชี้แจง อีกทั้งยังทำให้การใช้อำนาจของ กมธ. มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ไม่ซ้ำซ้อน และไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองอีกด้วย” ประธาน กมธ.ตำรวจ กล่าว

คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ? สาวกิจกรรม ขุดอดีต 20 ปี ช่วยงานมูลนิธิฯโดนหลอกฟัน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:58 น.

FacebookXLineGmailCopy LinkShare

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ล่าสุด ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” โพสต์ข้อความว่า เรื่องทำนองนี้ ก็เคยเกิดกับฉันมาก่อนเหมือนกัน… ถ้าเอ่ยชื่อไป… ช็อกกันทั่วเมืองแน่ …

ต่อมาเจ้าของโพสต์ก็ได้โพสต์อีกว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?”

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ผู้โพสต์ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า [เรื่องเล่าจากอดีต: เมื่ออุดมการณ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกใช้คน]

เรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาเล่าถึงบาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดโดย “นักอุดมการณ์” มันทำให้อดีตของฉันฉายภาพซ้ำทับซ้อนขึ้นมา แทบจะเป็นภาพคัดลอกเดียวกัน… ต่างกันแค่ช่วงเวลา และผู้กระทำที่เป็น “คนดัง” อีกคน

ย้อนกลับไปในปี 2549 ตอนนั้นฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัย 20 ที่หอบหัวใจเปี่ยมอุดมการณ์ ลงจากดอยนางนอน เชียงราย มาร่วมประท้วงการยึดอำนาจที่สนามหลวงเพียงลำพัง ฉันไม่รู้จักใครเลยบนพื้นที่แห่งนั้น นอกจากคนดังคนหนึ่งที่เคยพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ด coup19.org(ถ้าจำไม่ผิดนะ)

ด้วยความปลาบปลื้มในตัวเขา เราติดต่อกันผ่าน MSN จนเริ่มคุ้นเคย และไม่นาน… เหตุการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของฉันไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น…

วันนั้น ฉันเข้าไปช่วยงานที่สำนักงานมูลนิธิแถวซอยรางน้ำแบบฟรีๆ ด้วยใจที่อยากขับเคลื่อนขบวนการ เมื่อเสร็จงาน ชายคนนั้นชวนออกไปข้างนอกและอาสาจะไปส่งที่พัก เขาพาฉันเดินขึ้นสถานี BTS แต่ปลายทางกลับไม่ใช่การนั่งรถไฟกลับ… เขาพาฉันเลี้ยวเข้าโรงแรมข้างสถานีแทน

ด้วยความเด็กและไม่ประสีประสา ฉันเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก แม้นั่นจะไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิต แต่มันคือความช็อกที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จากคนที่หลอกล่อเรามาด้วยความ “ไว้เนื้อเชื่อใจ”

​สิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกลดทอนคุณค่าที่สุด คือก่อนกลับ… เขายื่นเงินให้ฉัน ประหนึ่งว่าเศษเงินนั้นจะสามารถปิดปาก หรือเปลี่ยนสิ่งที่เขาทำเป็นการซื้อขายได้ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธ…

ตอนนั้นยอมรับว่าแอบมีความรู้สึกดีๆ ให้เขา แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้เลยก็คือ เขามีภรรยาอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่คนในสำนักงานรู้กันหมด แต่เขาแค่ไม่แสดงตัว… มีเพียงฉันคนเดียวที่หน้ามืดตามัวและไม่รู้เรื่องอะไรเลย…

สรุปคือ ฉันโดนหลอกเต็มๆ โดนหลอกให้ไปช่วยงานฟรี โดนหลอกฟันฟรี และสูญเสียความเคารพศรัทธาที่มีต่อคนดังคนนี้ไปจนหมดสิ้น…

ภายนอกฉันอาจดูเหมือนคนมูฟออนไว เรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้สร้างบาดแผลทางใจไปมากกว่าความรู้สึกสมเพชตัวเอง แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ฉัน “เลือกที่จะเงียบ” เป็นเพราะฉันกลัวว่าขบวนการประชาธิปไตยที่ทุกคนร่วมกันสร้างมาจะพังทลายลง อีกทั้งในโครงสร้างสังคมแบบนี้ พูดไปเหยื่อก็คงไม่พ้นถูกตราหน้าว่า “สมยอม”

เรื่องเล่าที่ว่ามีนักอุดมการณ์หลอกกินฟรี มันมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาตลอด… แต่ไม่เคยมีใครกล้าออกมายอมรับตรงๆ ว่าตัวเองคือหนึ่งในเหยื่อ

วันนี้… ฉันนี่แหละคือ “ใบเสร็จ” ที่เขาตามหากัน

ที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้อุดมการณ์อันบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือหลอกลวงอีก

คนที่พร่ำเพ้อเรียกร้องหาความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้สังคม กลับเอาอุดมการณ์มาบังหน้าเพื่อตักตวงผลประโยชน์ทาง “กาม” ให้ตัวเอง…

ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนคนนี้ในทีวี หรือบนเวทีเสวนา นั่งพูดจาสวยหรูเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม… มันทำให้ฉันสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียน

“แมงดาแห่งประชาธิปไตย” ที่เล่นกับไฟอุดมการณ์ของผู้คน ไม่ควรมีที่ยืนอีกต่อไป

ไม่ว่าเรื่องในวันนั้นจะดำเนินคดีได้หรือไม่ แต่วันนี้ฉันขอเป็นส่วนหนึ่งที่กระชากหน้ากากคนจอมปลอมพวกนี้ออกมา เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครต้องมาแตกสลายเพราะคนแบบนี้อีกต่อไป

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติอดีตนักโทษม.112