‘เสรีพิศุทธ์’ โผล่ศาลบุรีรัมย์ สู้ที่ดินเขากระโดง แนะ ‘เนวิน’ ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี ลั่นสู้ไปยังไงก็ไม่ชนะ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

เสรีพิศุทธ์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เดินทางมาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จากกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่ดินเขากระโดง โดยใช้เวลาไต่สวนนานกว่า 3 ชม. แนะ ‘เนวิน’ ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี จะดื้อรั้นไปทำไม ขึ้นศาลยังไงก็แพ้ เผยหากยอมคืนแต่ตอนนี้ ตนก็จะยอมถอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 17 ส.ค.69 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมคณะและทีมทนายความ ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อมาขึ้นศาลไต่สวนในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์

โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ตู้ ยี่ห้อ อัลฟาด สีดำ ทะเบียน ฉพ 777 กรุงเทพมหานคร ขับมาจอดที่หน้าบริเวณหน้าศาลขังหวัดบุรีรัมย์ จากนั้นในเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และคณะได้เดินขึ้นศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งการเดินทางมาศาลของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชน เนื่องจากคดีดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการดำเนินการในวันนี้ เป็นกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของศาล โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องตามที่ได้มีการนัดหมายไว้ ซึ่งการไต่สวนมูลฟ้องเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และยังมิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยภายหลังจากนี้จะต้องรอผลการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ว่าจะมีคำสั่งหรือกำหนดขั้นตอนดำเนินการในคดีต่อไปอย่างไร ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประเด็นแห่งคดีนั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล จึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นหรือการนำเสนอในลักษณะที่อาจกระทบต่อการพิจารณาคดี

เสรีพิศุทธ์

จากนั้นเวลา 12.40 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินลงมาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้สนับสนุน แฟนคลับมาร่วมให้กำลังใจอยู่หน้าบริเวณหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมาก รวมถึงได้มีประชาชน และอดีตข้าราชการ ที่อ้างว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบุรีรัมย์ มายื่นหนังสือข้อร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับหนังสือข้อร้องเรียนดังกล่าวไว้ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงแล้วในวันนี้ตนเองไม่จำเป็นต้องมาศาลหรอก เพราะเป็นเรื่องของศาลกับฝ่ายโจทย์ เพียงแต่ฝ่ายของตนจะต้องตั้งทนายมาซักค้านเท่านั้น แต่ตนมีคามตั้งใจที่จะมาพบตัวนายเนวิน ด้วยตนเอง และอยากจะสอบถามกับตัวของนายเนวินโดยตรง ว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาไปหมดแล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมคืน และยังจะดื้อรั้นไปทำไม เพราะตนเห็นอย่างกรณีคดีที่เกี่ยข้องกับที่ดินแพ้ทุกคดี แม้กระทั่งฝ่ายจำเลยที่ถูกการรถไฟฟ้อง ว่าไปบุกรุกที่ดินของการรถไฟก็ยังแพ้

เสรีพิศุทธ์

กรณีของนายเนวิน มันมีความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ลำรางสาธารณะ คู คลอง มันเห็นตำตา เพราะว่าถ้าเผื่อยังขืนดื้อดันต่อไป รับรองได้ว่า เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ยืนยันว่ายังไงก็ติดคุก แต่ถ้าเผื่อยอมคืนตั้งแต่ตอนนี้ ตนก็อาจจะจบเรื่องลงตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ และขอให้คืนซ่ะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องในลักษณะดังกล่าวมองว่าเป็นการตั้งใจฟ้องเพื่อปิดปากหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า มันแน่อยู่แล้วเพราะต้องการฟ้องไม่ให้ตนเองพูดต่อไป หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนอย่างตนเองผ่าคดีฟ้องหมิ่นประมาทมาเป็นร้อยคดีไม่ต่ำกว่า 300 คดี และไม่เคยแพ้เลยสักคดีเดียว

เสรีพิศุทธ์

ถามต่อว่า ครั้งนี้อยากฝากอะไรถึงคุณเนวิน พล.ตงอ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็อยากจะฝากว่าสู้กับตนในเรื่องนี้ยังไงก็ไม่ชนะตนเองอยู่แล้ว ยอมคืนที่ดินซ่ะดีกว่า เพราะถ้ายอมคืนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเขาเคารพกฎหมาย เราจะไปทำทำไมเพราะว่าที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งเขาอาจจะคิดว่าตนเองมีความโกรธเคืองเขาก็เรื่องของเขาแต่ตนเองไม่คิด เพราะต้องเข้าใจว่าเมื่อปี พ.ศ.2538 ตนเองเคยจับกุมหัวคะแนนของนายเนวิน คดีจ่ายเงินซื้อเสียงตอนนั้นจับกุมได้เงินสด 11 ล้านบาท หัวคะแนนคนนั้นก็ถูกดำเนินคดีให้จำคุก แต่ทางนั้นก็มาฟ้องกลับตน ตนเองก็ฟ้องกลับคืนว่าฟ้องเท็จ ก็โดนศาลสั่งจำคุกอีก ซึ่งเขาเองน่าจะเป็นฝ่ายที่โกรธตนเอง แต่ตนไม่เคยคิดที่จะโกรธเขาเลย

เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์

ที่ดิน, บุรีรัมย์, เขากระโดง, เนวิน ชิดชอบ, เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

สภา กทม.คิกออฟ เปิดประชุม ตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง ปม ส.ก. เสียบบัตรแทนกัน พิจารณาใน 60 วัน ชี้มีมูลหรือไม่

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:35 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 วาระเรื่อง การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)เข้าร่วมประชุม

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวว่าในที่ประชุมว่า ด้วยนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ยื่นเรื่อง ร้องเรียนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 กล่าวหานายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก. เขตยานนาวา(พรรคประชาชน) ว่ากระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 12 ข้อ 14 ข้อ 17 และข้อ 19 โดยระบุถึงเรื่องอันเป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิยื่นเรื่องร้องเรียน พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติกรรมตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว กล่าวคือ การออกเสียงลงคะแนนแทน ส.ก.ท่านอื่น ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 ในการพิจารณาลงมติญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ฉบับที่… พ.ศ. … เสนอโดย นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก และการพิจารณา 3 วาระรวดเดียว ซึ่งเป็นการกล่าวหาถึงการกระทำในขณะที่ นายภัทรศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ส.ก. และเป็นการยื่นร้องเรียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณเกิดขึ้น

ประกอบกับ นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ส.ก. เขตสัมพันธวงศ์ นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก. เขตบางกอกใหญ่ และ นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก. เขตคลองสาน (พรรคประชาธิปัตย์) รวม 4 คน มีหนังสือถึงประธานสภากรุงเทพมหานคร เรื่องขอให้ตรวจสอบกรณีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครผู้อื่น อันอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม เป็นการกล่าวหาในเรื่องเดียวกันกับศรีสุวรรณ จรรยา

สำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบคำร้องเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว เห็นว่าถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการรับเรื่องร้องเรียน การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา วิธีพิจารณา การสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และวิธีพิจารณาสอบสวนของคณะกรรมการจรรยาบรรณสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2560 จึงเสนอเรื่องต่อประธานสภา เพื่อเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ตามข้อ 29 แห่งข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 กรณีมีการร้องเรียนสมาชิกตามข้อ 28 ให้สภาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจำนวน 3 คน จากสมาชิก เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และเสนอความเห็นต่อประธานสภาฯ ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง พิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนตามข้อบังคับนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องจากประธานสภาฯ หากมีความจำเป็นไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการขอขยายเวลาต่อประธานสภาฯได้ไม่เกิน 30 วัน

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงหวิทยา ส.ก. เขตลาดกระบัง (กลุ่ม Better Bangkok) ลุกขึ้นเสนอรายชื่อ โดยกล่าวว่า ภายหลังได้มีการหารือร่วม กับสมาชิกโดยไม่อิงพรรคการเมืองไม่อิงกลุ่มใดๆ มีความเห็นร่วมกันที่จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ 3 คน ซึ่งได้พิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสม ดังนี้ 1. นายสุชัย พงเพียรชอบ(พรรคประชาธิปัตย์) 2. นายวิพุธ ศรีวะอุไร(กลุ่มคนทำงาน) และ นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ (พรรคประชาชน)

“การตรวจสอบครั้งนี้สำคัญต่อความเชื่อมั่นในสภากรุงเทพมหานคร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรรมการทั้ง 3 ท่านยึดหลักธรรมาภิบาลถูกต้องโปร่งใส ประชาชน ที่ติดตามหาคำตอบไม่ได้เร่งการตรวจสอบ แต่สิ่งที่คาดหวังคือความจริง ฉะนั้นคณะกรรมการต้อง พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ทั้งเหตุผลที่สนับสนุนและโต้แย้งขอให้ข้อเท็จจริงเป็นคำตอบสุดท้าย ไม่ใช่กระแสไม่ใช่อคติ เพราะความจริงต้องอยู่ในทุกฝ่าย” ส.ก.สุรจิตต์ กล่าว

จากนั้น นายสมชาย เวสารัชสกุล ส.ก.เขตสายไหม ลุกขึ้นแย้งรายชื่อที่ 3 ว่า ใน 3 รายชื่อมีหนึ่งรายชื่อเป็นผู้ที่อยู่พรรคเดียวกันที่มีปัญหา กลัวจะเป็นข้อครหาต่อสังคม ขอให้ประธานสภาพิจารณา ตัวเองไม่ได้ติดขัด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็หาทางแก้ไขให้ดีที่สุดคือ ต้องมาจากคนที่ไม่ได้อยู่ในกล่มพรรคเดียวกัน ประธานต้องมีความเป็นกลาง ใสสะอาด ไม่ให้มีข้อตำหนิได้ วันนี้ส.ก.บางคนก็ไม่ได้มาประชุมเพราะไม่ทราบ รายชื่อที่เสนอก็เสนอกันผ่าน LINE บางคนก็ไม่ได้อ่าน จึงเสนอให้ไปพิจารณารายชื่อใหม่

จากนั้น ส.ก.หลายคนได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นหลากหลาย ทั้งทักท้วง ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตามรายชื่อดังกล่าวซึ่งมีทั้งฝั่งผู้ถูกร้องและผู้ร้อง และมีการเสนอชื่อส.ก.คนอื่นแทน ทำให้นายวิพุธ ซึ่งเป็น 1 ในผู้ถูกเสนอชื่อลุกขึ้นขอถอนตัว พร้อมเสนอชื่อ นายสุรจิตต์ เป็นคณะกรรมการแทน

นายสุรจิตต์ รับเป็นรายชื่อที่ 3 โดยกล่าวว่า ขอบคุณ ส.ก.วิพุธ ที่สละตำแหน่งให้ “ผมรับไว้เอง จะได้จบ ขอประกาศใน ที่สภาแห่งนี้ว่า จะยึดหลักธรรมาภิบาล ความถูกต้องโปร่งใสเป็นสำคัญ ผมกลุ่มอิสระ”

ด้าน นายอัมรินทร์ กล่าวว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้เกียรติเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง “ผมขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างโปร่งใส เที่ยงธรรมยุติธรรมตามหลักพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง และขอถอดเข็มกลัดของพรรค เพื่อยืนยันเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าสภาแห่งนี้จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อบังคับของสภากรุงเทพมหานครเพื่อรักษาหลักธรรมาภิบาล”

และ นายสุชัย กล่าวว่า ขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจให้เป็นคณะกรรมการจรรยาบรรณ “เราจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเพื่อนำเรียนประธานสภาให้ดีที่สุด”

ท้ายสุด ประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 คือ 1. นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ 2. นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ 3. นายสุรจิตต์ พงษ์สิงหวิทยา พิจารณาเรื่องร้องเรียนตามข้อ บังคับนี้อย่างโปร่งใสและยุติธรรม

สำหรับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดนี้ จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเสนอผลการตรวจสอบรายงานประธานสภากรุงเทพมหานคร ว่ามีมูล หรือไม่มีมูล หากมีมูลจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป โดยประธานสภา กทม.จะดำเนินการตามข้อบังคับต่อไป

สภากรุงเทพมหานคร,กทม,สก,เสียบบัตรแทนกัน,พรรคประชาชน,

ไชยชนก ลั่น!ไม่กังวล เป็น รมต.สายล่อฟ้า หากฝ่ายค้านจ้องจองกฐินซักฟอก ไม่หวั่นถูกโยงการเมืองเรื่องพ่อ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:26 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้าน และทุกอย่างที่เราสามารถรวบรวมได้ก็ทำไปเรื่อยๆ ระหว่างทำงาน ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องมุ่งทำงานต่อไป

เมื่อถามว่า ตัวรัฐมนตรีไม่กังวลที่จะถูกอภิปรายใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าอยู่เหมือนกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ การเป็นสายล่อฟ้าก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ในข้อดีถ้าเรามีผลงานและสิ่งดีๆ จากหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ก็จะเป็นที่สนใจเป็นพิเศษก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแย่อะไร ถ้าเป็นสายล่อฟ้า

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ถ้าการอภิปรายครั้งนี้ ตัวรัฐมนตรีจะถูกโยงในเรื่องของการเมือง เนื่องจากกรณี นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บิดา นายไชยชนก กล่าวว่า จะไม่โยงได้อย่างไร ตนเป็นเลขาธิการพรรคจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องเกี่ยวข้องและถูกโยงอยู่แล้ว

ไชยชนกชิดชอบ,เนวินชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,ฝ่ายค้าน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,

พิพัฒน์ เผย นายกฯ ไฟเขียว ครม.พรุ่งนี้พิจารณาวาระแต่งตั้งได้ แต่ยังไม่เห็นมีกระทรวงไหนบ้าง

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:22 น.

พิพัฒน์ เผย นายกฯ ไฟเขียว ครม.พรุ่งนี้พิจารณาวาระแต่งตั้งได้ บอก ยังไม่เห็นมีกระทรวงไหนบ้าง รอเซ็นอยู่

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 18 ส.ค. จะมีการพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีในส่วนของกระทรวงคมนาคมหรือไม่ว่า ในส่วนของกระทรวงคมนาคมไม่มี ส่วนการแต่งตั้งระดับปลัดกระทรวงของกระทรวงอื่นนั้น ยังไม่เห็น ตอนนี้จะรอเซ็น เพราะนายกฯ อนุมัติว่า ถ้ามีการเสนอการแต่งตั้งในการประชุม ครม.วันที่ 18 ส.ค. นายกฯ อนุญาตให้นำเข้าที่ประชุม ครม.ได้ ซึ่งตนรออยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงพลังงาน มีการพูดคุยกันหรือยัง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะประชุม ครม.สัปดาห์ที่แล้วตนไม่อยู่ ตนอยู่รัสเซีย

ครม, พิพัฒน์, แต่งตั้ง, แนวหน้าออนไลน์

ไชยชนก ลั่น!ไทยไม่เลือกข้าง หลังสหรัฐฯ จ้องกดดันชาติพันธมิตร แสดงจุดยืน AI ยันเป็นกลางทั้งภูมิศาสตร์-เทคโนโลยี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:19 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเตรียมแจ้งประเทศพันธมิตรต้องเลือกข้างในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) กับประเทศจีน ว่า เราไม่เลือกแน่ๆ เพราะจุดยืนตั้งแต่ต้นคือ เป็นกลางด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะอยากให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ไม่ใช่เอไอของสหรัฐฯ หรือจีน แต่ที่อื่นๆ ก็เช่นกัน และเวลาเราไปในเวทีโลกก็ชัดเจนเรื่องนี้ ฉะนั้น เราไม่เลือก ถ้าจะบังคับให้เลือกก็ไม่เลือกอยู่ดี

เมื่อถามถึงจะบาลานซ์ระหว่าง 2 ชาติอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ถ้าเขาตัดสินใจจะไม่สนับสนุนหรือไม่ให้เทคโนโลยีเข้ามาในประเทศเรา อันนั้นถือว่าเขาเป็นคนเลือก ไม่ใช่เรา เมื่อถามอีกว่า หากไม่เลือกแล้วจะทำความเข้าใจอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ในมุมของเราจะรับทุกเทคโนโลยีถ้าสามารถทำได้ แต่ถ้าเราจะรับเอาเทคโนโลยีของจีนแล้วสหรัฐฯจะเลือกสนับสนุน นั่นก็เป็นการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะไม่ให้เราใช้เทคโนโลยีของเขา ไม่ใช่ว่าเราเลือกที่จะไม่ใช้ อย่างไรก็ตาม มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในทุกเทคโนโลยีอยู่แล้ว ตนอยากให้ประชาชนคนไทยเลือกได้และตัดสินใจเอง ไม่ใช่มาบังคับให้มีข้อจำกัดทางการค้า ดังนั้น ถ้าต้องเลือกทางใดทางหนึ่งก็จะไม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการกำหนดท่าทีของไทยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีการสื่อสารบนเวทีโลก ตลอดในช่วงเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อมีประเด็นดังกล่าวก็มีการหารือกับทั้งนายกรัฐมนตรี และนายสีหศักดิ์ เสมอ ในเมื่อครั้งที่นายกฯ ลงนามความร่วมมือกับจีน ซึ่งยังไม่มีการร่วมลงนาม เพราะต้องคำนึงถึงหลักการบาลานซ์ระหว่างสหรัฐฯ ฉะนั้น มุมมองตรงนี้เราชัดเจนตั้งแต่ต้น

ไชยชนกชิดชอบ,ดีอี,สหรัฐ,เอไอ,AI,

พิพัฒน์ ลั่น พร้อมแจงซักฟอก รีบออกตัวไม่ได้ดูพลังงาน-ยกเลิกแลนด์บริดจ์แล้ว ยันไม่เกี่ยวฮั้ว สว.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:11 น.

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก บอก คมนาคมโดนทุกรัฐบาล แต่ออกตัว ไม่ได้กำกับ ก.พลังงาน-ยกเลิกแลนด์บริดจ์แล้ว ยันไม่เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางรัฐบาล ว่า พร้อม ถ้าฝ่ายค้านจะอภิปรายในเรื่องของกระทรวงคมนาคม ตนก็ต้องพร้อมชี้แจงไม่ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือถามเรื่องอะไร เราจะพยายามชี้แจงให้ครบทุกประเด็น ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดการณ์หรือไม่ ว่าตัวเองจะเป็น 1 ในผู้ที่ถูกอภิปราย หากดูจากการวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายค้านที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ดูกระทรวงคมนาคมจะถูกอภิปรายทุกรอบไม่ว่ารัฐบาลไหน ดังนั้น ในฐานะที่นายกฯ ได้มอบให้ตนกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมตนก็ต้องพร้อมที่จะชี้แจง ไม่ได้กังวล อะไรที่เป็นประเด็น อะไรที่เป็นคำถาม อะไรที่ฝ่ายค้านสงสัยก็จะตอบในทุกประเด็น

เมื่อถามว่า มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะเป็นรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไว้แล้ว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าจะบอกว่า พุ่งเป้ามาที่ตน กระทรวงคมนาคม ตนคิดว่า ไม่น่าจะมี เพราะส่วนใหญ่ที่พุ่งเป้ามา อย่างในรัฐบาลที่แล้วก็เป็นเรื่องของพลังงาน ซึ่งขณะนี้ตนไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงานแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของแลนด์บริดจ์ ซึ่งปัจจุบันมีการยกเลิกไปแล้ว โดยการศึกษาของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยกเลิกคำว่า แลนด์บริดจ์ไป เพราะฉะนั้น ตนเลยไม่แน่ใจว่า จะมีการอภิปรายเรื่องอะไร แต่ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องของกระทรวงเราก็ต้องพร้อมชี้แจง

เมื่อถามว่า เรื่องการทุจริตในกระทรวงคมนาคม มั่นใจใช่หรือไม่ว่า ไม่มีแน่นอน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ความจริงเราเพิ่งเข้ามาทำงานในกระทรวง ถ้ารอบที่แล้วประมาณไม่ถึง 2 เดือน รอบนี้ก็ 3 เดือนกว่า เกือบ 4 เดือน ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่จะกังวล อันนี้ขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว. มาอภิปรายด้วย ส่วนตัวคิดว่า เหมาะหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องฮั้ว สว. ตนคิดว่า อยู่ในกระบวนการที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบอยู่ แม้ว่า จะมี 2 คณะ ซึ่งจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบ เพราะทางคณะที่ทำการหาข้อเท็จจริงยังไม่มีการสรุปออกมาที่ชัดเจน และยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องรอดูว่า เรื่อง สว.จะเป็นอย่างไร แต่สำหรับตน ในเรื่องของการฮั้ว สว. ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะใน 229 คนที่ว่านั้น ชื่อตนก็ไม่มี

ซักฟอก, ฝ่ายค้าน, พิพัฒน์, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, แลนด์บริดจ์

คอนเฟิร์ม! ทำเนียบฯ เหตุการณ์ปกติ สยบเฟกนิวส์ ยัน ไม่มีม็อบใหญ่-ไม่ปิดถนน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 13:39 น.

คอนเฟิร์ม! ทำเนียบฯ เหตุการณ์ปกติ สยบเฟกนิวส์ ยัน ไม่มีม็อบใหญ่-ไม่ปิดถนน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล กรณีมีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย ปรากฎภาพผู้ชุมนุมจำนวนมาก ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล และมีการอ้างว่าสื่อมวลชนถูกปิดกั้นไม่ให้นำเสนอข่าว

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบโดยรอบทำเนียบรัฐบาล พบว่าไม่มีการชุมนุมของมวลชนตามภาพที่เผยแพร่ มีเพียงกลุ่มสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ประมาณ 200 คน ที่ใช้พื้นที่ถนนพระราม 5 ข้างศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กางเต้นท์ปักหลักติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน และหนี้สิน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้เป็นการกีดขวางการจราจรแต่อย่างใด

ขณะที่การจราจรในพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่แยกพาณิชการ เชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ถนนพิษณุโลก จนถึงแยกมิสกวัน เข้าถนนราชดำเนินนอก และวนเข้าแยกเทวกรรม สะพานอรทัย ไม่มีการปิดการจราจร หรือปิดกั้นทางเข้าออกด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ภาพม็อบดังกล่าวที่ถูกแชร์กันในโลกโซเชียล ถูกตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจาก AI

ทำเนียบฯ, ม็อบ, อนุทิน, แนวหน้าออนไลน์

กองทัพบกแถลง ปม EOD เหยียบกับระเบิดช่องอานม้า ชี้เป็นจุดเคยถูกรุกล้ำ-อยู่ระหว่างเร่งเก็บกู้

17 สิงหาคม 2569 เวลา 13:39 น.

ทบ.แจงปม ทหารเหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า ขาขาด เหตุพื้นที่กัมพูชารุกล้ำ ก่อนผลักดันออก เผยพื้นที่อันตราย อยู่ระหว่างเก็บกู้

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีมีกำลังพล ได้รับบาดเจ็บจากการร่วมปฎิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ( TMAC ) บริเวณพื้นที่ ช่องอานม้า

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะทีมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณใกล้ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ ในอดีตฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาตั้งฐาน ในช่วงที่มีสถานการณ์ฝ่ายไทยได้มีการผลักดันทหารกัมพูชาออกไป หลังจากนั้นได้มีการควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ระบุเป็นพื้นที่อันตราย เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ทีมเก็บกู้จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยต่อไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าขวา มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย ขณะนี้กำลังพลรู้สึกตัวและอาการปลอดภัย อยู่ระหว่างนำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

กองทัพบกขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเบื้องต้นทางผู้บังคับบัญาได้กำชับทางต้นสังกัด ดูแลกำลังพลที่

EOD, กองทัพบก, ช่องอานม้า, อุบลราชธานี

จับตาสภากลาโหม 20 ส.ค.นี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย รอ ผบ.ทบ.วางไลน์ 5 เสือใหม่

17 สิงหาคม 2569 เวลา 13:13 น.

จับตาสภากลาโหม 20 ส.ค.นี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ก่อนส่งนายกฯ 28 ส.ค.เพื่อนำทูลเกล้าฯ ต่อไป คาด“ศรัณย์”นั่งปลัด กห. ดัน“รบพิเศษ”นั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้ รอ ผบ.ทบ.วางไลน์ 5 เสือใหม่ “ระวิน”นักบิน F-16 บินอารักขานายกฯ ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ทอ. ส่วน“บิ๊กโก๋”สานต่อ ผอ.JIC

17 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมสภากลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน และมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม คาดว่าก่อนการประชุมจะมีการหารือคณะกรรมการปราบย้ายนายทหารชั้นนายพล (บอร์ดกลาโหม) เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล เพื่อสรุปการจัดทำโผทหารรอบสุดท้าย ก่อนส่งรายชื่อให้ เจ้ากรมเสมียนตราไปตรวจสอบความถูกต้อง แล้วค่อยส่งต่อนายกรัฐมนตรี วันที่ 28 สิงหาคม เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

สำหรับตำแหน่งสำคัญที่น่าสนใจ คือปลัดกระทรวงกลาโหม คาดว่าจะเป็น พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม (ตท.26)

ส่วนตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารเรือ มี 3 แคนดิเดตคือ พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ (ตท.26) , พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัตพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (ตท.27) และ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ตท.26)

ขณะที่กองทัพไทย คาดว่าขยับ พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร (ตท.26) ในฐานะเลขานุการคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ขึ้นเป็น เสนาธิการทหาร ส่วน พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหารคนปัจจุบัน (ตท.26) ขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการฐานสูงสุด

สำหรับกองทัพบกในระดับ 5 เสือ มีการปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่ง อาทิ พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ตท.26) จะขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก จ่อชิงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี 2570 ซึ่ง พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกปัจจุบัน อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ เพื่อนำไปหารือในบอร์ดกลาโหม

นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อ พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก , พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (ตท.26) รวมถึง พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.28) , พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.28) รวมถึง พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (ตท.26) อยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะต้องมีการขยับ

ในขณะที่ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 คาดว่าจะมีการปรับ พลโท นรธิป โพยนอก (ตท.26) ขึ้นอัตราพลเอก แล้วให้ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน (อุ-จะ-รัต) รองแม่ทัพภาคที่ 4 (รบพิเศษ) (ตท.28) ขึ้นมาแทน

ส่วนกองทัพอากาศ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ จะเกษียณอายุราชการ คาดว่า จะมารับตำแหน่งสำคัญในกระทรวงกลาโหม เพื่อทำหน้าที่ ผอ. ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ต่อ ทั้งนี้ คาดว่า พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมปฏิบัติการทางอากาศ (ผบ.คปอ. (ตท.26) ขึ้นมาแทน โดยล่าสุดได้ขับเครื่องบิน F-16 บินอารักขาเครื่องบินของนายกรัฐมนตรี ในการตรวจเยี่ยมกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา

กระทรวงกลาโหม,สภากลาโหม,แต่งตั้ง,โผทหาร,

มท.4 ปัดโยนเผือกร้อน 5,925 ราย ให้ท้องถิ่น ฟันถอดถอนเอี่ยวโกงสอบ ยันส่วนกลางต้องรับผิดชอบ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 12:44 น.

17 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวชี้แจงกรณีมีการตั้งข้อสังเกต การส่งรายชื่อผู้ที่พบความผิดปกติจากการสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,925 ราย ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน จะเป็นการโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่นหรือไม่ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การโยนภาระให้ท้องถิ่น แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และส่วนกลางต้องรับผิดชอบในการกำหนดข้อมูล หลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจน ดังนั้น กรณีดังกล่าวต้องแยกให้ออกระหว่างการตรวจพบความผิดปกติ กับการดำเนินการด้านสถานะบุคคล เพราะแต่ละขั้นตอนอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การนำรายชื่อ 5,925 รายไปให้ท้องถิ่นตัดสินเองว่าใครผิดหรือใครต้องออกจากราชการ

“ผมขอพูดให้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น ส่วนกลางเป็นคนตรวจสอบข้อมูล เป็นคนกำหนดแนวทาง และเป็นคนส่งข้อมูลที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว ส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองเมื่อได้รับข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องแยกบทบาทกันให้ถูก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าทุกอย่างโยนให้ท้องถิ่น ทั้งที่ระบบราชการแต่ละระดับมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่ม 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบนั้น กระบวนการไม่ได้เริ่มต้นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลในกระบวนการสอบแข่งขัน เมื่อพบความผิดปกติจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการกำหนดแนวทางดำเนินการและส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ถ้าส่วนกลางตรวจพบว่าคะแนนมีปัญหาแล้วไม่ดำเนินการ คนก็จะถามว่าทำไมมหาดไทยปล่อยให้คนที่ได้คะแนนมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติ เราต้องแก้ไข แต่การแก้ไขต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์ และไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบแทนทั้งระบบ” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเดินไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแก้ไขบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว และการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบในส่วนของความรับผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกัน

“ต้องเข้าใจว่าการที่มีรายชื่ออยู่ใน 5,925 ราย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริตหรือเป็นผู้กระทำความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใครจะมีความผิดทางอาญาหรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตหรือไม่ เป็นเรื่องของหน่วยงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องพิสูจน์ต่อไป” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการจากผลคะแนนที่มีปัญหา หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้น ก็ต้องดำเนินการแก้ไขสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่สามารถปล่อยให้ความผิดพลาดหรือการทุจริตในกระบวนการสอบกลายเป็นสิทธิถาวรในระบบราชการได้

“หลักของผมง่ายมาก ใครได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ใครสอบด้วยความสามารถของตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เราจะไม่เอาคนสุจริตมาเป็นผู้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่น” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ อปท.ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบหรือผู้ชี้ว่าคะแนนสอบของบุคคลใดผิดปกติ แต่เมื่อมีข้อมูลและแนวทางจากส่วนกลางแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดมีหน้าที่ดำเนินการด้านบุคคลตามกรอบอำนาจของกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่ควรนำคำว่า “โยนเผือกร้อน” มาอธิบายกระบวนการทั้งหมด เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า มหาดไทยผลักภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่มีแนวทางรองรับ

“ถ้าจะถามว่าใครต้องรับผิดชอบ ผมตอบว่า ทุกระดับต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง ส่วนกลางต้องรับผิดชอบเรื่องข้อมูลและแนวทาง กรรมการที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบเรื่องมติและกระบวนการ และหน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง นี่คือระบบ ไม่ใช่การโยนงานให้ใครคนใดคนหนึ่ง” รมช.มหาดไทย กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะเดียวกัน มหาดไทยไม่ได้มองเฉพาะกลุ่ม 5,925 ราย แต่ต้องดูแลผู้สอบที่สุจริตซึ่งได้รับผลกระทบจากการจัดทำบัญชีใหม่ด้วย โดยได้เปิดช่องทางให้ผู้สอบที่ไม่ปรากฏรายชื่อในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้สามารถยื่นคำร้องขอตรวจสอบคะแนนของตัวเองได้ ระหว่างวันที่ 13-31 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางราชการได้

“เราไม่ได้มองแค่คนที่มีปัญหา แต่ต้องมองคนที่เสียโอกาสจากปัญหานี้ด้วย คนที่อ่านหนังสือมาสอบอย่างสุจริตต้องไม่กลายเป็นผู้รับกรรมจากการทุจริต เพราะฉะนั้นการเปิดให้ตรวจสอบคะแนนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่สอบโดยสุจริต” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำรายชื่อ 5,925 รายออกจากระบบ แต่ต้องทำให้กระบวนการสอบแข่งขันท้องถิ่นกลับมาอยู่บนหลักความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมทั้งดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

“เรื่องนี้ผมไม่ได้มองว่าเป็นการจัดการตัวเลข 5,925 คนแล้วจบ แต่ต้องจัดการต้นเหตุของปัญหา และต้องทำให้คนที่สอบในอนาคตเชื่อได้ว่า คะแนนของเขาจะไม่ถูกแก้ ไม่ถูกซื้อขาย และไม่มีใครใช้เส้นสายหรือเงินมาทำให้คนที่ไม่ควรได้สิทธิกลายเป็นคนที่ได้สิทธิ กระทรวงมหาดไทยไม่ปกป้องคนผิด แต่ก็จะไม่ทำร้ายคนสุจริต เราจะไม่ปล่อยให้คนที่ได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบ และในขณะเดียวกันก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องรับภาระโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องเดินให้ครบทั้งกระบวนการ และต้องจบด้วยความถูกต้องและความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

โกงสอบท้องถิ่น,ท้องถิ่น,วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,รมชมหาดไทย,