ครม.ไฟเขียว ตั้ง รพีภัทร์ นั่งปลัดฯ กษ.คนใหม่ สุริยะ การันตี คุณสมบัติเหมาะสม-อาวุโสสูงสุด

ครม.ไฟเขียว ตั้ง รพีภัทร์ นั่งปลัดฯ กษ.คนใหม่ สุริยะ การันตี คุณสมบัติเหมาะสม-อาวุโสสูงสุด

ครม.ไฟเขียว ตั้ง รพีภัทร์ นั่งปลัดฯ กษ.คนใหม่ สุริยะ การันตี คุณสมบัติเหมาะสม-อาวุโสสูงสุด

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

“สุริยะ”เผย”กษ.”ชงตั้งปลัดฯ ตำแหน่งเดียวก่อน ให้เป็นไปตามระเบียบ ก.พ. การันตี”รพีภัทร์”คุณสมบัติเหมาะสม- อาวุโสสูงสุด

21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเสนอแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพียงตำแหน่งเดียว คือ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากการแต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ มีการพูดคุยกับผู้บริหารภายในกระทรวงแล้ว และตามระเบียบ ก.พ.ระบุว่า ปลัดกระทรวงที่รู้ตัวว่าตนเองจะเกษียณอายุราชการแล้วไม่ควรเสนอแต่งตั้งข้าราชการทดแทน ทำให้การแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงก่อน และวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.จึงจะมีการเสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับกรม

ทั้งนี้ นายรพีภัทร์ ถือเป็นผู้มีความอาวุโสสูงสุด และยังมีผลงานหลายเรื่อง โดยเฉพาะสามารถเร่งรัดในการจัดงานพืชสวนโลกได้ และการทำงานในกรมวิชาการเกษตรที่ผ่านมายังสามารถใช้ข้อมูลวิชาการยกระดับเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายที่จะเสนอเข้า ครม.สัปดาห์หน้า เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนนั้น ทางปลัดฯ คนปัจจุบัน และปลัดใหม่ ก็ได้มีการหารือกันมาก่อนแล้ว ดังนั้น รายชื่อที่จะเสนอเข้า ครม.ในสัปดาห์หน้าคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่ยืนยันว่า การแต่งตั้งระดับอธิบดีนั้นเป็นอำนาจของปลัดฯ ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เอกนิติ ยันเร่งทบทวน เปิดอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบสวมสิทธิ์แอบแฝง

เอกนิติ ยันเร่งทบทวน เปิดอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบสวมสิทธิ์แอบแฝง

เอกนิติ ยันเร่งทบทวน เปิดอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบสวมสิทธิ์แอบแฝง

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

เอกนิติ ยันทบทวน-เปิดให้อุทธรณ์สิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มุ่งช่วยคนจนจริง หลังพบมีคนแอบแฝง-เอาชื่อไปสวมสิทธิ์ขอรับความช่วยเหลือรัฐ ชี้ 72 สวัสดิการ ทุกคนยังตามเดิม

21 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนต้องมีการปรับทบทวนเกณฑ์ ผู้ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ต้องขอบคุณทุกฝ่าย วันนี้ตนได้รับรับทราบข้อมูลมาโดยตลอดแม้ปฏิบัติอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจุดประสงค์ที่รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกว่าบัตรคนจน เพราะเราต้องการช่วยคนจนที่เดือดร้อนจริงๆ วันนี้เราไม่ได้มีการนำคนเข้าระบบมา 4-5 ปี ซึ่งหัวใจสำคัญคือการนำคนใหม่และคนจนจริงที่ไม่ได้อยู่ในระบบของเดิม เข้ามาอยู่ในระบบ 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ตกสำรวจไป ซึ่งเป็นหัวใจที่หนึ่ง

ส่วนหัวใจที่สอง เราต้องการช่วยคนจนจริงๆ เพราะคราวที่แล้วได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากและคนจนปลอมเยอะที่มาอ้างและรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราจึงพยายามแยกแยะหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งวันนี้สามารถแยกแยะคนจนปลอมออกได้บางส่วน และกรณีที่มีเสียงร้องเรียนก็รับฟังซึ่งตนเห็นใจมากๆ ที่มีบางกลุ่มหลุดออกไปจากคนที่จนปลอม ซึ่งคนเหล่านี้สิ่งที่เราต้องการช่วยเหลือเขาจริงๆถ้าเดือดร้อนจริงก็ได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย ให้ลงไปช่วยเป็นศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสเพื่อทบทวนสิทธิ์ 

และเรายังพบว่า ประเทศไทยไม่มีฐานข้อมูลที่ทันสมัย เราจึงมาทบทวนสิทธิ์ที่ประชาชนเรียกร้อง เช่น เรื่องรถเก่า สมาคมตนได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะมีการทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวให้ ขณะเดียวกันสิ่งที่พบอีกอย่างหนึ่ง ระบบข้อมูลของประเทศไทยมีคนไปหลอกลวงชาวบ้านเป็นจำนวนมาก เอาข้อมูลของชาวบ้านไปจดทะเบียนบริษัทหรือไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นทั้งทุนเทาและกรรมการบริษัท ซึ่งตัวของชาวบ้านไม่ทราบเรื่องโดยนำมาลดหย่อนภาษี ซึ่งวันนี้ความจริงในประเทศไทยมันปูดออกมาหมด ตนจึงมอบหมายและสั่งการให้เปิดความจริงทั้งหมด และหลังจากที่เราดูแลชาวบ้านเสร็จก็ต้องจัดการคนที่หลอกชาวบ้านที่ทำให้เขาเดือดร้อนซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้มอบนโยบายไป 

พร้อมย้ำว่า วันนี้หัวใจสำคัญคือตนเห็นใจผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยเราจะเปิดขยายการอุทธรณ์สิทธิ์ให้ และจะพยายามดูแลคนที่เดือดร้อนจริงที่สุด พร้อมย้ำอีกว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่เรายังมีอีกหลายเครื่องมือตาข่ายที่รองรับคนจน ซึ่งจุดประสงค์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือช่วยคนที่ไม่มีอะไรหรือไม่มีใครดูแลเลย ซึ่งวันนี้กวาดมาใหม่ได้ 2.3 ล้านคน และคนที่ยังมีสิทธิ์อื่นก็ยังได้ทั้งหมด ทั้งบัตรผู้สูงอายุหรือบัตรผู้พิการ เด็กเรียนฟรี ฉะนั้นสวัสดิการทั้งหมดมี 72 สวัสดิการ ทุกคนยังได้สิทธิ์ตามที่ตัวเองจะได้ แต่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องการช่วยคนที่เดือดร้อนที่สุดในสังคมและเราเปิดรับฟัง ซึ่งตนพร้อมรับฟังความเห็นและก็จะมีการนำเข้าคณะกรรมการฯ เพื่อเปิดทบทวนสิทธิ์และขยายเวลา

โตโต้ ฟ้องกลุ่มรักสถาบันฯ-ตำรวจ ปอท. สร้างหลักฐานเท็จ ม.112 ศาลนัดไต่สวน 19 ต.ค.

โตโต้ ฟ้องกลุ่มรักสถาบันฯ-ตำรวจ ปอท. สร้างหลักฐานเท็จ ม.112 ศาลนัดไต่สวน 19 ต.ค.

โตโต้ ฟ้องกลุ่มรักสถาบันฯ-ตำรวจ ปอท. สร้างหลักฐานเท็จ ม.112 ศาลนัดไต่สวน 19 ต.ค.

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

21 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายปิยรัฐ จงเทพ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ได้นำสำนวนและพยานหลักฐานเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสร้างหลักฐานเท็จซึ่งเป็นโพสต์โซเชียลมีเดีย มาใช้กล่าวหาตัวเองในคดีอาญา ความผิดมาตรา 112

นายปิยรัฐ เปิดเผยว่า สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 มีกลุ่มคนรักสถาบันฯ เป็นโจทก์ฟ้องตนต่อศาล อ้างว่าตัวถ่ายรูปที่บริเวณท้องสนามหลวงและโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ซึ่งภายหลังศาลได้พิพากษายกฟ้องตนคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568

นายปิยรัฐ ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊คที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้แอบอ้างและในช่วงเวลาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้เป็นช่วงเวลาที่ ตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารในการโพสต์ได้ ซึ่งสาเหตุที่จะต้องเดินทางมาฟ้องในวันนี้เนื่องจากทราบมาว่า ฝ่ายโจทก์มีความพยายามที่จะอุทธรณ์คดีต่อ

สำหรับจำเลยที่ตนยื่นฟ้อง แบ่งออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มแรกคือประชาชน ซึ่งอ้างว่าเป็นกลุ่มคนรักสถาบันฯ โดยกรณีนี้ตนกล่าวหาแจ้งความเท็จ สร้างพยานหลักฐานเท็จ , ปลอมและใช้เอกสารปลอม

ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ คือ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี หรือ บก.ปอท.ที่มีความเชื่อมโยงในการรับเอกสารฉบับนี้เข้ามาและมีการนำมาแจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงสรุปสำนวนส่งอัยการฟ้องศาลโดยดำเนินคดีเป็นรายบุคคล ซึ่งจะดำเนินคดีโดยแยกข้อกล่าวหากับกลุ่มประชาชนชนโดยเพิ่มมาตรา 157 ซึ่งจะต้องฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ส่วนการยื่นฟ้องในวันนี้ เบื้องต้นศาลนัดหมายไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 19 ตุลาคม นี้

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

โฆษกรัฐบาล เผย FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เห็นพ้องปราบปรามไม่ใช่แค่จับกุม แต่ต้องถอนรากถอนโคน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (FBI) พร้อมด้วย เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ว่าถือเป็นวาระสำคัญที่แสดงออกถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับทาง FBI ที่จะร่วมกันเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ทั้งปัญหายาเสพติด และการค้ามนุษย์ 

โฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่วันนี้ได้พูดคุยในรายละเอียดค่อนข้างมาก คือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นกับทาง FBI อยู่แล้ว ล่าสุดช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดสัมมนาในการปราบปรามสแกมเมอร์ที่มีเจ้าหน้าที่จากทั่วโลกมาประชุมกันที่ประเทศไทย จึงถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่รัฐบาลแสดงออก ว่าเรามีความมุ่งมั่นในการปราบปรามสแกมเมอร์ การคุยกันในวันนี้จึงเป็นการพูดถึงการเดินหน้าต่อ 

นอกจากนี้ ทาง FBI ได้ขอบคุณประเทศไทยด้วย ที่เป็นส่วนสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ขณะที่ นายกรัฐมนตรีได้เสริมต่อในเรื่องการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสแกมเมอร์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ ยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับ FBI รวมถึงประเทศทั่วโลก เพราะในวันนี้เราก็มีแพลตฟอร์มเทคโนโลยี และฐานข้อมูลสืบสวนระดับสากล หรือ ระบบ Shield ที่พัฒนาขึ้นโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมาก จะได้แชร์ข้อมูลให้กับนานาชาติ เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงเห็นตรงกันว่า การปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่การเข้าไปจับกุม แต่ต้องถอนรากถอนโคนให้จบสิ้น และมีการวางแผนที่จะร่วมมือกันต่อไป ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแผนการทำงานร่วมกับ FBI อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จาก 1 ล้านคน

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จาก 1 ล้านคน

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จาก 1 ล้านคน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

นิกร รอ ครม. เคาะความชัดเจนหลักเกณฑ์บัตรคนจน เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสน จากที่ยื่นไป 1 ล้านคน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการสำรวจบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่ พม. ดูแล ว่า ได้มียื่นรายชื่อสำรวจไป 1,000,000 คน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 200,000 คน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่าทำไมถึงมีการตกหล่น โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และรอรายละเอียดจากที่ประชุม ครม. วันนี้ว่าจะมีความชัดเจนในการบริหารจัดการอย่างไร ในส่วนของ พม. เจ้าหน้าที่ได้สแตนด์บาย รวบรวมรายชื่อที่ได้ทำกับฝ่ายปกครอง เพื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ต่อไป โดยต้องรอการหารืออีกครั้ง ดังนั้น จึงอยากฝากให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน โดยเตรียมข้อมูลและหลักฐานไว้

นายนิกร เปิดเผยว่า ในวันที่ 24-25 ก.ค. นี้  กระทรวง พม. ร่วมกับสมาคมผู้พิการแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานมหกรรม Universal Design (UN) ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน โดยงานนี้เป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งจะมีนวัตกรรม การออกแบบให้เหมาะกับทุกช่วงวัย รวมถึงมีแนวทางในการปรับกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินงาน UD โดยกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งพูดคุยกัน ดัน พ.ร.บ. Universal Design ให้สามารถทำงานได้จริง และให้สังคมไทยตื่นตัวว่า Universal Design ช่วงวัยจะได้รับผลประโยชน์ โดยการสร้างการรับรู้ในพื้นที่

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย-จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย-จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย-จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.16 น.

21 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยนายอนุทิน ชาญวีรกูล พอใจผลความสำเร็จในการเดินทางเยือนจีน อย่างเป็นทางการในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ขยายวงความร่วมมือไทย-จีนใน 4 สำคัญ ได้แก่ระดับรัฐบาล – รัฐบาลกลาง รัฐบาลไทย – รัฐบาลมลฑล เอกชนไทย – เอกชนจีน และประชาชน – ประชาชน นายกรัฐมนตรีอนุทิน ยังใช้โอกาสในการเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงยืนยันจุดยืนของไทยในการปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ด้วยกลไกทวิภาคีและการเจรจาอย่างสุจริตใจ เพื่อหาทางออกและสันติภาพร่วมกัน

1) นายกรัฐมนตรีโชว์วิสัยทัศน์ AI ของไทยในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 (WAIC 2026) เน้น  3ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) โดยมีเป้าหมายร่วมคือ “การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

2) “สานความสัมพันธ์รอบด้านรัฐบาลกลาง – ท้องถิ่น” นายกรัฐมนตรีพบ 3 ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลกลางจีน ได้แก่ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน , นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และ 2 ผู้บริหารระดับมณฑล คือ นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ นายกง เจิ้ง และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน นายหวัง เสี่ยวฮุย

มุ่งหน้าสู่ความร่วมมือสมัยใหม่ สร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านการค้า การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอวกาศ , AI , EV , พลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนไทยจากฐานการผลิต สู่พันธมิตร ในห่วงโซ่การผลิตโลก ด้วยถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดตั้ง R&D รวมไปถึงการพัฒนาทักษะแรงงานไทย (Upsklii) และการใช้ส่วนประกอบภายในประเทศ (Local Content) มากยิ่งขึ้น ด้านการค้า จีนให้ความสนใจนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย ไทยหวังจะเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพี่อนำไปสู่การสร้างความสมดุลการค้าไทย – จีน มากยิ่งขึ้น

กระชับความมั่นคง จะมีกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีการต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมใทย – จีน รวมทั้งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม การค้ามนุษย์ ไทยยังให้ความมั่นใจ จีนมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ในไทย ซึ่งเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย

ไทย – จีน บรรลุการลงนาม 15 ฉบับ ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ อวหกาศ การศึกษา AI พาณิชย์ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดการน้ำ

2 “ทีมไทยแลนด์ พลัส” ด้วยความร่วมมือรัฐ – เอกชนไทย สร้างโอกาสการลงทุนเอกชนไทยในจีน โดยเข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister – Thai Private Sector Lunch eon ร่วมกับ 150 เจ้าของ และผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) จากที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์ – สาธารณสุข ท่องเที่ยว โดยการจับภาครัฐ – เอกชน เดินหน้าเพิ่มโอกาสการลงทุนไทยในต่างประเทศ

3 “โรดโชว์ ศักยภาพไทย” มัดใจเอกชน – บิ๊กเทคจีน ทั้งการเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ AgiBot , Huawei , Alibaba และ CP รวมทั้ง การหารือแบบรายบริษัทกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ได้แก่ Xiaomi Corporation , ChangAn Automobile , InnoLight Technology และ Eoptolink Technology ซึ่งภาคเอกชนจีน มีมั่นใจนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม และเชื่อมั่นในระบบนิเวศการลงทุนไทย ทั้งด้านโครงสร้างพี้นฐาน เทคโนโลยีและกำลังคน ตอบรับที่จะขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเต้มกว่า 14 พันล้านหยวน หรือราว 70,000 ล้านบาทในไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่าหมื่นอัตราทั่วประเทศ

4 กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน – ประชาชน การท่องเที่ยว การวิจัย – พัฒนา การศึกษาที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวะศึกษา เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ทุนศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนได้มาก

“นายกรัฐมนตรีเร่งรัดทุกหน่วยงานให้ แปลงข้อตกลงต่างๆ สู่การปฏิบัติ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัดดำเนินการให้เป็นรูปธรรม และเพื่อรักษาโมเมนตัมแห่งความร่วมมือไทย – จีน นี้ได้ขยายตัวต่อเนื่อง และในวันศุกร์นี้ นายกรัฐมนตรีจะเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ที่จะทางไทยอย่างเป็นทางการในฐานขแขกของกระทรวงกลาโหม เข้าเยี่ยมคารวะ ณ ทำเนียบรัฐบาลด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.01 น.

หมอวรงค์ ขยี้ปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฮึ่ม รัฐบาลทำเรื่องใหญ่ อย่าผิดพลาดซ้ำบ่อย ปชช.จะมองว่าทำงานไม่เป็น

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 จากกรณีที่รัฐบาลมีการประกาศผลสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่มีผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์จริงเพียง 9.51 ล้านคนนั้น ทำให้ประชาชนที่เคยได้รับสิทธิ์หายไปเกือบครึ่ง ส่วนคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ต่างแห่ไปยื่นอุทธรณ์นั้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวถึงรัฐบาล โดยระบุว่า ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนอุทธรณ์สูงถึง 2.7 ล้านคน และคาดว่าจะมีอีกหลายล้านคน

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณรัฐบาลที่จะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ แต่ก็ต้องขอเตือนรัฐบาล การทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนขนาดนี้ อย่าให้ผิดพลาดซ้ำบ่อย ถ้าเกิดผิดลาดซ้ำบ่อย ประชาชนอาจมองว่าท่านทำงานไม่เป็น

รัฐบาลขอโทษสั่งถอย รื้อบัตรคนจน ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่

รัฐบาลขอโทษสั่งถอย  รื้อบัตรคนจน  ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่

รัฐบาลขอโทษสั่งถอย รื้อบัตรคนจน ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลขอโทษสั่งถอย รื้อบัตรคนจน ชงครม.แก้เกณฑ์ใหม่ รถ-จยย.คันเก่าฉลุย คืนสิทธินักเรียน-นศ. ยืดอุทธรณ์ถึง20ก.ย. มท.ตั้งศูนย์ฯรับเรื่อง

“คมนาคม”ขอโทษประชาชน เรื่องความไม่สะดวกของเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชงครม. ปรับเกณฑ์ใหม่ 21 กรกฎาคม รถยนต์อายุเกิน 20 ปี-มอเตอร์ไซค์เกิน 15 ปี-มอเตอร์ไซค์ไม่เกิน 300 ซีซี 2 คัน แต่ผ่อนอยู่-โอนลอย ได้สิทธิ นศ.นอกระบบไม่ต้องลาออก ก.คลังพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วย “มหาดไทย”เดินหน้าแก้ปัญหา ส่งข้อมูลให้ ก.คลังแก้ไขก่อนเสนอ ครม. พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ถึง20 กันยายน “อธิบดีปกครอง” เผย ตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่าน“อำเภอพึ่งได้” พร้อมสั่งอำเภอ-อปท.ทำความเข้าใจปชช.ในพื้นที่ ส่วนบรรยากาศหลายจังหวัด ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์แห่ยื่นอุทธรณ์จนคิวยาวเหยียด

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.รวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองและนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมแถลงข่าวการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย

โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมต้องกราบขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ในการดำเนินการ เนื่องจากหลักเกณฑ์ระเบียบต่างๆ นั้นออกมาเพื่อต้องการจะคัดกรองให้ผู้ที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือไปถึงบุคคลเหล่านั้นให้มากที่สุด แต่เมื่อพบปัญหาว่า มีข้อจำกัดบางอย่างที่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความไม่สะดวก กระทรวงคมนาคม โดยกรมขนส่งทางบกมีความพยายามเต็มที่ โดยได้เปิดอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในประเด็นที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์

“ทั้งนี้ ในเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีเกณฑ์อยู่ 1 ข้อที่ระบุว่า ผู้รับสิทธิ์ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ยกเว้น 4 ข้อนี้ ดังนี้ 1.มีรถจักรยานยนต์ความจุไม่เกิน 300 ซีซี 2.รถสามล้อ 3.มีรถยนต์ 4 ล้อเหล็กรับจ้าง และ4.รถใช้งานเพื่อการเกษตร มีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน โดยเราได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า มีประชาชนจำนวนมากที่มีรถยนต์ลักษณะนี้ ทั้งที่เป็นรถเก่าไม่ได้ใช้งานแล้ว มีรถที่สูญหาย มีรถสิ้นสภาพการใช้งานไปแล้วแต่ยังไม่ได้ตีทะเบียนออกจากระบบ ขายไปแล้วมีการโอนลอยแต่ยังไม่มีการจดโอนกรรมสิทธิ์ และมีการนำชื่อไปสวมสิทธิ์ในการซื้อรถของคนอื่น”รมช.คมนาคม ย้ำ

คมนาคมยื่นคลังทบทวนเกณฑ์ใหม่

นายสิริพงศ์กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือขอให้กระทรวงการคลังทบทวนแล้วซึ่งนายกฯให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยหลักเกณฑ์ต่างๆ จะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ก.ค.นี้ โดยหลักเกณฑ์ที่มีการเสนอ ครม.นั้น มีการขอปรับเกณฑ์ในการพิจารณารถเก่า ดังนี้ 1.รถยนต์ต้องมีอายุใช้งานเกิน 20 ปี 2.รถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี 3.การถือครองมอเตอร์ไซค์ จะเพิ่มเกณฑ์ว่า หากประชาชนมีมอเตอร์ไซค์ที่ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี 2 คัน มีภาระในการผ่อนอยู่ จะถือว่า ไม่ตกเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ส่วนข้อท้วงติงว่า อายุของรถอาจจะไม่ถึง 15 ปี แต่สิ้นสภาพไปแล้ว ขนส่งทั่วประเทศจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบให้กับประชาชน โดยสามารถแจ้งไปที่ขนส่งได้ว่า มีรถที่อายุอาจจะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด แต่สิ้นสภาพไปแล้ว รถเก่ามาก สามารถแจ้งที่ขนส่งจังหวัดให้ทำบันทึกรถได้ หรือรถบางคันจอดเอาไว้ ไม่ได้ใช้ ไม่ได้มีการต่อทะเบียน ก็สามารถแจ้งขนส่งให้ทำบันทึกให้ได้ โดยขนส่งจะส่งข้อมูลเหล่านี้มาช่วยประชาชนในเรื่องของการอุทธรณ์ด้วย หรือรถที่มีการจำหน่ายไปแล้วแต่มีการโอนลอย ยังไม่มีการจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ ประชาขนสามารถไปลงบันทึกที่ขนส่งได้ ถ้ามีหลักฐานการขายด้วยก็จะเป็นประโยชน์มาก แต่ถ้าไม่มีสามารถใช้การบันทึกถ้อยคำได้

ทำแบบฟอร์มช่วยคนถูกอ้างชื่อซื้อรถ

และ4.กรณีที่ไม่เคยมีการซื้อรถ แต่ถูกแอบอ้างนำชื่อไปใช้ เรื่องนี้สามารถนำเรื่องไปอุทธรณ์กับทางขนส่งได้เช่นเดียวกัน ขนส่งจะทำการบันทึกให้ แต่อย่างไรก็ดี ในการเดินทางไปขนส่งอาจจะไม่สะดวกกับประชาชนทั้งหมด ดังนั้น ขนส่งจึงได้ทำแบบฟอร์มขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้นำแบบฟอร์มนี้ไปอำนวยความสะดวกกับประชาชนในเขตพื้นที่ และส่งกลับมาเพื่อให้กรมการขนส่งทางบกทำการตรวจสอบข้อมูล ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า ทางกระทรวงคมนาคมจะแบ่งเบาภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด ท่านที่ควรได้รับสิทธิ์ ท่านต้องได้รับสิทธิ์จริงๆ

นักศึกษาไม่จำเป็นต้องลาออก

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนกรณีเป็นนักเรียนนักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และอาชีวศึกษานอกระบบ ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ถือว่า เข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อไปเสริมสร้างทักษะชีวิตในการประกอบอาชีพ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นนี้ ดังนั้น กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วน สกร. อาชีวศึกษานอกระบบ หรือนักเรียนนักศึกษาลักษณะอื่นที่มีความยากจนและเข้าข่ายได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์ด้วยเกณฑ์ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่กระทรวงการคลังจะพิจารณาองค์ประกอบอื่นประกอบด้วย ขอให้สบายใจได้ ซึ่งบางคนบอกว่า ติดตรงที่เป็นนักเรียนนักศึกษาจะลาออกจากระบบ ขอชี้แจงว่า ไม่มีความจำเป็นต้องลาออก เพราะสุดท้ายแล้ว กระทรวงการคลังจะพิจารณาเกณฑ์อื่นๆ ด้วยเพิ่มเติม

มท.เดินหน้าแก้ปัญหาบัตรคนจน

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่ากระทรวงได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากภายหลังการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยยอมรับว่าหลักเกณฑ์บางประการอาจยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของชีวิตประชาชนทั้งหมด รัฐบาลจึงไม่นิ่งนอนใจ และได้หารือร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่เริ่มกระบวนการลงทะเบียน ได้มีการสำรวจข้อมูลประชาชนเพิ่มเติมร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลกับประชาชนโดยตรง เพื่อให้ข้อมูลที่รัฐมีอยู่สะท้อนสภาพความเป็นจริง และช่วยให้ผู้สมควรได้รับสิทธิเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้มากขึ้น

เตรียมจัดตั้ง One Stop Service

“แม้ขณะนี้จะยังเปิดให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์ได้ แต่รัฐบาลรับทราบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชัน ยังประสบปัญหาในการดำเนินการ กระทรวงมหาดไทยจึงเตรียมจัดตั้งศูนย์ประสานงานครบวงจร (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นอุทธรณ์ให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกของนายอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเข้าไปรับข้อมูลจากชาวบ้าน เก็บข้อมูลมาที่การปกครองอีกครั้งหนึ่ง” นายพลพีร์ กล่าว

อีกประเด็นสำคัญที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้ประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ คือ กรณีที่ประชาชนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้พิการ พบว่าตนเองมีชื่อเป็นผู้รับจ้างงาน หรือมีชื่อเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัท ทั้งที่ไม่เคยรับรู้หรือยินยอมมาก่อน ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นอุทธรณ์ได้ โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ เปิดบริษัท เปิดบัญชีม้า หรือใช้เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงอาจเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ยังคงสามารถขอรับสิทธิสนับสนุนค่าไฟฟ้าเดือนละ 315 บาท และสิทธิใช้น้ำประปาฟรีตามเงื่อนไขของโครงการได้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่เข้าเกณฑ์รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ยังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อรับการช่วยเหลือตามมาตรการของรัฐบาลได้

เล็งขยายเวลาอุทธรณ์ถึง20ก.ย.

นายพลพีร์ กล่าวว่า ทุกๆ เสียงสะท้อนของประชาชนเรารับฟัง และไม่ได้มีการปรับลดจำนวนคน ส่วนที่มีการปรับเกณฑ์เนื่องจากเราใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น สิ่งที่ตนอยากสื่อสารคืออยากขออภัยพี่น้องประชาชน ที่ประกาศเกณฑ์ออกมาอาจไม่ได้เป็นที่พอใจ สำหรับคนที่ไม่เข้าถึงสิทธิ์ และเราไม่ได้กำหนดว่าหากมีคนได้สิทธิ์แล้วจะมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนคน ตอนนี้เราเห็นรายละเอียดแล้วว่าเป็นอย่างไร และจะดูไส้ในว่าสามารถปรับปรุงอะไรได้บ้าง เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด ส่วนเรื่องการนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันไหนนั้น กระทรวงการคลังจะไปประมวลข้อมูลทุกอย่าง และจะทำเรื่องเสนอต่อไป ส่วนระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ เดิมกำหนดสิ้นสุดภายในสิ้นเดือน ก.ค. นี้ แต่เตรียมเสนอ ครม. เพื่อขยายเวลาออกไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเวลารวบรวมเอกสารและหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ได้อย่างครบถ้วน

ปค.สั่งอปท.ทำความเข้าใจคนในพื้นที่

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง แถลงถึงการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้สนับสนุนภารกิจของรัฐบาล กับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งได้มีการประสานงานกับทางจังหวัด และอำเภอทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน นอกจากนี้ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานครบวงจร (One Stop Service) เพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์แล้ว สามารถยืนยันตัวตน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา สามารถแจ้งทบทวนสิทธิ์ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง และยังมีบริการ “อำเภอพึ่งได้“ โดยให้เจ้าหน้าที่อำเภอ หรือเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงไปรับเรื่องราวต่างๆในระดับพื้นที่ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่จะช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน และสำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ขอให้มาแจ้งยืนยันทบทวนสิทธิ์ ที่อำเภอได้ นอกจากนี้จะมีการประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่ ผ่านหอกระจายข่าว และเสียงตามสาย

อย่างไรก็ตามและมอบหมายให้ นายอำเภอทุกท่านและเจ้าหน้าที่ของอำเภอได้รับทราบว่า วันนี้ยังเกิดความสับสนในเรื่องของ ข้อมูลข่าวสารต่างๆในระดับพื้นที่ ก็ขอให้ ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาล ที่ใดในเรื่องร้องเรียนต่างๆหรือมีความเข้าใจ ไม่ถูกต้อง ตรงกัน ก็จะมีเจ้าหน้าที่ ของอำเภอลงไปรับเรื่องราวและ แก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ทั้งหมด ส่วนหน่วยงานอื่นๆที่จำเป็นที่จะต้องใช้ การประสานงานบุคลากรหรือกลไกของกระทรวงมหาดไทย เรายินดีที่จะเป็นภาคีเครือข่ายในความร่วมมือ กับทุกหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจกรมการปกครอง และปลัดจังหวัดทุกจังหวัดได้ลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องนี้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ทบทวนเกือบครึ่งติดปัญหารถยนต์

ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รับทราบถึงปัญหาและข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการครอบครองรถยนต์ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงสิทธิ

นายวินิจ ชี้แจงว่า ปัญหาเรื่องเกณฑ์รถยนต์เกิดจากข้อจำกัดด้านข้อมูลของกระทรวงคมนาคม ที่ไม่สามารถทราบสถานะการ “โอนลอย” หรือการขายรถที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนได้ ส่งผลให้ผู้ที่ขายรถไปแล้วแต่ชื่อยังค้างอยู่ในระบบเสียสิทธิ จากข้อมูลล่าสุดพบว่ามี ประชาชนขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย ซึ่งกว่า 40% เป็นปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำเรื่องปรับเกณฑ์เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อกำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เช่น การใช้หลักฐานสัญญาซื้อขายหรือการโอนลอยมาประกอบการพิจารณา โดยมีเป้าหมาย จะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่ได้รับสิทธิสวัสดิการภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

เร่งคืนสิทธิให้ผู้เดือดร้อน

นายวินิจ กล่าวถึงกรณีจากที่กระทรวงการคลังได้ใช้ข้อมูล “Dynamic Data” หรือข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย มาใช้ตรวจสอบรายได้ของผู้ลงทะเบียน พบว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งเข้ามาทักท้วงเนื่องจากถูกผู้ประกอบการทุจริตนำชื่อไปแอบอ้างเป็นลูกจ้างปลอมเพื่อลดหย่อนภาษี กระทรวงการคลังยินดีรับเรื่องร้องเรียนในส่วนนี้ และจะเร่งดำเนินการในสองมิติ คือ การคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจริงอย่างรวดเร็ว และการติดตามดำเนินคดีกับผู้ที่นำชื่อไปแอบอ้าง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการคืนสิทธิให้ทันภายในวันที่ 1 ตุลาคมเช่นกัน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สำรวจผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิเลย ซึ่งพบกลุ่มเป้าหมายใหม่ถึง 2.3 ล้านราย โดยในจำนวนนี้มีการยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว 841,000 ราย และเจ้าหน้าที่จะเร่งลงพื้นที่ติดตามส่วนที่เหลือเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครตกหล่น

ชงครม.เคาะ6ล้านคนรับสิทธิ60/40

สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่หรือไม่ได้มาลงทะเบียน ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านราย กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องต่อ ครม. พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) เพื่อขออนุมัติงบฯ ขยายสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ให้กลุ่มนี้เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเป็นการคืนโอกาสและบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน การปรับปรุงฐานข้อมูลในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะมีข้อมูลของผู้ที่เดือดร้อนที่สุดอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมและตรงจุดในแต่ละระดับความเดือดร้อนต่อไป

‘ภราดร’อัดคลิปแจง3ทางออก

ทางด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อัดคลิปวิดีโอเพื่ออธิบายและแนะแนวทางการอุทธรณ์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้รวบรวม 3 ประเด็นหลักที่มีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด พร้อมชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนนำไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ ดังนี้

1.ประเด็นการถือครองรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คัน ตามหลักเกณฑ์ ผู้ที่มีรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คันจะไม่ได้รับสิทธิ์ แต่ปัญหาที่พบคือ ประชาชนหลายคนมีรถเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ชื่อในระบบของกรมการขนส่งทางบกยังระบุว่ามีรถ 2 คัน เนื่องจากยังไม่ได้ไปทำเรื่องยกเลิกทะเบียน ทางแก้ ขอให้ประชาชนเดินทางไปที่สำนักงานขนส่งเพื่อ “แจ้งยกเลิกทะเบียนรถ” คันที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยขณะนี้ระดับนโยบายได้ประสานกับกรมการขนส่งทางบกเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องนี้แล้ว เมื่อยกเลิกสำเร็จ ทางขนส่งจะรวบรวมตัวเลขทั่วประเทศส่งมอบให้กระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาการอุทธรณ์ต่อไป

2.ประเด็นรถยนต์เก่า 20-30 ปี และการ “โอนลอย” ประชาชนหลายรายไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากมีชื่อครอบครองรถยนต์ที่เก่ามาก สภาพแทบใช้งานไม่ได้ หรือบางรายใช้วิธี “โอนลอย” ไปนานแล้วแต่ชื่อยังคงค้างอยู่ในระบบ ทางแก้ เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ เจ้าของชื่อต้องไปติดต่อกรมการขนส่งเพื่อแจ้งยกเลิกการใช้รถคันดังกล่าว หรือยกเลิกทะเบียน นอกจากนี้ นายภราดรยังได้เสนอว่าควรมีการทบทวนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับรถที่มีอายุ 15-20 ปีขึ้นไป โดยหักลบค่าเสื่อมสภาพจนเหลือเพียง “ราคาซาก” ซึ่งทางขนส่งจะทำการสรุปข้อมูลในส่วนนี้เพื่อช่วยให้กระทรวงการคลังใช้พิจารณาสิทธิ์ใหม่

3.ประเด็นผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (สกล. / กศน.) สำหรับกลุ่มผู้ที่ศึกษาอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน แล้วพบปัญหาไม่ผ่านเกณฑ์ ขณะนี้ได้มีการหารือกับทางกระทรวงศึกษาธิการแล้ว โดยกระทรวงฯ กำลังเร่งสรุปตัวเลขและฐานข้อมูลของผู้ที่เรียนอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียนทั้งหมด เพื่อส่งให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนเกณฑ์และพิจารณาการอุทธรณ์เพิ่มเติมให้อีกครั้ง

ดีเดย์เปิดลงทะเบียนรับสิทธิลดค่าน้ำ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเปิดให้ผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิลดค่าน้ำประปา ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมย้ำว่า ผู้มีสิทธิทั้งรายเดิมและรายใหม่ จะต้องลงทะเบียนใหม่ทุกคน เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยกำหนดให้ 1 บ้าน (เลขที่บ้าน) ใช้สิทธิได้ 1 สิทธิ หากค่าน้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิชำระเฉพาะส่วนที่เกินจากวงเงินสนับสนุน ส่วนกรณีที่ค่าน้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้น้ำทั้งหมด

สำหรับผู้มีสิทธิ รายเดิม ซึ่งเคยได้รับสิทธิตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 และผ่านการพิจารณาคุณสมบัติในโครงการปี 2569 สามารถลงทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 20–25 ก.ค. 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือน ส.ค. 2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือน ก.ย. 2569 โดยไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้ ส่วนผู้มีสิทธิรายใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้ว สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.–25 ก.ย. 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือนต.ค.2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือนพ.ย. 2569 ทั้งนี้ ไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้เช่นกัน

ผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์การประปาส่วนภูมิภาค (www.pwa.co.th) แอปพลิเคชัน PWA Plus Life และ LINE Official Account : @PWAThailand หรือสามารถติดต่อขอลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่ ณ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาทั่วประเทศ โดยในช่วงเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ก.ค.–30 ก.ย. 2569 จะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.30 น. รวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

ชาวยะลายื่นอุทธรณ์คิวยาวเหยียด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาเบตง ถนนสุขยงาค์ อ.เบตง จ.ยะลา ประชาชยที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างแห่ไปยื่นอุทธรณ์ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. จนคิวแน่นยาว โดยหลายคนไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะมีข้อมูลพบว่ามีการครอบครองรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทั้งที่จริงไม่มีรถยนต์ และรถจักรยานยนต์แล้ว ทำให้คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ต้องไปแจ้งที่ขนส่ง เพื่อแก้ไขข้อมูล จนขนส่งเต็มไปด้วยประชาชน

นายเย้าะ ตอกอ อายุ 73 ปี บอกว่า วันนี้มายื่นอุทธรณ์เพราะที่ผ่านมาได้มายื่นรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว แต่ยื่นแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากมีการตรวจพบข้อมูลในการครอบครองรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คันซึ่งความจริงได้ขายเป็นซากรถไปนานแล้ว โดยวันนี้มายื่นเพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารตรวจสิทธิ์อีกครั้งเพื่อที่จะรู้ว่าเหตุใดที่ตนเองยื่นไม่ผ่านเกณฑ์ หากเป็นปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ในการครอบครองรถจักรยานยนต์

อ่างทองแห่เช็คสิทธิครอบครองรถ

ส่วนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดอ่างทอง พบประชาชนที่ตกเกณฑ์โครงการสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เดินทางมาขอตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลทะเบียนรถเป็นจำนวนมาก จนเกิดความวุ่นวาย เนื่องจากระบบแจ้งว่ามีกรรมสิทธิ์การถือครองรถเกินเกณฑ์ จากการตรวจสอบหลายรายตรวจสอบในระบบ พบว่ายังคงค้างชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ครอบครองรถคันเก่าที่ขายไปนานแล้ว ซากรถ หรือรถที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้ว ประชาชนหลายรายยืนยันว่าตนเองไม่เคยมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์มาก่อนเลย จึงต้องเดินทางมาเพื่อขอคัดค้าน และแก้ไขข้อมูลทะเบียนรถให้ถูกต้อง ก่อนนำไปยื่นอุทธรณ์สิทธิ

ด้านเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เร่งช่วยเหลือ ตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยชาวบ้านที่ต้องการตรวจสอบนำบัตรประจำตัวประชาชน เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถ ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลรถในระบบไม่ตรงกับความเป็นจริง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อนำเอกสารไปใช้ประกอบการอุทธรณ์ต่อไป

สีหศักดิ์กร้าว ไม่ไว้ใจเขมร ชี้ปิดประตูคุย

สีหศักดิ์กร้าว  ไม่ไว้ใจเขมร  ชี้ปิดประตูคุย

สีหศักดิ์กร้าว ไม่ไว้ใจเขมร ชี้ปิดประตูคุย

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” ปิดประตูเจรจาไทย-เขมร หลังจากฝ่ายเขมร เลือกนำข้อพิพาท เข้ากลไก UNCLOS รับกังวลสื่อประโคมข่าว จีนส่งรถถังให้เขมร ขอบคุณความปรารถนาดีของจีน หวังเป็นตัวกลางเจรจา ด้าน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ยกคณะ ลงพื้นที่ทัพภาคที่ 2 ปลอบขวัญกำลังพล ย้ำพร้อมรบ 3 มิติ ‘บก-เรือ-อากาศ’

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความพร้อมอำนวยความสะดวก อาสาเป็นตัวกลางในการเจรจา ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าปัจจุบันช่องทางการพูดคุยระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีไม่มากนัก แม้ไทยจะเคยเสนอภายหลังการพบหารือของผู้นำทั้งสองประเทศ ที่เมืองเซบู ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ให้ใช้การเจรจาทวิภาคี ในทุกประเด็น เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่แทนที่ฝ่ายกัมพูชา จะพูดคุยกับเราเรื่องเขตแดนทางทะเล กลับเดินหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ ทั้งที่ควรมีการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ จึงค่อยใช้กลไกอื่นๆ ซึ่งภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งมีหลายกลไกลอื่นๆ เช่น ประนอมภาคสมัครใจ ที่อาจไม่ถึงประนอมภาคบังคับก็ได้ ในเมื่อเขายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับเรา ตามที่พูดคุยกันที่เซบู การจะพูดคุยเรื่องชายแดน เขตแดนทางบก ก็ลำบาก ก็คงต้องดูกันต่อไป ในเมื่อเราคุยกันว่าจะพูดในระดับทวิภาคี สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่วนจีน ถ้าจำเป็นเมื่อไหร่เราก็ขอบคุณในความปรารถนาดีของฝ่ายจีน อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ทั้งสองประเทศ ต้องพูดคุยกันโดยตรง

“ขณะนี้ก็ปิดประตู โอกาสในการที่จะคุยกันด้านเขตแดนทางบก ชายแดน มันก็คงลำบากเหมือนกัน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือฝ่ายจีน เขามีความหวังดี และพยายามสนับสนุนฝ่ายกัมพูชา ให้ทำตามที่คุยกันไว้ที่เซบู และเขาตระหนักในความสำคัญในการวางตัว ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้พูดกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง คือเราชื่นชม บทบาทของจีน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย- กัมพูชา ที่มั่นใจว่าเขาจะวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ประเด็นที่เราเป็นห่วง คือการนำเสนอข่าวของฝ่ายกัมพูชา เกี่ยวกับการส่งมอบรถถังจากจีน ซึ่งในจังหวะนี้ความสัมพันธ์มีความละเอียดอ่อนเปราะบาง การหยุดยิงยังเปราะบาง การส่งรถถังช่วงนี้ และมีการนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชา ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขณะนี้ เราไม่ได้ต่อว่าแต่พูดตามข้อเท็จจริง

ด้าน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผู้ช่วย ผบ.ทอ.) ในฐานะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยรับฟังการบรรยายสรุปจากผู้บังคับกองพัน หน่วยงานในสังกัดกองกำลังสุรนารี เกี่ยวกับภาพรวมการปฏิบัติภารกิจ สถานการณ์ในพื้นที่ ความพร้อมของกำลังพล ตลอดจนมาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมรับทราบข้อเสนอแนะ ข้อขัดข้องจากผู้ปฏิบัติ เพื่อนำไปประกอบการสนับสนุน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประภาส ได้พบปะกำลังพล พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ผู้แทนกำลังพล พื้นที่เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี พร้อมกล่าวแสดงความขอบคุณ และชื่นชมกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน และมุ่งมั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย โดยยึดมั่นในภารกิจเพื่อพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคงของชาติ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ครั้งนี้เรามีความพร้อมมากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา ปัจจุบันเราอยู่บนที่สูงที่เรายึดครองพื้นที่ได้ ด้วยศักยภาพกองกำลังทางบก ทางเรือและทางอากาศ ดังนั้นการที่กัมพูชาจะเข้ามาตีเราไม่ใช่เรื่องง่าย ขอให้มีความมั่นใจทั้งในด้านอาวุธ ฐานที่มั่นและบุคลากร สำหรับการปฏิบัติการร่วม ของ 3 เหล่าทัพ ตามหลักนิยมของกองทัพไทยเราปฏิบัติการร่วมกันอยู่แล้ว ตามแผนป้องกันชายแดน จะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะการกำหนดความเร่งด่วนของเป้าหมายทางทหาร ในระยะสำคัญ และสามารถส่งผลกระทบ ต่อยุทธบริเวณ ไม่มีการปฏิบัติแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เป้าหมายระเบิดทุกลูกที่ลงต้องได้รับผลกระทบ เราใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานของกฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ไม่มีประเทศไหนที่ประฌามประเทศไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าการใช้ข่าวปลอมไม่ยั่งยืน ขอให้มั่นใจในหน่วยงานความมั่นคง ให้รอฟังจากทีมโฆษก

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์จาก ปตท.-พลังงานทดแทนอย่างแท้จริง

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวอภิปรายถึงการดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่า แม้ไม่ต้องการกล่าวถึงรายละเอียดด้านงบประมาณ แต่ต้องการสะท้อนมุมมองของประชาชนที่มีต่อกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานด้านการไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามอย่างมากว่า การบริหารจัดการด้านพลังงานสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่

นายชาดา กล่าวว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยยังมีความซับซ้อนและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งราคาหน้าโรงกลั่น ราคาขายส่ง และราคาหน้าสถานีบริการ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ราคาน้ำมันที่ต้องจ่ายนั้นเกิดจากต้นทุนหรือองค์ประกอบใดบ้าง

“สำหรับประชาชน ราคาน้ำมันที่ลดลงเพียง 50 สตางค์หรือ 1 บาทต่อลิตร ก็ถือว่ามีความหมายต่อค่าครองชีพแล้ว กระทรวงพลังงานจึงต้องกลับไปทบทวนว่า จะสามารถทำให้โครงสร้างราคามีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้มากกว่านี้หรือไม่” นายชาดา กล่าว

นายชาดา ยังตั้งคำถามถึงบทบาทของ ปตท. ซึ่งภาครัฐถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 51 ว่า ในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ปตท.สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกช่วยลดภาระค่าครองชีพ หรือเป็นผู้นำในการดึงราคาพลังงานให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมได้มากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่า ธุรกิจด้านพลังงานอาจกลายเป็นพื้นที่แห่งผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนเอกชน ผู้บริหาร และผู้มีอำนาจในวงการพลังงาน โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสร้างความโปร่งใสและชี้แจงให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น

สำหรับนโยบายพลังงานทดแทน นายชาดา ระบุว่า ที่ผ่านมาประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับบริษัทเอกชนหรือกลุ่มทุนที่มีความพร้อมในการลงทุน เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์ม ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงการผลิตและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนสูง ขั้นตอนยุ่งยาก และติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

นายชาดา เสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรปรับแนวทางการส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเปิดโอกาสให้ครัวเรือนและประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง รวมถึงขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และไม่ถูกขัดขวางด้วยกลไกที่ซับซ้อน

“พลังงานทดแทนต้องไม่ใช่โอกาสของกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสิทธิและโอกาสของประชาชนด้วย หากประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วสามารถลดค่าไฟหรือสร้างรายได้จากไฟฟ้าส่วนเกินได้จริง จึงจะถือว่าเป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง” นายชาดา กล่าว

นายชาดา ยังกล่าวถึงนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี โดยตั้งคำถามว่า หน่วยงานภาครัฐและกระทรวงพลังงานได้นำรถอีวีมาใช้ในหน่วยงานของตนเองอย่างจริงจังแล้วหรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันหน่วยงานราชการทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายในการเช่าและจัดซื้อรถยนต์ รวมถึงค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ทั้งนี้ หากภาครัฐทยอยปรับเปลี่ยนรถราชการที่ใช้งานในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองมาเป็นรถอีวี ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณคันละ 500,000-600,000 บาท อาจช่วยประหยัดงบประมาณค่าน้ำมัน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และลดปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม

“เราไม่ควรพูดเรื่องพลังงานสะอาดหรือรถอีวีเพียงในระดับนโยบาย แต่หน่วยงานของรัฐต้องเป็นตัวอย่างและเริ่มลงมือทำก่อน ต้องคำนวณให้ชัดว่า รถราชการหนึ่งคัน หากเปลี่ยนเป็นรถอีวีแล้วจะประหยัดเงินภาษีประชาชนได้เท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วทุกนโยบายต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อะไร” นายชาดา กล่าว