ไฟป่าสหรัฐฯลุกลามใกล้ชุมชนในเนวาดา สั่งอพยพกว่า 42,000 คน

ไฟป่าสหรัฐฯลุกลามใกล้ชุมชนในเนวาดา สั่งอพยพกว่า 42,000 คน

24 ส.ค. 2569 08:22 น.

ไฟป่าสหรัฐฯลุกลามใกล้ชุมชนในเนวาดา สั่งอพยพกว่า 42,000 คน

ไฟป่ารัฐเนวาดาของสหรัฐฯลุกลามอย่างรวดเร็ว เผาผลาญพื้นที่แล้วราว 53 ตารางกิโลเมตร ล่าสุดไฟลามเข้าใกล้พื้นที่ชุมชนจนมีบ้านเรือนบางส่วนถูกไฟไหม้ ส่งผลให้ต้องสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 42,000 คน

เจ้าหน้าที่รัฐเนวาดายังคงจับตาไฟป่า Hawk Fire ในรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ โดยระบุว่า ยังมีประชาชนอีกประมาณ 45,000 คนอยู่ในพื้นที่ประกาศเตือนภัยอพยพ โดยขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมเดินทางออกจากพื้นที่ทันที และเตรียมตัวที่จะต้องอยู่นอกบ้านเป็นเวลาหลายวัน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยฉุกเฉินสามารถเข้าปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่

ดาริน บาลาม นายอำเภอวอโช เคาน์ตี ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับการอพยพ ทั้งยา ของมีค่า และสิ่งของจำเป็นใส่กระเป๋าให้พร้อมสำหรับการเดินทาง

ด้านเชน อเคอร์สัน จากเขตป้องกันอัคคีภัย Truckee Meadows เปิดเผยว่า เหตุไฟป่าครั้งนี้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 3 คน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน

ล่าสุด สถานการณ์การควบคุมไฟป่ายังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากกระแสลมเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้ไฟลุกลามไปหลายทิศทางและทำให้การดับไฟมีความซับซ้อนมากขึ้น

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า มีสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งได้รับความเสียหายหรือถูกไฟไหม้ทำลายแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังประเมินจำนวนสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอย่างละเอียด

ทางการยังคงเร่งควบคุม Hawk Fire พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไฟป่ายังคงมีแนวโน้มลุกลามและเป็นภัยคุกคามต่อชุมชนในพื้นที่เมืองรีโนและบริเวณโดยรอบ.

ที่มา : REUTERS

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษทำสำเร็จ ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลีย 4,500 กม. ใน 31 วัน

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษทำสำเร็จ ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลีย 4,500 กม. ใน 31 วัน

24 ส.ค. 2569 08:03 น.

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษทำสำเร็จ ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลีย 4,500 กม. ใน 31 วัน

หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษวัย 57 ปี สร้างสถิติขี่สกู๊ตเตอร์แบบใช้แรงคน ข้ามออสเตรเลียจากเมืองเพิร์ทไปยังนครซิดนีย์ รวมระยะทางกว่า 4,500 กิโลเมตร ใช้เวลา 31 วัน 4 ชั่วโมง 10 นาที

บ็อบ บราวน์ จากเมืองซอลแทช แคว้นคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นการเดินทางในเดือนกรกฎาคม ก่อนเดินทางถึงซิดนีย์และสิ้นสุดภารกิจเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเขาตั้งเป้าหมายทำลายสถิติโลกกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด 2 รายการ ได้แก่ การเป็นบุคคลที่ขี่สกู๊ตเตอร์แบบไม่ใช้ไฟฟ้าข้ามออสเตรเลียได้เร็วที่สุด และเป็นคนแรกที่เดินทางข้ามเส้นทางดังกล่าวด้วย 3 วิธี ได้แก่ วิ่ง ปั่นจักรยาน และขี่สกู๊ตเตอร์

บราวน์กล่าวว่า หลังจากใช้ชีวิตเต็มไปด้วยการผจญภัยมาตลอด เขาต้องการออกเดินทางครั้งใหญ่อีกครั้งในวัย 57 ปี ก่อนที่จะรู้สึกว่าอายุมากเกินไปสำหรับความท้าทายเช่นนี้

สำหรับบราวน์ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาข้ามออสเตรเลีย โดยในปี 2001 เขากลายเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่วิ่งข้ามประเทศ ระยะทางประมาณ 3,000 ไมล์ หรือ 4,828 กิโลเมตร ภายในเวลา 60 วัน ก่อนกลับมาอีกครั้งในปี 2003 ด้วยการปั่นจักรยานข้ามเส้นทางเดิม ทำให้เขากลายเป็นบุคคลแรกที่ทั้งวิ่งและปั่นจักรยานข้ามออสเตรเลีย

ครั้งนี้ บราวน์ยังตั้งเป้าระดมเงิน 5,000 ปอนด์ หรือราว 2.2 แสนบาท เพื่อมอบให้กับองค์กรการกุศล 3 แห่ง ได้แก่ Macmillan Cancer Support, St Luke’s Hospice และ Children’s Hospice South West

นอกจากการระดมทุนแล้ว เขายังต้องการส่งสารถึงเยาวชนให้ลดเวลาการอยู่กับหน้าจอและอุปกรณ์ดิจิทัล พร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์และการผจญภัยในโลกจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นตลอดทาง โดยบราวน์ได้รับบาดเจ็บระหว่างการเดินทาง วันที่ 5 ของภารกิจ กระจกมองข้างของเขาถูกยานพาหนะที่ขับผ่านเฉี่ยว ทำให้เขาเสียหลักไถลลงไปบริเวณไหล่ทาง แต่ได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก

ขณะที่ในวันสุดท้าย ซึ่งเหลือระยะทางอีกเพียง 20 กิโลเมตรก่อนถึงจุดหมาย บราวน์ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังแฮนด์สกู๊ตเตอร์หักขณะกำลังลงเนินสูงชัน ส่งผลให้เขาล้มอย่างรุนแรง

แม้ต้องเผชิญอุปสรรคและอุบัติเหตุระหว่างทาง แต่บราวน์ก็สามารถขี่สกู๊ตเตอร์ข้ามออสเตรเลียจากเพิร์ทถึงซิดนีย์ได้สำเร็จ โดยใช้เวลารวม 31 วัน 4 ชั่วโมง 10 นาที

ขณะนี้เขาได้ส่งเอกสารและหลักฐานการเดินทางให้กับกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดแล้ว และกำลังรอการตรวจสอบว่า ผลงานดังกล่าวจะได้รับการรับรองเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการหรือไม่.

ที่มา : BBC

เซเลนสกีปฏิเสธจัดเลือกตั้งในช่วงสงคราม เสี่ยงสร้างความแตกแยกภายใน

เซเลนสกีปฏิเสธจัดเลือกตั้งในช่วงสงคราม เสี่ยงสร้างความแตกแยกภายใน

24 ส.ค. 2569 04:49 น.

เซเลนสกีปฏิเสธจัดเลือกตั้งในช่วงสงคราม เสี่ยงสร้างความแตกแยกภายใน

เซเลนสกีปฏิเสธเสียงเรียกร้องของอดีตรัฐมนตรีกลาโหม ที่ต้องการให้จัดการเลือกตั้งในภาวะสงคราม โดยระบุว่าการทำเช่นนั้นเสี่ยงสร้างความแตกแยกในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ปฏิเสธเสียงเรียกร้องของนาย มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมที่ถูกเขาปลดออกจากตำแหน่ง ที่ต้องการให้จัดการเลือกตั้งท่ามกลางภาวะสงคราม โดยอ้างว่าเสี่ยงต่อการสร้างความแตกแยกภายในประเทศ

เซเลนสกีวิพากษ์วิจารณ์ข้อเรียกร้องของนายเฟโดรอฟอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นแนวคิดที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เมื่อพิจารณาจากการที่รัสเซียดูเหมือนจะไม่ได้สนใจการหยุดยิงเลย และกำลังเร่งสะสมขีปนาวุธทิ้งตัวเพื่อใช้โจมตียูเครนในช่วงฤดูหนาว

“ผมเชื่อว่าหากเราต้องการทำลายประเทศ เราก็สามารถเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในช่วงเวลาสงครามเช่นนี้ได้” เซเลนสกีบอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ แต่เพิ่งมีการเปิดเผยรายละเอียดในวันอาทิตย์

“ผมเชื่อว่าในช่วงสงครามเช่นนี้ การเลือกตั้งทั่วไปถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งในตอนนี้เปรียบเสมือนสึนามิสำหรับประเทศ ซึ่งจะทำให้ยูเครนแตกแยก” เซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่าแผนการของเขาคือการยุติสงครามและรักษาให้ยูเครนยังคงเป็นรัฐอิสระเอาไว้

ทั้งนี้ การเลือกตั้งในยูเครนถูกระงับนับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก หลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 โดยวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปีของเซเลนสกีสิ้นสุดไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 แล้ว แต่ชาวยูเครนแทบไม่มีความต้องการให้จัดการเลือกตั้งใหม่ท่ามกลางภาวะสงคราม จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้

สถานการณ์ในยูเครนเปลี่ยนไปเมื่อนายเฟโดรอฟ ผู้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวยูเครน ถูกเซเลนสกีสั่งปลดจากตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากความขัดแย้งที่นายเฟโดรอฟมีกับพลเอก โอเลกซานเดอร์ ซีร์กี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

คำสั่งปลดดังกล่าวทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านการตัดสินใจของเซเลนสกี และถึงแม้ว่าพลเอกซีร์สกีจะพยายามยืนยันว่า เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับนายเฟโดรอฟ สุดท้ายผู้นำยูเครนก็ตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่งตามไป โดยคาดว่าเป็นความพยายามเพื่อลดความไม่พอใจของสังคม

ความสัมพันธ์ระหว่างเซเลนสกีกับเฟโดรอฟตกต่ำถึงขีดสุดหลังโดนปลด และการเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ของเขา ถือเป็นการท้าทายอำนาจของเซเลนสกีจากภายในประเทศอย่างเปิดเผยที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกราน

เซเลนสกียืนยันว่า หากพันธมิตรของยูเครนสามารถกำหนด “เงื่อนไขเฉพาะ” ที่ทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย ชอบธรรม และเป็นประชาธิปไตยในยูเครน เขาก็พร้อมจะสนับสนุน

แต่เงื่อนไขเฉพาะที่ว่ารวมถึง “การให้ทหารของกองทัพในพื้นที่แนวหน้า และชาวยูเครนหลายล้านคนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหนีภัยสงคราม ต้องมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งด้วย” และการลงคะแนนจะต้องเกิดขึ้นอย่างปลอดภัย “โดยไม่มีการโจมตีและการยิงถล่ม” ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ณ ตอนนี้

เซเลนสกียืนยันอีกว่า นายเฟโดรอฟถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากก้าวก่ายหน้าที่ โดยพยายามเข้าควบคุมภารกิจที่เป็นของกองทัพ อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีย้ำว่า “ผมเคยและยังคงมีความรู้สึกที่ดีอย่างมากต่อมีไคโล เราผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย แต่ผมเชื่อว่าตัวเขาเองเดินไป หรือถูกผลักดัน ให้เข้าไปสู่สิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

ผู้นำยูเครนเปิดเผยด้วยว่า รัสเซียมีขีปนาวุธทิ้งตัวความเร็วสูงราว 600-630 ลูกอยู่ในคลังแสง และพวกเขากำลังพยายามเร่งผลิตเพิ่มให้ได้เดือนละกว่า 100 ลูกเพื่อเตรียมใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนในช่วงฤดูหนาว ในขณะที่ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ความร้อนเป็นเหตุ ฝรั่งเศสจมน้ำดับทะลุ 300 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

ความร้อนเป็นเหตุ ฝรั่งเศสจมน้ำดับทะลุ 300 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

24 ส.ค. 2569 03:47 น.

ความร้อนเป็นเหตุ ฝรั่งเศสจมน้ำดับทะลุ 300 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

รัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในประเทศ เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 300 ศพแล้ว โดยสาเหตุมาจากผู้คนลงเล่นน้ำตามแหล่งต่างๆ มากขึ้น เพื่อต่อสู้กับคลื่นความร้อนรุนแรง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 รัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ประเทศของพวกเขามีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วถึง 301 ราย นับตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.เป็นต้นมา พร้อมเชื่อมโยงว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี้ มีสาเหตุมาจากสภาวะคลื่นความร้อนที่ยาวนาน

มารินา เฟอร์รารี รัฐมนตรีกระทรวงการกีฬาและเยาวชนบอกกับสถานีวิทยุ France Inter ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปี 2568 ถือเป็น “ความสูญเสียที่น่าสลดใจ”

ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ต่างเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงและยาวนาน ซึ่งส่งผลให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่เผาทำลายพื้นที่ป่าไปหลายพันเฮกตาร์

เฟอร์รารีระบุว่า ความร้อนทำให้ผู้คนยอมเสี่ยงอันตรายจากการลงเล่นน้ำ โดยเสริมว่า “อุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตหลายครั้งเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการเล่นน้ำ” นอกจากนั้น ยังมีรายงานการจมน้ำหลายครั้งเกิดขึ้นใน “แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ตามลำคลองต่างๆ” ด้วย

รัฐมนตรีกระทรวงการกีฬาฯ บอกอีกว่า รัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับทางการท้องถิ่น “เพื่อปรับปรุงพื้นที่เล่นน้ำและเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น”

เธอเตือนด้วยว่า “เหตุจมน้ำหลายกรณี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เกิดขึ้นในสระว่ายน้ำส่วนตัว และการลงเล่นน้ำเย็นอย่างฉับพลันในวันที่อากาศร้อนจัด อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อก และในบางกรณี “ผู้คนอาจประเมินและใช้ขีดความสามารถทางร่างกายเกินขีดจำกัด”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังดันให้อุณหภูมิทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรป โดยตามข้อมูลจากสำนักงานบริการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “โคเปอร์นิคัส” (Copernicus) ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุด โดยร้อนขึ้นเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก

ช่วงคลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “กอลเฟช” (Golfech)ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสต้องหยุดทำการชั่วคราว เนื่องจากอุณหภูมิน้ำในแม่น้ำกาโรน (Garonne) พุ่งสูงเกิน 28 องศาเซลเซียส ซึ่งตามกฎหมายของฝรั่งเศส น้ำที่ใช้หล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ต้องมีอุณหภูมิไม่เกิน 28 องศาฯ

นอกจากนี้ สถานที่สำคัญบางแห่ง เช่น หอไอเฟล ก็ตัดสินใจปิดให้บริการเร็วกว่าปกติ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงมากในกรุงปารีส

สภาพอากาศที่แห้งแล้งยังส่งผลให้ไฟป่าแพร่กระจายไปทั่วฝรั่งเศส โดยจังหวัดฌีรงด์ (Gironde) รอบเมืองบอร์โด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 200,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองภูเขาขยะในกินี ถล่มทับบ้านเรือนใกล้เคียง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอื้อ

กองภูเขาขยะในกินี ถล่มทับบ้านเรือนใกล้เคียง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอื้อ

24 ส.ค. 2569 02:52 น.

กองภูเขาขยะในกินี ถล่มทับบ้านเรือนใกล้เคียง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอื้อ

กองภูเขาขยะในเมืองหลวงของประเทศกินี ถล่มทับบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้ๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุภูเขาขยะขนาดใหญ่พังถล่มทับบ้านเรือนประชาชนบริเวณใกล้เคียง ในเขตดาร์เอสซาลาม (Dar-es-Salam) ของกรุงโกนากรี เมืองหลวงของประเทศกินี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 22 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 6 ราย

แถลงการณ์จากรัฐบาลกินีระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดมกำลังและทรัพยากรจำนวนมาก รวมถึง กองทัพ เพื่อเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากกองขยะพังถล่มลงมาเมื่อเวลาประมาณ 02:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากฝนตกหนักตลอดทั้งคืน

หญิงชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ลูกๆ ทั้ง 5 คนของเธอเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะเดียวกันหลายฝ่ายกังวลว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

ด้านนายกรัฐมนตรี มามาดี อูรี บาห์ แห่งประเทศกินี ลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อประเมินสถานการณ์และกำกับการปฏิบัติงานค้นหาด้วยตนเอง

ก่อนหน้านี้ ลานซีเน ซิลลา ผู้นำชุมชนท้องถิ่น เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP โดยแสดงความกังวลว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และระบุว่า “เราได้นำร่างผู้เสียชีวิตออกมาแล้ว 18 ราย เพื่อส่งไปยังห้องเก็บศพ”

ทั้งนี้ พื้นที่ทิ้งขยะดังกล่าวเคยเกิดเหตุถล่มมาแล้วเมื่อ 2560 ซึ่งในครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

24 ส.ค. 2569 02:05 น.

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

ดีอาร์คองโกบรรลุข้อตกลงโร้ดแมปกับกลุ่มกบฏ M23 ที่สู้รบกันมานานหลายสิบปีแล้ว เพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ ตามข้อตกลงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางซึ่งลงนามกันเมื่อปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) และกลุ่มกบฏ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา บรรลุข้อตกลงโร้ดแมปเพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพร่วมกันแล้ว หลังจากขัดแย้งมานานหลายสิบปี

แถลงการณ์ร่วมหลังจากการเจรจาเป็นเวลา 5 วันในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นที่จะ “ดำเนินการเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างครอบคลุม” พร้อมทั้งจัดตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการหยุดยิง

ข้อตกลงโร้ดแมปดังกล่าวกำหนดกรอบเวลาสำหรับการเจรจาภายใต้ข้อตกลงสันติภาพที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ซึ่งลงนามไปเมื่อปี 2568 แต่หลังจากนั้นกลับเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทางตะวันออกของดีอาร์คองโก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำข้อตกลงโร้ดแมปและข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องมาตรการคว่ำบาตรต่อกลุ่ม M23, การปล่อยตัวสมาชิกที่ถูกควบคุมตัว และกรอบเวลาในการปฏิรูปทางการเมือง

อนึ่ง การเจรจาครั้งล่าสุดนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย กลุ่ม M23, รัฐบาลดีอาร์คองโก, กาตาร์, สหรัฐอเมริกา, สาธารณรัฐโตโก, คณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา และสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะประเทศเจ้าภาพ

“คู่ขัดแย้งตกลงที่จะจัดตั้งกลไกทำหน้าที่ทบทวนความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาความท้าทายในการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำมั่นสัญญาภายใต้ข้อตกลงกรอบการทำงานโดฮา (Doha Framework Agreement)” แถลงการณ์ระบุ โดยอ้างถึงข้อตกลงในปี 2025

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนด “ขั้นตอนและกรอบเวลาที่ต่อเนื่องกัน” พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะใช้ “ความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์” ในการทำงาน

นอกจากนั้น พวกเขายังเห็นชอบร่วมกันที่จะใช้กลไกติดตามการละเมิดการหยุดยิง โดยได้มีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการขึ้นแล้ว และภารกิจตรวจสอบครั้งแรกมีกำหนดจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้ ที่เขตมิเนมบเว (Minembwe) ในจังหวัดคิวูใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบอย่างหนัก

ทั้งนี้ ความขัดแย้งกับกลุ่ม M23 มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความตึงเครียดระหว่างดีอาร์คองโกและประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดา ซึ่งกล่าวหาดีอาร์คองโกว่า ล้มเหลวในการกวาดล้างกลุ่มกองกำลังประชาธิปไตยเพื่อการปลดปล่อยรวันดา (FDLR) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่รวันดามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

ดีอาร์คองโกปฏิเสธว่าไม่ได้สนับสนุนกลุ่ม FDLR และกล่าวหารวันดาว่าให้การสนับสนุนกลุ่ม M23 ทั้งด้านกำลังทหารและอุตสาหกรรมอาวุธ อย่างไรก็ดี รวันดาปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้สนับสนุนกลุ่ม M23 แม้จะมีหลักฐานแน่นหนา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

24 ส.ค. 2569 00:01 น.

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

ผู้นำยูเครนอ้างว่า ในปีนี้ รัสเซียเสียทหารจากสงครามไปแล้วกว่า 1.5 แสนนาย แต่มอสโกกำลังวางแผนเกณฑ์ทหารเพิ่มอีก 3 แสนนายหลังการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมาเปิดเผยและเตือนถึงสถานการณ์ทางทหารและทิศทางสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดระหว่างทั้งสองฝ่าย ขณะที่ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับสกัดกั้นอย่างหนัก

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียมีแผนเกณฑ์ทหารเพิ่มอีกอย่างน้อย 300,000 นาย หลังการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า เพื่อพยายามยึดพื้นที่ภูมิภาคดอนบาส ซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์กับแคว้นลูฮานสก์ ทางตะวันออกของยูเครนให้ได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นเกณฑ์ทหารใหม่จากเมืองรอบนอกมากกว่าเมืองใหญ่

ยูเครนประเมินด้วยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา รัสเซียสูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่า 267,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตราว 155,000 นาย และเซเลนสกีมั่นใจว่ากองทัพยูเครนจะสามารถทำลายกำลังพลใหม่ 300,000 นายนี้ได้เช่นกัน

ในส่วนของแนวรบ ปัจจุบันยูเครนยังคงตั้งรับและคุมพื้นที่ราว 20% ของแคว้นโดเนตสก์เอาไว้ รวมถึงเมืองยุทธศาสตร์สำคัญอย่างสลาเวียนสก์และครามาตอร์สก์ นอกจากนี้ยังจับตาการสั่งสมยุทโธปกรณ์ตามแนวชายแดนทางตอนเหนือ บริเวณแคว้นคาร์คิฟกับแคว้นซูมี

เซเลนสกีเปิดเผยอีกว่า ยูเครนได้รับขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) จากสหรัฐฯ ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยลดลงจาก 675 ลูกในปี 2566 เหลือคาดการณ์เพียง 264 ลูกในปีนี้ โดยแพทริออตเป็นระบบป้องกันเดียวที่ยูเครนมีที่สามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียได้

ผู้นำยูเครนระบุว่า หากสหรัฐฯ ยอมแบ่งขีปนาวุธแพทริออตในคลังสำรองเพียง 10% ให้ ยูเครนก็พร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อ เพราะมันจะสามารถช่วยชีวิตประชาชนและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อย่างมาก

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 4 ปีของสงคราม ยูเครนพยายามพัฒนาโดรนระยะไกลและขีปนาวุธร่อนของตัวเอง เพื่อใช้ทำลายจุดปล่อยขีปนาวุธรวมถึงโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ภายในรัสเซีย

นอกจากนั้น ยูเครนยังพยายามขอใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Starlink ที่ลอยอยู่เหนือรัสเซีย แต่ อีลอน มัสก์ แสดงความกังวลว่าอาจเป็นการยกระดับความขัดแย้ง และต้องการให้สงครามยุติโดยเร็วมากกว่า

เซเลนสกีมองว่า กรอบเวลาในการเจรจายุติสงครามจะมีไปจนถึงช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนปีหน้า ก่อนที่การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น โดยผู้แทนสหรัฐฯ ทั้ง สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเรด คุชเนอร์ กำลังพยายามสรุปทางเลือกที่เป็นไปได้จริงลงในเอกสารสรุป 1 หน้า เพื่อใช้หารือร่วมกันทุกฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

23 ส.ค. 2569 22:37 น.

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ออกโรงขู่ประเทศต่างๆ ว่า อย่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของอิหร่าน มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญการตอบโต้ที่เขาอ้างว่า จะรุนแรงระดับ “แผ่นดินไหว”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านออกมาขู่ว่า พวกเขาจะตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการทำ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่าน ในขณะที่อียิปต์เรียกร้องให้เตหะรานและวอชิงตัน “กลับสู่เส้นทางทางการทูต” และยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานเกือบ 6 เดือนแล้ว

คำเตือนจากนายเรซาอีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 ส.ค. 2569) มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มีแผนจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ในวันจันทร์นี้ (24 ส.ค.) ซึ่งอาจสร้างความกดดันให้แก่เศรษฐกิจของเตหะรานหนักยิ่งขึ้น

ตามรายงานของ สถานีโทรทัศน์ IRIB ของอิหร่าน นายเรซาอีกล่าวว่า อิหร่านกำลังเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เข้าร่วมใน “สงครามเศรษฐกิจ” ของสหรัฐฯ

“ประเทศใดก็ตามที่มีส่วนร่วมในการบังคับใช้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจต่อเรา จะถือว่าเป็นศัตรู” เขากล่าว พร้อมเตือนถึงการตอบโต้ที่จะส่งผลสะเทือนระดับ “แผ่นดินไหว” ด้วย

“แน่นอนว่า ขั้นแรกเราจะเจรจากับพวกเขาก่อน เราจะพูดคุยและบอกให้ถอยออกมาและรักษาระยะห่างจากสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าพวกเขายังไม่ทำ เราจะโจมตี โดยจะมุ่งเป้าหมายไปที่ผลประโยชน์ของประเทศนั้นๆ”

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินปฏิบัติการบดขยี้เศรษฐกิจของอิหร่านอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งยังรับปากว่าจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ต่อประเทศใดก็ตามที่มอบความช่วยเหลือ “ทุกรูปแบบ” แก่อิหร่าน

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ย้ำคำขู่ดังกล่าวในวันถัดมา โดยส่งข้อความถึงชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่า “คุณจะอยู่ข้างเรา หรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา” พร้อมทั้งเรียกร้องความร่วมมือจากจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันของอิหร่านประเภทขนส่งทางเรือมากกว่า 80%

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่แน่นอน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ช่องแคบเปิดแล้ว แต่อิหร่านซึ่งปิดเส้นทางน้ำสายนี้มาตลอดนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ยืนยันว่า จะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขา ในขณะที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้ามาหลายเดือนแล้ว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์ได้ประกาศว่า บาดร์ อับเดลัตตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้หารือกันทางโทรศัพท์ เพื่อทบทวนภาพรวมสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงความพยายามที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อ “สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลดความตึงเครียด”

ทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับการ “กลับสู่เส้นทางทางการทูต ไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาระหว่างโอมานกับอิหร่าน หรือการฟื้นฟูการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อยุติสงคราม, สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

23 ส.ค. 2569 21:35 น.

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ใกล้จังหวัดฮอกไกโดของญี่ปุ่น เมื่อคืนวันอาทิตย์ หลังจากเพิ่งเกิดแผ่นดินไหว 5.9 ในภูมิภาคคันโต จนมีผู้บาดเจ็บหลายสิบรายเมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง โดยวัดขนาดเบื้องต้นได้ที่ 6.0 เมื่อเวลาประมาณ 22:45 น. ของวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งเมืองอุราคาวะ ของจังหวัดฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ที่ความลึก 40 กิโลเมตร

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา เจ้าหน้าที่วัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้ที่ระดับ 4 ตามมาตรารับรู้แรงสั่นสะเทือนของญี่ปุ่น (ซึ่งมีระดับ 0 ถึง 7) ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดของฮอกไกโด อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในภูมิภาคคันโต ตอนกลางของประเทศ เมื่อเวลา 02.00 น. วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยจุดศูนย์กลางอยู่ทางใต้ของจังหวัดอิบารากิ สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับ 5- ในจังหวัดอิบารากิ, ไซตามะ, ชิบะ และกรุงโตเกียว

แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว 5.9 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 37 ราย และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : xinhua

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

23 ส.ค. 2569 19:11 น.

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน แหล่งข่าวความมั่นคง วิเคราะห์สัญญาณเตือนเปิดตัว แกนนำรุ่นใหม่ ผ่านปฏิบัติการแรก ถอดรหัสยุทธวิธีเลือกเจาะเป้าหมาย ชี้ทบทวนนโยบายลดกำลังพลไม่ให้เกิดช่องโหว่อนาคต

         เมื่อคืน 22 ส.ค.69 พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาส จำนวน 22 เหตุการณ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 11 เหตุการณ์ และจังหวัดยะลา จำนวน 18 เหตุการณ์ จนเจ้าหน้าที่ได้ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด โดยในเหตุการณ์มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีเหตุการณ์ผู้เสียชีวิต 

  ก่อนหน้านี้ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ลงพื้นที่ไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้พูดคุยกับอดีตแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ก่อเหตุในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการยืนยันชัดเจนว่า ด้วยตัวแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นชุดใหม่ จะเริ่มมีการก่อเหตุความไม่สงบที่รุนแรง และเป้าประสงค์เพื่อต้องการแบ่งแยกดินแดนที่ต่างจากเดิม ซึ่งเหตุการณ์ที่มีการก่อเหตุล่าสุด 51 จุด แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการก่อกวนทั่วไป แต่เป็น “ยุทธการเปิดตัวแกนนำชุดใหม่”ที่เข้ามาคุมโครงสร้างการต่อสู้ในปัจจุบัน

บีอาร์เอ็น รุ่นใหม่ สัญญาณเตือน การเปิดตัว แกนนำรุ่นใหม่ ผ่านปฏิบัติการแรก

แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ มองว่า ครั้งนี้ถือเป็นคำสั่งแรกของคณะแกนนำบีอาร์เอ็นชุดใหม่ เหตุการณ์ป่วนเมืองพร้อมกัน ถือเป็นคำสั่งปฏิบัติการแรก เพื่อประกาศตัวตนอย่างเป็นทางการของแกนนำชุดใหม่


              ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ปี 2547ลักษณะการก่อเหตุถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เปิดตัวครั้งใหญ่ในอดีต เช่น การเผาโรงเรียนพร้อมกัน 37 แห่ง ซึ่งเป็นการใช้ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์เพื่อประกาศการเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว


              บีอาร์เอ็น การเปลี่ยนผ่านสู่ คนรุ่นใหม่ แกนนำและผู้ปฏิบัติการในปัจจุบันไม่ใช่กลุ่มคนรุ่นเก่าที่มีอายุมากหรือเจ็บป่วยตามวัยอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ช่วงอายุประมาณ 18–24 ปี ซึ่งมีความกล้า มีความคึกคะนอง และพร้อมลงมือทำตามเป้าหมาย


ถอดรหัสยุทธวิธี บีอาร์เอ็น ทำไมต้องมากกว่า 51 จุด และเลือกเจาะเป้าหมายอย่างไร

             แหล่งข่าวประเมินว่า เป็นการโชว์ศักยภาพว่า ทำได้ทุกอย่าง การลงมือพร้อมกันในหลายจุด เช่น เผาเสาไฟฟ้า, ระเบิดทางรถไฟ, บุกร้านสะดวกซื้อ , เผา อบต., และเผายางบนถนน มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐได้ทุกรูปแบบ


              บีอาร์เอ็น การเปลี่ยนผ่านเป้าหมาย  ข้อสังเกตสำคัญในปฏิบัติการรอบนี้คือ ไม่มีการโจมตี พระ วัด และโรงเรียน ซึ่งแตกต่างจากในอดีต และเป็นประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงต้องนำไปวิเคราะห์ต่อถึงทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ของกลุ่ม


              การก่อเหตุความไม่สงบยุทธวิธีเน้น ประชาสัมพันธ์ มากกว่าเอาชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่การสังหารบุคคล แต่เป็นการ ก่อกวนและประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขายังคงขับเคลื่อนการต่อสู้และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยุติหรือยอมรับกระบวนการของรัฐ


ช่องโหว่ฝ่ายความมั่นคงและความท้าทายของรัฐบาล

ประเด็นวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและทัศนคติจากพื้นที่
งานข่าวกรองฝ่ายรัฐยังคง “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนผ่านของกลุ่มก่อความไม่สงบ แม้โครงสร้างองค์กรหลักจะเหมือนเดิม แต่ตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงานได้เปลี่ยนเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมดแล้ว
นโยบายการลดกำลังการปรับลดกำลังทหาร แล้วส่งมอบพื้นที่ให้กองกำลังอาสาสมัคร (อส.) หรือการเตรียมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน/พ.ร.บ.ความมั่นคง ถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมกับสถานการณ์จริงหรือไม่
ช่องว่างการรักษาความปลอดภัยปฏิบัติการกะทันหันสะท้อนว่า หากฝ่ายรัฐถอนกำลังหรือลดการคุ้มกัน ณ จุดใด กลุ่มผู้ก่อเหตุพร้อมจะเข้าสวมรอยและก่อเหตุในจุดนั้นทันที

การส่งสัญญาณผ่านเหตุการณ์กว่า 51 จุดครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการพูดคุยหรือแนวคิดการยึดคืนความสงบของภาครัฐยังคงสวนทางกับความเป็นจริงในพื้นที่ ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบภายใต้การนำของ “แกนนำรุ่นใหม่”ยังคงต้องการเดินหน้าสร้างความขัดแย้งต่อไป สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำคือการปรับปรุงงานข่าวกรองให้เท่าทันเด็กและวัยรุ่นรุ่นใหม่ พร้อมทบทวนนโยบายการลดกำลังพลเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางยุทธการในอนาคต