รมช.กระทรวงสงครามสหรัฐฯ พบ บิ๊กดุลย์ กระชับสัมพันธ์ หารือความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ

รมช.กระทรวงสงครามสหรัฐฯ พบ บิ๊กดุลย์ กระชับสัมพันธ์ หารือความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ

รมช.กระทรวงสงครามสหรัฐฯ พบ บิ๊กดุลย์ กระชับสัมพันธ์ หารือความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

13 สิงหาคม 2569 กระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ นาย Elbridge Andrew Colby (เอลบริดจ์ แอนดรูว โคลบี้) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐอเมริกา (United States Under Secretary of War for Policy) พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ซึ่งเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12 – 13 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมหารือและเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างไทย – สหรัฐฯ

ในโอกาสนี้ กระทรวงกลาโหมไทย ได้จัดงานรับรองอย่างเป็นทางการ ณ ห้องมณฑาทิพย์ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยมี พลเอก อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นเจ้าภาพ และมี พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เข้าร่วมในฐานะผู้แทนกองทัพบก

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านความร่วมมือทางทหาร ทั้งสองฝ่ายมุ่งพัฒนากิจกรรมป้องกันประเทศเพื่อประโยชน์ร่วมกัน การเข้าร่วมงานรับรองและการดูแลคณะผู้แทนสหรัฐฯ จึงเป็นการกระชับสัมพันธ์และเปิดโอกาสขยายความร่วมมือในอนาคต

นาย Elbridge Andrew Colby เป็นนักวิชาการด้านความมั่นคง จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเยล เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ด้านยุทธศาสตร์และการพัฒนากองกำลัง มีบทบาทสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงคราม (ด้านนโยบาย) รับผิดชอบกำหนดทิศทางความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งการเยือนประเทศไทยครั้งนี้มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันนี้ นาย Colby และคณะมีกำหนดเข้าพบ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการเสริมสร้างพันธมิตรไทย – สหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา

กลาโหม ยันเดินหน้าฝึก คอบร้าโกลด์ 2027 ตามแผนเดิม วงรอบ Light Year

กลาโหม ยันเดินหน้าฝึก คอบร้าโกลด์ 2027 ตามแผนเดิม วงรอบ Light Year

กลาโหม ยันเดินหน้าฝึก คอบร้าโกลด์ 2027 ตามแผนเดิม วงรอบ Light Year

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

โฆษก กห. ยัน เดินหน้า ฝึกคอบร้าโกลด์ 2027 ไทย-สหรัฐ ตามแผนเดิม วงรอบ Light Year เผย “รัฐบาล” แจงชัดไร้นโยบาย ใช้เป็นเงื่อนไข แลกลดภาษี

13 ส.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจง กรณีการนำเรื่องเจรจาภาษีไปผูกกับความร่วมมือด้านความมั่นคง เช่น การฝึกคอบร้าโกลด์ว่า 
ขอยืนยัน การฝึกยังเป็นไปตามแผนการฝึกเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นไปตามที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะเอาเรื่องอื่นใดมาผูกกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐ หรือเอามาใช้เป็นข้อต่อรอง

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า สำหรับการฝึกคอบร้าโกลด์ 2027 เป็นการฝึกร่วม/ผสมคอบร้าโกลด์ เป็นการฝึกทางทหารระดับพหุภาคี ระหว่างกองทัพไทย และกองกําลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) พร้อมด้วยกองทัพจากมิตรประเทศ สําหรับการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2027 ปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 46 ตามแผนการฝึกระยะ 6 ปี (Six Years Plan 2025-2030) 

โดยในปีนี้จัดอย์ในวงรอบการฝึกปีเว้นปีแบบ Light Year โดยมีประเทศที่เข้าร่วมการฝึก จ๋านวน 31 ประเทศ ดังนี้ ประเทศสมาชิกหลัก จํานวน 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย, สหรัฐฯ, สิงคโปร์, อินโดนีเชีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และมาเลเชีย ประเทศร่วมการฝึกแบบจํากัด กิจกรรม (Limited participant) จํานวน 4 ประเทศ ประกอบด้วย จีน, อินเดีย, ออสเตรเลีย และปากีสถาน ประเทศในโครงการเสนาธิการผสมส่วนเพิ่มนานาชาติ (MPAT) จํานวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ แคนาดา ฟิจิ ฝรั่งเศส อิตาลี มองโกเลีย เนปาล นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และสหราชอาณาจักร ประเทศร่วมสังเกตการณ์ฝึก (COLT) จํานวน 10ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน เยอรมนี จอร์แดน ลาว เนเธอร์แลนด์ ซาอุดีอาระเบีย สวีเดน ติมอร์-เลสเต ตุรกี และเวียดนาม โดยมีรายละเอียดการจัดกําสัง ดังนี้

หน่วยรับผิดชอบหลัก : กองบัญชาการกองทัพไทย  พื้นที่การฝึกหลัก : พื้นที่ กองทัพภาคที่3 (ทภ.3) และบริเวณอ่าวไทยตอนบน – การจัดตั้งกองอํานวยการฝึก ; จัดตั้ง บก.กกล.ผสมนานาชาติ (MNF HOs.) ณ อาคารม้าแดง กบร.กร. อ.บ้านฉาง จว.ร.ย. โดยมี ผบ.กกล.ผสมนานาชาติ (MNF CDR) จัดจาก บก.ทท.โครงสร้าง บก.กกล.ผสมนานาชาติ (MNF HOs) : ประกอบด้วย 6 กองกาลังหลัก ได้แก่

กกล.ทบ. กําลังพลฝึกหลัก จัดจาก พล.ร.4 กกล.ทร กําลังพลฝึกหลัก จัดจาก กยพ.กร. กกล.นย กําลังพลฝึกหลัก จัดจาก พล.นย กกล.ทอ กําลังพลฝึกหลัก จัดจาก ทอ กกล.อวกาศ กําลังพลฝึกหลัก จัดจาก JCC ฉก.ปพ.ร่วม/ผสม กําลังพลฝึกหลัก จัดจาก พล.รพศ.1

พล.ร.ต.สุรสันต์ ยังชี้แจง ความแตกต่างระหว่างการฝึก heavy Year กับ light Year คือ เรื่องรูปแบบการฝึกในส่วนการวางแผนของฝ่ายอำนวยการ

การฝึก Heavy year จะเป็นการฝึก แบบ command post exercise (CPX) โดยเอา scenario ของการฝึก มาบูรณาการฝึกทั้งภาคสนาม และ ภาคฝ่ายอำนวยการด้วยกัน เสมือนว่า ฝ่ายอำนวยการคิด ผู้บัญชาการตกลงใจ แล้วเอาไปปฏิบัติในสนามจริง

ส่วน light year จะเป็นการฝึกภาคสนาม และ ภาคฝ่ายอำนวยการแยกจากกัน โดย แยกเอาการฝึกฝ่ายอำนวยการ ในรูปแบบ STAFFEX มาเน้นกระบวนการแสวงข้อตกลงใจ ฝึกให้กระบวนการนี้ตกผลึก ได้เป็นแผนการปฏิบัติที่จะเอาไปใช้ต่อในปี heavy year (ที่จะเอามาทดลองใช้ในการฝึก CPX)

ส่วนเรื่องจำนวนคน และยุทโธปกรณ์ อาจมีแตกต่างกันเล็กน้อย  ไม่ได้เป็นสาระสำคัญ ระหว่าง light year กับ heavy year ครับ

อธิบดีปกครองแจง ปมแจกปืน’กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ เกาะพะงัน ชี้เปลี่ยนเป็นสิ่งของ-เงินสดแทน

อธิบดีปกครองแจง ปมแจกปืน'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' เกาะพะงัน ชี้เปลี่ยนเป็นสิ่งของ-เงินสดแทน

อธิบดีปกครองแจง ปมแจกปืน’กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ เกาะพะงัน ชี้เปลี่ยนเป็นสิ่งของ-เงินสดแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

‘อธิบดีปค.’ แจงไม่ได้แจกรางวัลปืน‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ เกาะพะงัน เปลี่ยนเป็นสิ่งของ-เงินสดแทน  ยันล็อกระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ ตามนโยบายนายกฯ พร้อมเปิดทางตร.พกปืนได้ขณะปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องมีคำสั่งผู้บังคับบัญชา เป็นลายลักษณ์อักษร

เมื่อเวลา 10.17 น.วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่เมืองทองธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จับรางวัลแจกปืนลูกซองยาว มอบเป็นของขวัญ 5 กระบอก ว่า นโยบายตอนนี้เราควบคุมปริมาณเรื่องปืน การจำกัดเป็นนโยบายสำคัญที่นายกฯให้ระงับการออกใบอนุญาตซื้อขายใบ ป. 3 เอาไว้ก่อน โดยรางวัลผู้ใหญ่บ้านจะมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าเท่ากับอาวุธปืนที่เขาจะได้รับให้แทน เป็นไปตามนโยบายที่นายกฯ ให้ไว้

เมื่อถามว่า นโยบายออกมาแล้วแต่ยังคงมีการแจกปืนอยู่ นายนฤชา กล่าวว่า ไม่ได้แจก แต่เป็นการมอบรางวัลตามระเบียบของอาวุธปืน เราเปลี่ยนใหม่เป็นให้สิ่งที่มีมูลค่าทดแทนกันได้ อาจจะเป็นเงินสดหรือสัญลักษณ์

เมื่อถามอีกว่า ต่อไปนี้นโยบายให้ปืนกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะไม่มีแล้วใช่หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า จะต้องยกเลิกไปก่อน ระงับออกไปก่อน แม้ระเบียบยังมีอยู่ แต่ในระเบียบก็มีช่องว่าง และที่ผ่านมาเรามอบเข็ม และใบประกาศ แต่รางวัลอื่นจะต้องจัดหาทุกปี ก็เช่นเดียวกันกับอาวุธปืนจะต้องจัดหาจากต่างประเทศ โดยปีนี้เป็นนโยบายจึงจำเป็นต้องมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทนกัน

“ไม่มีการจัดหาในแต่ละปีต้องดำเนินการตรวจสอบ แต่ละคนที่ได้รางวัลไป เขาต้องไปขอออกใบอนุญาตก่อน คือ ออกใบ ป.3 แต่เราระงับไปแล้ว ไม่ใช่แค่สั่งระงับ แต่เราล็อกระงับชั่วคราว โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลางหยุดปฏิบัติการออกใบ ป. 3 ทั่วประเทศ และสัปดาห์ที่แล้วที่มีการมอบรางวัล เป็นการมอบแหนบทองคำ กับใบประกาศ ไม่มีการมอบอาวุธปืน”นายนฤชา  กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมาคำสั่งของกรมปกครองที่ระงับปืนสวัสดิการ มีเสียงสะท้อนจากตำรวจว่าการมีปืนสวัสดิการ ก็เพื่อการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่กรมการปกครองได้หารือกับตำรวจบ้างหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่า วันนี้แม้แต่ปืนสวัสดิการเอง แต่เดิมมีไว้สำหรับให้เจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่ทำหน้าที่และการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่วันนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องจำกัดปริมาณของอาวุธปืน แม้แต่ปืนสวัสดิการเองก็จำเป็นต้องระงับเช่นเดียวกัน เป็นกลางทั้งสำหรับข้าราชการและประชาชน

เมื่อถามอีกว่า มีเสียงสะท้อนจากตำรวจที่จะต้องมีการพกอาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าหากจะต้องนำปืนไปเก็บไว้ที่ สน. หรือ สภ. หากมีเหตุฉุกเฉินเขาจะสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างไร นายนฤชากล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละหน่วยปฏิบัติ แต่ในทางปฏิบัติที่แก้ไขเรื่องนี้คือ อนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ตามหน้าที่ของตนเอง ทุก สน. ทุกหน่วยราชการต้องออกคำสั่งรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถนำปืนไปปฏิบัติหน้าที่ได้

‘อนุทิน’ สั่ง มท.-ตร. ทำงานแบบดูโอ้ เข้มตั้งด่านค้นปืน โอดไม่ไหวเหมือนแดนคาวบอย

‘อนุทิน’ สั่ง มท.-ตร. ทำงานแบบดูโอ้ เข้มตั้งด่านค้นปืน โอดไม่ไหวเหมือนแดนคาวบอย

‘อนุทิน’ สั่ง มท.-ตร. ทำงานแบบดูโอ้ เข้มตั้งด่านค้นปืน โอดไม่ไหวเหมือนแดนคาวบอย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

นายกฯเสียงแหบมอบนโยบายมั่นคง จับคู่ดูโอ้ ‘ผู้ว่าฯ-ผู้บังคับการ-นายอำเภอ-ผู้กำกับตำรวจภูธร ปลัดอำเภอ-สารวัตร‘ ทำงานร่วมกัน  สั่งเข้มตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืน-ยาเสพติดเป็นหลัก อย่าให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ เผยตัวเลขปืน 10 ล้านกระบอก เท่ากับประชากร 6-7 คนต่อ 1 กระบอก ลั่นไม่ไหวเหมือนแดนคาวบอย สุ่มเสี่ยงเกิดเหตุการณ์ร้ายได้ตลอดเวลา ขอจนท.อย่าหลงเชื่ออ้างนายกฯโทร ยันตัวจริงไม่โทรแน่นอน ผวากลัวถูกดักเสียง เฮียบ!ถ้าพบเป็นเสียงรมต.คาดโทษวันสุดท้ายของการทำงาน ชี้ผลภารกิจเป็นเคพีไอ

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ภาคกลางและภาคตะวันออก 25 จังหวัด และผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายกฯกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า ต้องกราบขออภัยอยู่ดีๆเสียงหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่ไม่ได้เป็นหวัด ไม่ได้เป็นอะไรอาจจะพูดแล้วไม่มีแอคชันเหมือนปกติ ตอนนี้ตนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ได้ร่วมกันจัดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาล ในระดับพื้นที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก รุ่นที่ 1 ภาคกลางและภาคตะวันออก ถ้าวันนี้เราไปทำโพลถามพี่น้องประชาชนก็น่าจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและมีความกังวลเป็นอันดับต้นเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเกิดเหตุใดๆก็ตามย่อมเป็นความรับผิดชอบของรัฐโดยตรงสะท้อนถึงการดูแลประชาชนที่ไม่ทั่วถึง นำมาสู่ความกังวลของพวกเขา อย่างปัญหาความมั่นคงไม่ได้มาในรูปแบบเหมือนเดิมแล้วอาชญากรรมเกิดขึ้นได้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวในชุมชนหรือระดับชาติ ปัจจัยที่นำไปสู่อาชญากรรมมีรูปแบบที่หลากหลายและอาชญากรบางประเภทมีเครือข่ายในเน็ตเวิร์ค มีการประสานการสร้างเครือข่ายที่ซับซ้อนการทำงานของพวกเราก็จะต้องปรับตัวให้เท่าทันและไม่สามารถที่จะทำงานแยกส่วนกันได้

นายกฯ กล่าวต่อว่า จะโชคดีหรือโชคร้ายก็แล้วแต่ที่ตนทำงานด้านความมั่นคงมาหลายปีได้มีการลงพื้นที่พบปะชาวบ้านเป็นประจำได้พบกับผู้ว่าฯ ผู้บังคับการและผู้กำกับอยู่ตลอดเวลา ตนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าผู้ว่าฯจับมือกับผู้บังคับการ นายอำเภอจับมือกับผู้กำกับตำรวจภูธร ปลัดอำเภอจับมือกับสารวัตร ปัญหาพื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในเรื่องของการทำให้บ้านเมืองสงบสุข มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าเราร่วมมือกันอย่างเต็มที่ นี่คือความเชื่อของผมและคือความเชื่อที่ผมมีความมั่นใจด้วย ตนลงพื้นที่เห็นความร่วมมือ มีคำว่าคู่จิ้นหรือคู่ดูโอ้ ถ้าหากมีการเชื่อมได้แบบไร้รอยต่อเราก็จะมีข้อมูล จึงขอให้ทีมอำเภอใช้ชุดข้อมูลเดียวกันหรือวันดาต้า  ในเรื่องของปัญหายาเสพติดรัฐบาลเดินหน้า 90 วันพิฆาตยาเสพติดอยู่แล้ว จึงขอให้ทุกท่านได้ทำงานร่วมมือกันอย่างเต็มที่ต่อไป พยายามให้อยู่ในกรอบเวลาที่เราได้กำหนดไว้ ถามว่าทำไมได้ตั้ง 90 วัน เพราะว่าแม้บางท่านจะต้องเกษียณอายุราชการไปในวันที่ 30 ก.ย.นี้ แต่มันจะไม่มีอุปสรรคในการดำเนินการของท่าน เราต้องทำให้มันเสร็จในห้วงระยะเวลาที่ท่านมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลอย่างเต็มที่

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องอาวุธปืนที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ก็ต้องฝากทุกท่านทราบว่าขณะนี้ต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ อย่าให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ และส่งผลให้เกิดสิ่งที่เราไม่พึงประสงค์ ซึ่งในส่วนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปแล้ว  ว่าช่วงนี้เราปิดระบบการออกแบบใบอนุญาตป. 3 ดังนั้นการซื้อขายการครอบครองอาวุธปืนของคนทั่วไปจึงไม่มี  และตนได้ให้นโยบายในเมื่อเราถือว่าอาวุธปืนเป็นสิ่งที่ร้ายแรงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้ที่ไม่มีหน้าที่ในทางกฎหมาย ปกติเราจะมีการมอบปืนให้กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเราต้องการให้อาวุธปืนนี้ลดลงทั่วประเทศทั่วประเทศ

ตอนนี้มี 10 กว่าล้านกระบอกที่เห็นอยู่ และที่ไม่เห็นไม่รู้มีอีกเท่าไหร่ เท่ากับประชากร 6-7 คนมีอาวุธปืน 1 กระบอก อันนี้ไม่ไหว นี่มันแดนคาวบอยไปแล้ว และยิ่งถ้าตัดพวกเด็กและผู้สูงอายุออกไปเผลอๆเหลืออยู่แค่ประชากร 3-4 คน ต่ออาวุธปืน 1 กระบอก อันนี้ถือว่าไม่ใช่ไม่ใช่บ้านเมืองที่มีความสงบสุขได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นบ้านเมืองที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุร้ายแรงได้ตลอดเวลา

ดังนั้นกรมการปกครองนำเสนอมาว่า จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของการมอบรางวัลให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะทำให้เขามีขวัญกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่ดูแลสาธารณสุขสุกดิบของพี่น้องประชาชน ขณะที่ในส่วนของนายอำเภอ ขอให้มีการร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนยาเสพติดเป็นหลัก ด่านเหล่านี้จะต้องมีความพร้อมมีความเข้มข้น เพราะเราต้องรักษาความปลอดภัยให้กับตัวเองด้วย หากคนที่ถูกตรวจค้นเขาไปกระทำความผิดอะไรมา เขาอาจจะต่อสู้ได้ตรงนี้ต้องขอให้ท่านเพิ่มความระมัดระวังด้วย แต่ขอให้เน้นย้ำในเรื่องของการตรวจจับการพกพาอาวุธผิดกฎหมายและดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ในส่วนของรัฐบาลกำลังมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ทำการยกร่างกฎหมายสังคายนาและออกพระราชบัญญัติว่าด้วยอาวุธใหม่ขึ้น 

“ยืนยันว่าให้ท่านให้ท่านทั้งหลายได้เข้มงวดกับการปราบปรามอันธพาลเหล่านี้องค์กรอาชญากรรม ผู้บงการผู้สนับสนุนและผลประโยชน์ต่างๆที่อยู่เบื้องหลังในภารกิจทั้งหมด  ทั้งภารกิจอบายมุข สถานบันเทิงผิดกฎหมาย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ อิทธิพล หนี้นอกระบบและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ให้ใช้หลักตามที่ผมได้มอบหมายนโยบาย ให้มีความอิสระอย่างสูงสุดในการปฎิบัติหน้าที่คือปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ไม่ต้องสนใจโทรศัพท์ใครที่จะโทรศัพท์เข้ามา เพราะถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.ไม่โทรศัพท์เข้ามา หรือผู้บังคับบัญชาตามสายงานของท่าน เพราะมันไม่ใช่คำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่มีวันโทรศัพท์อยู่แล้วไม่ต้องห่วงถ้าใครโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าน้อง นี่พี่หนูนะ นี่นายกฯนะ ก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่านั่นตัวปลอม เพราะตัวจริงไม่โทร โทรไม่ได้ คิดง่ายๆ แค่ท่านอัดเสียงผมก็ตายแล้ว ผมไม่รักคนอื่นมากกว่าตัวผมเองหรอก คิดง่ายๆ แค่นี้มันไม่มีโทรศัพท์ว่านี่ผม นี่เลขานายกฯนะ มท.3 มท.2 ไม่มี ถ้าโทรก็ขอให้อัดเทปไว้
แล้วส่งมาให้ผมตรวจสอบไม่ยาก ผมให้ท่านตรวจพิสูจน์หลักฐาน ถ้ามันเป็นเสียงของใครคนใดคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของผม ผมพูดได้เลยว่านั่นคือวันสุดท้ายของการทำงานของเขา เราทำงานกันแบบนี้ เอากันแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องมีความสงสัยอะไรทั้งสิ้น” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า รวมไปถึงผวจ.ด้วย ทำงานร่วมกับตนมา 3 ปีแล้วถ้านับจำนวนวัน ไม่นับจำนวนวาระ ตนคิดว่าผวจ.มีความสบายใจมาก เพราะไม่เคยได้รับการร้องขอใดๆ ที่จะให้ท่านได้ปฏิบัติต่อคนที่ทำผิดกฏหมายในระดับผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย ฉะนั้นตรงนี้เราได้ตั้งแนวทางและมีหลักของการทำงานอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งจะทำให้ท่านมีความสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งระดับผวจ. ระดับผู้บังคับการตำรวจภูธรและระดับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร รองผู้ว่าฯและนายอำเภอท่านสามารถปฏิเสธการร้องขอเหล่านี้ได้ ท่านบอกเลยว่าตอนนี้ไม่ได้ที่ผ่านมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่จากนี้เป็นต้นไปถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังมีนโยบายเช่นนี้อยู่ ท่านต้องทำตามระเบียบต่างๆและข้อกฎหมาย ตนให้คำยืนยัน ไม่มีใครจะทำให้ท่านต้องประสบอุปสรรคในหน้าที่ราชการของท่านได้ ถ้าท่านทำตามที่ตนได้พูดตามแนวทางนี้ ไม่ต้องสนใจคำร้องขอใดๆ ในการให้ความช่วยเหลือผู้กระทำผิดแต่ต้องช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ ไม่ช่วยใครเลยไม่ได้และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดให้เด็ดขาดและรุนแรง 

“ผมไม่ได้หวังว่าทำงานร่วมกันแล้วจะอาชญากรรมไม่เกิด แต่ขอให้มันลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ตำรวจแสดงให้เห็นแล้วอย่างเรื่องการปราบปรามไซเบอร์ วันนี้ไม่ได้มารับมอบนโยบายอย่างเดียว แต่ขอให้ใช้เวิร์คช็อปนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันตั้งแต่ที่คิดและการวางโครงสร้างในการทำงานอย่างจริงจังระหว่างในระดับอำเภอ กับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทั้งหลาย ร่วมกันดูข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันกำหนดเป้าหมาย เพื่อที่จะกลับไปทำงานร่วมกัน ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทำงานเป็นทีมบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและมีการวัดผล เพื่อปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง หากทำได้ตนเชื่อว่าประชาชนจะมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้นนั้นเป็นความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้นเช่นกัน 
ผมไม่ได้พูดว่าไม่ให้เกิดเหตุสักเคสเดียว มันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าต้องให้เกิดน้อยที่สุดและต้องไปทำลายต้นตอ สิ่งยั่วยุ มูลเหตุที่มันจะทำให้เกิดเหตุร้ายเหล่านี้ให้มากที่สุด ท่านต้องไปใส่ใจยังไงมันก็ผิดทุกวันนี้ถ้าพกปืนก็ผิด เพราะใบป.12 ไม่มีมาเกือบ 3 ปีแล้วเดินไปตรงไหน ถ้าเห็นคนพกปืน ถือปืนคนนั้นผิดกฎหมาย ซึ่งอาวุธปืนเป็นสิ่งที่ร้ายแรง ถ้าผู้ใช้ไม่มีหน้าที่ในทางกฎหมาย วันนี้ถ้าเราทำงานร่วมกันมันก็เป็นเคพีไอของพวกเราทุกคนด้วย ถ้าพื้นที่ไหนเกิดเหตุบ่อยๆทำให้เห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ขอให้กำลังใจและเป็นกำลังใจและพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ ท่านทราบดีว่า ตนชอบไปเจอกับพวกท่านอยู่แล้ว ผมยินดีมีโปรแกรมอะไรดีๆความสำเร็จมีผลงานอะไรดีๆ เรียกผมไปชม ผมชอบ ชอบที่จะไปและชอบที่จะเห็นชอบไปชื่นชมการทำงานของท่าน เราทำงานด้วยกันด้วยความมั่นใจและด้วยความมุ่งมั่น เพราะคนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือประชาชนของพวกเรา” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการกล่าวมอบนโยบายนายกฯมีอาการเสียงแหบ ไอและกระแอมตลอดเวลา  จนต้องมีการจิบอุ่นเป็นระยะ

‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน จัดระเบียบปืน สั่งคุม10ล้านกระบอก

‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน  จัดระเบียบปืน  สั่งคุม10ล้านกระบอก

‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน จัดระเบียบปืน สั่งคุม10ล้านกระบอก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หนู’ลั่นห้ามพกทุกคน จัดระเบียบปืน สั่งคุม10ล้านกระบอก แจงยิงโจรในบ้านผิด ไม่อยากให้ใกล้อาวุธ เร่งดันแก้กม.เข้าสภา เล็งต่อใบอนุญาต3ปี

นายกฯสั่งจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก ย้ำห้ามพกปืนทุกคน คาดโทษสส.ภูมิใจไทย ถ้าแหกคอกหมดอนาคตทางการเมืองแน่ สยบปมดราม่าปมยิงโจรในบ้านผิด ยอมรับพูดสั้นไปหน่อยแต่เจตนาไม่อยากให้อยู่ใกล้อาวุธ ด้าน“ปกรณ์”ลุยแก้กฎหมาย เล็งให้ต่อใบอนุญาตทุก 3 ปี ด้าน‘ศุภชัย’เด้งรับทันควันโชว์ร่างเสร็จแล้วพร้อมเสนอสภาฯ กรมการปกครองสั่งด่วนนายทะเบียนทั่วประเทศคุมเข้มทั้งระบบ อึ้งเปิดกรุนักการเมืองดังชอบสะสมทั้งนั้น

เมื่อเวลา 07.35 น.วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสั่งการในที่ประชุม สส.พรรคภูมิใจไทยห้ามพกปืนว่า ไม่ใช่แค่สั่งการสส. ตอนนี้ใครก็พกปืนไม่ได้ เพราะไม่มีใบพกอีกแล้วในประเทศไทย ใบพกทุกใบในประเทศไทย ณ ขณะนี้หมดอายุหมดแล้ว ฉะนั้น ไม่สามารถพกปืนอีกได้

นายกฯย้ำห้ามพกปืนทุกคนไม่ใช่แค่สส.

เมื่อถามว่าลูกพรรคหลายคน มีการสะสมอาวุธปืน นายกฯ กล่าวว่ามันเป็นเรื่องของเขา เพราะเขาก็ชี้แจงไปในบัญชีทรัพย์สิน จึงเน้นย้ำไปว่าโดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะสส.ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่จะมาลงเลือกตั้ง มีตำแหน่งทางการเมืองอะไรก็ตาม ถ้าเกิดมีเรื่องของอาวุธปืนมีการตรวจค้นแล้วพบว่ามีอาวุธปืนก็ผิดกฎหมาย และเมื่อผิดกฎหมาย อาจจะต้องถูกตีความ เป็นเรื่องของจริยธรรม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยุ่ง สำหรับอนาคตของพวกเขา เพราะเราไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมที่ถูกห้ามลงสมัครเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งเราเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องทําเป็นตัวอย่าง เพราะในเมื่อกฎหมายบอกว่าห้ามพกปืน บุคคลที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยหรือเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นบุคคลที่ประชาชนเลือกมาก็ต้องทําเป็นตัวอย่าง มันก็ไม่มีอะไร เพราะทําตามกฎหมาย

สั่งจัดระเบียบปืน10ล้านกระบอก

เมื่อถามว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ยกเลิกการออกใบ ป.3 แสดงว่าใครก็ตามจะซื้อปืนไม่ได้อีกแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องจัดระเบียบปืนในเมืองไทย ตอนนี้มีเป็นสิบล้านกระบอก มันไม่ไหว ประชากรมีเจ็ดสิบล้านคนเอง”

แจงดรามาปมห้ามยิงโจรในบ้าน

เมื่อถามว่ากรณีที่นายกฯระบุว่า ห้ามยิงโจรในบ้าน ตอนนี้กลายเป็นกระแสดราม่าจนเกิดความเข้าใจผิด นายกฯ ตอบว่า”ไม่มีการเข้าใจผิดหรอก หลักสําคัญคือผมพยายามที่จะทําให้ทุกคนให้เห็นว่า อาวุธปืนไม่มีประโยชน์กับใคร ถ้าถูกใช้เมื่อไหร่ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย หรือควรแก่เหตุอะไรก็แล้วแต่ จะต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ได้พิสูจน์โดยตํารวจ เพราะหากมีเหตุเช่นนี้ขึ้นมีการยิง ไม่ว่าจะเป็นการยิงคนที่มาประสงค์ร้ายอะไรก็แล้วแต่

“อย่างไรก็ต้องถูกตั้งข้อกล่าวหาก่อน แล้วก็ไปหลุดในศาล ผมอาจจะสื่อสารสั้นไปนิดนึง แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์คือ ไม่อยากให้พวกเราอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทําสิ่งที่ดีให้กับคนที่ถูกอาวุธปืนและคนที่ใช้อาวุธปืน เพราะคนที่ถูกอาวุธปืนอาจจะบาดเจ็บและเสียชีวิต คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล แล้วกว่าจะมีคําพิพากษาว่าสิ่งที่คุณทําเป็นการป้องกันตัวเอง มันควรแก่เหตุแล้ว คุณต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ไปประกันตัว ทําอะไรต่างๆ มากมาย ผมต้องการจะพูดแค่เตือนสติกันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมันมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหน กฎหมายไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง อย่าอยู่ใกล้ปืนดีที่สุด”นายกฯกล่าวย้ำ

ปกรณ์จ่อถกปค.-กฤษีกาแก้กม.อาวุธปืน

ที่ท้องสนามหลวง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 ว่าจะมีการหารือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยจะต้องนำหลักไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ใช้มาหลายสิบปีแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเราใช้ระบบอะนาล็อกควบคุม ให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติและมีกระดาษเป็นใบอนุญาต ไม่มีการทบยอดกันกับร้านปืนที่นำเข้าระหว่างผู้ซื้อ ครอบครอง และการโอน ซึ่งไม่เป็นระบบ ทำแบบเมื่อก่อนทำแบบง่ายๆเมื่อเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา จึงต้องดูแลกัน จะต้องมีการออกแบบระบบ เริ่มตั้งแต่ต้นทาง การนำเข้าอาวุธปืนว่านำเข้ามาอย่างไร เช็คสต็อกร้านปืนอย่างไร ร้านปืนในต่างประเทศเวลาจะขายปืนจะมีหลักคล้ายกับธนาคาร ระบบจะต้องมีความเข้มข้นกว่าธนาคารเพราะปืนมีอันตราย จะต้องมีความรับผิดชอบว่าขายปืนให้ใคร เมื่อขายไปแล้วมีระบบการกำกับปืนอย่างไร ใบอนุญาตควรมีอายุหรือไม่ เพราะปัจจุบันไม่มีอายุ

วางมาตรการเข้มรูปแบบต่างประเทศ

“ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการว่าควรจะมีอายุ โดยเสนอว่าควรจะมีอายุ 3 ปี และควบคุมเรื่องการโอน เพราะปัจจุบันมีการนำปืนไปจำนำ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นทรัพย์สินมีทะเบียนไม่สามารถจำนำได้ โดยหลักเอาปืนไปวางแล้วเอาเงินไป คนที่ครอบครองคือผู้รับจำนำ ถือว่าครอบครองปืนเถื่อน เพราะไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน ต้องควบคุมการใช้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร แม้กระทั่งสนามยิงปืนก็ต้องควบคุมให้มากขึ้น จริงๆ แล้วปืนกับเครื่องกระสุนจะต้องสัมพันธ์กัน แต่ปัจจุบันเครื่องกระสุนเยอะกว่าปืน ทำให้เราเห็นจุดอ่อนตามคดีต่างๆ ปืนกระบอกเดียวมีกระสุนถึง 30-40 นัด ฉะนั้น จึงต้องเข้มข้นมากขึ้น นี่เป็นหลักการที่ต่างประเทศเขาทำ”นายปกรณ์ ย้ำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกใบอนุญาตครอบครองปืนจะออกมาในลักษณะเดียวกับการออกใบอนุญาตขับขี่ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า มันต้องมี หากไปซื้อปืนในร้านปืนต่างประเทศจะรู้เลย ตั้งแต่ท่าถืออาวุธปืน ที่นิ้วมือต้องไม่เข้าโกร่งไก เขาจะดูพฤติกรรมตลอด เขาจะมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะเขาต้องเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะปืนไม่ใช่ปากกา ที่อยู่ๆ จะขายได้ มันอันตราย เมื่ออันตรายและใช้เป็นอาวุธได้ก็ต้องมีการควบคุมที่เข้มข้น

ต้องปิดช่องโหว่-เช็คแบบเรียลไทม์

เมื่อถามถึงกรณีการโอนลอย แต่ปลายทางไม่มีการโอนเป็นผู้ครอบครองอย่างแท้จริง กลายเป็นช่องโหว่ในการครอบครองอาวุธปืน นายปกรณ์ กล่าวว่า จะต้องปิดช่องโหว่ทั้งหมด อะไรที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นในอดีตได้ให้ทีมงานของกรมการปกครองและกฤษฎีกาไปศึกษาไว้แล้วว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง และจะปิดกันอย่างไร เพราะทุกวันนี้มันเป็นระบบแมนนวล แล้วก็กระจายไม่รู้ว่าใบ ป.3 ที่ออกไปแล้วไปออกใบ ป.4 จริงหรือไม่ หรือว่ามันหายไป ตอนนี้เช็คมือหมด จึงมีโอกาสผิดพลาดสูง นายกฯจึงมีนโยบายให้เช็คแบบเรียลไทม์ เมื่อซื้อปืนเสร็จต้องตัดยอดในสต๊อก เมื่อซื้อเสร็จจะต้องมีออกใบอนุญาตครอบครอง หลังจากนั้นจะรู้ว่าใครเป็นผู้ครอบครองอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนเท่าใด และจะมีระบบมอนิเตอร์ติดตามไปเรื่อยๆ รวมถึงจะต้องไปเช็คดูว่าการจำหน่ายปืนเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ นี่จะเป็นระบบของมัน ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ โดยได้มีการหารือในเบื้องต้นกับกรมสรรพากรแล้ว

จ่อออกกฎกระทรวงชี้แก้กม.ใช้เวลานาน

เมื่อถามว่า ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย จะมีการออกกฎกระทรวงก่อนหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อาจจะมีแนวทางการออกประกาศกฎกระทรวง แต่ต้องไปคุยกับกรมการปกครองและกฤษฎีกาก่อนว่าจะเอาอย่างไร เพราะการตรากฎหมายใช้เวลานาน จึงจำเป็นต้องมีการออกประกาศชั่วคราวในในช่วงที่มีการแก้ไข

‘สุชาติ’เด้งรับนโยบายห้ามพกปืน

ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กล่าวถึง กรณีแจ้งทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรากฏมีอาวุธปืน 12 กระบอก ขณะที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีเตรียมออกกฎหมายห้ามพกพาอาวุธ จะดําเนินการอย่างไร ว่า เรื่องปืนดังกล่าวเป็นของสะสมในอดีต เหมือนผู้ชายที่ชอบพระเครื่อง ก็ถือเป็นความชอบตั้งแต่ยังไม่มีตําแหน่งทางการเมือง และประกอบกับเป็นเรื่องที่ใช้ในการกีฬา เพราะเมื่อก่อนตนเป็นนักกีฬาด้วย ตนคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่เรามีสติในการใช้ให้ถูกวิธี ทั้งนี้ตนพร้อมสนองนโยบายของนายกฯ อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะกําชับทีมงานอย่างไร ให้สนองนโยบายนี้ นายสุชาติ ตอบว่า ส่วนตัวก็ไม่มีอยู่แล้ว มีเพียงเจ้าหน้าที่ตํารวจ ติดตามตัวที่สามารถพกพาได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย และคนทั่วไปก็ไม่สามารถพกได้อยู่แล้ว ใบ ป.12 ก็ไม่ได้ออกมาหลายรัฐบาล และคนที่เคยมี ก็หมดอายุไปแล้ว

จนท.อุทยานพกปืนได้-ตระเวนป่า

เมื่อถามว่าจะกําชับข้าราชการกระทรวงอย่างไร ในเรื่องนี้ นายสุชาติ กล่าวว่า ในกระทรวงของตนมีบางหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และอุทยาน ซึ่งก็สามารถพกปืนได้ตามกฎหมาย ก็คือปฏิบัติหน้าที่และปะทะกับผู้ลักลอบตัดไม้เถื่อน หรือบุกรุกพื้นที่ต่าง ๆ แต่ข้าราชการทั่วไปก็ไม่สามารถพกพาได้

เมื่อถามว่าการออกมาตรการแบบนี้ จะทําให้กังวลใจในการไปไหนมาไหนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เราไม่ได้ทําร้ายใคร แล้วเขาจะมาทำร้ายอะไรเรา เราก็บังคับใช้กฎหมายตามหน้าที่เรา “เขาจะทําร้ายเรา ก็ถือเป็นความโชคร้ายของเราไป แค่นั้นเอง”

ยธ.ย้ำDSIพกปืนได้-ได้รับอนุญาตอธิบดี

ขณะที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีมาตรการห้ามเจ้าหน้าที่พกปืน ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)มีการกำชับเจ้าหน้าที่หรือไม่ว่าตามระเบียบภายใน มีบางส่วนที่สามารถพกปืนได้ โดยต้องมีใบพกพาและอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และต้องมีใบยืนยันอีกครั้งหนึ่งด้วย เป็นระบบสองชั้น

เมื่อถามว่า พอมีนโยบายแบบนี้ จะกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ซึ่งส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องมีอาวุธปืน ทั้งในส่วนของปีนราชการในการเบิกจ่าย และเรื่องปืนส่วนตัว ที่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี

มีปืนที่บ้านใบป.4ถูกต้องแต่ไม่เคยพก

เมื่อถามว่าตัวรัฐมนตรีก็เป็นตำรวจเก่า มีปืนหรือไม่และจะจัดการอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ก็มีเอาไว้ที่บ้าน ไว้ปกป้องทรัพย์สินตามกฎหมาย มีใบป.4 เอาไว้ที่บ้าน ตั้งแต่รับราชการมาไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ ก็ไม่ได้พกปืน ยิ่งมาตอนนี้ ก็ยิ่งไม่ต้องพกปืน

เมื่อถามต่อว่าเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเรื่องนี้ในที่ประชุมด้วยนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ท่านได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วยว่าแม้แต่ผู้ติดตามท่านก็จะสุ่มตรวจซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะสุ่มตรวจผู้ติดตาม อาจจะเป็นผู้ติดตามจริง หรือติดตามไม่จริง เจ้าหน้าที่จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ตนเชื่อว่าน่าจะมีปฏิบัติการจริง ในช่วงวันเปิดสภา

ภท.ร่างกม.คุมอาวุธปืนเสร็จแล้ว

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ..)พ.ศ. …. เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการแก้ไข เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในสังคมโดยมีร้อยกว่ามาตรา

สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดหลักการไว้ถึง 24 ข้อในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 โดยร่างกฎหมายได้ระบุเหตุผลว่าโดยที่พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานโดยไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ บทบัญญัติหลายมาตรามีความไม่เหมาะสมกับกาลสมัย เนื่องจากเทคโนโลยีได้มีการวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลให้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่มีความไม่สอดดคล้องเหมาะสมกับสภาพการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อันก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติของผู้บังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรรมอันดีของประชาชนในหลายประการ สมควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันและสร้างความปลอดภัยต่อประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ปค.สั่งนายทะเบียนทั่วปท.คุมเข้ม

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ลงนามหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่11 ส.ค.ที่ผ่านมา กำชับให้นายทะเบียนท้องที่ทุกแห่งเตรียมความพร้อมและดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง ไปจนถึงการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

มาตรการระยะเร่งด่วน ให้ระงับการอนุมัติโครงการปืนสวัสดิการใหม่ และระงับการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน(แบบ ป.3)เป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเป็นอย่างอื่น พร้อมให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบจำนวนใบอนุญาตแบบ ป.3ที่ยังค้างอยู่และยังไม่มีการซื้อขายอาวุธปืน และรายงานผลให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายใน 30 วัน ขณะเดียวกัน ผู้ได้รับใบอนุญาตแบบ ป.3และได้ซื้ออาวุธปืนไปแล้ว จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน(แบบ ป.4)ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ มิฉะนั้นจะเข้าข่ายมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ กรมการปกครองจะเร่งตรวจสอบยอดขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนทุกราย ให้สอดคล้องกับยอดใบอนุญาตแบบ ป.3 หากพบความผิดปกติหรือไม่ตรงกัน จะดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด พร้อมประสานกรมสรรพากรตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษีของผู้ประกอบการด้วย

สำหรับสนามยิงปืน กรมการปกครองจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการกีฬาแห่งประเทศไทย ตรวจสอบยอดเครื่องกระสุนปืนที่อยู่ในความครอบครองของสนามยิงปืนทุกแห่งว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมตรวจสอบด้านภาษีเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเร่งปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายและเสนอให้ศาลพิจารณาโทษขั้นรุนแรง

เร่งแก้ก.ม.-เพิ่มโทษ-เข้มตรวจสอบ

มาตรการระยะยาว มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เสนอปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการอนุญาตและการซื้อขายอาวุธปืนทุกขั้นตอนแบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ตลอดจนเพิ่มมาตรการจัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน ยกระดับการควบคุมการค้าอาวุธปืน และกำหนดความรับผิดชอบของผู้ค้าอาวุธปืนต่อความปลอดภัยของสังคม รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยให้เสนอร่างกฎหมายฉบับแก้ไขภายใน 60 วัน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางกำหนดให้ใบอนุญาตให้มี และใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ต้องต่ออายุทุก 5 ปี รวมทั้งเพิ่มมาตรการควบคุมการซื้อขายเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าอาวุธปืนและสนามยิงปืนให้รอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยให้มีการตรวจสอบยอดจำหน่ายเทียบกับสินค้าคงคลังเป็นรายวัน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองได้ขานรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย โดยกำชับให้ฝ่ายปกครองและนายทะเบียนทั่วประเทศเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เมื่อได้รับแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกรมการปกครองจะเร่งออกหนังสือสั่งการพร้อมแนวทางปฏิบัติโดยละเอียดให้นายทะเบียนทั่วประเทศถือปฏิบัติต่อไป พร้อมกำชับให้ทุกพื้นที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและเตรียมความพร้อมอย่างใกล้ชิด

เปิดบัญชีอาวุธปืนใน ครม.อนุทิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย พบว่า รัฐมนตรีและบุคคลใน ครม.อนุทิน 1 หลายรายมีการแจ้งอาวุธปืนเป็นทรัพย์สิน โดยบางรายมีจำนวนหลายกระบอก และถูกจัดอยู่ในหมวดทรัพย์สินอื่นร่วมกับพระเครื่อง นาฬิกา เครื่องประดับ และของสะสมต่าง ๆ โดยมีบุคคลที่น่าสนใจดังนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ครม.อนุทิน 1 และดำรงตำแหน่งต่อใน ครม.อนุทิน 2 โดยการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. มีอาวุธปืน 27 กระบอก มูลค่า 2.65 ล้านบาท ในเอกสารเพิ่มเติม

รุทธพล10/ธรรมนัส7กระบอก

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แจ้งมีทรัพย์สินรวมกว่า 37 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีปืนรวม 10 กระบอก รวมมูลค่า 768,000 บาท, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ใน ครม.อนุทิน 1 มีการแจ้ง อาวุธปืน 7 กระบอก ในบัญชีทรัพย์สิน, นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม แจ้งมีทรัพย์สินรวมคู่สมรสกว่า 201 ล้านบาท ในจำนวนนี้แจ้งถือครองปืน พร้อมใบอนุญาต 6 กระบอก รวมมูลค่า 7 แสนบาท, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช อดีต รมช.คมนาคม แจ้งมีปืน 6 กระบอก

พิพัฒน์มีไม่น้อย5กระบอก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมใน ครม.อนุทิน 1 แจ้งทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2568 มีทรัพย์สินรวมกับคู่สมรสกว่า 4,613 ล้านบาท โดยในทรัพย์สินอื่นมี อาวุธปืน 5 กระบอก, นายทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งต่อมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 แจ้งทรัพย์สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง รมช.มหาดไทยว่า มีทรัพย์สินส่วนตัวกว่า 20 ล้านบาท โดยหมวดทรัพย์สินอื่นระบุ ปืน 4 กระบอก ประกอบด้วยปืนออโตเมติก 9 มม. ปืนเดี่ยวลูกซองขนาด 12 ปืนพาราเบลัมขนาด 7.65 และปืนเดี่ยวลูกซองขนาด 12

ส่วน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม้บัญชีทรัพย์สินที่เปิดเผยในปี 2568 จะพบว่าอาวุธปืน 4 กระบอกเป็นทรัพย์สินของ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ คู่สมรส ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของศุภมาส แต่ก็อยู่ในบัญชีทรัพย์สินของครอบครัวรัฐมนตรี และถูกแจ้งไว้ในหมวดทรัพย์สินอื่น

เข้มอดีตนักโทษ สั่งเฝ้าระวัง4.3พันคน สกัดซ้ำรอยป๋อง5ศพ

เข้มอดีตนักโทษ  สั่งเฝ้าระวัง4.3พันคน  สกัดซ้ำรอยป๋อง5ศพ

เข้มอดีตนักโทษ สั่งเฝ้าระวัง4.3พันคน สกัดซ้ำรอยป๋อง5ศพ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ถอดบทเรียน “ป๋อง 5 ศพ” กรมคุมประพฤติเร่งคลอดแผนเฝ้าระวังอดีตนักโทษทำผิดซ้ำ ไม่ให้ซ้ำรอย เผย“กลุ่มเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ”ล่าสุดมี 4,333 รายทั่วประเทศ คลอด“คณะทำงานระดับพื้นที่” ร่วม มท. วางเกณฑ์อุดช่องโหว่จำแนกอดีตนักโทษแบ่งเป็น 3 สี “แดง” ให้ความสำคัญพิเศษ“ส้ม” ให้ความสำคัญพอสมควร “เหลือง” ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง

จากกรณีนายฑณา เกิดทอง หรือป๋อง 5 ศพ อดีตนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่พ้นโทษออกมาแล้ว ก่อคดีรุนแรงซ้ำ แม้อยู่ในมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษจากคำสั่งศาล ภายใต้พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC นั้น

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีผู้ต้องขังพ้นโทษที่ถูกศาลมีคำสั่งเฝ้าระวัง 4,333 ราย ซึ่งไม่สามารถสันนิษฐานล่วงหน้าได้ว่าจะมีกี่รายในจำนวนนี้จะไปก่อเหตุทำความผิดซ้ำหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีนายฑนา หรือป๋อง ที่ศาลมีคำสั่งให้เฝ้าระวังหลังพ้นโทษ 2 เดือนคือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง และให้รายงานตัวทุก 3 เดือน แต่ในข้อเท็จจริงหลังจากนั้นก็พบว่าเวลาไม่ถึงเดือน ผู้ถูกเฝ้าระวังกลับไปก่อเหตุฆาตกรรมถึง 5 ศพ

ดังนั้น สาระสำคัญและช่องโหว่ จึงอยู่ที่ห้วงเวลาก่อนการรายงานตัวครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นนั้น เราควรรู้ว่าระหว่างนี้ผู้ถูกเฝ้าระวังมีกิจวัตรหรือไปทำอะไร ประกอบอาชีพที่ไหนบ้าง นอกจากนี้ ตนมองว่าการประเมินความเสี่ยงของราชทัณฑ์สำหรับผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ต้องขังเหลือโทษ 6 เดือน – 1 ปี เพื่อเตรียมพ้นโทษว่า เป็นผู้มีความเสี่ยงน้อยต่อการทำความผิดซ้ำ อาจยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปและตอบโจทย์ได้ทันทีว่าเมื่อเขาพ้นโทษไปแล้วจะเสี่ยงน้อยตลอดไปหรือไม่ เพราะขั้นตอนสุดท้ายสำหรับมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง จะเป็นการใช้ดุลพินิจของศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาจากรายงานการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่คณะกรรมการระดับเรือนจำ ตามด้วยรายงานความเห็นของคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ) ตามมาตรา 16

อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ต้องขังถูกใช้มาตรการใดหลังพ้นโทษ ก็ย่อมเป็นสัดส่วนที่ต้องเหมาะสมกับพฤติกรรม และสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกเฝ้าระวังด้วย เพราะขาก็ได้รับโทษตามอัตราโทษเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเป็นผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่ต้องพ้นโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ กระบวนการยุติธรรมจึงมองเห็นเรื่องของความปลอดภัยของสังคมและชุมชน ที่ผู้ถูกเฝ้าระวังจะไปพำนักอาศัย จึงต้องยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ แต่เป็นผลดีกับตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเองด้วย เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของคนในสังคมว่า คุณจะไม่เสี่ยงกลับไปทำความผิดซ้ำ

อธิบดีกรมคุมประพฤติเผยอีกว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีสถิติจำนวนผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาลให้มีมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ 4,333 ราย ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเข้มงวด ระหว่างนี้เราจึงทบทวนคดีล่าสุดที่เกิดขึ้น และได้แนวทางเพื่อจัดทำระบบและกระบวนการมาช่วยเพิ่มเติม เพื่ออุดช่องโหว่ตรงนี้ ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ถูกเฝ้าระวังปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่เสี่ยงไปทำความผิดซ้ำอีก ระหว่างนี้กรมคุมประพฤติส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานข้อมูลกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และตำรวจในพื้นที่ ให้สอดรับการตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ แบ่งเป็น

1.คณะทำงานระดับจังหวัด ที่จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และ2.คณะทำงานระดับอำเภอ ที่จะมีนายอำเภอ เป็นประธาน โดยทั้งสองคณะจะมีบทบาทร่วมกันวางมาตรการ เริ่มต้นจากสำรวจและทำรายงานในส่วนผู้ถูกเฝ้าระวังแต่ละรายว่าปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง และมีความเสี่ยงไปทำความผิดซ้ำหรือไม่ หรือมีคนในชุมชนรายงานเหตุความเสี่ยงหรือไม่ จากนั้นคณะทำงานจะร่วมกันพิจารณาข้อมูล อาทิ ประวัติทำผิด สาเหตุทำผิด พฤติการณ์รุนแรงในคดีเก่า ภาวะจิต นิสัย ประวัติชีวิตและครอบครัว เพื่อออกแบบมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยงเป็นรายบุคคลแบบใกล้ชิด

“เบื้องต้นคาดว่าภายในเดือนสิงหาคม 2569 มีความคืบหน้าในการจำแนกผู้ถูกเฝ้าระวังทั้ง 4,333 ราย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มสีแดง (ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ) กลุ่มสีส้ม (ให้ความสำคัญพอสมควร) และกลุ่มสีเหลือง (ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง) ซึ่งจะคำนึงถึงระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่ง ประกอบการจำแนกกลุ่มสีด้วย ซึ่งเชื่อว่าคณะทำงานระดับพื้นที่ ที่แต่งตั้งล่าสุดจะช่วยอุดช่องโหว่ และเพื่อดูแลติดตามผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาลให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด”อธิบดีกรมคุมประพฤติระบุ

ลุยสอบปม ชัยชนะ ตบ รองผกก. ตร.ภาค 8 ลงพื้นที่ พบนั่งดื่มสุราด้วยกัน มีปากเสียง-ทำร้าย

ลุยสอบปม ชัยชนะ ตบ รองผกก. ตร.ภาค 8 ลงพื้นที่ พบนั่งดื่มสุราด้วยกัน มีปากเสียง-ทำร้าย

ลุยสอบปม ชัยชนะ ตบ รองผกก. ตร.ภาค 8 ลงพื้นที่ พบนั่งดื่มสุราด้วยกัน มีปากเสียง-ทำร้าย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.31 น.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569  โฆษกตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานผลการดำเนินการ กรณีที่ปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ข้อความ สส.คนดังนครศรีธรรมราช ตบหน้ารองผู้กำกับการในจังหวัดนครศรีธรรมราช นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตรวจสอบและสืบสวนสอบสวน ดำเนินการทางวินัย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 รรท.ผบก.ก.จว.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย พ.ต.อ.ขจิตร คงปราบ รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรมราช , พ.ต.อ.นัษวุฒิ ทองทิพย์ รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และ พ.ต.ต.ธีระวุฒิ เทพเลื่อน ผกก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช
ได้ลงพื้นที่เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน พร้อมสั่งการให้ พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผบก.สส.ภ.8 นำชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนจากตำรวจภูธรภาค 8 เข้าร่วมตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ

เบื้องต้นทราบว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค.69 ณ บ้านหัวควน หมู่ 2 ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ และญาติไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพมารดานายกเทศบาลตำบลปริก โดยหลังจากสวดพระอภิธรรมศพเสร็จ ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 23.30 น.  ได้นั่งดื่มสุรากับนายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีปากเสียงจนทำร้ายกัน

โดยหลังจากการสอบสวน พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ฯ เสร็จ ได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ติดตามพยานบุคคลอื่นที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุมาทำการสอบสวนเพิ่มเติม และจะรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป การดำเนินการไม่มีปัญหาอุปสรรรคแต่อย่างใด ผู้บังคับบัญชาของตำรวจภูธรภาค 8 ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8 มาสนับสนุนการปฏิบัติ

จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังท่านที่มีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวที่ได้บันทึกไว้ตามวันเวลาในสถานที่เกิดเหตุ หรือพยานหลักฐานอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน สามารถส่งให้กับ พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานท์พิริย ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ จะพิจารณารวบรวมไว้ใน
สำนวนการสอบสวนและรักษาไว้เป็นความลับ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ให้ข้อมูลดังกล่าว

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กฟก.ภาคกลางจับมือสถาบันการเงิน หนุนแก้ปัญหาตลาดผลผลิตขององค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แสวงหาความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เล็งหนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ เพื่อขยายเพดานรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรร่วมกับนักลงทุน

ดร.วิญญู สะตะ ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้การสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรเกษตรกรในรูปแบบงบอุดหนุนให้เปล่า และงบกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ รวมถึง ปลอดดอกเบี้ย เพื่อพัฒนาความเข็มแข็งให้องค์กรเกษตรกร เพื่อให้ยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันกับตลาดภายนอกได้

“แต่เมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตออกมาแล้ว พบว่าผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร ไม่สามารถแบกรับปริมาณผลผลิตของเกษตรกรที่ออกมาพร้อมกันได้ มีจำนวนผลผลิตที่ล้นเกิน ผู้ประกอบการและนักลงทุนไม่มีเงินลงทุนเพียงพอที่จะสามารถรับซื้อผลผลิตได้ตามจำนวนออกเดอร์ที่สั่งมา รวมทั้งขนาดของเครื่องจักรหรือกำลังการผลิตการแปรรูปผลผลิตที่รับซื้อมาจากเกษตรกรมีขนาดเล็กเกินไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อขยายเพดานรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรร่วมกัน”

ดร.วิญญู กล่าวว่า สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เล็งเห็นปัญหานี้จึงหารือร่วมกับสถาบันการเงินหลายแห่ง โดยเฉพาะ ธกส. เพื่อเปิดเลนพิเศษให้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องการสินเชื่อหรืองบประมาณลงทุนในการขยายเพดานรับซื้อผลผลิตหรือพัฒนาศักยภาพของเครื่องจักรให้สามารถรองรับปริมาณกำลังการผลิตได้มากขึ้น

ดร.วิญญู ยังกล่าวอีกว่า สินค้าเกษตรที่องค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่นำมาจัดแสดงที่อาคารรัฐสภา ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 มีบางสินค้าที่พบว่ามีศักยภาพสูงมาก เป็นที่ต้องการของตลาด และองค์กรเกษตรกรมีความเข็มแข็งเพียงพอที่จะผลักดันไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่ สำนักกิจการสาขาภูมิภาคจะคัดเลือกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อเชื่อมโยงกับนักลงทุนและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน 4 ฝ่าย ระหว่างองค์กรเกษตรกร ผู้ประกอบการที่รับซื้อพืชผลทางการเกษตร และสถาบันการเงิน โดยมี กฟก เป็นตัวกลางเชื่อมโยงให้เกิดกระบวนการหมุนเวียนการทำงานที่ความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

“กฟก. จะเป็นผู้ดูแลองค์กรเกษตรกร โดยการจัดสรรงบประมาณเข้าไปเพื่อพัฒนามาตรฐานของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ส่วนสถาบันการเงินจะใส่งบประมาณเข้าไปในส่วนของผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาด จากตลาดภายในประเทศ ไปจนถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศซี่งจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างเป็นกอบเป็นกำ เราแบ่งพื้นที่การทำงานออกเป็น 4 กลุ่มจังหวัด ประมาณกลุ่มจังหวัดละ 6-7 จังหวัด จาก 26 จังหวัด โดยมอบหมายให้หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัดซึ่งใกล้ชิดกับองค์กรเกษตรกร เป็นผู้คัดกรององค์กรที่มีศักยภาพทั้งการผลิตและการตลาด ร่วมกับอนุกรรมการจังหวัด ก่อนส่งต่อข้อมูลมายังสำนักกิจการสาขาภูมิภาค เพื่อลงไปสแกนพื้นที่อีกครั้ง ลงไปค้นหาต้นทุนเดิม สตอรี่ และความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาสินค้านั้นให้ออกสู่ตลาดสากลต่อไป” 

ดร.วิญญู กล่าวต่ออีกว่า ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดโซนทะเลตะวันออก จะมีผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด และผลิตภัณฑ์จากการประมงน้ำเค็ม เช่น ปลา หอย กุ้งทะเล และประมงน้ำจืด เช่น ปลาสลิดบางบ่อ ส่วนโซนกลางขึ้นไปติดภาคเหนือ จะเป็นสินค้าประเภท ข้าวหอมมะลิและพืชผักต่าง ๆ แต่ในส่วนพื้นที่โซนทะเลใต้จะเป็นประเภทอาหารทะเลและอาหารแปรรูปกระป๋อง ส่วนโซนกรุงเทพและปริมณฑล ส่วนนี้เรามองว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงงาน เช่น เกลือสินเธาว์ หรือ อาหารแปรรูป

“เราพยายามจะจัดกลุ่มสินค้าให้เป็นไปตามประเภทที่ตลาดต้องการ และจัดทำเป็นแคตตาล็อกเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการข้อมูลและนำเสนอต่อผู้ประกอบการ ในแคตตาล็อกจะระบุ ชนิดสินค้า มาตรฐาน ราคา วัตถุดิบ แหล่งที่มา รวมทั้งสถานที่ติดต่อ” ดร.วิญญู กล่าวในที่สุด 

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

GIT ผนึก NEXTOPIA  ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ NEXTOPIA เปิดงาน “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” ภายใต้โครงการ Thailand towards World Sustainable Gem and Jewelry Hub เพื่อส่งเสริมแนวคิด Responsible Jewelry และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับอย่างรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 สิงหาคม 2569ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสวยงามหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพียงเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงคุณค่าที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบ ความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แนวคิด ‘Responsible Jewelry’ จึงไม่ใช่เพียงกระแสของโลกที่ตื่นตัวกันเพียงชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวและขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล

ด้วยเหตุนี้ GIT จึงร่วมกับ NEXTOPIA จัดโครงการ ‘Responsible Jewelry for Sustainable World’ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักวิชาการ และผู้บริโภค ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณี โลหะมีค่า และเครื่องประดับอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า และโครงการนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น World Sustainable Gem and Jewelry Hub อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นางสาวนรีรัตน์ สันธยาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Sustainability and Investor Relations บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า  “NEXTOPIA มุ่งมั่นสร้างพื้นที่ให้เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และนวัตกรรม เพื่อร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ความร่วมมือกับ GIT ครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริโภคเพื่อขับเคลื่อน Responsible Jewelry ซึ่งอาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป มาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและจับต้องได้ ผ่านนิทรรศการ เวทีเสวนา เวิร์กชอป และกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าใจว่า ทุกการเลือกซื้อสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่โปร่งใสและยั่งยืนได้”

โครงการ “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และผลักดันแนวคิด Responsible Jewelry ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมค้นพบ “คุณค่าที่แท้จริง เบื้องหลังประกายที่ยั่งยืน” ได้ภายในงาน ระหว่างวันที่ 12 – 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิงปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช’ (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่มโรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” โดยผนึกความร่วมมือกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และชวนสตรีไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมดลูก ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรค การเข้าถึงนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งมดลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม (ศูนย์สุขภาพสตรี) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ , พญ.ฐานิตา เวชโช, พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมด้วย พญ.วทันยา คุววัฒนานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แขกรับเชิญพิเศษ ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมองค์ความรู้และพลังแห่งการดูแลเพื่อยกระดับสุขภาวะสตรีไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งมดลูกอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม CONVENTION HALL ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรโดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อ้ครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภายในงานมีการเสวนาภายใต้หัวข้อ “Peach Power : Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก” โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรายใหม่สูงถึง 3,357 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์ 6.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) จัดเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พร้อมชี้ว่าแม้จะไม่มีการตรวจคัดกรองในสตรีทั่วไป แต่ถือเป็นโรคที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมักส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก หากสังเกตพบอาการและตรวจพบไว อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีจะสูงมากกว่าร้อยละ 90

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของมะเร็งมดลูกว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 95 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด และมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma)ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด แต่มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “มะเร็งมดลูก” ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด พร้อมเจาะลึกกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งลำไส้ และผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome) โดยเน้นย้ำสโลแกนรณรงค์ว่า “เลือดออกผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน”  หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง

ด้าน นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำเสนอความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูง โดยชูการตรวจด้วยเทคโนโลยี Office Hysteroscopy หรือการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในห้องตรวจ ซึ่งช่วยให้มองเห็นและเก็บชิ้นเนื้อได้แม่นยำ เจ็บน้อย ไม่ต้องดมยาสลบ และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ร่วมกับเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาแผลเล็กผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery), การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) และนวัตกรรม Sentinel Lymph Node Mapping หรือการตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนลเพื่อประเมินการกระจายของโรคเฉพาะต่อมแรกที่มีโอกาสรับการกระจายของเซลล์มะเร็ง แทนการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น วิธีนี้ให้ความแม่นยำในการประเมินการกระจายของโรค พร้อมทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Lymphedema) และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในการส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง” โดย พญ.ฐานิตา เวชโช ได้ถอดรหัสกลไกความอ้วนว่า ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรม Lynch syndrome ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย หากมีครอบครัวหรือญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้

ด้าน พญ.วทันยา คุววัฒนานนท์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักลงเพียง 5–10% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และเปลี่ยนมาทาน Whole Foods รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เพื่อใช้โภชนาการเป็นยาต้านมะเร็ง ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์ และก้าวข้ามความอายในการเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดบริการพิเศษให้สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ พร้อมโซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์สุขภาพสตรี อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ชั้น 2 โซนโถงลิฟต์ A โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร 1118  ศูนย์สุขภาพสตรี กด 5266 หรืออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th