ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.07 น.

ไทย–จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน กับนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในห้วงการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายหลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

พิธีสารดังกล่าวฯ เป็นผลจากการหารือและเจรจาร่วมกันระหว่างกรมประมงและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับเป็นกรอบความร่วมมือด้านการตรวจสอบ การกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนการกำกับดูแลการค้าสัตว์น้ำระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในการยกระดับระบบการกำกับดูแลด้านสุขอนามัยสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทั้งสองฝ่ายกำหนด อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการส่งออกสัตว์น้ำของประเทศไทย และสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าสัตว์น้ำระหว่างทั้งสองประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภค ประมาณ 1,850 ล้านบาท หากลงนามพิธีสารคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น กว่า 500 ล้านบาท

ในโอกาสเดียวกัน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน (Memorandum of Understanding on Cooperation in the Field of Rural Water, Hydropower and Irrigation) กับนายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท การชลประทาน การบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างสองประเทศ และยกระดับความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำระหว่างไทยและจีนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การวิจัยร่วม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศ อีกด้วย

“ความร่วมมือระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ โดยจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการค้าสัตว์น้ำ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

ทร.เคาะบริษัทต่อเรือ“ ฟริเกต” แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ส่งต่อ“ ปลัด กห.”ลงนามจ้าง  ยังไม่ชัดแถลงผลเมื่อไหร่

20 ก.ค. พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์  ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาบริษัทเอกชนต่อเรือฟริเกตลำที่1 ตามแผนงบประมาณปี 2569ว่า “น่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์นี้”

ทางด้าน พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนจ้างต่อเรือฟริเกจะรายงานผลการพิจารณา ไปยังผู้บัญชาการทหารเรือในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะส่งรายงานบริษัทที่รับการคัดเลือกให้ทางปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่ออนุมัติการจ้างตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งยังไม่ทราบ ระยะเวลาว่าจะเป็นเมื่อใด เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ทางกองทัพเรือก็จะเป็นผู้พิจารณาในเรื่องการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบต่อไป

มีรายงานว่า คณะกรรมการฯได้รายงานผลให้ ผู้บัญชาการทหารเรือรับทราบเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จะอนุมัติลงนาม เพื่อส่งเรื่องไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไป โดยขั้นตอนสุดท้ายคือ การอนุมัติของปลัดกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ กองทัพเรือ จะเป็นหน่วยงานที่พิจารณากำหนดวันแถลงข่าวโดยยึดขั้นตอนตาม ข้อ42ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการซื้อจ้าง ระบุว่า เมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบ รายงานผลการพิจารณาให้ผู้มีอำนาจ อนุมัติการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างแล้ว ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประกาศผลผู้ชนะ การซื้อหรือจ้าง ในระบบเครือข่ายสารสนเทศ ตามวิธีการของกรมบัญชีกลางกำหนดและของหน่วยงาน ของรัฐตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง และให้ปิดประกาศโดยเปิดเผย หรือ ณ หน่วยงานนนั้นๆ และแจ้งผู้เสนอราคาทุกรายทราบผ่านทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.56 น.

เกษตรฯ ขับเคลื่อน “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ” เดินหน้านำ AI-Data Hub ขับเคลื่อนภาคการเกษตร ชูธง Quick Win ยางพารา-ข้าว-ปาล์ม-โคกระบือ ลุยตรวจสอบย้อนกลับรับมาตรการ EUDR เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยในตลาดโลก

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 -135 ว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นยกระดับไปสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart & Digital Organization)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และส่งมอบบริการที่แม่นยำแก่เกษตรกร โดยปัจจุบันได้เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกาศใช้นโยบายการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance Policy) การเชื่อมโยงระบบ SSO MOAC แล้ว 20 หน่วยงาน และรวบรวมคลังข้อมูลกลาง (MOAC Data Hub) ประมาณ 159 ชุดข้อมูล จาก 22 หน่วยงาน พร้อมทั้งเร่งรวบรวมบริการ E-Service กว่า 233 ระบบ มาไว้บนแพลตฟอร์มกลาง (Single Portal) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ดิน น้ำ ปุ๋ย และการตลาด ได้สะดวกครบจบในจุดเดียว ควบคู่ไปกับการวางกรอบ MOAC Agri AI Framework นำ AI มาช่วยปฏิบัติงานและให้บริการองค์ความรู้เฉพาะทาง พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการนำร่อง (Quick Win) ในกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และโค กระบือ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 สำหรับการพัฒนาระบบการให้บริการดิจิทัลอัจฉริยะให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกประเภทต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

ด้าน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (MCIO) ได้สนับสนุนการบูรณาการระบบและข้อมูลร่วมกันภายในหน่วยงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย เพื่อบันทึกข้อมูลการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรองรับมาตรการ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของยุโรปที่คาดว่าจะบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่จะได้เปรียบทางการค้าอย่างมหาศาล หากสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าว่าไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกยางพาราไปยังกลุ่มผู้ผลิตล้อรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกแล้ว ยังส่งผลดีต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีโอกาสได้รับราคายางพาราเพิ่มขึ้นถึง 2.5 บาทต่อกิโลกรัม อีกด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยีเป็นไปอย่างคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด ที่ประชุมได้มีมติยกระดับโครงสร้างการทำงานด้วยการปรับลดคณะทำงานจากเดิม 8 ชุด ให้เหลือเพียง 2 คณะทำงานหลัก ได้แก่ 1) คณะทำงานบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านการเกษตร และ 2) คณะทำงานบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเร่งพัฒนาระบบ Cloud คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกรอย่างเข้มงวด และวางระบบการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ให้ถูกต้องตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการใช้นวัตกรรมดิจิทัลสร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

“สึหศักดิ์” ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย – จีนในทุกระดับ และเห็นพ้องที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และได้ประกาศจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีว่าด้วยความมั่นคงไทย – จีน แบบ 2+2 ระดับรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมและจะเพิ่มพูนความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-จีน และกลไกความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ เพื่อร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค

อนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมการวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และพิธีการต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ รวมถึงการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีน จำนวน 15 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การป้องกันการหลอกลวงทางการเงิน การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย – จีน  และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาวต่อไป
 

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

'สุรเดช' ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  แนะใช้กลไกท้องถิ่นสำรวจ เหตุใกล้ชิดปชช.-ได้ข้อมูลเร็ว เป็นปัจจุบันมากกว่า
 
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคัดกรองคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เป็นอีกครั้งที่ต้องมีการปรับเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับสิทธิ สวัสดิการ และการช่วยเหลือของรัฐ ก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาในช่วงลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 : 40 ล่าสุดเรื่องโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งพบว่า มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปีนี้ ไปยื่นอุทธรณ์ทวงสิทธิ์ ตัวเลขเมื่อวันที่ 20 ก.ค. มีมากถึง 2.7 ล้านราย เรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เรื่องการถือครองรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทำให้เสียสิทธิดังกล่าวไป ทั้งที่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์บางคันเก่า พัง จอดทิ้งไว้เฉยๆ รวมถึงมีฐานะยากจน หรือกรณีนักศึกษานอกระบบแห่กันลาออก เพราะกลัวว่า จะไม่ได้รับสิทธิ  ซึ่งรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหา โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ 

‘ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่เรื่องการพิสูจน์สิทธิ หรือที่บางคนเรียกว่า พิสูจน์ความจน ความแม่นยำ และความครอบคลุมของระบบคัดกรอง การใช้เกณฑ์รายได้ สินทรัพย์ หรือเงื่อนไขการใช้สิทธิทางภาษีเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว มักเกิดปัญหาตกหล่นแทบทุกรอบ รวมถึงปัญหาคนจนจริงๆไม่ได้ แต่คนได้จนไม่จริง และแม้เราจะพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความสะดวก แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีช่องว่างสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอยู่ดี และทำให้การช่วยเหลือของรัฐไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง’

นายสุรเดช กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หรือเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ตนจึงอยากเสนอแนะรัฐบาลให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ รวมถึงปรับปรุงระบบคัดกรอง โดยเปลี่ยนจากการวัดรายได้แบบตายตัว มาเป็นการประเมินความเปราะบางแบบรอบด้าน ให้ความสำคัญกับภาระค่าใช้จ่ายจริง และภาวะพึ่งพิงของแต่ละครัวเรือน 

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลภาครัฐ (Big Data) ร่วมกับสถาบันการเงินและท้องถิ่นให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อลดภาระให้ประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใช้กลไกท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบและรับรองสิทธิ เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่าส่วนกลาง

‘กระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลท้องถิ่นคือ เครื่องมือสำคัญของภาครัฐที่นำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือแม้แต่ อสม. คนเหล่านี้ใกล้ชิดกับชุมชน รู้ข้อมูลแต่ละครัวเรือน อย่างกรณีเรื่องรถยนต์ รถเตอร์ไซค์ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และรายงานข้อมูลเข้ามาเก็บยังภาครัฐได้ เพื่อจะใช้ในโอกาสต่อไป ไม่จำเป็นจะต้องให้ประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์ ทำเอกสารอะไรให้ยุ่งยาก ที่จะเป็นภาระกับประชาชน’ นายสุรเดช ระบุ

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนเห็นว่า รัฐบาลควรยกระดับบทบาทของบัตรสวัสดิการจากการเป็นเพียงเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวมาใช้เครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอาจปรับเงื่อนไขการใช้วงเงินให้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสนับสนุนให้ใช้จ่ายกับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะยาว แทนการไหลเวียนกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

“รองโฆษก ทบ.” เผย”เนติวิทย์” ไม่ต้องกลับมาเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2 

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลัง ศาลพิพากษา จำคุก 6 เดือน นายเนติวิทย์  โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมการเมือง แสดงอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร แต่ไม่เคยต้องโทษมาก่อนให้รอการลงโทษ 1 ปี

กรณีนี้จากการสอบถามจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนทราบว่าจำเลย มีอายุครบ 30 ปี​ ​ ในช่วงการตรวจเลือกทหารปีนี้ ซึ่งตาม พ.ร.บ. ​จะถือว่าพ้นช่วงอายุที่จะต้องเข้าเกณฑ์ทหาร​ ​และจะถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2

ทั้งนี้ ด้านคดี​​ความ ยังคงเป็นไปตามที่ศาลได้พิพากษาไว้แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  ศาลสั่งจำคุก เนติวิทย์ 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี คดีหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ เคลื่อนไหวแล้ว หลังโดนคุก 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี หลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

ในหลวง พระราชทานนามพรรณไม้ใหม่ พิมลลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระราชินี กระทรวง​เกษตร​ ฯ​สั่งเร่งขยายพันธุ์แจกจ่ายประชาชน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพันธุ์พืชต้นทรัมเป็ต พันธุ์โกลเด้น อเมทิสต์ ว่า “พิมลลักษณ์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 พร้อมมอบหมายหน่วยงานในสังกัดเร่งเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ​พระราชทานชื่อพันธุ์พืชต้นทรัมเป็ต พันธุ์โกลเด้น อเมทิสต์ (Golden Amethyst) ซึ่งเป็นพรรณไม้สายพันธุ์ใหม่ว่า “พิมลลักษณ์” (อ่านว่า พิ-มน-ลัก) มีความหมายอันเป็นมงคลว่า “ลักษณะที่งามบริสุทธิ์” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับแจ้งมิติมงคลดังกล่าวจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

สำหรับพรรณไม้สายพันธุ์ใหม่นี้ ค้นพบโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะของดอกที่แปรผันแตกต่างจากสายพันธุ์เดิมอย่างเด่นชัด โดยกรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์พืชเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 และคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชได้เห็นชอบให้ประกาศกำหนดพืชสกุลทรัมเป็ตดังกล่าว เป็นชนิดพืชพันธุ์ใหม่ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งการค้นพบครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญทางพฤกษศาสตร์ที่สะท้อนถึงศักยภาพการวิจัยและความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ในประเทศไทย

นายสุริยะกล่าวว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคน ต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลและทรงคุณค่าแก่ต้นทรัมเป็ตสายพันธุ์ใหม่นี้

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เร่งจัดทำมาตรการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปลูก และขยายพันธุ์ต้น “พิมลลักษณ์” อย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมแจกจ่ายกล้าไม้พรรณใหม่นี้ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปนำไปปลูก เพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมกันอนุรักษ์พรรณไม้พระราชทานให้แพร่หลายไปทั่วประเทศสืบไป

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พลิกวิกฤตภัยแล้งที่บ้านแปดหลัง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

จากพื้นที่การเกษตรที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ต้องพึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียวจนไม่สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับผลผลิตเสียหายจากฝนทิ้งช่วง ดินทรายที่ร้อนจัดทำให้พืชหัวเน่าเสีย และรายได้ไม่แน่นอน แต่วันนี้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลังได้รับการสนับสนุนแหล่งน้ำจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำให้สามารถมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นแหล่งผลิตพืชมูลค่าสูงที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

นางสุพิน ทองชมพูนุช ประธานกลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำบาดาล บ้านแปดหลัง หมู่ที่ 11 เล่าว่า หลังได้รับน้ำบาดาลจากโครงการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชไร่แบบเดิมมาสู่การเพาะเห็ด ปลูกมันหวานญี่ปุ่น และปลูกผักหมุนเวียน โดยเฉพาะการปลูกผักกาดสลับกับมันหวานญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการสะสมของศัตรูพืชตามธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมีแล้ว ยังทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เพราะผักกาดใช้เวลาปลูกเพียง 40 วัน ขณะที่มันหวานใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ส่งผลให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา

นางพัลลภา จิวประสาท เลขานุการและสมาชิกกลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำบาดาล บ้านแปดหลัง หมู่ที่ 11 กล่าวว่าปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำบาดาลมีสมาชิก 11 ราย ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วยการติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้น้ำทุกแปลง เพื่อควบคุมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมจัดเก็บค่าใช้น้ำหน่วยละ 2 บาท และค่าบำรุงรักษาเดือนละ 5 บาท เพื่อนำมาใช้ดูแลและซ่อมบำรุงระบบน้ำบาดาลให้สามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืน ผลจากการมีแหล่งน้ำที่มั่นคง ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้โดยไม่ต้องรอฤดูกาลหรือกังวลกับฝนทิ้งช่วง โดยกลุ่มยังสามารถสร้างผลผลิตจากการปลูกมันหวานญี่ปุ่นพันธุ์ซิลค์สวีทที่มีคุณภาพสูง ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี มีผลผลิตประมาณ 6 ตันต่อรอบ และมีภาคเอกชนรับซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในอนาคตกลุ่มเกษตรกรยังเตรียมต่อยอดสู่การปลูกหัวไชเท้าและพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

เกษตรกรต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้ำบาดาลไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่” เพราะเมื่อมีน้ำเพียงพอก็สามารถปลูกพืชได้ทุกฤดูกาล มีรายได้เลี้ยงครอบครัว สร้างงานให้คนในชุมชน และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจ สะท้อนบทบาทของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

GOOD GOODS x UMBRO Thailand ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก

GOOD GOODS x UMBRO Thailand  ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก

GOOD GOODS x UMBRO Thailand ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่แฟชั่นสปอร์ตระดับโลก

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

เมื่อแบรนด์ระดับโลกเติบโตไปพร้อมกับคุณค่าจากชุมชนไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ GOOD GOODS x UMBRO Thailand Special Collaboration Collection คอลเลกชันพิเศษที่ถ่ายทอดแนวคิด “Global Meets Local” ผ่านการผสานดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของ UMBRO แบรนด์กีฬาระดับโลก เข้ากับภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยจากชุมชนท้องถิ่น สร้างสรรค์เป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนทั้งมาตรฐานการออกแบบระดับสากลและเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทย พร้อมวางจำหน่าย เฉพาะในประเทศไทย โดย UMBRO ในประเทศไทย ที่บริหารภายใต้การดำเนินงานของ Supersports

GOOD GOODS แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยภายใต้ บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมกับ UMBRO Thailand ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านการต่อยอดองค์ความรู้และใช้วัสดุของชุมชนไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะทุกการสนับสนุนไม่ได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าของคอลเลกชันสุดพิเศษ แต่ยังเป็นการร่วมกระจายรายได้ สร้างโอกาส และสนับสนุนการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือการทำงานร่วมกับ 2 วิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดสกลนคร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก และวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง ซึ่งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่สินค้าแฟชั่นที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

โดยที่ เสื้อผ้าและหมวก ในคอลเลกชันได้รับการตกแต่งด้วยผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมครามสีธรรมชาติจาก วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จังหวัดสกลนคร ซึ่งสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าและการย้อมครามจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับดีไซน์สปอร์ตของ UMBRO เกิดเป็นรายละเอียดที่สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยในรูปแบบที่ทันสมัย

ขณะที่ กระเป๋า ในคอลเลกชันผลิตจากเสื่อกกสานมือของ วิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง จังหวัดสกลนคร ที่ต่อยอดภูมิปัญญาการสานเสื่อกกพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และการใช้งาน พร้อมช่วยสร้างรายได้และสนับสนุนการสืบสานงานหัตถกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง

GOOD GOODS x UMBRO Special Collaboration Collection จึงเป็นมากกว่าการร่วมออกแบบสินค้าระหว่างสองแบรนด์ แต่เป็นการเชื่อมโยงมาตรฐานการออกแบบระดับโลกเข้ากับคุณค่าของงานคราฟต์ไทย เปิดโอกาสให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นก้าวสู่สายตาผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนทั้งคุณภาพ ดีไซน์ และเรื่องราวของชุมชนไทยในทุกชิ้นงาน

ร่วมสัมผัส GOOD GOODS x UMBRO Special Collaboration Collection ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เฉพาะในประเทศไทย โดยวางจำหน่ายที่ร้าน GOOD GOODS เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Hug Thai, จริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่, เซ็นทรัลพาร์ค ชั้น LG , เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ชั้น 2 โซน Skywalk  และ SUPERSPORTS เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, แฟชั่นไอส์แลนด์, เซ็นทรัล พัทยา, เซ็นทรัล ขอนแก่น, เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบ 193 ทุนการศึกษา แก่บุตร-ธิดาหทารผ่านศึก

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ  มอบ 193 ทุนการศึกษา แก่บุตร-ธิดาหทารผ่านศึก

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบ 193 ทุนการศึกษา แก่บุตร-ธิดาหทารผ่านศึก

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก  ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่  มูลนิธิสายใจไทย  และมอบทุนการศึกษาประจำปีให้แก่  บุตร-ธิดา ทหารผ่านศึก ที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และมอบทุนนักเรียนเตรียมทหาร  นักเรียนโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  จำนวน  193  ทุน  รวมที่เป็นเงินทั้งสิ้น 1,727,000 บาท จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569

ในการนี้มี คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย  คุณหญิงทรงสมร คชเสนี  กรรมการจัดการและเหรัญญิก นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ พลเอกกานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และ จิตตานันท์ นิกรยานนท์ นายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ร่วมมอบทุนการศึกษา