นาโนเทค – DTAM นำ ‘นาโนเทคโนโลยี’ ยกระดับสมุนไพรไทย สู่ยาแผนไทยมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

24 สิงหาคม 2569 เวลา 20:10 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับสมุนไพรและตำรับยาไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ ผสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยเข้ากับนวัตกรรมนาโน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพสารสกัดสมุนไพร เร่งเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สมุนไพรไทย” และ “ตำรับยาแผนไทย” เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นทุนที่ได้เปรียบของไทย ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและด้านทรัพยากรที่มีมูลค่าของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญในการผลักดันเข้าสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ คือการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกับ สวทช. โดยนาโนเทค จึงเป็นการผสานจุดแข็งด้านองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย ความเชี่ยวชาญเชิงนโยบายและระบบบริการสุขภาพ เข้ากับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเชิงลึก เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย

“ที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีในการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การกักเก็บและการนำส่งสารสำคัญ เพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมไปถึงการประเมินฤทธิ์และกลไกการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และการทดสอบด้านความปลอดภัย สอดคล้องกับ 1 ใน 4 Strategic Focus ด้าน Herbal Health & Wellness ที่เน้นการพัฒนางานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมพร้อมถ่ายทอด ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต ไปจนถึงองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นาโนเทคจะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดตำรับยาแผนไทยที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพของตำรับยาให้มีมาตรฐาน มีผลการทดสอบเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ดร.ภญ.อุรชา กล่าว

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกสมุนไพรและตำรับยาที่มีศักยภาพ นำมาศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของสารสกัดสมุนไพร เช่น การเพิ่มความคงตัว การละลาย และการดูดซึม ตลอดจนพัฒนาระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีผลการรักษาที่ชัดเจน พร้อมนำไปใช้งานจริงในสถานพยาบาล

“ความร่วมมือในครั้งนี้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพและส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้เป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จะช่วยพิสูจน์และยืนยันประสิทธิผลของยาแผนไทยด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการสุขภาพและผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.นพ.พงศธร กล่าวเสริม

ด้าน ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช. และผู้อำนวยการแผนงานด้าน Herbal Health & Wellness กล่าวว่า แผนงานสารสกัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (Herbal Health & Wellness) ของนาโนเทค สวทช. มุ่งใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเร่งสร้างนวัตกรรมยาตามตำรับยาแผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อสุขภาพคนและสัตว์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการวิจัยและพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“ภายใต้ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมุ่งเน้นการต่อยอดตำรับยาแผนไทยดั้งเดิม ด้วยการนำนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เข้าไปเสริมประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มที่มีศักยภาพ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ 2) กลุ่มบรรเทาอาการภูมิแพ้ และ 3) กลุ่มบรรเทาอาการปวด เพื่อยกระดับองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์และสามารถผลักดันไปสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันคัดเลือกสมุนไพรหรือตำรับเป้าหมายที่มีศักยภาพ และดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมสารสำคัญ ฤทธิ์ทางชีวภาพ ความปลอดภัย ไปจนถึงประสิทธิผลของสูตรตำรับ” ดร.อุดม กล่าว

ความร่วมมือระหว่างสวทช. โดยนาโนเทค และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยขยายผลสู่ระบบสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยและสุขภาพของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

DTAMนาโนเทคนาโนเทคโนโลยียาแผนไทยสมุนไพรไทย

สจล.พลิกมหา’ลัยสู่แหล่งบ่มเพาะกลุ่มทาเลนท์ เปิดแผนสร้าง ‘นวัตกร –นวัตกรรม’ ป้อนอุตฯอนาคต

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อปั้นนัก นวัตกรและกำลังคนรองรับ AI, Semiconductor, Data Center, Space Tech, SMR และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมโชว์ศักยภาพอันดับ 1 ของประเทศด้านการวิจัย และครองมหาวิทยาลัยรัฐที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุด 6 กลุ่มสาขา เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมเตรียมเปิด “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด From Lab to Life รวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายนนี้

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เปิดเผยว่า การพัฒนากำลังคนในวันนี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือรองรับตำแหน่งงานที่มีอยู่ เพราะในวันที่เทคโนโลยีใหม่ๆ และ AI กลายเป็นทรัพยากรที่ทุกประเทศสามารถเข้าถึงได้ใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครซื้อเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครมี “ทุนมนุษย์” ที่สามารถเข้าใจ ประยุกต์ และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้ สจล. จึงกำลังขยับบทบาทจากมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรเพื่อเป็นแรงงานของอุตสาหกรรม ไปสู่การสร้างคนที่สามารถ “สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ได้ด้วยตนเอง ทั้งในฐานะนักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย ผู้ประกอบการนวัตกรรม และผู้สร้างธุรกิจใหม่ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้บัณฑิตมีงานทำ แต่ต้องการทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนอีกจำนวนมาก พร้อมยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพคิดค้น พัฒนา และเป็นเจ้าของนวัตกรรมได้เอง

ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี สจล. ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างบัณฑิตนวัตกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัยภายใต้แนวคิด Everywhere is our Living Lab หรือ ให้ทุกพื้นที่ของ สจล. คือแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยยังพัฒนาองค์ประกอบของ Talent and Innovation Infrastructure ให้ครอบคลุมทั้งหลักสูตร บุคลากร ห้องปฏิบัติการ พื้นที่ทดลอง ระบบนิเวศวิจัย เครือข่ายภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง “คน เทคโนโลยี และธุรกิจนวัตกรรม” ไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญของ สจล. คือการให้นักศึกษาเริ่มต้นสร้างนวัตกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่าน Team Project ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขารวมทีมกันวิเคราะห์ปัญหา ประยุกต์องค์ความรู้ ทดลองสร้างต้นแบบ และนำเสนอผลงานต่อคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับโอกาสพัฒนาต่อและนำไปจัดแสดงใน KMITL Expo 2026

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สจล. มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรชั้นนำในการร่วมออกแบบหลักสูตร การฝึกงาน การพัฒนางานวิจัย การใช้เครื่องมือและห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการร่วมตั้งโจทย์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นักศึกษา บุคลากร และงานวิจัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยมีระบบทุนการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนนักศึกษาในหลากหลายกลุ่ม ทั้งทุนสำหรับนักศึกษาที่เรียนดีและขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนสนับสนุนค่าครองชีพ และทุนน้องใหม่ลูกพระจอมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ผลจากการพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บัณฑิต สจล. มีอัตราการได้งานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาวะการมีงานทำของบัณฑิตโดยรวมซึ่งอยู่ที่ 73.67% ขณะที่หลักสูตรในกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรมศาสตร์ และโลจิสติกส์ ยังคงได้รับความสนใจจากผู้สมัครเข้าศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทั้งความเชื่อมั่นของผู้เรียนและความต้องการของตลาดที่มีต่อบุคลากรจาก สจล.

ส่วนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการศึกษาของ สจล. ส่งผลให้ผลจัดอันดับของ ThaiTopU ประจำปี 2025 ซึ่งยกให้ สจล. เป็นมหาวิทยาลัยรัฐอันดับ 1 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุดใน 6 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โลจิสติกส์ รวมถึงเทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งที่ครอบคลุมทั้งสายวิทย์ เทคโนโลยี และการออกแบบ ขณะเดียวกัน EduRank ประจำปี 2026 ยังจัดให้ สจล. เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 8 สาขา ได้แก่ วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติและควบคุม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการฐานข้อมูล และ Computer Vision พร้อมคว้าอันดับ 2 ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน และอันดับ 3 ด้าน UX/UI Design และ Animation ตอกย้ำศักยภาพการสร้างคนที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมอนาคตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

รศ.ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สจล. มุ่งเร่งสร้างกำลังคนในสาขาที่ประเทศไทยมีดีมานด์เพิ่มขึ้น ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ Semiconductor และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Space Tech พลังงานแห่งอนาคตจาก SMR รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร คมนาคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างหลักสูตรสำคัญ เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับการนำไปใช้จริง โดย สจล. เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แนวคิด From Lab to Life ให้กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากโจทย์ของประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นต้นแบบ ทดสอบการใช้งาน พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจนวัตกรรม ทั้งนี้ งานวิจัยจะสร้างผลกระทบได้ต่อเมื่อไม่ได้หยุดอยู่ที่บทความหรือต้นแบบในห้องปฏิบัติการ ต้องมีกลไกที่พานักวิจัยและนักศึกษาเดินต่อไปถึงการทดลองใช้จริง การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา การจับคู่กับภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของ สจล. ไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานวิจัย แต่คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นเทคโนโลยี ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ของการสร้างคนและนวัตกรรม สจล. เตรียมจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่  1–6 กันยายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีของสถาบัน นับเป็นการกลับมาจัดงานครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี และการจัดงานครั้งนี้ต่อยอดจาก KMITL Innovation Expo ระหว่างปี 2023–2025 โดย สจล. เตรียมยกระดับสู่ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน เยาวชน และประชาชนในวงกว้าง โดยรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมมากกว่า 400 ผลงานจากนักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา ศิษย์เก่า เครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมตัวอย่างผลงานสำคัญ ได้แก่ แบตเตอรี่โซลิดสเตตกราฟีนควอนตัมดอตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงาน หุ่นจำลองฟังเสียงหายใจ รุ่นที่ 3 สำหรับฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถควบคุมระบบและจำลองภาวะโรคทางเดินหายใจแบบไร้สายผ่านแท็บเล็ต รวมถึงสารป้องกันไฟป่าที่พัฒนาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและลดการลุกลามของไฟป่า งานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงต้นแบบเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และพันธมิตรวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทดสอบ ต่อยอด และนำผลงานออกสู่ตลาด ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจหลักสูตร อาชีพ และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต

“ในยุคที่องค์ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ เหตุผลของการมาเรียนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการมาฟังบรรยาย แต่คือการได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ นักวิจัย ทีมข้ามศาสตร์ โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก สิ่งเหล่านี้คือระบบนิเวศที่ช่วยเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความสามารถ เปลี่ยนความสามารถให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโอกาสใหม่ของประเทศ” รศ.ดร.คมสัน กล่าวทิ้งท้าย

นวัตกรนวัตกรรมลาดกระบังนิทรรศน์ 2569สจล.

สวทช.เปิด 3 บริการใหม่ อัปเกรด SME ไทย สู่ผู้นำตลาดสุขภาพคน – สัตว์เลี้ยง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ 3 กลุ่มใหม่ ภายใต้ ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม “FoodSERP Platform” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกอบด้วย PxSERP โภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์ , FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Living for People and Pets” พร้อมเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทย เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยฐานรากทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา กล่าวว่า ขุมพลังแห่งงานวิจัย คือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแพลตฟอร์ม FoodSERP ของ สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็น “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด Wellness for All ที่ครอบคลุมทั้งคนและสัตว์เลี้ยง การผลักดันระบบนิเวศนวัตกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่ภาคธุรกิจ และพร้อมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง

ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า แพลตฟอร์ม FoodSERP พิสูจน์ให้ผู้ใช้ประโยชน์ให้เห็นแล้วว่าเราควรเชื่อมั่นในศักยภาพของงานวิจัยไทยว่า มีขีดความสามารถสูงในการตอบโจทย์ตลาด Wellness และ Healthy Longevity ได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเศรษฐกิจเวลเนสไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท และตลาดสัตว์เลี้ยงพุ่งแตะระดับ 1 แสนล้านบาทนั้น การที่ FoodSERP เข้ามาทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้กับภาคธุรกิจ ถือเป็นการเดินมาถูกทางอย่างยิ่งในการลดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Frontier Research เพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ได้สำเร็จ

ด้าน ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) สวทช. และรองผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ล่าสุด ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม ขยายบริการใหม่ 3 บริการที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกมิติ ได้แก่ PxSERP ที่เน้นโภชนาการแม่นยำและเมแทบอโลมิกส์, FlavorSERP นวัตกรรมกลิ่นรส ยกระดับเอกลักษณ์สินค้า และ PetSERP ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาตรฐานสูง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสัตว์เลี้ยง ภายใต้แนวคิด “Wellness for All: Better Life for People and Pets” โดย ฟูดเซิร์ป แพลตฟอร์ม จะยังคงทำหน้าที่เป็น One-Stop Service ที่สนับสนุน SME ไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

SMEสวทช.

CEA – จุฬาฯ เปิดตัว ‘OFOS Design Season 2’ เติม 34 บทเรียนใหม่ เปิดมุมมองและต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:37 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศจับมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำหลักสูตรยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ OFOS (One Family One Soft Power: 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์) หรือ โอ-ฟอส ร่วมกับเครือข่ายด้านการออกแบบจากทุกภูมิภาค ประกอบด้วย 12 มหาวิทยาลัย 3 หน่วยงานภาครัฐ และ 8 สมาคมวิชาชีพและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการออกแบบ เพื่อเปิดตัว หลักสูตร OFOS Design Season 2 พร้อมบทเรียนใหม่ รวม 34 บทเรียนออนไลน์ และ 10 บทเรียนออนไซต์ โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ Glowfish Sathorn อาคารสาทรธานี 2

คุณอาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เผยถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร OFOS Design Season 2 เพื่อต้องการยกระดับทักษะคนไทยทั้งกลุ่มเยาวชน ผู้ประกอบการ และชุมชน ให้มีศักยภาพด้านการออกแบบเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงบนพื้นฐานแนวคิดสร้างสรรค์ประกอบกับมีศักยภาพที่จะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านการออกแบบในการช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา ผลการศึกษาหลักสูตร OFOS ด้านการออกแบบในระยะที่ 1 เริ่มจากการศึกษาอุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมจนสามารถแบ่งออกเป็น 10 หลักสูตรครอบคลุมทุกมิติ เช่น การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและสังคม, การสื่อสารและการเล่าเรื่อง, เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการออกแบบ, การบริหารจัดการและผู้ประกอบการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ ฯลฯ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรันยา เสี่ยงอารมณ์ หัวหน้าโครงการ กล่าวถึง ความพิเศษของการดำเนินงานในหลักสูตร OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 คือ การกระจายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสมาคมวิชาชีพและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมากถึง 12 มหาวิทยาลัย 3 ภาครัฐ 8 ภาคเอกชน (สมาคมวิชาชีพและนักออกแบบ) ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยนครพนม, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (วิทยาเขตนครศรีธรรมราช), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (วิทยาเขตสงขลา), กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), Khon Kaen Geopark, สภาสถาปนิก (ACT), สมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย (ThaiPDA), สมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) , สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน (EMA), Digital Content Association of Thailand (DCAT), Karb Studio, Facebook Page นวล, Choojai and Friends Agency

ส่วนรายละเอียดของบทเรียนในระยะที่ 2 จะประกอบด้วย บทเรียนออนไลน์ 34 บทเรียน และ บทเรียนออนไซต์ 10 บทเรียน ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการออกแบบ, การสร้างสรรค์คาแรกเตอร์เพื่อธุรกิจ, การวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพื่อความยืดหยุ่นสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับภัยพิบัติน้ำท่วม, ปฏิวัติวงจรคิด:เจาะลึกวัสดุบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตและศาสตร์การประเมิน LCA ผ่านเกมกลยุทธ์, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (LCA), ถอดรหัสวัสดุท้องถิ่นภาคใต้ : พลิกคุณค่าสู่สถาปัตยกรรมยั่งยืน, สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการออกแบบไทยสู่ตลาดโลก, การผสานวัตถุเสมือนเข้ากับงานอีเวนต์จริงเพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นจริงผสม (Mixed Reality) สําหรับผู้ชมออนไลน์ตลอดจนการแปรรูปทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดระดับสากล (Local to Global) และอื่น ๆ อีกมากมาย ฯลฯ

นอกจากนั้น ภายในงานเปิดตัวหลักสูตร OFOS Design Season 2 นอกจากเปิดตัว Teaser & Highlight ของหลักสูตรแล้ว ยังจัดเวทีเสวนาโดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเสวนาสำคัญ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐสถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ 1. คุณอาสา ผิวขำ – ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 2.  ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ 3. ผศ. ดร.แผ่นดิน อุนจะนำ – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 4. รศ. ดร.กฤตภัทร ถาปาลบุตร – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น 5. ผศ. ดร.อรกัญญา ง่วนสนสกุล – คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ที่มาให้ความรู้ ช่วงที่ 1 กับเสวนาหัวข้อ “ออกแบบใหม่ใกล้ฉันซีซัน 2 : การเรียนรู้ทางเลือกใหม่เพื่อยกระดับทักษะสร้างสรรค์สำหรับคนไทย” วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิฯ ทั้ง 5 ท่าน มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาด้านการออกแบบไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือทักษะวิชาชีพ แต่ควรมุ่งสร้างความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิเคราะห์ปัญหา การตั้งคำถาม การทดลอง และการปรับตัวให้กับผู้เรียน เนื่องจากโจทย์ที่นักออกแบบต้องเผชิญในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถอาศัยความรู้จากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขปัญหา รวมถึงควรเปิดรับโจทย์จากภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจความต้องการของตลาดและเห็นข้อจำกัดของการทำงานจริง การเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เรียน” กับ “สิ่งที่ตลาดต้องการ” และทำให้การพัฒนาทักษะมีความสอดคล้องกับบริบทการทำงานมากขึ้น ประกอบกับควรนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาผสมผสานกับความรู้ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจในภูมิภาค มีการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรม การออกแบบเมืองและพื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงการสร้างสรรค์ธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่

ตลอดจนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การออกแบบจึงไม่สามารถทำงานแยกออกจากศาสตร์อื่นได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จึงสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการผลิตบัณฑิต

เพราะหัวใจสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่การทำความเข้าใจ “คน” และ “พื้นที่” ก่อนนำไปสู่กระบวนการออกแบบ นักศึกษาควรมีโอกาสลงพื้นที่ พูดคุยกับชุมชน สำรวจสภาพแวดล้อม ศึกษาวิถีชีวิต และทำความเข้าใจปัญหาจากประสบการณ์จริง เพื่อให้เห็นว่าการออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยงามหรือรูปแบบทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ตามมาด้วย เสวนาช่วงที่ หัวข้อ “โลกดีไซน์นอกห้องเรียน : ถอดประสบการณ์จริงสู่การพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองโดยมีสาระสำคัญ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. โอกาสทางการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คุณสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย กล่าวว่า ควรมองงานออกแบบให้ไกลกว่าการผลิตผลงานเพียงชิ้นหนึ่ง แต่ต้องไปถึงการสร้างแบรนด์ การทำตลาด การสร้างช่องทางรายได้ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

  1. การพัฒนาศักยภาพคนและการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณปานรดา คุวานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการจากกรมทรัพย์สินทางปัญญากล่าวว่า ผลงานสร้างสรรค์ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่ใช่แค่การป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางธุรกิจให้กับผลงานออกแบบ
  2. การทำงานข้ามศาสตร์และทักษะแห่งอนาคต คุณดวงฤทธิ์ บุนนาคเสนอให้มองการออกแบบในฐานะวิชาชีพที่ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น เช่น การบริหารจัดการ ทรัพยากรบุคคล ธุรกิจ เทคโนโลยี และการตลาด การมีความรู้เพียงด้านการออกแบบจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักออกแบบจำเป็นต้องเข้าใจระบบและบริบทที่อยู่รอบงานออกแบบด้วย
  3. การกำหนดทิศทางและการวางตำแหน่งของนักออกแบบให้สอดคล้องกับโอกาสของประเทศ ม.ล.ภาสกร อาภากร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า นักออกแบบควรวางตำแหน่งของตนเองให้สอดคล้องกับโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นว่าทักษะด้านการออกแบบจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างไร สร้างคุณค่าให้กับตลาดกลุ่มใดได้ เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นักออกแบบสามารถกำหนดเส้นทางการทำงานของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

  อย่างไรก็ดี การเสวนาในหัวข้อฯ ดังกล่าว ดร.ศุภลักษ์ สุวัตถิ ตัวแทนจากสมาคมงานแสดงสินค้าไทยและสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน, ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเรียนรู้ของนักออกแบบในยุคปัจจุบันไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนหรือกรอบของวิชาชีพแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงกับ ตลาด เทคโนโลยี ธุรกิจ สังคม และอุตสาหกรรมใหม่

จะเห็นได้ว่าการเสวนาทั้ง 2 ช่วงมีความน่าสนใจ ทั้งในการถ่ายทอดองค์ความรู้และชวนทำความเข้าใจแนวทางการเรียนรู้ของ OFOS Design Season 2 และบทเรียนใหม่ในระยะที่ 2 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้และต่อยอดทักษะด้านการออกแบบ ผ่านมุมมองและประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งในมิติของการออกแบบ การทำงาน และการนำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้จริง

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม OFOS มีบทเรียนออนไลน์ด้านการออกแบบรวม 49 บทเรียน แบ่งเป็น 15 บทเรียนจากระยะที่ 1 และ 34 บทเรียนใหม่จากระยะที่ 2 ครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเลือกเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการออกแบบได้ตามความสนใจ

ผู้สนใจต้องการยกระดับทักษะสร้างสรรค์และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสามารถเข้าเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบได้ที่ https://ofos.thacca.go.th/course/Design

CEAOFOS Design Season 2จุฬาฯ

เบื้องหลังความสำเร็จ ‘ซาบอล OHANA’ ซูฮกหัวใจ ‘แม่ก้อย’ขอบคุณพลังซัพพอร์ตผงาดคว้ารางวัลชุดประจำชาตียอดเยี่ยม MUT 2026

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:02 น.

เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดประทับใจบนเวทีการประกวด Miss Universe Thailand 2026 เมื่อทางด้านยูทูบเบอร์หนุ่มชื่อดัง “ซาบอล OHANA” (@saballohana) ได้เคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรม โพสต์ข้อความความในใจส่งตรงถึงภรรยาคนเก่ง “ก้อย ไพรินทร์” (@phairin_koii) ผู้ดำรงตำแหน่ง Miss Universe Uthai Thani 2026

โดยในภาพปรากฏรูปของ ก้อย ไพรินทร์ ในชุดราตรีสีม่วงงดงาม พร้อมรอยยิ้มสดใส โดยมีลูกชายทั้งสองคนคอยโอบกอดและสวมกอดคุณแม่อยู่ข้างเวที ซาบอล ได้ระบุข้อความสุดซาบซึ้งใจไว้อย่างน่าประทับใจ

เธอโชคดีมากๆที่มีคนรักมากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนพี่น้อง ohana บางไทร fc ohana ด้อมก้อยขนม ทักคนเป็นกำลังใจที่ดีมากๆให้เธอ วันนี้ ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง ขอแค่ให้เธอทำให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่ แค่นี้เท่ากับเธอ ประสบความสำเร็จแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้มายืนบนเวทีนี้”

พร้อมทั้งทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณพลังแห่งการซัพพอร์ตจากแฟนคลับ เบื้องหลัง และทีมงานทุกคนที่คอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่มาโดยตลอด แม้จะไม่ได้ร่ำรวยเงินทองแต่เปี่ยมล้นไปด้วยกำลังใจการก้าวขึ้นสู่เวที MUT 2026 ของ “แม่ก้อย” ในฐานะคุณแม่ลูกสอง ได้สร้างแรงบันดาลใจและได้รับเสียงปรบมือจากแฟนนางงามทั่วประเทศ รวมถึงกำลังใจที่ล้นหลามจากครอบครัว OHANA ที่ช่วยกันผลักดันและคอยอยู่เคียงข้างในทุกก้าวของเส้นทางนี้

นอกจากกำลังใจที่ล้นหลามจากครอบครัวและแฟนคลับแล้ว “แม่ก้อย ไพรินทร์” (Miss Universe Uthai Thani 2026) ก็ยังสามารถทะลุผ่านเข้ารอบ20 คนสุดท้ายได้สำเร็จ และยังประสบความสำเร็จบนเวทีอย่างงดงาม ด้วยการคว้า รางวัลชนะเลิศชุดประจำชาตียอดเยี่ยม (Best National Costume) มาครองได้สำเร็จชุดประจำชาติที่คว้ารางวัลในครั้งนี้คือชุด “Pad Thai Thailand” ผลงานการออกแบบและตัดเย็บโดย อาร์ทอัครัชเนรมิตศิลป์ ซึ่งถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเมนูซอฟต์พาวเวอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง “ผัดไทย” ออกมาได้อย่างพิถีพิถัน สมจริง และเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์การได้รับรางวัลใหญ่ติดมือกลับบ้านในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของ ก้อย ไพรินทร์ ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลัง และเหล่าแฟนคลับที่ร่วมส่งแรงเชียร์แรงใจให้เธอมาตลอดการประกวด

‘แบม ไพลิน’ เปิดใจ หลังยุติเส้นทาง Miss Universe Thailand 2026 รอบ 20 คนสุดท้าย

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41 น.

สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ เป็นอย่างมาก สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว “แบม ไพลิน วงษา” ที่กลับมาสู้ศึกบนเวทีนางงามอีกครั้งในประกวด Miss Universe Thailand 2026 ในฐานะตัวแทน จังหวัดมหาสารคาม โดยเธอสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและไปได้ไกลที่สุดถึงรอบชุดว่ายน้ำ Top 20

ล่าสุด หลังจบการแข่งขัน แบม ไพลิน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเปิดเผยความรู้สึกตลอดระยะเวลาการเดินทางบนเวทีนี้ โดยระบุว่า “บางครั้งความฝันอาจจะยังไปไม่ถึง บางปลายทางอาจจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่ทุกก้าวที่ผ่านมาไม่เคยสูญเปล่า อย่างน้อยมันทำให้รู้ว่าเราเข้มแข็งและมาไกลได้แค่ไหน

‘กิ๊ฟซ่า’เปิดใจแม้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน MUT เผยชัยชนะคือการได้ลงมือทำ

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

ทำเอาแฟนๆ แห่ส่งกำลังใจกันอย่างล้นหลาม หลังจากที่ กิ๊ฟซ่า  Girly Berry  ปิยา พงศ์ถวิล (giftzapyya) ตัวแทนสาวงามจากจังหวัดระยอง บนเวที Miss Universe Thailand  2026 ได้ออกมาโพสต์ข้อความเปิดใจถึงเส้นทางประกวดนางงาม แม้ผลการแข่งขันจะไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่เจ้าตัวก็แสดงสปิริต และมุมมองสุดสตรองให้แฟนคลับได้ประทับใจ

โดย กิ๊ฟซ่า ได้ระบุข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอเชื่อในการลงมือทำเสมอ เพราะความตั้งใจดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การจะชนะคือการลงมือทำจริง อดทน และไม่เลิกล้มกลางทาง

พร้อมเปิดเผยถึงความรู้สึกบนเวทีจักรวาลว่า “เวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เคยเป็นสิ่งที่ไกลเกินฝัน แต่วันนี้ด้วยโอกาส การตัดสินใจ และความกล้า วันนี้กิ๊ฟได้ยืนอยู่บนเวทีกับสาวงามทั้งหมด 77 จังหวัด ทุกคนก็มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือมงกุฎมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์” ก่อนจะทิ้งท้ายขอกำลังใจให้เธอในฐานะมิสยูนิเวิร์สระยอง

งานนี้แฟนคลับและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงต่างเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจ และชื่นชมในความกล้า ชัดเจน และสปิริตสุดหัวใจของ ‘กิ๊ฟซ่า’กันอย่างล้นหลาม ที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับแฟนๆ ตลอดการแข่งขัน

‘จตุรงค์’โพสต์ยินดี ‘ทารีน่า’ คว้ามง MUT 2024 ‘ลูกสาวเจ๊แต๋ว’

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:14 น.

เป็นภาพสุดประทับใจบนโลกโซเชียล เมื่อนักแสดงตลกชื่อดัง จตุรงค์  โพธาราม โพสต์ภาพคู่แสดงความยินดีกับ ทารีน่า โบเทส หลังคว้ามงกุฎ Miss Universe Thailand 2026  เป็นตัวแทนประเทศไทยได้สำเร็จ พร้อมแคปชันน่ารักๆ ชื่นชมความสวยและความเก่งของ “ลูกสาวเจ๊แต๋ว”

ที่มาของความผูกพันสุดฮิต จุดเริ่มต้นความปังเริ่มมาจาก  ใบเฟิร์น พัสกร ลูกสาวของ จตุรงค์  ที่รับหน้าที่เป็น City Director (PD) ประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ดัน ทารีน่า จนคว้าตำแหน่ง MUT กรุงเทพมหานคร

 โดยในช่วงการประกวด  ‘ใบเฟิร์น’ได้พา ‘ทารีน่า’ ไปร่วมไลฟ์ขายของกับ ‘จตุรงค์’ ซึ่งสวมบทบาทเป็น “เจ๊แต๋ว” จากภาพยนตร์ตำนาน หอแต๋วแตก สร้างสีสันและเสียงหัวเราะให้แฟนๆ และสร้างความเอ็นดูให้ตัว จตุรงค์ เป็นอย่างมาก  จนเกิดกระแสแซว ‘ทารีน่า’คือ “ลูกสาวเจ๊แต๋ว” เมื่อ ‘ทาริน่า’ก้าวไปถึงฝั่งฝันคว้าตำแหน่งระดับประเทศ ‘จตุรงค์’จึงไม่พลาดที่จะโพสต์ภาพคู่แสดงความภาคภูมิใจและยินดีกับก้าวสำคัญในครั้งนี้

กิ๊บซี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ ทวงบัลลังก์เซ็กซี่ อวดลุคบิกินีลูกไม้ริมสระที่ซานโตรินี

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ไม่น้อย สำหรับนักร้องสาว กิ๊บซี่ วนิดา สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปในตำนาน เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ (Girly Berry) ที่ล่าสุดออกมาเผยภาพเซตใหม่จากทริปพักผ่อนสุดชิล พร้อมจัดเต็มความแซ่บในชุดบิกินี่ลูกไม้ริมสระน้ำ

งานนี้กิ๊บซี่โพสท่าในบรรยากาศสวย ๆ ของ Santorini ประเทศกรีซ พร้อมเผยลุคสุดมั่นใจและรูปร่างที่ยังคงดูฟิตแอนด์เฟิร์ม ทำเอาแฟน ๆ ที่ได้เห็นภาพต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างคึกคัก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทริปที่ทั้งวิวสวยและคนในภาพโดดเด่นไม่แพ้กัน งานนี้บอกเลยว่า กิ๊บซี่ วนิดา ยังคงรักษามาตรฐานความแซ่บของตัวเองได้อย่างดีไม่มีแผ่ว

Girly Berryกิ๊บซี่ ชุดว่ายน้ำกิ๊บซี่ วนิดากิ๊บซี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่

‘พันธุ์ไทย’ ผนึก ‘กทม.’’ และ ‘เพจหมาจ๋า’ ผุดแคมเปญ ‘Punthai Mission PAWSIBLE’ เนรมิตเมืองแห่งความหวัง หนุนสวัสดิภาพสัตว์จรจัด ต้อนรับวันสุนัขโลก

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:15 น.




บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร, สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเพจหมาจ๋า (Dog Please) เนรมิตอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข จัดงานการกุศล “Punthai Mission PAWSIBLE” ต้อนรับ “วันสุนัขโลก” ซึ่งตรงกับวันที่ 26 สิงหาคมของทุกปี เชิญชวนคนรักสัตว์มาร่วมตระหนักถึงเพื่อนสี่ขาที่ยังรอคอยโอกาส พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เมืองที่น่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ยงต่อไป



ภายในงานเนืองแน่นไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของเหล่า Dog Lovers ที่พาน้องหมามาร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลู ซีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสะสมตราประทับผ่าน Paw Passport ลุ้นรางวัลสอยดาว เวิร์กช็อปดูดวงและวาดภาพสุนัข กิจกรรม Paw VDO Call ส่งความในใจถึงน้องหมา และ Paw Gallery นิทรรศการภาพน้องหมาจรจากช่างภาพ Street Art พร้อมรับฟังมุมมองผ่าน Paw Talk จาก 365 Days Street Photographer นอกจากนี้ยังมี Dog Agility กิจกรรมชวนแอคทีฟกระชับสัมพันธ์กับน้องหมา พบกับสินค้าคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก ให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของก่อนใคร พร้อมของกิน ของใช้ น่ารัก น่าสะสมสำหรับน้องหมา อิ่มอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย และรับฟรีคุ้กกี้น้องหมา เมื่อซื้อเครื่องดื่มพันธุ์ไทย 2 แก้ว นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้รับเลี้ยงและบริจาคสิ่งของให้แก่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ อาทิ บ้านนางฟ้าของสัตว์จร มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ มูลนิธิเดอะวอยซ์ มูลนิธิเดอะแมนแดทเรสคิวส์ดอกส์ มูลนิธิ





เพื่อสุนัขในซอย นอกจากนี้ โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ยังมาตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงฟรี รวมถึง ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) ได้มาให้บริการฉีดฝังไมโครชิป จดทะเบียนน้องหมา และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรี รวมทั้งเปิดโอกาสให้น้องได้มีบ้านที่อบอุ่น โดยศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สำนักอนามัย กทม. ได้มาออกบูธเปิดบ้านพักพิงฯ ให้ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับอุปการะสุนัขและแมวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย


พลังขับเคลื่อน… สู่เมืองน่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ย’ ด้านการบริหารเมืองเพื่อคุณภาพชีวิต: นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์การจัดการเมือง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการแก้ปัญหาสัตว์จรจัด


“เมืองน่าอยู่ ไม่ได้น่าอยู่แค่สำหรับคน แต่ต้องน่าอยู่สำหรับเพื่อนร่วมเมืองของเราด้วย กทม. เหมือนเส้นเลือดใหญ่ แต่หัวใจของความสำเร็จจริงๆ คือพวกเราทุกคน การแก้ปัญหาสัตว์จรจัดอย่างยั่งยืนคือการสร้างความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูตั้งแต่ต้นทาง เพราะสวัสดิภาพสัตว์คือเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัยของเมือง ซึ่งเมืองจะน่าอยู่ได้ ต้อง
เกิดจากความร่วมมือของสามภาคส่วน คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ดังนั้นการที่เอกชนลุกขึ้นมาสร้างความตระหนักรู้และทำงานร่วมกัน จึงเป็นแบบอย่างที่งดงามในการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน”



ด้านแนวคิดและบทบาทของภาคเอกชน: คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัดถ่ายทอดเจตนารมณ์ในการขยายวงกว้างแห่งการแบ่งปัน จากการช่วยเหลือช้างไทยสู่สัตว์เลี้ยงในเมือง

“พันธุ์ไทยเชื่อในเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับการแบ่งปันมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเราได้ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือสู่สังคมในหลายมิติ ทั้งเกษตรกร ทหาร บุคลากรทางการแพทย์ และช้างไทย และในปีนี้ เราอยากขยายวงกว้างแห่งการแบ่งปันไปสู่สุนัขและสัตว์เลี้ยงเพื่อนร่วมเมืองของเราบ้าง เพราะทุกวันนี้สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เพื่อนคลายเหงา แต่คือสมาชิกในครอบครัวที่เติมเต็มบ้านให้อบอุ่น นี่จึงเป็นที่มาของ ‘Punthai Mission Pawsible’ ภายใต้แนวคิด Every Cup Makes Hope Pawsible เพราะเราเชื่อว่าทุกความหวังเป็นไปได้ ด้วยหัวใจของพวกเราทุกคน และทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากการลงมือทำในเรื่องเล็กๆ กาแฟพันธุ์ไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความหวังนี้ให้แก่เพื่อนสี่ขาของเรา โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายสินค้าคอลเลกชัน ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ นำไปสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของสุนัขและแมวจรจัดต่อไป”

ด้านศิลปะ ความผูกพัน และแรงบันดาลใจ: คุณณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ เจ้าของเพจ “หมาจ๋า” เล่าถึงจุดเริ่มต้นความรักสัตว์ ลายเส้นการ์ตูนอันแสนอบอุ่น และความหมายเบื้องหลังผลงานคอลเลกชันพิเศษ


“นัดเริ่มทำแฟนเพจ ‘หมาจ๋า’ เมื่อ 13 ปีก่อน จากความตั้งใจแค่อยากวาดรูปเล่นเกี่ยวกับหมาที่ตัวเองรักและผูกพันมาตลอดชีวิต ความร่วมมือกับกาแฟพันธุ์ไทยในครั้งนี้ ต่อยอดความสำเร็จจากบักเก็ตมาสู่แก้วทัมเบลอร์คอลเลกชัน ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ ซึ่งความพิเศษคือ นัดตั้งใจวาด ‘น้องช้าง’ มาเป็นเพื่อนกับ ‘น้องหมา’ เพื่อสะท้อนถึงดีเอ็นเอการชอบช่วยเหลือสัตว์ของพันธุ์ไทย นัดเชื่อว่าศิลปะจะมีคุณค่าที่สุดเมื่อมันเปลี่ยนเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ และอยากฝากถึงคนมีสัตว์เลี้ยงให้ดูแลพวกเขาอย่างดี เพราะสำหรับเขา…เราคือโลกทั้งใบ”


สำหรับใครที่พลาดงานนี้ ยังสามารถร่วมส่งต่อความหวังให้เพื่อนสี่ขาผ่านสินค้าคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ได้ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัด พร้อมร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทั้งคนและสัตว์เลี้ยงอย่างยั่งยืน

PunthaiMissionPAWSIBLEกทม.พันธุ์ไทยเพจหมาจ๋า