ก้องเกียรติ อ่วม! กกต.ชงศาล รธน.ฟันใบแดง-อาญา ปมรู้อยู่แล้วแต่ยังดึงดัน ลงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ ปี 68

ก้องเกียรติ อ่วม! กกต.ชงศาล รธน.ฟันใบแดง-อาญา ปมรู้อยู่แล้วแต่ยังดึงดัน ลงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ ปี 68

ก้องเกียรติ อ่วม! กกต.ชงศาล รธน.ฟันใบแดง-อาญา ปมรู้อยู่แล้วแต่ยังดึงดัน ลงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ ปี 68

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.08 น.

13 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.กรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช โดยมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.2561 มาตรา 54 พร้อมให้ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลัง นางมุกดาวรรณ เลื่องศรีนิล อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี กกต.ตรวจสอบพบว่า นายก้องเกียรติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามา เคยถูกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิพากษาถึงที่สุดในปี 2542 ในคดีลักทรัพย์ โดยศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี และปรับ ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี คดีดังกล่าวทำให้นายก้องเกียรติ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส.ตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 42 (12)

และในการลงสมัครเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2568 นายก้องเกียรติ ได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม จึงเข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายก้องเกียรติ รู้อยู่แล้วว่าตนเองมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) รวมถึงเข้าข่ายแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 13 ส่งผลให้การเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

– 006

เลขาฯสภาพัฒน์ ออกโรงโต้! ปัดสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด ดึงน้ำรับดาต้าเซนเตอร์ บอกไม่เกี่ยวกันเลย

เลขาฯสภาพัฒน์ ออกโรงโต้! ปัดสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด ดึงน้ำรับดาต้าเซนเตอร์ บอกไม่เกี่ยวกันเลย

เลขาฯสภาพัฒน์ ออกโรงโต้! ปัดสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด ดึงน้ำรับดาต้าเซนเตอร์ บอกไม่เกี่ยวกันเลย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

13 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า นายกฯ เรียกตนให้มาคุยเรื่องงาน โดยเฉพาะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่มีเรื่องการเจรจาภาษีสหรัฐฯ แต่อย่างใด โดยเป็นการหารือเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ และอีก 2 – 3 เรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงปลายของโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะต้องมีโครงการอื่นเข้ามาเติมหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งในเรื่องที่นายกฯเรียกตนมาพบ เพื่อให้ช่วยประสานเร่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับชลประทาน ที่เป็นโครงการใหญ่ๆ ทั้งโครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ชัยนาท-ป่าสัก ป่าสัก-อ่าวไทย ที่จะต้องแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมในระยะยาว ปัจจุบันทั้งสองโครงการผ่านบอร์ดสภาพัฒน์ฯมาแล้ว แต่อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังประมวลเรื่องเพื่อจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ ฝากให้ตนไปช่วยประสาน ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีกรอบวงเงินรวมกัน 2 แสนกว่าล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณในส่วนของเงินกู้จากธนาคารโลก หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย ส่วนโครงการด้านเศรษฐกิจ มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คอยดูอยู่แล้ว ขณะที่เรื่องการลงทุนทั้งหลายรัฐต้องดูว่า โครงการไหนที่สำคัญ และให้เร่งออกมา

เมื่อถามถึงกรณีมีการคัดค้านโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี นายดนุชา กล่าวว่า ไม่ได้มีการคุยเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่า เรื่องนี้มีทั้งบวกและลบ แต่ต้องไปดูว่าจะมีมาตรการลดผลกระทบอย่างไร ส่วนสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ เช่น ลดขนาดพื้นที่ได้หรือไม่นั้น ในทางเทคนิคตนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นในโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงโครงการดังกล่าวกับเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ยอมรับว่า ในภาคตะวันออกเรื่องน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพยามเชื่อมอ่างเก็บน้ำหลายอ่างเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคครัวเรือน และหากตรวจสอบดูจะรู้ว่า พื้นที่การเพาะปลูกทุเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก จากที่เราส่งออกไปเยอะทำให้ชาวบ้านปลูกกันมากขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากดาต้าเซ็นเตอร์ พื้นที่ดังกล่าวยังมีอุตสาหกรรมอีกหลายอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศอยู่ ต้องชั่งน้ำหนักกันให้ดี ส่วนที่ไปพูดกันในโซเชียลมีเดียว่าจะเอาน้ำไปให้ดาต้าเซ็นเตอร์นั้น ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ และไม่เข้าใจว่าไปออกลูกนั้นได้อย่างไร ตนไม่อยากจะไปวิจารณ์อะไร แต่เรื่องพวกนี้ต้องดูให้ดี

นายกฯ หารือปลัดกลาโหมสหรัฐฯ สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค

นายกฯ หารือปลัดกลาโหมสหรัฐฯ สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค

นายกฯ หารือปลัดกลาโหมสหรัฐฯ สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

นายกฯ หารือปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบาย สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เดินหน้าความมั่นคงยุคใหม่ รับมือความท้าทายแห่งอนาคต

13 สิงหาคม 2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเอลบริดจ์ โคลบี (Mr. Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาฝ่ายนโยบาย (Under Secretary of Defense for Policy) เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบาย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก พร้อมแสดงความยินดีต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลไทยว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และไทยไม่มีนโยบายนำความร่วมมือด้านกลาโหมมาเป็นเงื่อนไขหรือเครื่องมือต่อรองในการเจรจาการค้า โดยการหารือด้านการค้าและความมั่นคงต่างดำเนินไปบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องของแต่ละด้าน

ด้านความร่วมมือทางการทหาร นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยและสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ยาวนานถึง 193 ปี โดยไทยให้ความสำคัญกับความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายจึงควรร่วมกันเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ ให้เข้มแข็งและสอดรับกับบริบทระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งสามารถรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาค และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับประเทศที่มีหลักการและเป้าหมายร่วมกันในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทย เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนและสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงสมัยใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและความทันสมัยของกองทัพ ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกัน

สำหรับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพบหารือกับนายแคช พาเทล (Mr. Kash Patel) ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation: FBI) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ

ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าไทยยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี รวมทั้งการปฏิบัติตามข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ (KL Accords) โดยมุ่งรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยพร้อมสานต่อความสัมพันธ์อันยาวนานและเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มุ่งขยายความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของภูมิภาคต่อไป

– 006

สีหศักดิ์ นำทีมภาครัฐและเอกชนไทยหารือที่กรุงมอสโก เตรียมพร้อมประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9

สีหศักดิ์ นำทีมภาครัฐและเอกชนไทยหารือที่กรุงมอสโก เตรียมพร้อมประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9

สีหศักดิ์ นำทีมภาครัฐและเอกชนไทยหารือที่กรุงมอสโก เตรียมพร้อมประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

สีหศักดิ์ เป็นประธานการหารือกับผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทย ที่กรุงมอสโก เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุม JC ครั้งที่ 9 

13 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการหารือกับผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทย นำโดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่กรุงมอสโก เพื่อเตรียมการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – รัสเซีย (JC) ครั้งที่ 9 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 และการหารือระดับสูงกับฝ่ายรัสเซีย เพื่อขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ขยายการค้า การลงทุน และส่งเสริมโอกาสความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด สแกนเข้า-ออก ไร้ข้อยกเว้น จ่อทำ MOU ร่วม ตำรวจ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัย ยันไม่ได้ทำตามกระแส

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารรัฐสภาแก่ผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  นายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย และผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม  

นายโสภณ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาฯมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่อยากให้การปฏิบัติเข้มข้นขึ้น จึงอยากทบทวนและปรับปรุงระเบียบ รวมถึงเพิ่มมาตรการในทางปฏิบัติทั้งฝ่ายกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุม สำหรับมาตรการคัดกรองบุคคลและยานพาหนะ รถยนต์เข้าออกอาคารรัฐสภาต้องมีบัตร หรือสติกเกอร์ได้รับอนุญาต หากไม่มีต้องแจ้งภารกิจและรับการตรวจสอบล่วงหน้า รถสาธารณะ แท็กซี่ รถจักรยานยนต์ และไรเดอร์รับ-ส่งอาหาร ต้องแลกบัตรก่อนเข้า และจอดรับ-ส่งในจุดที่กำหนดเท่านั้น

ประธานรัฐสภา กล่าวอีกว่า ส่วนบุคคลเข้า-ออกทุกคนต้องติดบัตรแสดงตนอย่างชัดเจน โดยเห็นว่ารัฐสภาควรมีมาตรฐานที่ชัดเจนและบังคับใช้อย่างเป็นระบบ ไม่ควรมีการยกเว้นเป็นรายกรณีจนทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยขาดประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ที่เข้าภายในอาคารรัฐสภาทุกคนต้องผ่านเครื่องสแกนเอกซเรย์ ทั้ง สส., เจ้าหน้าที่, ผู้ติดตาม และบุคคลภายนอก โดยห้ามพกอาวุธปืนเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด หากพบจะถูกยึดทันทีและแจ้งผู้บังคับบัญชา พร้อมจัดสถานที่เก็บรักษาและการรับคืนตามหลักฐานและระเบียบที่กำหนด นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ติดตามหรือบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่อนุญาตให้เข้าห้องประชุมและห้องรับรอง สส. พร้อมจัดระบบสายตรวจเดินตรวจจุดเสี่ยงหรือจุดบอดต่าง ๆ ภายในรัฐสภาเพิ่มเติม

ประธานรัฐสภา กล่าวด้วยอีกว่า หลังจากนี้เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงานความปลอดภัย เพื่อให้การรับมือสถานการณ์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอบหมายฝ่ายกฎหมายทบทวนระเบียบเดิมและเสนอแนวทางปรับปรุง ก่อนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ

“การยกระดับครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมตามมาตรฐานสถานที่สำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นระบบและให้รัดกุมที่สุด ไม่ได้ทำตามกระแสหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง” นายโสภณ กล่าว

อธิบดีปกครอง สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล

อธิบดีปกครอง สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล

อธิบดีปกครอง สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

“อธิบดีปกครอง”สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล ย้ำมาตรการคุมปืนต้องเข้มงวด

13 สิงหาคม 2569 กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่สื่อมวลชนเผยแพร่ภาพและข้อความเกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 134 ปี “วันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีการนำอาวุธปืนลูกซองยาว จำนวน 5 กระบอก มาใช้เป็นของรางวัลจับสลาก มอบให้แก่ผู้โชคดีภายในงานนั้น

กรมการปกครอง ได้ให้ความสำคัญกับกรณีดังกล่าว และมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนเป็นไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย และสอดคล้องกับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้มีประสิทธิภาพและรัดกุม ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง ตลอดจนการป้องกันและปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

โดยกรมการปกครองได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ระงับการมอบอาวุธปืนในงานดังกล่าว พร้อมทั้งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะการดำเนินการของนายอำเภอและเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดงานและการนำอาวุธปืนมาใช้เป็นของรางวัล

ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบเวลาให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และรายงานผลการตรวจสอบให้กรมการปกครองทราบโดยเร็ว เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป หากพบว่ามีการกระทำใดไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งของทางราชการ จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และลงโทษอย่างเด็ดขาดต่อไป

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สนั่นโซเชียล เพจดังแฉ ภาพงานเลี้ยง 134 ปี ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ แจกปืนลูกซอง)

แสวง แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66

แสวง แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66

แสวง แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

“แสวง”แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66 อยู่ในช่วงเร่งพิจารณาสำนวนให้เสร็จภายใน 1 ปี

13 สิงหาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวยืนยันกรณียังมีข้อสงสัยถึงการรับโอนเงินของอดีตพนักงานสอบสวนสำนักงาน กกต.จากบุคคลใน จ.อำนาจเจริญ จำนวน 13 ครั้งรวม 860,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. – 22 ก.ค.2567 ว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว.ปี 2567 ตามที่มีการตั้งข้อสังเกต

โดยปี 2566 การเลือกตั้ง สส.มีขึ้นในวันที่ 14 พ.ค.2566 และ กกต.ประกาศรับรองผลเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.ที่ กกต.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หรือภายในวันที่ 18 มิ.ย.2567 ซึ่งการโอนเงิน 13 ครั้งนั้น ครั้งที่ 1 – 11 เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 19 เม.ย.2567 เป็นช่วงที่ยังไม่มีการเปิดรับสมัคร สว.และ กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนการเลือกตั้ง สส.ของ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลาการพิจารณา 1 ปี โดย กกต.มีมติให้สอบเพิ่มเติมในสำนวนดังกล่าว

สำนักงาน กกต.จึงมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนส่วนกลางดำเนินการสอบเพิ่มเติม โดยมีคำสั่งมอบหมายเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2567 และอดีตพนักงานสอบสวนที่ปรากฏเป็นข่าวเป็นหนึ่งในกรรมการสืบสวนชุดดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการโอนเงิน ส่วนการโอนครั้งที่ 12 ในวันที่ 1 มิ.ย.2567 แม้จะอยู่ในช่วงเปิดรับสมัคร สว.แล้ว แต่ยังไม่ถึงวันเลือก สว.ระดับอำเภอ และจากการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านเกี่ยวกับการเลือก สว.ใน จ.อำนาจเจริญ จนถึงวันที่มีการโอนเงินครั้งดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่การโอนครั้งที่ 13 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นวันที่ 22 ก.ค.2567 หลัง กกต.ประกาศผลการเลือก สว.แล้ว และในช่วงดังกล่าวมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัด ค้านเกี่ยวกับการเลือก สว.ใน จ.อำนาจเจริญ แต่จากการตรวจสอบพบว่า อดีตพนักงานสอบสวนรายดังกล่าวไม่ได้รับมอบหมายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำสำนวนคดีเลือก สว.แต่อย่างใด

นายแสวง ยังยืนยันว่า เมื่อพิจารณาจากไทม์ไลน์การเลือกตั้งทั้ง สส.และ สว.รวมถึงการมอบหมายงานและการตรวจสอบสำนวนแล้ว อดีตพนักงานสอบสวนที่ปรากฏเป็นข่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว.และเงินที่ได้รับโอนไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว.แต่เป็นการรับโอนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ตามข้อเท็จจริงและช่วงเวลาที่ตรวจสอบได้

กลาโหม แจง สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ยังไม่มีข้อตกลง 

กลาโหม แจง สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ยังไม่มีข้อตกลง 

กลาโหม แจง สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ยังไม่มีข้อตกลง 

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

โฆษก กห. แจง จัดตั้งโรงงานผลิตโดรนสหรัฐฯ ในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ย้ำ ยังไม่มีข้อตกลง เจาะจงว่าจะต้องผลิตระบบใด

วันที่ 13 สิงหาคม 2569  ที่กระทรวงกลาโหม พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจง การเปิดให้สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทยว่า จากการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของปลัดกระทรวงกลาโหม ถือเป็นโอกาสในการรับทราบข้อมูล เยี่ยมชมเทคโนโลยี และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาและรองรับเทคโนโลยีระบบไร้คนขับต้นทุนต่ำ อาทิ LUCAS ได้ 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ยังไม่มีข้อตกลงหรือข้อผูกมัดหรือเจาะจงว่าจะต้องผลิตระบบใดระบบหนึ่งโดยตรง หรือการอนุมัติจัดตั้งโรงงานผลิตโดรนของสหรัฐฯ ในประเทศไทยแต่อย่างใด

การดำเนินการทุกอย่างยังอยู่ในขั้นศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ การประเมินความคุ้มค่า และกรอบการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด

พลเรือตรี สุรสันต์ ย้ำว่า ที่ผ่านมา ไทยมีนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีระบบไร้คนขับ (Drone/UAV) เป็นหนึ่งในแนวคิดในการพัฒนาฯ โดยรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อเป้าหมาย “การพึ่งพาตนเองในระยะยาว”  จึงจำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้เทคโนโลยีจากประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ผ่านรูปแบบต่างๆ อาทิ นโยบายการชดเชยการนำเข้านวัตกรรม (Offset Policy) การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) การร่วมผลิต (Co-production) ฐานการผลิต (Defense Industrial Base: DIB) และการร่วมลงทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไทยและภาคอุตสาหกรรมไทย)

กกต.เผยโฉมบัตรสีเขียว เลือกตั้ง สส.เขต 3 อุดรธานี ชิงเก้าอี้ 30 ส.ค.นี้

กกต.เผยโฉมบัตรสีเขียว เลือกตั้ง สส.เขต 3 อุดรธานี ชิงเก้าอี้ 30 ส.ค.นี้

กกต.เผยโฉมบัตรสีเขียว เลือกตั้ง สส.เขต 3 อุดรธานี ชิงเก้าอี้ 30 ส.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

13 สิงหาคม 2569 สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จ.อุดรธานี แทนตําแหน่งที่ว่าง โดยบัตรเลือกตั้ง สส.เขต 3 ครั้งนึ้ใช้สีเขียว และในบัตรมีช่องหมายเลขผู้สมัคร ช่องทำเครื่องหมาย และช่องไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด

สำหรับการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 ประกอบด้วย อําเภอเพ็ญ , อําเภอสร้างคอม และอําเภอเมืองอุดรธานี (เฉพาะตําบลบ้านขาว) ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลา  08.00 – 17.00 น.

ทั้งนี้ เพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปอย่างถูกต้อง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรตรวจสอบข้อมูล ผู้สมัครที่ประกาศไว้บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง พร้อมสังเกต “หมายเลขผู้สมัคร” ให้ถูกต้อง ก่อนทําเครื่องหมายลงคะแนน สามารถติดตามหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำอุดรธานี

– 006

กกต.มติ 5 ต่อ 2 แสวง บุญมี ผ่านประเมิน นั่งเลขาฯ ต่อถึง มี.ค.70

กกต.มติ 5 ต่อ 2 แสวง บุญมี ผ่านประเมิน นั่งเลขาฯ ต่อถึง มี.ค.70

กกต.มติ 5 ต่อ 2 แสวง บุญมี ผ่านประเมิน นั่งเลขาฯ ต่อถึง มี.ค.70

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

กกต.มติ 5 ต่อ 2 แสวง บุญมี ผ่านประเมิน นั่งเลขาฯ ต่อถึง มี.ค.70

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมลับพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้นายแสวง  ผ่านการประเมิน ซึ่งจะมีผลให้นายแสวง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต.ต่อไปจนครบสัญญาจ้างในวันที่ 31 มี.ค.2570

ทั้งนี้ การประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าว สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ประชุม กกต. ชุดปัจจุบันได้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวง ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่กกต. ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้ประเมินไว้ และให้คะแนนผลการปฏิบัติงานของนายแสวงต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินร้อยละ 60 ซึ่งถ้ากกต. ชุดปัจจุบันมีมติยืนตามกกต. ชุดที่นายอิทธิพรมีมติไว้ ก็จะทำให้นายแสวง ต้องพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง

แต่เนื่องจากกกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่า ตามสัญญาจ้างกำหนดให้กกต.ที่มีอยู่เป็นผู้ประเมิน อีกทั้งในอดีตไม่เคยให้กกต.ชุดที่พ้นตำแหน่งไปแล้วทำการประเมิน กกต. ชุดปัจจุบันจึงมีมติเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมาให้ยกเลิกผลการประเมินของกกต.ชุดที่นายอิทธิพร เป็นประธาน และ กกต.ชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงเอง ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการประชุมและลงมติให้ผ่านการประเมิน