ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ประสบความสำเร็จจัดการแสดง”Korean Sound”ฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:06 น.

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทยได้จัดการแสดง “Korean Sound” โดยวงดุริยางค์แห่งชาติเกาหลี ณ ห้องอเนกประสงค์ของศูนย์วัฒนธรรมฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 18.00 น. การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘2026 Touring K-Arts’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และมูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (KOFICE) โดยมีศิลปินรุ่นใหม่สังกัดในโครงการพัฒนายุวศิลปิน จากวงดุริยางค์แห่งชาติฯ 11 คน และจากคณะชางกึกละครร้องเพลงแห่งชาติเกาหลี 1 คน มาร่วมแสดงการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิมอันหลากหลาย เช่น คายากึม, คอมุนโก, แทกึม, พีรี, แฮกึม และแทอาแจง

การแสดง “Korean Sound” ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงครั้งแรกเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ (Pre-Opening) หลังจากที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ได้ย้ายที่ทำการไปยังย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายในงานมีบุคคลสำคัญจากทั้งภาครัฐ แวดวงวิชาการ วัฒนธรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่า 160 ท่าน นำโดย ฯพณฯ นายปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กรุงเทพมหานคร ศูนย์วัฒนธรรมตุรกี อินเดีย และฝรั่งเศสประจำประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะนักแสดงได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยบทเพลงที่หลากหลาย ซึ่งครอบคลุมทั้งเพลงชองอัก (Jeongak – ดนตรีราชสำนักดั้งเดิมของเกาหลี) และเพลงแต่งใหม่ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น ‘ยางชองโดดือรี’, ฉาก ‘ชวาอูนาโจล’ หนึ่งในตอนของพันโซรี เรื่องซูกุงกา, ‘ซูรยูฮวาแก’ และ ‘สีสันแห่งกาลเวลา’ นอกจากนี้ ในบทเพลงสุดท้าย ‘Together Arirang’ ได้มีการนำเพลงพื้นบ้านของไทยอย่าง ‘ลาวดวงเดือน’ และเพลงพื้นบ้านของเกาหลีอย่าง ‘อารีรัง’ มาบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิม พร้อมกับการขับร้องพันโซรี ซึ่งถ่ายทอดความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและเกาหลีผ่านเสียงดนตรีได้อย่างลึกซึ้ง

นางซอนจู ลี ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี กล่าวว่า “เราจัดการแสดงครั้งนี้ขึ้นเนื่องจากความมุ่งมั่นและแนวทางของศิลปินรุ่นใหม่ที่พยายามนำเสนอ กุกอัก (Gugak) ซึ่งเป็นรากฐานของดนตรีเกาหลี ให้ผู้ชมทั่วโลกในปัจจุบันสามารถเพลิดเพลินไปด้วยกันได้นั้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย” และยังกล่าวเสริมว่า “เราจะเดินหน้าสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปินเยาวชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีแห่งใหม่นี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะที่คนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศสามารถสื่อสารและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันผ่านวัฒนธรรม”

ทั้งนี้ ศูนย์วัฒนธรรมฯ มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยปัจจุบันได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการ “การประดับตกแต่ง: ประดับความหมายแห่งชีวิต” ซึ่งนำเสนอวัฒนธรรมการประดับตกแต่งของเกาหลีผ่านเครื่องประดับและงานหัตถกรรมดั้งเดิม ณ ห้องวัฒนธรรม ชั้น 1 ตลอดจนการฉายภาพยนตร์เกาหลี หลักสูตรภาษาเกาหลีและอาหารเกาหลี รวมถึงกิจกรรมทัศนศึกษา

Facebook

อาชีวะอุบลฯต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการติดตามประเมินผลรอบ 2 ชูความเป็น’วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 17:25 น.

อาชีวะอุบลฯ ต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามประเมินผล รอบที่ 2 ชูความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยเอกสาคร กิ่งจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี, นายวิโรจน์ สุริยายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มสนับสนุนการตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้ติดตาม ในโอกาสเดินทางมาตรวจราชการ ติดตามประเมินผล ตามนโยบายการตรวจราชการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบที่ 2

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยคณะผู้ตรวจราชการฯ ได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของวิทยาลัยฯ และเยี่ยมชมศูนย์บ่มเพาะธุรกิจภายในสถานศึกษา ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจห้องอาหารทานแก้วบกช, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเบเกอรี่, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจโรงแรมอาชีวะ, ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจร้านกาแฟ Coffee Talk UVC รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานของแต่ละแผนกวิชา เพื่อติดตามและส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพของนักเรียน นักศึกษาอย่างใกล้ชิด

จากนั้น ณ ห้องประชุมศรีพรหมราช ได้มีการจัดพิธีต้อนรับและการประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยผู้เข้าประชุมได้รับชมการแสดงความสามารถของนักเรียน นักศึกษา ด้านทักษะการสื่อสาร และการแสดงศิลปวัฒนธรรม “ฟ้อนไทภูเขา” พร้อมรับชมวีดิทัศน์แนะนำวิทยาลัยฯ และกล่าวต้อนรับพร้อมการรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

โอกาสนี้ นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวชมเชยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมยกย่องความเป็น “วิทยาลัยหัวใจวิชาชีพ” ที่มุ่งมั่นจัดการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

  1. ทักษะแห่งอนาคต: มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการสื่อสารในยุคศตวรรษที่ 21
  2. การยกระดับสมรรถนะ: ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังพลอาชีวศึกษา ทั้งการ Up-skill และ Re-skill
  3. เชื่อมโยงการศึกษา: ขับเคลื่อนการเรียนสะสมหน่วยกิตอาชีวศึกษาร่วมกับวิชาพื้นฐาน ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (OVEC Credit Bank) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสะสมผลการเรียนและเทียบโอนความรู้ระหว่างสายสามัญและสายอาชีพได้อย่างยืดหยุ่น
  4. ความปลอดภัยในสถานศึกษา: ถือปฏิบัติตาม 7 มาตรการสำคัญด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การตรวจราชการและติดตามประเมินผลในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนผลการดำเนินงานของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตลอดจนเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของโลกอาชีพในอนาคต

อาชีวะอุบลอุบลราชธานี

สค. จับมือไทยน้ำทิพย์ ลงนาม MOU ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพสตรีและครอบครัว สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 13:54 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัวระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับคุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสารและความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึก ความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัว พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. แขกผู้เกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นางจตุพร กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การทำงานเพียงลำพังไม่เพียงพออีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างกันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ ทรัพยากร และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ดิฉันมีความเชื่อมั่นว่า บันทึกความเข้าใจในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติจริงที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างยั่งยืน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้คนไทยอย่างเท่าเทียม และขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายนิกร โสมกลาง) ที่ได้มอบนโยบาย สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคนเปลี่ยนจากการให้เป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขในสังคมที่มีคุณภาพ เตรียมพร้อมในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อการพัฒนาสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

นางจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างกรม สค. กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือสำหรับการจัดฝึกอบรมวิชาชีพในศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวมถึงการวางแผนร่วมกันในการต่อยอดเพื่อส่งมอบสิ่งดีดีสู่สังคม โดยมุ่งหวังที่จะร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้กับกลุ่มสตรีและครอบครัว เพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการสนับสนุนทรัพยากร ที่เกี่ยวข้อง นางจตุพร กล่าวต่อไปว่า ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ บริษัทไทย น้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ ผสานกับความพร้อมของเรา จะสามารถสร้าง ความเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่สตรีหรือครอบครัวที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ว่างงาน มีรายได้น้อย หรือประสบปัญหาทางสังคม ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณคณะผู้บริหารและทีมงานของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิไทยน้ำทิพย์ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ขึ้น และขออวยพรให้การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จ บรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ขอบคุณค่ะ

MOUสค.ไทยน้ำทิพย์

CNPC เดินหน้ากิจกรรมปลูกป่าชายเลนในไทย ชูความร่วมมือสีเขียวไทย-จีน ร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:53 น.

บริษัท China National Petroleum Corporation (CNPC) จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ภายใต้โครงการ E-Light Global Green Public Welfare Initiative ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอนุรักษ์มหาสมุทร” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปู จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง พร้อมเป็นอีกหนึ่งเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยและจีน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย China Petroleum Pipeline Engineering Co., Ltd. (CPP) โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ มีผู้แทนจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรีของไทย พนักงานของบริษัทในเครือ CNPC ที่ปฏิบัติงานในประเทศไทย ตัวแทนชุมชนไทย ตลอดจนสื่อมวลชนไทยและจีนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ป่าชายเลนถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศทางทะเลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ชายฝั่ง” และ “ปอดสีเขียวแห่งท้องทะเล” มีบทบาทสำคัญทั้งในการช่วยกรองและฟอกน้ำทะเล ลดแรงลมและคลื่น รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงช่วยกักเก็บคาร์บอน

CNPC จึงนำประเด็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม E-Light เพื่อเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการพัฒนาสีเขียวให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ผ่านการลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนของไทย เพื่อร่วมกันดูแลระบบนิเวศชายฝั่งและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ภายในงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปูได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของป่าชายเลน คุณค่าด้านระบบนิเวศ รวมถึงสาธิตขั้นตอนการปลูกต้นกล้าป่าชายเลน และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน

จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งชาวไทยและชาวจีนได้แบ่งกลุ่มทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การขุดหลุม ปักต้นกล้า กลบดิน อัดดินให้แน่น ไปจนถึงการรดน้ำ โดยทุกคนร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและลงมือทำจริงเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง

กิจกรรมครั้งนี้สามารถปลูกต้นกล้าป่าชายเลนคุณภาพดีได้ รวม 180 ต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งในบริเวณดังกล่าว

ด้านประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และได้สัมผัสถึงความใส่ใจของ CNPC ที่มีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตรง พร้อมระบุว่าการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นถึงการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนของ CNPC

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีเปิด ศูนย์กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม CNPC E-Light (ประเทศไทย) โดยมี คุณ Xu Lan ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ คุณ Shen Zhong รองผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมองค์กรของ CNPC ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด

ศูนย์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีแผนจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงาน การเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรม ตลอดจนกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีจีน เพื่อส่งเสริมความสนใจของเยาวชนในด้านพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมสร้างบุคลากรรุ่นใหม่สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ปลูกต้นไม้หนึ่งต้น ดูแลผืนทะเลหนึ่งผืน เชื่อมโยงหัวใจของสองประเทศ”

ต้นกล้าป่าชายเลนทั้ง 180 ต้นที่หยั่งรากลงบนพื้นที่ชายฝั่งบางปู จึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพไทย-จีน และสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ E-Light ที่มุ่งใช้การพัฒนาสีเขียวเพื่อร่วมกันดูแลโลก

CNPC ระบุว่า ในอนาคตจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้ E-Light เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือ พร้อมทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยในการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ CNPC ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาสีเขียวมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยโครงการด้านการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการพัฒนาชุมชนในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนและวัฒนธรรม

รากของต้นโกงกางที่แผ่ขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนมิตรภาพระหว่างไทยและจีนที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน โดย CNPC มุ่งหวังที่จะเดินหน้าสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติ และการพัฒนาสีเขียวอย่างยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

CNPCปลูกป่าชายเลนฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

‘Awakening Lion–Odes to Heroes’ เปิดม่านวัฒนธรรมหลิงหนานในไทย สานมิตรภาพจีน–ไทยผ่านศิลปะการแสดง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:49 น.

เสียงกลองดังกังวานกึกก้อง พร้อมลีลาสิงโตที่เคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ในงานแถลงข่าวการทัวร์แสดงประจำปี 2569 ในสิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ของสองนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (ปลุกพลังสิงโต) (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (บทเพลงสรรเสริญวีรบุรุษ) (英歌) จากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว (Guangzhou Song and Dance Theatre) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี หยาง เสี่ยวหลง (Yang Xiaolong) ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ผู้แทนนักธุรกิจชาวจีนในประเทศไทย ผู้แทนผู้จัดงานฝ่ายไทยจาก Starfuse และ Two Tigers ตลอดจนหัวหน้าผู้กำกับและออกแบบท่าเต้น รวมถึงตัวแทนนักแสดงจากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว พร้อมด้วยสื่อมวลชนจากจีนและไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติงานแถลงข่าวเปิดฉากอย่างทรงพลังด้วยการแสดง “อิงเกอ” (英歌舞) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ระบำศึกแห่งจีน” เสียงกระทบไม้ของการแสดงอิงเกอดังกึกก้อง ราวกับเดินทางข้ามมหาสมุทร นำสายธารวัฒนธรรมอันสืบทอดยาวนานนับพันปีและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งแห่งหลิงหนานมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว และหัวหน้าผู้กำกับของการแสดงทั้งสองเรื่อง ได้อธิบายถึงแก่นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างลึกซึ้ง โดยนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (醒·狮) มีรากฐานมาจาก ศิลปะเชิดสิงโตกวางตุ้ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีนในปี 2549 และนำเรื่องราวมาจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอังกฤษที่ซานหยวนหลี่ เมืองกว่างโจว ภายใต้แนวคิดหลัก “ปลุกจิตวิญญาณแห่งชาติด้วยสิงโตที่ตื่นขึ้น ปลุกพลังใจด้วยเสียงกลอง” ผลงานดังกล่าวเคยคว้ารางวัล Lotus Award (荷花奖) สาขานาฏศิลป์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของวงการนาฏศิลป์จีน และ Wenhua Award (文华剧目奖) รางวัลสูงสุดจากรัฐบาลจีนด้านศิลปะการแสดงบนเวทีระดับมืออาชีพ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “นาฏศิลป์แห่งชนชาติที่ปลุกพลังได้อย่างเร้าใจที่สุด”

ขณะที่นาฏศิลป์เรื่อง “Odes to Heroes” (英歌) ซึ่งเป็นผลงานคุณภาพที่ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนศิลปะแห่งชาติจีน (China National Arts Fund) ประจำปี 2568 ได้เจาะลึกวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในแต้จิ๋ว–ซัวเถา โดยใช้ไม้ตีอิงเกอเป็นสื่อเชื่อมโยงความรัก ความผูกพัน และความคิดถึงบ้านที่ข้ามผ่านมหาสมุทร พร้อมนำองค์ประกอบของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลากหลายแขนงมาถ่ายทอดบนเวที ไม่ว่าจะเป็น จดหมายและเอกสารจากชาวจีนโพ้นทะเล (侨批) งานปักแต้จิ๋ว และศิลปะประดับกระเบื้องเคลือบ

ผลงานทั้งสองเรื่องสะท้อนแนวคิด “สร้างความแข็งแกร่งให้คณะด้วยผลงานการแสดง” ที่คณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจวยึดถือมาตลอด 61 ปี ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงการนำวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมมาต่อยอดและสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่การทัวร์ครั้งนี้ยังมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริม การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างอารยธรรม ในยุคปัจจุบันอีกด้วย

ในช่วงการพูดคุยกับนักแสดงนำ ผู้จัดงานและนักแสดงได้ร่วมแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเนื้อเรื่องใน “Odes to Heroes” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของชาวแต้จิ๋ว–ซัวเถาที่เดินทาง “ลงสู่ทะเลใต้” (下南洋) เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ จดหมายจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางข้ามมหาสมุทร และความคิดถึงบ้านเกิดของผู้ที่ยังคงผูกพันกับแผ่นดินมาตุภูมิ ล้วนสะท้อนความทรงจำร่วมที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋วหลายล้านคน

Devin โปรดิวเซอร์จาก Starfuse ผู้จัดงานฝ่ายไทย ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและแผนกลยุทธ์ในการนำการแสดงครั้งนี้มาจัดที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่าจะใช้ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ (Muangthai Rachadalai Theatre) เป็นเวทีหลัก พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์อย่างรอบด้านสู่ผู้ชมชาวไทย เพื่อให้การแสดงพิเศษทั้ง 6 รอบ ได้รับการนำเสนอด้วยมาตรฐานและคุณภาพสูงสุด

ช่วงสำคัญของงานมุ่งเน้นไปที่ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองทางระหว่างจีนและไทย โดยในพิธีเปิดตัว หยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ และตัวแทนผู้จัดงาน ได้ร่วมกันประกอบพิธี แต้มตาเบิกเนตรสิงโตมงคล

“แต้มแรกที่หน้าผาก ให้ดาวแห่งโชคลาภส่องสว่าง แต้มที่สองที่ดวงตา ให้จิตใจแจ่มใสและเปี่ยมพลัง” เมื่อพิธีแต้มตาเสร็จสมบูรณ์ สิงโตมงคลได้ออกมาร่ายรำ สื่อความหมายถึง มิตรภาพระหว่างจีนและไทยที่ยั่งยืนสืบไป

จากนั้นบนเวทีได้นำเสนอการแสดง “กิเลน–สิงโต สองสัตว์มงคลเคียงคู่” (麟狮双璧) โดยสิงโตขาว–ทอง ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณอันไม่ยอมแพ้แห่งวัฒนธรรมกวางตุ้ง ร่วมแสดงกับ กิเลน สัตว์มงคลที่เป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม ความเมตตา และความสงบสุข

ตามข้อมูลทางวัฒนธรรมระบุว่า วัฒนธรรมกิเลนได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ โดยในภาษาไทยเรียกว่า “กิเลน” (Ghilen) และปรากฏในคติความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์หิมพานต์ การที่สัตว์มงคลทั้งสองมาปรากฏบนเวทีเดียวกันในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งนาฏศิลป์ทั้งสองเรื่อง แต่ยังเป็น บทสนทนาอันมีชีวิตชีวาระหว่างวัฒนธรรมมงคลของจีนและไทยที่มีสายสัมพันธ์ร่วมกัน

ในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว ผู้จัดงานได้ประกาศกำหนดการแสดงอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย “Awakening Lion” (醒·狮) จะเปิดการแสดงในวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ กรุงเทพฯ และ “Odes to Heroes” (英歌) จะขึ้นแสดงต่อเนื่องในวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569

ในฐานะกิจกรรมสำคัญของ “2026 Guangzhou Culture Week” นาฏศิลป์ทั้งสองเรื่องได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชมในประเทศจีนมาแล้ว ด้วยการนำศิลปะการต่อสู้สายใต้ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านกวางตุ้ง และเทคโนโลยีเวทีสมัยใหม่มาผสมผสานกันอย่างสร้างสรรค์ จนได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมว่าเป็นผลงานทางวัฒนธรรมที่สามารถ “ปลุกสายเลือดและจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้น”

การเดินทางมาเปิดการแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ จะใช้ “นาฏศิลป์” เป็นสื่อกลาง เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยและพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนได้สัมผัสถึงความผูกพันทางจิตใจและมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกัน ผ่านมหกรรมศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่า

“จีน–ไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน สายธารวัฒนธรรมเชื่อมโยงกันแม้อยู่ห่างไกลนับหมื่นลี้” เมื่อการแถลงข่าวสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ บทใหม่ของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมนัดหมายผู้ชมอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วง เดือนตุลาคมนี้ ณ โรงละครใจกลางกรุงเทพฯ

ข้อมูลการจำหน่ายบัตร (เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการแล้ว) สำหรับนาฏศิลป์ “Awakening Lion” (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (英歌) สามารถสแกน QR Code เพื่อซื้อบัตรราคา: 5,000 / 4,000 / 3,000 / 2,000 / 1,500 บาท

ช่องทางจำหน่ายบัตร: สามารถเลือกที่นั่งและซื้อบัตรออนไลน์ผ่าน Thai Ticket Major หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ บัตรสำหรับหมู่คณะ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-207-7077

หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้เป็นเวอร์ชันอย่างเป็นทางการสำหรับการทัวร์ต่างประเทศ โดยการแสดงที่กรุงเทพฯ ทั้ง 6 รอบมีจำนวนที่นั่งจำกัด จึงแนะนำให้ผู้ชมสำรองบัตรล่วงหน้าเพื่อเลือกที่นั่งที่ต้องการ

Awakening Lion–Odes to Heroesมิตรภาพจีน–ไทยวัฒนธรรมหลิงหนาน

ฮิตต่อเนื่อง BE aLife : Move Out Loud สัปดาห์ที่ 2 คึกคัก เปิดพลังคนทุกวัย เพิ่มรุ่นอายุ 50+

21 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น.

BE-aLife-Move-Out-Loud

ฮิตต่อเนื่อง “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) สัปดาห์ที่ 2 คึกคัก เปิดพลังคนทุกวัย เพิ่มรุ่นอายุ 50+

กระแสแรงไม่มีตก! “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เดินหน้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สุดคึกคัก คนรักสุขภาพแห่เข้าร่วมงานคับคั่ง เพิ่มรุ่นอายุ 50 ปี ขึ้นไป ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 เปิดพลังคนรุ่นใหม่ร่วมออกกำลังกายทุกรุ่นทุกวัย รับเทรนด์สุดร้อนแรง

กิจกรรม “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เดินหน้าสร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 2 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค)

แคมเปญ “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) มีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง รวม 4 สัปดาห์ จากสัปดาห์แรก มาจนถึง สัปดาห์ที่ 2 ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง จากนักกีฬาเข้าแข่งขันกว่า 1,000 คนตลอดทั้งแคมเปญ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและเต็มไปด้วยพลังของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ภายใต้คอนเซปต์ “ไม่ต้องเป็นยอดมนุษย์ก็ร่วมสนุกได้”

สำหรับการแข่งขันในสัปดาห์แรก แบ่งเป็นรุ่นอายุ 16-29 ปี และ รุ่นอายุ 30-49 ปี แต่ในสัปดาห์ที่ 2 ได้เพิ่มรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รักสุขภาพทุกช่วงวัยได้ออกมาขยับร่างกาย ท้าทายขีดจำกัด และพิสูจน์ให้เห็นว่าอายุไม่ใช่อุปสรรคของการออกกำลังกาย โดยรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไปจะเปิดแข่งขันต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกและพลังจากผู้เข้าแข่งขันหลากหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานออฟฟิศ กลุ่มเพื่อน ผู้ที่เริ่มต้นดูแลสุขภาพ และนักกีฬาที่ต้องการทดสอบสมรรถภาพของตัวเอง พร้อมเสียงเชียร์และกำลังใจจากผู้ร่วมงานที่ช่วยสร้างสีสันตลอดการแข่งขัน

ความท้าทายแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ “The RUN” (เดอะ รัน) การวิ่งบน Skytrack (สกายแทร็ก) ลู่วิ่งลอยฟ้าระยะทาง 540 เมตรต่อรอบ และ “The FIT CHALLENGE” (เดอะ ฟิต ชาเลนจ์) ซึ่งประกอบด้วย 5 ฐานทดสอบสมรรถภาพ ได้แก่ SkiErg (สกีเอิร์ก), Rowing (โรว์อิ่ง), Kettlebell Swing (เคทเทิลเบล สวิง), Sandbag Lunges (แซนด์แบ็ก ลันจ์) และ Dumbbell Thruster (ดัมเบล ทรัสเตอร์)

ผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งสลับกับการทำภารกิจในแต่ละฐานจนครบ 5 รอบ รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด 2.7 กิโลเมตร ก่อนตัดสินผู้ชนะจากคะแนนรวม

โดยเปิดรับการแข่งขันทั้งประเภทเดี่ยวและประเภททีม 2 คน ครอบคลุมทีมชาย ทีมหญิง ทีมผสม และทีม LGBTQ+ (แอลจีบีทีคิวพลัส) สะท้อนการเป็นสนามแข่งขันที่เปิดกว้างและต้อนรับทุกความหลากหลาย

ดร.จิระพงศ์ พิพัฒนภิวงศ์ ประธานผู้อำนวยการ ผู้บริหาร True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) กล่าวว่า “ความตั้งใจหลักของเราคือการทำให้ True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เป็นมากกว่าพื้นที่ทำงาน แต่ต้องเป็นคอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เราจึงต่อยอดแคมเปญ BE aLife : Move Out Loud
(บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เพื่อเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นเสมือน ‘สนามเด็กเล่นของผู้ใหญ่’ ที่ทุกคนสามารถมาสนุกกับการออกกำลังกายในรูปแบบ Sportainment (สปอร์ตเทนเมนท์) ได้อย่างลงตัว”

“ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่เราเตรียมความพร้อมไว้อย่างเต็มที่ ทั้ง Skytrack (สกายแทร็ก) ลู่วิ่งลอยฟ้า ทำให้เราสามารถรองรับการแข่งขันได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้ออกมาเคลื่อนไหว สนุก และท้าทายตัวเองไปด้วยกัน เราพร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกคน เพื่อร่วมสร้างสังคมของคนรักการออกกำลังกายที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

“ในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เพิ่มรุ่นการแข่งขันสำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่า Functional Fitness Racing (ฟังก์ชันนัล ฟิตเนส เรซซิง) ของเราไม่ได้เป็นกิจกรรมที่หักโหมจนเกินกำลัง ขอเพียงมีการฝึกซ้อมและมีความพร้อม ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็สามารถร่วมสนุกและเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจกลับไปได้”

“นอกจากนี้ หลังจากออกกำลังกายกันอย่างเต็มที่แล้ว True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) ยังมีพื้นที่ Glass Pavilion (กลาส พาวิลเลียน) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสวนด้านนอก ชั้น 4 ฝั่ง West (เวสต์) จัดเตรียมไว้เป็นพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ให้ทุกคนได้นั่งผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายหลังจบการแข่งขันอีกด้วย”

“BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) จัดการแข่งขันผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ และยังเหลืออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เตรียมร่วมขยับร่างกาย ทลายทุกขีดจำกัด และสนุกไปกับการเคลื่อนไหวในแบบของตัวเอง เพราะไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรืออยู่ในช่วงวัยใด ทุกคนก็สามารถออกมา “Move Out Loud” (มูฟ เอาต์ ลาวด์) ได้

เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS (บีทีเอส) สถานีปุณณวิถี ทางออก 6 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook (เฟซบุ๊ก) และ Instagram (อินสตาแกรม): @truedigitalparklife

“BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เหลืออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เตรียมพบกับความท้าทายครั้งใหม่ พร้อมปลดปล่อยพลังและส่งเสียงไปด้วยกัน เพราะไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรืออยู่ในช่วงวัยใด ทุกคนก็สามารถออกมา “Move Out Loud” (มูฟ เอาต์ ลาวด์) ได้ในแบบของตัวเอง

BE aLife : Move Out Loud

คุณแหน: 22 สิงหาคม 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 16:16 น.

II ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีไทย ชุด ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 13.30-15.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชมฟรี แต่ขอให้ลงทะเบียนเข้าชมได้ที่ Facebook ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผยไทย

II ดร.การดี เลียวไพโรจน์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามตรงประเด็นแบบชกหมัดตรงเข้าเป้าในเรื่องความไม่ชอบมาพากลของโครงการ TH-AI Passport จนทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมชกได้ตรงประเด็นแบบเด็ดขาดมาก ตอบได้สั้นๆ ว่าเพราะจบปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐฯ และยังเคยเป็นกรรมการผู้จัดการที่ C ASEAN มาก่อน

II พระราชทานเพลิงศพ นายกองเอก กมล อุชุปาละนันท์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และอดีตประธาน กกต. จังหวัดอุดรธานี เพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2501 รุ่นเดียวกับ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ เวลา 12.30 น. วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 และเมื่อคืนวันพุธที่ 19 สิงหาคม อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน ไปฟังสวดพระอภิธรรมศพของเพื่อนรายนี้ สิ่งที่อดีตนายกฯ ทำให้เพื่อนคือวาดรูปลายเส้นรูปเพื่อนผู้ล่วงลับ

II กองโบราณคดี กรมศิลปากร ขอเชิญเข้านมัสการและชมความงามของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า ตั้งแต่บัดนี้ถึง 20 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่หากจะไปในช่วงที่มีผู้บรรยายนำชม ต้องไปรอบเวลา 13.00 และ 15.00 น. เท่านั้น

II ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้เข้าชมวังบางขุนพรหม ประจำปี 2569 แล้ว โดยรับ 60 คนต่อรอบเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 2 รอบ คือเวลา 10.30 และ 14.30 น. จองคิวได้ที่ https://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing/Register/BangKhunphromPalace

กมลอุชุปาละนันท์กรมศิลปากรกองโบราณคดีการดีเลียวไพโรจน์ชวนหลีกภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วังบางขุนพรหมวัดบวรสถานสุทธาวาสวัดพระแก้ววังหน้าศุภสวัสดิ์ชัชวาลเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

K Line เปิดเส้นทางเดินเรือตรง ‘ระนอง–จิตตะกอง’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

บริษัท FK Line International Group Co., Ltd. ได้จัดพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้งตัวแทนสายเรือ ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย โดยมีการลงนาม 2 สัญญาหลัก ได้แก่ สัญญาแต่งตั้งตัวแทนประจำท่าเรือ (Port Agent) ระหว่าง FK Line และ Bengal Oceanic Company Limited เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการจองช่วงเวลาเข้าเทียบท่า (Berthing Slot)  ตลอดจนประสานงานกับท่าเรือจิตตะกองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขาย (Sales Agent) กับ Swift Sea Shipping Line Company Limited เพื่อให้เป็นตัวแทนด้านการขาย การตลาด และการให้บริการแก่ลูกค้าในบังกลาเทศ

ทั้งนี้ มีผู้ลงนามในสัญญาประกอบด้วย นายแพทย์ประจักษ์ศิลป์ แพทยานนท์ ประธานบริษัท FK Line International Group, Md. Shakhawat Hossen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Swift Sea Shipping Lines, Mr. Arif Rahman กรรมการผู้จัดการบริษัท Bengal Oceanic และมี  H.E. Mr. Andalib Elias ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย ให้เกียรติร่วมงานและกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้บริหารของทั้งสามบริษัท       

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อใช้บริการ FK Line International Group Co., Ltd. Website: http://www.fkline.co.th E-mail: commercial@fkline.co.th  โทร. +66 63 229 7915, +66 82 804 1771

K Lineจิตตะกองระนอง

ดึงหน้าที่ไหนดี? เจาะเหตุผลทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่เลือก BLS Surgery Center

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน ร่องแก้มลึก รวมถึงผิวบริเวณลำคอที่เริ่มหย่อน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวัย แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยียกกระชับหน้าและหัตถการความงามให้เลือกหลากหลาย แต่สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก การผ่าตัด Facelift หรือศัลยกรรมดึงหน้า รวมถึง Necklift หรือดึงคอ ยังคงเป็นทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด

แต่คำถามสำคัญที่ตามมา คือ ดึงหน้าที่ไหนดี?” และ หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง?”

โดยเฉพาะคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังวางแพลนการผ่าตัดดึงหน้า อาจไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องราคา หรือผลลัพธ์หลังทำเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความชำนาญของแพทย์ ความปลอดภัย เทคนิคการผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด และความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์มากขึ้น

หนึ่งในศูนย์ศัลยกรรมที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก คือ BLS Surgery Center บีแอลเอส เซอร์เจอรี เซ็นเตอร์ ที่วางแนวทางการรักษาโดยเน้นการศัลยกรรมย้อนวัย ภายใต้มาตรฐานการดูแลของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) และมีรางวัลด้านศัลยกรรมยกกระชับย้อนวัย Facelift จากเวทีในประเทศและระดับเอเชียแปซิฟิก

ทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่ เลือก BLS Surgery Center?

สำหรับคนไข้ที่อยู่ในวัย 40 – 60 ปีขึ้นไป การเลือกสถานที่สำหรับผ่าตัดดึงหน้า มักไม่ใช่การมองหาเพียง “หมอที่ทำให้หน้าตึง” แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า ย้อนวัยให้ดูสดใสขึ้น แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ “ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น” ซึ่ง BLS Surgery Center ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการดูแลภายใต้มาตรฐานในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ประเมินโดย ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

ใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้าง กระดูก ไขมัน กล้ามเนื้อ และระดับความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน การเลือกเทคนิคการผ่าตัด จึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกับทุกเคส นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS)  ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางและผู้ก่อตั้ง BLS Surgery Center ร่วมด้วย พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS) ให้ความสำคัญกับการประเมินใบหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละคน ช่วยให้คนไข้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

  • วัยผู้ใหญ่ต้องการ ดูเด็กลงและสดใสขึ้น

หนึ่งในความกังวลของคนที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้า คือ กังวลว่าใบหน้าจะตึงจนดูผิดธรรมชาติ BLS Surgery Center จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเดิมของใบหน้า ไม่เน้นการดึงผิวเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความหย่อนคล้อยในแต่ละชั้นของเนื้อเยื่อและสัดส่วนโดยรวม เพื่อให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละคน ด้วยเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นการยกกระชับในผิวชั้นลึก ไม่ใช่การผ่าตัดดึงผิวหนังด้านนอกแบบเทคนิคดึงหน้าทั่วไป จึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูอ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ สีหน้าไม่แข็งตึง ตอบโจทย์คนไข้วัยผู้ใหญ่ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า และลดความหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องการให้คนรอบข้างรู้สึกว่าใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

  • ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัย

สำหรับการผ่าตัดใหญ่ ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คนไข้วัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ BLS Surgery Center ทำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง และวิสัญญีแพทย์ดูแลระหว่างการดมยาสลบแบบ 1:1 พร้อมบุคลากรและทีมงานคอยดูแลใกล้ชิด ตั้งแต่การประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด การวางแผน การผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามอาการหลังผ่าตัด เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

  • แผลผ่าตัด” เป็นอีกเรื่องที่คนวัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ

นอกจากผลลัพธ์ของการยกกระชับหน้า ตำแหน่งและลักษณะของแผล ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนไข้ถามถึงก่อนทำ BLS Surgery Center ให้ความสำคัญกับการซ่อนรอยแผลอย่างแนบเนียน โดยวางตำแหน่งชิดแนวไรผมและกรอบใบหู โดยออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงมีโปรแกรมการดูแลแผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมื่อแผลหายดีและสีแผลจางลงจนเป็นสีเดียวกับสีผิวของคนไข้แล้ว จะไม่สามารถสังเกตเห็นรอยแผลได้อีกเลย เพราะสำหรับคนไข้วัยผู้ใหญ่ การทำ Facelift ไม่ได้จบเพียงวันที่ออกจากห้องผ่าตัด แต่ยังรวมถึงการดูแลและติดตามผลในระยะยาวอีกด้วย

  • ไม่เพียง ใบหน้า” แต่พิจารณาความเป็นธรรมชาติโดยรวม

ในคนไข้บางราย ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณแก้มหรือกรอบหน้า แต่อาจมีความหย่อนคล้อยบริเวณคอ หรือมีปัญหาคิ้วตกร่วมด้วย แพทย์จึงอาจมีการพิจารณาดึงหน้าดึงคอ (Facelift & Necklift)  ร่วมกับเทคนิคอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์ BLS Surgery Center มีความชำนาญด้านการส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Facelift) และส่องกล้องยกคิ้ว (Endo-Brow Lift หรือ Endoscopic Brow Lift) ด้วย Endotine ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก ตาตก ตาเศร้า ตาดุ หน้าผากมีริ้วรอย มีร่องขมวดคิ้ว หรือใบหน้าส่วนบนดูเหนื่อยล้า โดยสามารถวางแผนร่วมกับการดึงหน้าในบางกรณีได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

รางวัลระดับสากล สะท้อนมาตรฐานด้านศัลยกรรมย้อนวัย

อีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ คือ การได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับสากล BLS Surgery Center ได้รับรางวัล Facelifting Clinic of The Year จากเวที GlobalHealth Asia Pacific Awards ณ ประเทศสิงคโปร์ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมดึงหน้า โดยได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Master Entrepreneur Award จาก ASIA PACIFIC ENTERPRISE AWARDS (APEA) ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารองค์กรและการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและจริยธรรม รวมถึงรางวัล The Best of Facelift & Endoscopic Brow Lift จากงาน The Best of Daily Beauty by Dailynews ต่อเนื่อง 2 ปี และ Gold Award Presented by Endotine Genuine Product Guaranteed From USA ในด้านหัตถการส่องกล้องย้อนวัย Endotine

รางวัลเหล่านี้ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้คนไข้ที่กำลังมองหาว่าควร “ดึงหน้าที่ไหนดี” หรือ “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ดึงหน้าที่ไหนดี” อาจไม่มีคำตอบเดียว แต่ควรเริ่มจากมาตรฐานที่ตรวจสอบได้

การตัดสินใจดึงหน้า เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ดังนั้น หากถามว่าดึงหน้าที่ไหนดี สิ่งที่ควรใช้พิจารณาไม่ใช่เพียงชื่อเสียงหรือภาพ Before-After แต่ควรดูตั้งแต่คุณวุฒิและความชำนาญของศัลยแพทย์ การประเมินเฉพาะบุคคล มาตรฐานห้องผ่าตัด การดูแลโดยวิสัญญีแพทย์ เทคนิคการซ่อนแผล การดูแลหลังผ่าตัด รวมถึงผลงานและการได้รับการยอมรับจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ

ด้วยแนวทางดังกล่าว BLS Surgery Center จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังมองหาการยกกระชับใบหน้าและศัลยกรรมย้อนวัย โดยมีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง นำโดย นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS) พร้อมทีมแพทย์ พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS)

สำหรับผู้ที่กำลังหาคำตอบว่า “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” คำตอบที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกแพทย์จากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเลือกทีมแพทย์และสถานพยาบาลที่สามารถประเมินปัญหา วางแผนการรักษา ออกแบบผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดออกมาดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

BLS Surgery Center

โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธาน ในพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยเมื่อเวลา 08.00 น.  เริ่มพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  ในรัชกาลที่ 7 ต่อด้วยเวลา 09.09 น. เริ่มพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นครูผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน ประจำปี 2569   เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ฤกษ์งามยามดี เนื่องในโอกาสที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ได้เฉลิมฉลองครบรอบการเปิดดำเนินการมาถึง 93 ปี นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ขึ้น โดยมี ผู้สนับสนุน แขกผู้มีเกียรติ อัศวิน – ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, ชัยวัฒน์ บุญชวลิต, สุรพล เศวตเศรนี, กิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา  , นาริน อุทัยวรรณ์, พนมมาศ ศรีวิหค, สมเกียรติ ภูมิภักดิ์, วิภาดา ดวงรัตน์, ชัยโรจน์ เชิดตระกูลยิ่ง, กฤษณา ภักดีเทวา, รติวรรณกัลยาณมิตร, ณรงค์ แสงบุศย์, ชุมพล วาราชนนท์, ทัศนียาพร ดวงแก้ว, พัฒนพงค์ หนูพันธ์บริพันธ์ ชัยภูมิ, ปัทมนิธิ เสนาณรงค์ ฯลฯ

ศิลปินแห่งชาติ ครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์และดนตรี นักร้องและนักแสดงในวงการบันเทิงและวงการนาฏศิลป์ไทย นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมพิธีไหว้ครูและครอบครูอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ ศิลปินแห่งชาติ วิรัช อยู่ถาวร, วินัย พันธุรักษ์, นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ, วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์, รัจนา พวงประยงค์ ศิลปิน นักร้อง นักแสดงในวงการบันเทิง อาทิ พงษ์พัฒน์ – ธัญญา วชิรบรรจง, มาตรา ไพรหิรัญ, อรนภา กฤษฎี, โอ อนุชิต,  นติพงษ์ – รุ่งฤดี ห่อนาค, อุมาพร บัวพึ่ง, ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล, สุทธิพงษ์ วัฒนจัง, สปาย ภาสกรณ์,  ธัช กิตติธัช, เมจิ ภัทรานิษฐ์, แบ็งค์ เฉลิมรัฐ, เข้ม ศุภกิจ กะธิ กตธิป, โก๊ะตุลย์ พันธนนท์,  โบ๊ท ปรัชญา  พงษ์ศักดิ์ สวนศรี  ซาย ภิสา สวนศรี  ต้อม นิรันดร์ ฯลฯ ร่วมด้วยนักแสดงจากช่อง Mono 29

พร้อมด้วยคณะนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง และนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้แก่ นิทรรศรัตนโกสินทร์, โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม), โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี, สานศิลป์สตูดิโอ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, สถาบันสอนศิลปะการแสดง
School Tap ฯลฯ

สำหรับ พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ศิษยานุศิษย์แสดงความเคารพบูชาและน้อมระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงบูรพาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และได้มอบสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดให้แก่ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ตามปรารถนา อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ

ปัจจุบันโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีการจัดการแสดงโขน “ชุดหนุมาน” ซึ่งเป็นการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มีโอกาสได้ชื่นชมและสัมผัสความวิจิตรงดงามของ “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยมีหนุมานเป็นตัวละครเอกนำเข้าสู่เรื่องราวของรามเกียรติ์ ผ่านการแสดงความยาวรอบละ 25 นาที กำกับการแสดงโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง  เปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ วันละ 3 รอบการแสดง รอบ 13.00 น. รอบ 14.30 น. และรอบ 16.00 น. คนไทยบัตรราคา 100 บาท  (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ชมฟรี!) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บัตรราคา 400 บาท

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง บัตรราคา 500 บาท ณ จุดจำหน่ายบัตรพระบรมมหาราชวัง  และ www.royalgrandpalace.th สามารถนำบัตรมาเข้าชมการแสดง โขนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เพจ Facebook : Sala Chalermkrung – ศาลาเฉลิมกรุง โทรศัพท์. 0-2224-4499